ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 46 ความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง

    บทที่ 46ความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง

    “เพราะฉันเชื่อว่าโลกนี้ไม่ได้ปกคลุมไปด้วยความสิ้นหวังดังนั้น ฉันจึงเชื่อมั่นว่าสักวัน... ฉันจะสามารถยิ้มได้”

     

            

            “ฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน”มาโมรุบอก

            

            “ฉันไปด้วยเผื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น” นานาโกะเสนอ

            

            “ขอบใจนะนานะจัง แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉัน... มีเรื่องที่อยากจะคุยกับมาโมรุอยู่น่ะ”มินาโยะว่า

            

            “ให้สองคนนี้อยู่ด้วยกันสักพักเถอะ”โทวะสรุปอย่างเหนื่อยใจ

            

            เกือบสามชั่วโมงแล้วหลังจากมาโมรุและมินาโยะกลับเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยของโทวะอีกครั้งในสภาพที่ดูไม่จืดเลยโทวะไม่กล้าแม้แต่จะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่นานชินก็มาและเล่าทุกอย่างให้เขาฟังตั้งแต่ตอนที่จู่ๆเท็ตสึยะก็อาการหนักขึ้นจนถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินไม่นานหลังจากนั้นเพื่อนสมัยเด็กของชินกับเท็ตสึยะก็มาหา โวยวายอาละวาดใส่ชิน  ตามด้วยมาโมรุและมินาโยะชินอธิบายความสัมพันธ์ของเด็กสาวแปลกหน้าสั้นๆว่าเป็นเพื่อนสนิทสมัยเด็กของพวกเขาและเป็นอดีตคู่หมั้นของเท็ตสึยะและบอกพวกเขาแค่ว่าเธอเป็นภาชนะที่เก็บความทรงจำของเท็ตสึยะเอาไว้ส่วนหนึ่งที่เท็ตสึยะใช้พลังได้ไม่เต็มร้อยอาจจะเป็นเพราะความทรงจำที่ขาดหายไป

            

            ‘แล้วทำไมเธอไม่ส่งความทรงจำนั่นคืนให้เท็ตสึยะตั้งแต่แรกล่ะ?’

            

            โทวะถาม

            

            ‘เรื่องนั้นฉันไม่รู้หรอก แต่โมโมกะน่ะสนิทกับทางฝั่งของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์มากกว่าฉันบางทีเธออาจจะตกลงอะไรบางอย่างกับหมอนั่นก่อนที่จะให้เท็ตสึยะมาที่นี่ก็ได้’

            

            ชินบอก

            

            ‘ดูยัยนั่นจะบงการชีวิตของเท็ตสึยะเกินไปแล้วนะต่อให้เป็นอดีตคู่หมั้นก็เถอะ!’ มาโมรุบ่น

            

            ‘มันมีเรื่องซับซ้อนมาตั้งแต่สมัยที่พวกนั้นอยู่ด้วยกันที่เอิร์ธธันเดอร์แล้วฉันรู้คร่าวๆแค่ว่าพวกนั้นเสียเพื่อนสนิทไปสองคนตอนสงครามใหญ่ก็เลยดูเป็นห่วงเป็นใยกันกว่าคนอื่นๆ’ ชินว่าก่อนจะหันมาถามโทวะว่า ‘ว่าแต่นายเถอะ...มีความทรงจำส่วนไหนขาดไปหรือเปล่า?’

            

            ‘ไม่มี’ โทวะตอบสั้นๆ

            

            จบเรื่องความทรงจำชินก็กลับไปที่ห้องพักของเท็ตสึยะเพราะไม่อยากให้เด็กสาวอยู่เพียงลำพังในห้องผู้ป่วยโล่งๆความกดดันเลยมาตกอยู่ที่โทวะเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับมาโมรุและมินาโยะที่ไม่ยอมมองหน้ากันเลย

            

            โทวะพยายามจะชวนคุยแต่ทั้งคู่ก็แค่ถามคำตอบคำและดูเหมือนจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น โทวะเลยหยุดการสนทนาทั้งหมดด้วยความรำคาญใจและหันไปสนใจหนังสือที่อ่านค้างไว้แทนโชคดีที่ความกดดันไม่ได้ทิ้งช่วงนานนักเมื่อนานาโกะมาเยี่ยมเขาในช่วงบ่ายเด็กสาวทำให้บรรยากาศภายในห้องดีขึ้นด้วยการชวนคนนั้นคนนี้คุยไปเรื่อยโดยไม่สนใจว่าใครจะตอบรับเธอด้วยท่าทีเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

     

            



            “แต่ว่านะโทวะ”นานาโกะขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าเขาเห็นดีเห็นงามด้วยที่จะให้มาโมรุกับมินาโยะอยู่ด้วยกันตามลำพัง“จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอ? แล้วตาของมาโมรุล่ะ อาการมันจะไม่แย่ลงไปกว่านี้หรือไง?”

            

            “คงไม่มีอะไรแย่มากไปกว่านี้แล้วล่ะนานะ” มาโมรุบอก

            

            “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นแต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเธอสองคนอีก--”

            

            “ฉันจะพยายามไม่สบตาเขาเท่าที่จะทำได้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกจ้ะ”

            

            “ถึงบ้านแล้วโทรมาบอกฉันด้วยนะ”โทวะว่า “ทั้งคู่เลย”

            

            “อืม”มาโมรุตอบรับสั้นๆก่อนจะเป็นฝ่ายเดินออกไปจากห้องก่อน

            

            “ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะฝากดูแลโทวะด้วยนะจ๊ะ”

            

            มินาโยะส่งรอยยิ้มมาให้ทั้งคู่อย่างจริงใจก่อนจะเดินออกจากห้องตามมาโมรุไป

            

            ประตูปิดลงตามหลังมาโมรุยืนรอเธออยู่หน้าลิฟต์ ความสนใจของเขาจดจ่ออยู่กับตัวเลขที่กำลังส่องแสงสว่างอยู่บนหน้าจอพอลิฟต์เปิดออก เขาก็แทรกตัวเข้าไปข้างในลิฟต์ก่อนก่อนที่จะปล่อยให้เธอเดินตามเข้ามา

            

            เป็นช่วงเวลาที่อึดอัดพอสมควรมินาโยะไม่ได้อยู่ตามลำพังกับมาโมรุมานานมากแล้ว ถึงเธอจะบอกกับโทวะไปอย่างมั่นใจว่าเธออยากคุยกับมาโมรุตามลำพังแต่พออยู่ในสถานการณ์จริงนั้น ขนาดลมหายใจยังไม่กล้าให้เขาได้ยินเสียง

            

            แต่มาโมรุก็ดูจะไม่ต่างจากเธอนักแม้เด็กหนุ่มจะดูสงบนิ่งมากกว่าแต่ก็เก็บอาการกระสับกระส่ายไว้ไม่หมดครั้งหรือสองครั้งที่มินาโยะรู้สึกเหมือนว่ามาโมรุพยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอแต่เขาก็เงียบไป แล้วก็ได้แต่หันไปสนใจหลอดไฟกับป้ายประกาศภายในลิฟต์แทนพอเห็นเขาเองก็ประหม่า ความรู้สึกกังวลในช่องท้องของเธอก็คลายลงไปมาก

            

            ทั้งคู่ออกจากโรงพยาบาลในตอนที่แสงแดดยามเย็นเริ่มอ่อนแสงเดินไปตามทางที่คุ้นเคยโดยที่ยังไม่พูดอะไรกันเลยสักคำ พอถึงทางแยกมินาโยะก็กระตุกแขนเสื้อมาโมรุ ชี้นิ้วไปอีกทางส่วนสายตานั้นจ้องมองหัวไหล่ของเด็กหนุ่ม มาโมรุมองดูเธอก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไล่ไปตามนิ้วของเด็กสาวความประหลาดใจฉายชัดอยู่วูบหนึ่งก่อนที่เขาจะพยักหน้า  ออกเดินนำเธอไปยังเส้นทางที่เธอต้องการจะไป

            

            แม้จะล่วงเข้าช่วงเย็นของวันแล้วแต่สนามเด็กเล่นในสวนสาธารณะกลับว่างเปล่ากระดานลื่น เครื่องเล่นต่างๆถูกทิ้งร้าง บ่อทรายที่เคยเล่นเมื่อก่อนตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าสีเขียวที่แทงยอดขึ้นมารับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง  แม้เครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นจะถูกจัดวางอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่แต่น้อยชิ้นนักที่จะยังใช้การได้

            

            “เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะ”มินาโยะเปรย เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาครั้งแรกนับตั้งแต่ที่แยกจากโทวะมา

            

            “อืม”มาโมรุขานรับสั้นๆ ประหลาดใจนิดหน่อยที่เด็กสาวเลือกที่จะมาที่นี่แทนที่จะเป็นที่ศาลเจ้าอย่างที่เขาคาดเดาไว้สำหรับเขา ที่ศาลเจ้าของอาจารย์มิซึกิมีความหลังกับเขามากกว่าที่นี่ แต่บางที...อาจจะไม่ใช่กับมินาโยะ

            

            “ฉัน...ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีเลย” มินาโยะพูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดพลางหัวเราะปลอบใจตัวเองมีเรื่องอยู่ในหัวมากมายที่เธออยากจะพูดกับมาโมรุ แต่ก็พูดไม่ออกไม่รู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้เธอควรจะเลือกพูดกับเขายังไงก่อนดี

            

            “เธอไม่ต้องขอโทษฉัน”มาโมรุบอก “ฉันเองก็จะเลิกโทษตัวเองเหมือนกัน”

            

            มาโมรุเดินนำเธอไปที่ชิงช้าส่วนตัวเขาเดินเลี่ยงไปที่กระดานลื่นซึ่งอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่ต่างเสมองไปคนละทิศทาง

            

            “เล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังหน่อยสิ”มาโมรุว่า “ตัวเธอ... ที่เป็นเธอสมัยที่อยู่ที่เอิร์ธมูนน่ะ”

            

            “ฉันเหรอ?”มินาโยะชี้มาที่ตัวเองอย่างประหลาดใจเรื่องอดีตของเธอที่เอิร์ธมูนไม่ได้อยู่ในหัวข้อที่เธออยากจะพูดกับมาโมรุเลยพอเจอคำถามของเขาเข้า เธอเลยไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

            

            “ฉัน...เอ่อ... ฉันจำไม่ค่อยได้นักหรอกนะ” เด็กสาวเล่าถึงอดีตของตัวเองอย่างไม่มั่นใจเลย“จำได้ลางๆว่าฉันอยู่แต่ในหอคอยน่ะ ไม่ค่อยมีคนมาหาฉันเท่าไหร่แล้วฉันเองก็ไม่ค่อยได้ออกไปพบใคร นานๆครั้งท่านพ่อจะเรียกให้ไปหาบ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วฉันจะอยู่กับตัวเอง แล้วก็ท่านแม่”

            

            มาโมรุรับฟังเรื่องราวของเด็กสาวด้วยท่าทีสงบนิ่ง

            

            “ฉันชอบทำสวนสมัยเด็กๆท่านพี่มาช่วยทำบ่อยๆ เขาเองก็มานะ พี่มาซารุในอดีตน่ะแต่พอฉันรู้ว่าเขาหมั้นกับพี่สาวฉัน สองคนนั้นก็ไม่ได้มาหาฉันอีกเลย”

            

            “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า?”

            

            “เรื่องนั้นฉันไม่รู้”มินาโยะส่ายหน้าช้าๆ “ฉันไม่รู้เรื่องของโลกภายนอกเลยสักเรื่องไม่ใช่แค่พวกเขาไม่บอกฉัน แต่ดูเหมือนพวกเขาจะกันฉันให้ออกจากโลกภายนอกด้วยฉันเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร มันจะเกี่ยวข้องกับอาการในตอนนี้ของฉันไหมฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าในโลกของฉันมีแค่ฉันกับท่านแม่ท่านพ่อก็ค่อยๆหายหน้า ส่วนพี่สาวฉันเราก็แทบจะไม่ได้เจอกันอีกเลยฉันออกมาเจอโลกภายนอกครั้งแรกตอนที่พี่สาวฉันเข้าพิธีสืบรัชทายาทฉันต้องซ่อนตัวจากผู้คนอยู่ภายใต้เวทพรางตัวของท่านแม่เพื่อแลกกับอิสระภาพอันน้อยนิดแล้วในวันนั้น ท่านพ่อก็จากพวกเราไป”

            

            น้ำเสียงของมินาโยะขาดช่วงไปเล็กน้อย

            

            “ตอนที่ท่านพ่อตายนั่นเป็นเรื่องราวแรกที่เกี่ยวกับผู้พิทักษ์ที่ฉันจำได้แต่มันคงจะเป็นความทรงจำของพี่น่ะถึงตอนนี้แล้วฉันเองก็สับสนหน่อยๆว่าสิ่งที่ฉันเห็นในอดีตมันเกิดขึ้นกับฉันหรือพี่ฉันกันแน่”

            

            “ฟังดูซับซ้อนนะฉันไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากทำไม”

            

            “บางทีเขาอาจจะคิดว่าฉันเป็นตัวอันตรายก็ได้นะดูอาการที่ฉันเป็นสิถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครอธิบายกับฉันเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่”

            

            มาโมรุไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ให้เธอเหมือนกัน

            

            “ตลกนะที่เมตาเรียเลือกฉันทั้งๆที่ในตอนนั้นฉันไม่มีทางได้พบกับเธอแน่ๆ” จู่ๆเด็กหนุ่มก็เปรยขึ้นทั้งที่มันเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแสนนานแล้วแท้ๆแต่เขากลับรู้สึกเหมือนกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้

            

            “เรา...ไม่มีทางได้พบกันเลยแท้ๆ”

            

            “แต่ตอนนี้มาโมรุอยู่ข้างฉันนี่นา”มินาโยะว่า “แปลกนะที่เราได้อยู่ด้วยกันแบบนี้”

            

            “ฉันอยู่กับเธอได้เพราะพี่ไม่อยู่”มาโมรุยอมรับ มันเป็นเรื่องที่เขาพยายามจะปฏิเสธมาหลายปี แต่ไม่ว่าจะมองในมุมไหนสิ่งที่ทำให้เขาได้พบกับมินาโยะคือพี่ ไม่ใช่โชคชะตา

            

            “ถ้าเขาอยู่คนที่อยู่ข้างเธอคงเป็นเขา ไม่ใช่ฉัน”

            

            และบางที...เธออาจจะมีความสุขมากกว่านี้

            

            “ฉันจำเขาไม่ได้เลยจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆจนกระทั่งได้พบเขาอีกครั้งในวันนั้น” มินาโยะว่า “รู้อะไรไหม?ตอนแรกฉันคิดว่าโทวะคือเขาด้วยซ้ำ จนกระทั่งเขามาปรากฏตัวตรงหน้าฉันนั่นแหละฉันถึงรู้ว่าไม่ใช่”

            

            “อือ”มาโมรุส่งเสียงตอบรับเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี บางที ต่อให้ไม่มีพี่...คนที่เธอเลือกก็คงจะไม่ใช่เขา

            

            “ฉันเคยคิดว่าฉันชอบโทวะนะแต่โทวะบอกกับฉันว่าให้หยุดมันซะ บางทีเขาอาจจะรู้มาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้มีแต่ฉันที่ไม่รู้”

            

            มาโมรุเซวูบไปเลยแม้จะพอรู้อยู่แก่ใจแต่เขาไม่คิดว่ามินาโยะจะพูดมันออกมาตรงๆ แถมยัง... อะไรนะ!? โทวะบอกให้หยุดงั้นเหรอหมายความว่ายังไงเนี่ย!

            

            “ตอนนั้นฉันเกลียดตัวเองขึ้นมาเลยล่ะฉันสับสนมากซะจนไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเลย ฉันชอบโทวะเพราะว่าเขาอยู่ข้างฉันมาเสมอหรือฉันชอบเขาเพราะเขาเป็นเหมือนภาพทับซ้อนกับคนที่ฉันชอบในอดีตแล้วในอดีตฉันมีคนที่ชอบจริงๆน่ะเหรอ ในเมื่อฉันไม่เคยได้พบกับใครเลยความรู้สึกที่ว่าชอบนั่นน่ะ มันเป็นของฉันหรือของพี่สาวฉันกันแน่ฉันสับสนมากซะจนเกลียดตัวเองที่จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง”

            

            มินาโยะเงยหน้าขึ้นมองมาโมรุพยายามบังคับสายตาของตัวเองให้หยุดนิ่งอยู่แค่ตรงหัวไหล่ของเขาเท่านั้นเธอไม่อาจสบตาเขาได้ ดังนั้นเธอจึงไม่รู้เลยว่าระหว่างที่เธอพูดมาโมรุกำลังรู้สึกยังไงอยู่

            

            “ฉัน...ก็... พอเข้าใจเธออยู่ล่ะมัง” มาโมรุถอนหายใจ เขาเองก็หาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเขาชอบเธอในแบบที่เธอเป็นหรือเพราะเธอเหมือนพี่สาวของเธอกันแน่

            

            “ดังนั้นฉันเลยจะไม่สนใจมันแล้ว”มินาโยะบอกอย่างตัดสินใจได้ เด็กสาวลุกขึ้นจากชิงช้าที่เธอนั่งเดินตรงมาหามาโมรุเธอยืนอยู่ข้างเขา เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีฟ้าใสที่แต่งแต้มตรงขอบฟ้าด้วยสีส้มทองของพระอาทิตย์ยามเย็น

            

            “ฉันจะไม่สนแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉันในอดีตและฉันได้ทำร้ายใครไปบ้างระหว่างทางที่ผ่านมา มันดูเห็นแก่ตัวมากเลยนะจริงๆฉันก็แอบกลัวอยู่หน่อยๆล่ะ แต่เมื่อวันก่อน ฉันได้พบกับไวโอเลต ฉันรู้แล้วว่าตัวฉันนั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่างและฉันไม่อาจเป็นพลังให้กับใครได้ทั้งนั้น แต่ฉันจะก้าวต่อไป...ทั้งๆที่ฉันไม่รู้อะไรเลยแบบนี้แหละฉันคิดว่ามันดีกว่าที่จะมานั่งเป็นกังวลว่าฉันเป็นอะไรและควรจะทำอะไรต่อแค่ก้าวไปเท่านั้น...”

            

            มาโมรุยิ้มให้กับความตั้งใจของเด็กสาวความกล้าของเธอที่เขาไม่มี

            

            “ฉันอยากอยู่กับทุกคนฉันอยากเดินไปพร้อมกับทุกคน”น้ำเสียงของมินาโยะสะดุดด้วยเหตุผลที่มาโมรุเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ“ฉันไม่อยากจะวิ่งไล่ตามอดีตที่ฉันไม่รู้ แค่อยากจะอยู่กับสิ่งที่ฉันมีในตอนนี้ถึงแม้ว่าฉัน... แม้ว่าฉัน...”

            

            “พวกเราจะไม่มีวันทิ้งเธอ”มือใหญ่ของมาโมรุวาบทาบลงบนศีรษะของเด็กสาวอย่างเข้าใจทุกถ้อยคำที่เธอพยายามเอ่ย“ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรก็ตาม ฉันจะอยู่กับเธอเอง”

            

            แล้วมินาโยะก็ร้องไห้เสียงของเธอแผ่วเบาเพราะพยายามอดทนอดกลั้น เขาเข้าใจความกังวลใจของเธอดีเขารู้ว่าทุกถ้อยคำที่เธอพูด เธอกำลังจะสื่ออะไรเพราะเขาเองก็ยอมรับว่าเขาสงสัยมาตั้งนานแล้วว่าทำไมพวกนักรบอเวจีถึงพุ่งเป้ามาที่เธอทำไมหลายๆคนที่เกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้ต่างพยายามที่จะปกป้องเธอไว้เธอหวาดกลัวในพลังของตัวเอง กลัวในสิ่งที่เธอไม่รู้... สิ่งที่เธอเป็น


            มาโมรุปล่อยให้เวลารอบตัวไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าระหว่างที่เขายังคงยืนอยู่ข้างเธอได้ในเวลาแบบนี้ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของพวกเขาระหว่างที่ทั้งคู่ยังคงยืนอยู่ข้างกันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ดูเหมือนจะยาวนานที่สุดในชีวิตของมาโมรุ เขายืนอยู่ข้างเธอรู้สึกได้ถึงความร้อนจากตัวเธอแม้ฝ่ามือของพวกเขาจะไม่ได้สัมผัสกัน มาโมรุยิ้มมีแค่ช่วงเวลาแบบนี้เท่านั้นที่เขาจะเข้าใกล้เธอได้โดยที่ไม่มีความรู้สึกพิเศษใดมาขวางกั้น

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน