นี่เป็นครั้งแรกที่ถางไทเช้อเจอคนกล้าปฏิเสธกรมราชทัณฑ์ระหว่างตรวจสอบคดีและคนคนนี้ก็ดูอายุไม่เกินสิบห้าสิบหกปีแน่นอนว่าถางไทเช้อต้องเคยได้ยินเรื่องของอันเจิงมาบ้าง ในเมืองฟางกู้นี้คนที่ไม่รู้จักอันเจิงคงน้อยจนนับคนได้เลยทีเดียวต่อให้จะเป็นข้าหลวงในวังที่ดูนิ่งเงียบแต่เมื่อคุยกันในยามว่างก็มักจะพูดถึงเรื่องอันเจิง ในเมืองหลวงนี้นอกจากซูเฟยหลุน เฟิงเสี่ยวหยาง และเนี่ยชิงก็คืออันเจิงที่เป็นหนุ่มยอดฝีมือคนต่อไป
หญิงสาวมักจะจินตนาการวีรบุรุษของตนว่าสมบูรณ์แบบเดิมทีอันเจิงไม่ได้นับว่าเป็นวีรบุรุษ แต่ในจินตนาการของหญิงสาว อันเจิงก็เป็นชายที่งดงามและสวมชุดที่พลิ้วไหว
นับจากวันที่ทดสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชาง วันที่อันเจิงใช้ธนูไม้สาลี่ของแม่ทัพหวังไคไท่ยิงทะลุเป้าในระยะห่างหนึ่งพันห้าร้อยเมตรเรื่องเล่าของเขาก็โด่งดังขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นบางคนก็พูดว่าอันเจิงเป็นหนุ่มมากพรสวรรค์ที่เจอในรอบร้อยปี
ถางไทเช้อไม่ใช่หญิงสาวและเขาก็ไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์ ฉะนั้นเขาจึงรู้ว่าชื่อเสียงของอันเจิงที่ได้มาในอายุเท่านี้ไม่ง่ายเขายังได้ยินเรื่องเล่าของอันเจิงอีกหลายเรื่อง รวมไปถึงตอนที่อันเจิงกวาดล้างต้าฟางจาชัวสั่งสอนพวกคนอันธพาล ประลองกับติงเซิ้นซาและหลางจิ้ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้ยินเรื่องที่ชายร่างกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ช่วยเหลือคนอื่นอย่างเมตตาแล้วเขาก็เคยไปสืบเรื่องของอันเจิงโดยเฉพาะอีกด้วย
ถางไทเช้อยังเคยคิดอีกว่า นี่ไม่ใช่หรือที่เป็นความฝันของชายหนุ่มทุกคน?
ช่วงวัยรุ่นใครกันที่ไม่เคยมีความฝันเช่นนี้? ฉะนั้นเขาจึงมีความรู้สึกที่ดีต่ออันเจิงต่อให้อันเจิงจะจ้องหน้าเขาแล้วปฏิเสธอย่างจริงจังก็ตามมันกลับไม่ทำให้เขาโมโหเลยสักนิด
“ข้าเข้าใจเจ้า”
หลังจากถางไทเช้อเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “หากเปลี่ยนเป็นข้า ข้าก็คงจะให้คำตอบแบบเดียวกันแต่นั่นคือการที่ข้ามองในมุมของเจ้า มันเป็นเพียงเรื่องสมมุติ ข้าเป็นถึงนายกองทหารของถีจี้แห่งกรมราชทัณฑ์อย่างไรก็ต้องตรวจสอบคดีในมุมมองของตัวเองอยู่ดี”
“ฉะนั้น?”
“ฉะนั้น หากเจ้าไม่ยินยอมข้าก็ต้องทำตามขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์แล้วล่ะ”
“ขั้นตอนที่พูดถึงก็คือการบังคับหรือ?”
ถางไทเช้อตอบกลับอย่างจริงจัง “กรมราชทัณฑ์เป็นศาลของราชสำนักฉะนั้นการบังคับก็เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่เราต้องใช้ในการสืบคดี”
“แล้วจะมีคนตายหรือไม่?” อันเจิงถาม
ถางไทเช้อเงียบไปอีกครั้งราวกับเขากำลังไตร่ตรองเรื่องนี้อยู่ “หาก...เจ้าไม่ขัดขืน แน่นอนว่าจะไม่มีใครตายเจ้าเป็นศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ชาง อีกทั้งอนาคตยังเป็นต้นกล้าสำคัญของแคว้นเยี่ยนฉะนั้นข้าไม่มีทางทำอะไรเจ้า แต่ลูกน้องของเจ้าเล่า? หากต้องสู้กันขึ้นมาจริงๆ ก็คงต้องมีคนบาดเจ็บหรือตาย มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกก่อน...หากคนของข้าทำคนของเจ้าตายโดยไม่ตั้งใจนั่นเป็นเรื่องปกติ แต่หากคนของเจ้าทำคนของข้าตาย นั่นเป็นบทสรุปที่แสนสาหัส”
“ตามกฎของแคว้นเยี่ยน การฆ่าคนของกรมราชทัณฑ์ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก”
อันเจิงครุ่นคิดชั่วขณะจากนั้นก็พยักหน้า“ฉะนั้นเพื่อคนของข้า ข้าต้องยินยอม”
ถางไทเช้อยกมือคารวะ “ถึงแม้กรมราชทัณฑ์จะเป็นหน่วยงานทางด้านกฎหมายแต่ข้าก็ไม่ชอบบังคับใคร โดยเฉพาะพวกเจ้าไม่ใช่คนกระทำความผิด ฉะนั้นข้าจึงพูดดี ๆกับเจ้าอย่างใจเย็นแบบนี้ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”
อันเจิงไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เขาเดินไปหน้ารถม้าที่วางโลงศพแล้วคุกเข่าลง“พี่สานลิ้ง เพราะข้าไร้ความสามารถ หลังจากเจ้าตายแล้วยังถูกคนอื่นรบกวนอีก”
ทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เงียบกริบแต่ประชาชนที่ตามมาด้านหลังขบวนโวยวายอย่างไม่พอใจ พวกเขาเริ่มเบียดไปด้านหน้าทำให้ถีจี้ที่ขวางอยู่ถอยหลังอย่างต่อเนื่อง
ถีจี้เริ่มชักมีดออกมาแต่ทว่าประชาชนที่โวยวายด้วยความโมโหกลับไม่สนใจ ทุกคนจับมือเรียงกันเป็นแถวราวกับเขื่อนน้ำที่กั้นคนของถีจี้เอาไว้
ถางไทเช้อถอนหายใจพลางพูด “ถึงแม้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะมาเมืองฟางกู้ได้ไม่นานแต่ประชาชนรอบด้านก็เคารพยกย่อง อายุของเจ้าก็เพียงเท่านี้ แต่กลับทำเรื่องที่ลูกผู้ชายส่วนใหญ่แม้ตายก็ยังทำไม่ได้ความรักของประชาชนเหล่านี้แน่นอนว่าไม่ได้เกิดจากการเสแสร้งเหล่าประชาชนที่ต่ำต้อยกล้ามาขวางอำนาจราชสำนัก กล้ามาต่อต้านคมดาบของถีจี้ ข้าพูดได้เพียงว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้ใจประชาชนจริง ๆ”
คนข้างกายเขาถามขึ้น “ท่านนายกอง จะทำอย่างไรดี?ตอนนี้มีประชาชนมากกว่าพันคน หากพวกเขาพุ่งขึ้นมาทั้งหมดจริง ๆ ละก็เกรงว่าต้องมีการนองเลือดเกิดขึ้นแน่”
ในขณะนี้เองมีทหารขี่ม้ากลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากเมืองฟางกู้ เมื่อเทียบเหล่าทหารม้านี้กับถีจี้แล้วมันคือพลังอำนาจที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จำนวนพวกเขามีไม่ต่ำกว่าร้อยคนร่างสวมชุดเกราะเบาขี่ม้าพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วขั้นสูงสุด และยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารทหารสวมชุดเกราะเบาเหล่านี้ขี่ม้าศึก ข้างหนึ่งมีธนูแขวนอยู่อีกข้างก็มีหน้าไม้กลแขวนไว้ ชุดเกราะบนตัวพวกเขาบางมาก ดูแล้วแทบจะป้องกันการจู่โจมอะไรไม่ได้เลยเพราะแบบนี้จึงทำให้พวกเขาขี่ม้าได้รวดเร็ว
ด้านหลังพวกเขายังมีมีดยาวแขวนอยู่มือซ้ายถือโล่ทรงกลมขนาดหนึ่งฟุต ทุกคนต่างดูมีความน่าเกรงขามเป็นอย่างมากถึงแม้คนที่พุ่งเข้ามาจะมีจำนวนแค่หลักร้อย แต่กลับให้ความรู้สึกกดดันที่ราวกับมาจากทหารนับพันคน
หลังจากยอดฝีมือของหน่วยทหารพุ่งออกมาจากเมืองแล้ว พวกเขาก็ตรงเข้าไปแทรกกลางระหว่างประชาชนและถีจี้จากนั้นก็ยืนเรียงกันเป็นรูปครึ่งวงกลม ทหารม้าเกราะเบาทุกคนยกมือซ้ายที่ถือโล่ขึ้นมาบังกลางหน้าอกมือขวาหยิบหน้าไม้กลขึ้นมา หากนิ้วขยับแม้แต่นิ้วเดียว หน้าไม้กลก็จะพุ่งออกไปทันที
พวกเขามีการฝึกซ้อมร่วมกันเป็นประจำ
หากสู้กันตัวต่อตัว ถีจี้ของกรมราชทัณฑ์ย่อมมีฝีมือดีกว่าทหารม้าเกราะเบาแต่หากสู้กันแบบกองทัพ ทหารม้าเกราะเบาหลักร้อยคนต้องบดขยี้ทัพของเหล่าถีจี้ได้อย่างแน่นอน
ถีจี้ที่เดิมทีดุดันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีบางคนเริ่มถอยไปด้านหลังด้วยสัญชาตญาณ
แม่ทัพอินทรีเหล็กหวังไคไท่ขี่ม้าออกมาจากด้านหลังของเหล่าทหารม้าเกราะเบาเขากวาดสายตาไปยังกลุ่มถีจี้แวบหนึ่ง ทันใดนั้น เหล่าถีจี้ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในใจนี่เป็นความแตกต่างระหว่างแม่ทัพที่ผ่านการนองเลือดในสงครามมานับไม่ถ้วน กับคนในกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่จับตัวคนร้ายเพียงสายตาของท่านแม่ทัพปรายมาก็ทำให้เหล่าถีจี้รู้สึกสั่นเทาในใจต่อให้พวกเขาจะรักษาอำนาจในมือไว้ได้ แต่ในความเป็นจริงอำนาจเหล่านั้นได้ถูกกดทับจนมลายหายไปหมดแล้ว
“ถางไทเช้อ คารวะท่านแม่ทัพ”
เมื่อถางไทเช้อเห็นว่าแม่ทัพหวังไคไท่มาเขาก็รีบลงมาจากหลังม้า ยกมือทั้งสองขึ้นพร้อมโค้งตัวลงคารวะ จากนั้นเหล่าถีจี้ก็ทำความเคารพตาม
หวังไคไท่พยักหน้า “ไม่ต้องมีพิธีรีตองช่วงนี้หน่วยทหารมีแต่เรื่องวุ่นวาย เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่ข้าไม่ได้ไปพบถางไทฮูหยินตอนนี้นางยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่?”
ถางไทเช้อตอบกลับ “เรียนท่านแม่ทัพ ท่านแม่ยังแข็งแรงดี”
หวังไคไท่ขานรับ “นี่เจ้าจะทำอะไร?”
ถางไทเช้อพูด“ได้ยินมาว่าอันเจิงศิษย์สำนักวรยุทธ์ชางกำลังจะไปส่งศพ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีผู้กระทำความผิดซ่อนอยู่ข้าเองก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้ดีนัก แต่เมื่อได้รับคำสั่งจากกรมราชทัณฑ์ข้าก็จำเป็นต้องทำตาม”
หวังไคไท่มองไปยังอันเจิงจากนั้นก็มองถางไทเช้ออีกครั้ง “ข้ากับบิดาเจ้าผ่านความเป็นความตายด้วยกันมาเราทั้งสองร่วมรบในสงคราม ผ่านอันตรายด้วยกันมาหลายครั้ง บิดาเจ้ายังเคยพูดอีกด้วยว่าเราทั้งสองไม่ใช่แค่พี่น้องแต่ยังเป็นมากกว่านั้น ฉะนั้นข้าจึงอยากถามเจ้าว่าด้วยความเชื่อใจที่เรามีต่อกัน หากข้าบอกเจ้าว่าขบวนส่งศพนี่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนกระทำความผิดในราชสำนัก เจ้าเชื่อหรือไม่?”
ถางไทเช้อพยักหน้า “ข้าเชื่อ”
หวังไคไท่ถามขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นเจ้ายังจะตรวจสอบอีกหรือไม่?”
ถางไทเช้อตอบกลับ “ตรวจ”
ทันใดนั้นหวังไคไท่ก็ยิ้มทันที “ดีมาก!แบ่งแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้ดี ถือว่าไม่ทำให้บิดาเจ้าขายหน้าแต่ถึงกระนั้น ข้าก็ขอถามเอาไว้ก่อน หากขบวนส่งศพนี้ไม่ได้มีผู้กระทำความผิด เจ้าจะทำอย่างไร?”
“ข้าและคนที่ข้าพามา จะคุกเข่าหน้าโลงศพเพื่อขอขมา”
อันเจิงที่ยืนอยู่ด้านหลังรู้สึกว่าถางไทเช้อคนนี้เป็นคนที่น่านับถือการมีความดีท่ามกลางความหมองมัวอย่างกรมราชทัณฑ์ก็ถือว่าไม่ง่ายเมื่อหวังไคไท่พูดมาเช่นนี้แล้ว อันเจิงก็รู้ความสัมพันธ์ระหว่างหวังไคไท่กับถางไทเช้อทันทีถางไทเสี่ยวโหลวบิดาของถางไทเช้อเป็นขุนนางระดับสามตำแหน่งแม่ทัพตอนนี้เป็นผู้นำกองทัพจำนวนหนึ่งแสนคนอยู่แถบชายแดนถางไทเสี่ยวโหลวและหวังไคไท่ไปแถบชายแดนและสู้รบกับแคว้นโยวพร้อมกันทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีมานานนับสิบปี
แต่ถึงอย่างนั้นตระกูลถางไทเป็นตระกูลที่สูงส่ง ฉะนั้นสิบปีให้หลังถางไทเสี่ยวโหลวจึงได้เป็นแม่ทัพองครักษ์และย้ายไปดูแลกองทัพหนึ่งแสนคนที่แถบชายแดน ส่วนหวังไคไท่มีตำแหน่งต่ำกว่าสองขั้น แต่หากเทียบกันด้านผลงานในสนามรบแล้วแม่ทัพหวังไคไท่มีผลงานมากกว่าไม่น้อย
หลังจากอันเจิงออกจากโลกมายาเขาก็ไปใช้ชีวิตที่แถบชายแดนนานเกือบสี่ปี ได้ยินเรื่องของถางไทเสี่ยวโหลวมาไม่น้อยรู้ว่าเขาเป็นแม่ทัพที่เข้มงวดและยุติธรรม เรื่องที่ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นคงจะจริงตอนนี้ถางไทเช้อก็มีนิสัยไม่ต่างไปจากบิดาเขาเลย
หวังไคไท่หันกลับไปถามอันเจิง “เจ้าจะยอมให้เขาตรวจสอบหรือไม่?”
อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พยักหน้า “ให้เขาตรวจสอบได้”
ถางไทเช้อยกมือคารวะ “ขอบคุณมาก”
ในขณะที่ถางไทเช้อกำลังให้คนเข้าไปตรวจค้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งขี่ม้าออกมาจากเมืองฟางกู้ พวกเขากว่าสิบคนสวมชุดทหารที่ทำมาจากผ้าไหมทั้งหมดนี้คุ้มกันรถม้าคันหนึ่งออกมาแล้วจอดอยู่ในระยะที่ห่างจากอันเจิงหลายสิบเมตรผ้าม่านหน้าต่างในรถม้าถูกเปิดออก ด้านในมีขันทีนั่งอยู่สองคนคนแรกคือขันทีหลี่ชางหลี่แห่งตำหนักจิงเซี่ยวอีกคนคือขันทีอันเฉิงแห่งตำหนักวิหารสวรรค์
ขันทีคนหนึ่งวิ่งมากระซิบถามถางไทเช้อจากนั้นถางไทเช้อก็แสดงสีหน้าราวกับไม่มีปัญหาอะไร ขันทีคนนี้รีบวิ่งกลับไปรายงานแต่หลี่ชางหลี่และอันเฉิงทั้งคู่ไม่ได้ลงมา เขาทั้งสองนั่งมองมาจากบนรถม้าเท่านั้น
ถางไทเช้อสั่งให้ตรวจสอบขบวนส่งศพนี้อย่างละเอียดจริงจังเขาไม่ปล่อยให้อะไรหลุดรอดสายตาไปแม้แต่น้อย ทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ รวมไปถึงประชาชนทุกคนในขบวนต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดทั้งหมดหลังจากไม่มีอะไรน่าสงสัย ถางไทเช้อจึงสั่งให้คนเปิดโลงศพ
ชายหลายคนขึ้นไปบนรถม้าที่วางโลงศพและใช้ตะของัดฝาโลงออก หลังจากเปิดโลงแล้วจึงเห็นว่าในนั้นมีเพียงร่างของจิงสานลิ้งเท่านั้นพวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปส่ายหน้าให้ถางไทเช้อ
“พวกเจ้ามาที่นี่ทั้งหมด!”
ถางไทเช้อตะโกนเสียงดังจากนั้นถีจี้ทุกคนก็เข้ามารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอืดอาดเลยแม้แต่คนเดียว
ถางไทเช้อยืนนำหน้าถีจี้กว่าร้อยคน เขาสะบัดชายเสื้อแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้านหน้าโลงศพ“พี่ชายท่านนี้ พวกเราล่วงเกินแล้ว”
ถีจี้ทุกคนคุกเข่าลงหนึ่งข้างจากนั้นก็ทำการขอขมา
ถางไทเช้อลุกขึ้นแล้วโบกมือ“พวกเรากลับ!”
ถีจี้ทุกคนลุกขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเองจากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าแล้วจากไป
หวังไคไท่มองถางไทเช้อที่จากไปแล้วพูดขึ้น“เด็กคนนี้ก็ถือว่าทำงานได้ไม่เลว”
อันเจิงพยักหน้า“ไม่ทำให้วิญญาณพี่ชายข้าขายหน้า”
หวังไคไท่มองอันเจิงราวกับมีเลศนัย“ไปเถอะ พี่ชายเจ้าเป็นผู้มีพระคุณของหน่วยทหารเรา”
อันเจิงถอนหายใจพลางส่ายหน้า“หากไม่ใช่เพราะมีผลต่อชีวิตคนมากมาย ข้าก็คงไม่หลอกใช้เขาแบบนี้”
หวังไคไท่กล่าวปลอบ “นี่จะถือเป็นการหลอกใช้ได้อย่างไร?”
“ไม่ว่าจะพูดอย่างไร จะปลอบใจตัวเองอย่างไรมันก็คือการหลอกใช้อยู่ดี”
หวังไคไท่ชะงักไปชั่วขณะ “เจ้านี่นะพูดตรงมากเกินไปหน่อย”
ไม่ไกลออกไปขณะที่หลี่ชางหลี่แห่งตำหนักจิงเซี่ยวมองถางไทเช้อคุกเข่าขอขมาหน้าโลงศพสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปจนดูน่าเกลียด “ขายหน้าจริง ๆ กลับกันเถอะ!”
ล้อรถม้าเริ่มเคลื่อนที่ทหารคุ้มกันขันทีทั้งสองที่มีความสำคัญมากในวังหลวงจากไป
ในขณะที่ความสนใจทั้งหมดถูกพุ่งมาที่ขบวนส่งศพนี้แล้วหญิงสองคนก็ค่อย ๆ เดินเข้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีเป็นคนไปรับด้วยตัวเองจากนั้นก็พาเข้าทางประตูหลังแล้วให้เข้าไปพักในห้องของชวีหลิวซี
ชวีหลิวซีพูดขึ้น “ฮูหยินทั้งสองพวกท่านคงต้องลำบากสักระยะหนึ่งนะ รอให้เรื่องสงบลง พวกข้าจะหาทางส่งท่านไปจักรวรรดิต้าซีต่อให้ไทเฮาจะมีอำนาจมากเท่าไหร่ อำนาจนั้นก็ยื่นไปไม่ถึงจักรวรรดิต้าซีแน่นอนโรงจวี้ฉ่างก็ส่งคนไปหยุดไม่ให้ใต้เท้าห่าวเข้าเมืองแล้วไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรหรอก”
สตรีทั้งสองโค้งตัวคำนับ “ขอบคุณพวกเจ้าจริงๆ”