แกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling)

    ตอนที่ 29 : ลอร์ดมอนสเตอร์ปรากฏตัว

     

    ตอนที่ 29 : ลอร์ดมอนสเตอร์ปรากฏตัว

     

    เจ้าหมอนั่น... ใต้ชื่อกับเลเวลมีแท็ก ‘ประเภท’ แสดงผล แสดงว่ามันเป็นมอนสเตอร์

    แล้ว ‘Lord’ นี่มันอะไรกัน? ไม่เห็นเคยได้ยินว่ามีมอนสเตอร์ประเภทนี้อยู่ด้วย

              ความสนใจของทุกคนพุ่งไปยังชายปริศนาที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันกันหมด และยิ่งสร้างความฉงนให้กับคนที่มีสกิลวิเคราะห์

              ทัตเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาถึงจ้องชายวัยกลางคนในชุดสูทที่ดูแปลกตาบนดาดฟ้าไม่วางตา

              แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้อำนวยให้ระวังแค่ชายปริศนาคนนี้ เพราะเบื้องหน้ายังเหลือชายที่ใช้ปืนคาบศิลาซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจอยู่อีกคน

              ไม่สิ... ไม่ใช่แค่นั้นที่น่าเป็นห่วง

     

    “อึก... เวรเอ้ย”

              นอกจากนั้นยังมีสินที่ถูกยิงอยู่อีก อาการของเขาน่าเป็นห่วงสุด ๆ เพราะถูกยิงเข้าจากด้านหน้าเต็ม ๆ ไปหลายนัด เรียกว่าแปลกด้วยซ้ำที่เขายังทนยืนอยู่ได้

     

    ให้ตายสิ ทางไหนก็มีแต่เรื่องให้กังวลทั้งนั้น

              ทัตเริ่มบ่นอุบ หงุดหงิดกับความปั่นป่วนของสถานการณ์จนคิ้วขมวดแน่น

              แต่ถึงแบบนั้น...

     

    ...ช่างมันก็แล้วกัน

              ไม่ว่าจะมีศัตรูโผล่มาเพิ่มเท่าไร แต่เรื่องหนึ่งที่แน่ใจคือทัตไม่อยากเสียใครไปอีก

              เขาถึงเดินเข้าไปพยุงสินที่กำลังจะล้มลงอยู่รอมร่อ หิ้วปีกเขาไว้โดยไม่สนว่าชายใช้ปืนคาบศิลากับมอนสเตอร์ปริศนาในร่างมนุษย์จะมองมาทางเขา

              นั่นเลยทำให้ทัตไม่ทันสังเกตรอยยิ้มพึงพอใจของชายปริศนาตนนั้น แม้มันจะดูเหมือนเขากำลังสนุกมากกว่าก็ตาม

     

    “พิม ระวังไอ้ตัวข้างบนไว้ให้ดี ๆ นะ” ทัตไม่ลืมที่จะเตือนพิมที่เดินเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อให้ระวังศัตรูแทนตน

              พิมเองก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายแม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ดี อย่างน้อยเธอก็จับสังเกตได้ถึงความผิดปกติที่ทัตใช้คำว่า ‘ตัว’ ไม่ใช่ ‘คน’

     

              ทางด้านชายใช้ปืนคาบศิลากับดิวที่ดูอยู่ห่าง ๆ เองก็เห็นทัตเผยช่องว่างจากการให้ความสำคัญกับคนเจ็บเหมือนกัน แต่พวกมันก็ให้ความสนใจกับศัตรูใหม่มากกว่าอยู่ดี

              คงคิดว่าพวกทัตเป็นของตายที่จะจัดการเมื่อไรก็ได้ไปแล้วกระมัง

     

    “...นี่แกเป็นตัวอะไรกันแน่” ชายที่ใช้ปืนคาบศิลาถึงเงยหน้าไปถามชายปริศนาแทน

              สำหรับคำถาม... ไม่ว่าใครก็อยากได้คำตอบทั้งนั้น

     

    ฟุบ!

              แต่การที่เจ้าตัวกระโดดลงมายืนอยู่ต่อหน้าพวกทัตนั้น ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าการสร้างความระแวง และกังวลเพิ่ม

     

    “ตัวอะไรงั้นเหรอ?” ลอร์ดไร้นามกอดอกใคร่ครวญคำถาม ส่วนสูงของตึกเกือบสิบชั้นไม่ทำให้มันเสียจังหวะเลยสักนิด

              ทว่านั่นไม่น่าตกใจเท่ากับคำตอบของมัน

     

    “เป็นอะไร... ที่คล้ายกับลาสบอสล่ะมั้งนะ”

              ลอร์ดพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ...แต่เนื้อหาทำให้ร่างกายของทุกคนเกร็งพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

              ไม่ใช่เรื่องที่ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นจริงเท็จหรือไม่ แต่เพราะยืนยันไม่ได้ต่างหากถึงยิ่งทำให้รู้สึกหวาดกลัว

     

    “ลาสบอสเหรอ”

    “มันพูดเรื่องอะไรของมัน”

              พิมกับสินคือตัวอย่าง แม้จะแสดงออกอย่างใจเย็นแต่น้ำเสียงของทั้งสองคนก็ยังสั่นระรัว ถึงสำหรับสินส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพราะเจ็บแผลก็เถอะ

              แต่สำหรับทัตที่ความพิโรธยังไม่ได้ลดลงเลยนั้นไม่ใช่

     

    ลาสบอส... หมายถึงถ้าจัดการมันได้ เรื่องบ้า ๆ พวกนี้ก็จะจบลงงั้นเหรอ?

              ความโกรธเกรี้ยวที่มีและไม่รู้จะไปลงที่ไหนเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปยังชายปริศนา... ลอร์ดคนนี้แทน

              และดูเหมือนมันจะสัมผัสความอาฆาตนั้นได้ถึงหันมาทางทัต แต่ก็ด้วยสายตาหน่ายใจพอควร

     

    “อย่าดีกว่า ‘The One’ เอ๋ย... แกยังไม่พร้อมหรอก”

              และคำพูดของมันก็ดูมีประเด็นจนทำให้ทัตกับพิมเลิกคิ้วตกตะลึง

     

    “แกรู้เรื่องนั้นได้ยังไง” ทัตระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที พิมเองก็ขยับตัวเข้ามาบังทัตพร้อมกับกัดฟันแน่น

              ถึงจะไม่น่าดีใจที่ได้รู้ แต่อย่างน้อยก็ได้รู้แล้วว่ามันสามารถมองเห็นฉายาของคนอื่นได้ กับอีกจุดที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือมันน่าจะมีเลเวลสกิลมากกว่าทัตโข มันถึงอ่านข้อมูลของทัตออก

              ...ในอีกทางนึง มันก็ทำให้ดิวเริ่มรู้แล้วว่าทัตเป็นคน ‘พิเศษ’ จริงดังที่ได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้

     

              อย่างไรก็ดี... ดูเหมือนลอร์ดจะไม่เก็บคำถามของทัตมาใส่ใจเลย

     

    ได้ใจใหญ่เลยนะไอ้หมอนี่... ทั้งที่เป็นโอกาสดีที่จะได้รู้ความจริงแท้ ๆ

              ทัตอยากจะถามย้ำแต่ไม่กล้าเปิดปาก เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าศัตรูแข็งแกร่งมาก... แข็งแกร่งเกินไป

              เผลอ ๆ มันอาจฆ่าทุกคนที่นี่ได้ในพริบตาด้วยซ้ำ จึงยิ่งน่าสงสัยว่าทำไมมันถึงไม่ทำแบบนั้นเหมือนกับมอนสเตอร์ตัวอื่น ๆ ที่เคยเจอ

              เหงื่อเย็นที่ผุดบนผิวแผ่นหลังคือสิ่งย้ำเตือนถึงความกลัวเป็นอย่างดี การเลือกใช้คำและจังหวะจึงเป็นสิ่งจำเป็น

     

    “แกนี่ดูฉลาดกว่าคนก่อน ๆ เยอะเลยนะ”

    คนก่อนเหรอ?

              ทุกอย่างที่ลอร์ดพูดออกมาล้วนแล้วแต่มีประเด็นทำให้ทัตต้องหยุดฟัง

              เพราะเกี่ยวกับเขาโดยตรงส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่มันทำให้เขารู้สึกอันตรายมากกว่า เขารู้สึกราวกับว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือของลอร์ดคนนี้มาตั้งแต่แรกอย่างไรชอบกล

     

    “แล้วนี่แกตั้งใจจะทำอะไร” ชายผู้ใช้ปืนคาบศิลาเอ่ยถามในจังหวะที่ทัตชะงักไปเพราะความสับสน

    “นั่นสิ มาทำอะไรกันน้า” ลอร์ดทำเป็นเล่นลิ้น ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นชายวัยกลางคนทำให้รู้สึกน่าหมั่นไส้แม้เขาจะใช้น้ำเสียงอ่อนนุ่ม

    “ว่าแต่คนอื่น นายเองก็ดูเป็นมอนสเตอร์ที่มีสติปัญญามากเกินไปนะ” ดิวเองก็ร่วมผสมโรง

    “มากพอจะรู้ว่าแกมักประจบประแจงเลยล่ะ”

              แต่สุดท้ายทุกคำถามก็ไม่มีคำตอบกลับมาเลยสักข้อ

              สถานการณ์จึงยิ่งตึงเครียดมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครมองเจตนาของอีกฝ่ายออกเลยสักคน พอรู้ตัวอีกทีมือที่กำอาวุธอยู่ก็แน่นขึ้น เรียกว่าพร้อมจะหันใส่ศัตรูได้ทุกเมื่อคงไม่ผิด

              คงมีแค่ทัตที่ประคองสินอยู่เท่านั้นที่ไม่พร้อมทำแบบนั้น

     

    “เห้ย...” แต่ว่าก่อนหน้านั้น ก็ดันมีใครคนนึงส่งเสียงขัดจังหวะขึ้นมาก่อนจนทุกคนชะงักไปอีก

    “กูกับมึงยังไม่จบนะโว้ย”

    “ยังไม่ตายอีกเหรอวะเนี่ย”

              ทัตเผลอกลืนน้ำลายหลังเห็นว่าชายใช้ดาบที่เขากับพิมร่วมกันฌาปนกิจไปก่อนหน้านี้ยังไม่ตาย ทัตเห็นชัดแล้วว่าคนที่มีเลเวลมากกว่า 100 นั้นอึดถึกทนแค่ไหน

              แม้สภาพภายนอกของเขาจะดำเกรียมเหม็นไหม้ แต่มันก็ยังเดินย่องเข้ามาหาพวกทัตได้เหมือนศพเดินดิน 

     

    “พวกมึง... ทำกับกูขนาดนี้ คิดว่ากูเป็นใครวะ!” 

              น้ำเสียงของมันหงุดหงิดที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน การเรียกดาบดำเล่มเดิมมาถือว่อนยิ่งทำให้สภาพการณ์ย่ำแย่

     

    เวรเอ้ย... สถานการณ์จะเลวร้ายไปถึงไหนกันวะ!

              ทัตหันสลับมองทั้งชายใช้ปืน ดิว ลอร์ดและชายใช้ดาบที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาด้วยความสับสน เริ่มจัดลำดับความสำคัญไม่ถูกเพราะไม่รู้ใครจะเข้ามาก่อน

              ไม่สิ... ก่อนจะคำนึงถึงเรื่องนั้น ต่อให้ใครเข้ามาก่อน แต่ทัตในตอนนี้จะรับมือได้งั้นเหรอ? คิดแบบนั้นความหวาดกลัวก็เริ่มเข้าครอบงำ

              แต่สิ่งเดียวที่ทัตกังวลที่สุดก็คือพิม... เขาไม่อยากเสียเธอไปอีกคนแล้ว

     

              ทว่า... สถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหลือทางเลือกมากนัก

     

    “หนีไปซะพิม!”

              ยิ่งในตอนที่ชายใช้ดาบกำลังพุ่งเข้ามาหาด้วยแล้ว กลับมีแค่พิมคนเดียวที่ขยับไปบังได้ และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ทัตหวังให้เธอทำ

              แม้ตั้งใจจะเป็นโล่กำบังให้พิมเอาตอนนี้ มันก็ไม่ทันแล้ว

     

    “ตายซะพวกมึ————”

    “เดี๋ยวก่อนสิ”

    พั๊ว!!!

              แต่คมดาบนั้นก็ไม่มีวันไปถึงพิมอีกแล้ว

              ถัดจากเสียงที่ลอร์ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดาปนเบื่อหน่าย ร่างของลอร์ดก็ย้ายไปอยู่ด้านหลังของชายที่ใช้ดาบแล้วหลังแหวนใส่กกหู พริบตานั้นศีรษะของชายใช้ดาบก็ปลิวกระเด็นออกไปอย่างง่ายดายเหมือนลูกบอลกระเด้งพื้น

              ร่างไร้หัวของมันล้มลงตรงพื้นข้างหน้าของพิม สร้างความหวาดกลัวหนาวเย็นไปถึงกระดูกดำให้กับทุกคนที่ได้เห็น

     

              มีประกาศเลเวลอัพเข้ามาในหัวของทัตกับพิมเช่นกัน... แต่ว่านั่นไม่ได้ดึงความสนใจของพวกเขามากเท่ากับสิ่งที่ลอร์ดตัวนี้ทำ

     

    ตอบสนองไม่ทันเลย...

              ทัตกลืนน้ำลาย

              ทั้งชายที่ใช้ปืนคาบศิลาหรือคนที่เพิ่งถูกฆ่า แม้จะเป็นพวกที่มีเลเวลสูงกว่า 100 แต่ทัตก็ยังพอตามการเคลื่อนไหวของพวกมันและโต้ตอบได้

              แต่กับมอนสเตอร์ลอร์ดตัวนี้แล้ว อย่าว่าแต่ตอบสนองเลย แค่มองให้ทันยังไม่มีใครในที่นี้ทำได้เลยด้วยซ้ำ ทุกคนถึงเผลอชักเท้าหนีไปจากมัน

              หลังได้รู้แล้วว่าตัวตนที่อันตรายที่สุดในที่แห่งนี้ ก็คือ ‘ลอร์ด’ ตัวนี้นี่เอง

     

    “เปราะบางซะจริง ไม่สนุกเอาซะเลย” ลอร์ดสะบัดมือที่ติดเลือดก่อนจะถอนหายใจ ความเบื่อหน่ายที่แสดงออกทางสีหน้านั้นชัดเจนเอามาก ๆ

    “สนุกเหรอ...”

              ทัตบ่นพึมพำ แต่เหมือนจะไปเข้าหูลอร์ดเข้าให้ มันถึงหันมาสนใจทัตอีกครั้งจนเขารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

              ไม่สิ... ความจริงตั้งแต่ที่มันปรากฏตัวขึ้นมา ความสนใจเกือบทั้งหมดก็พุ่งไปที่ทัตตั้งแต่แรกแล้ว

     

    “นี่... แกคิดว่าฉันมาที่นี่ทำไมงั้นเหรอ?”

              เพียงแต่หนนี้... มันแสดงออกมาอย่างซื่อตรงด้วยการเดินเข้ามาหาทัตอย่างชัดเจน ทั้งยังตั้งคำถามออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

              และถ้ามันจบแค่นั้นก็คงดี

     

    “ถ้าตอบถูกฉันจะให้รางวัล” ลอร์ดยื่นข้อเสนอสุดเย้ายวน

    “แต่ถ้าตอบผิดฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน”

              ก่อนจะตบท้ายด้วยบทลงโทษที่ไม่ได้คุ้มค่าเลยสักนิด สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนที่นี่จนถึงขีดสุด แม้แต่พวกที่เลเวลเกิน 100 เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

     

    “เห้ยเดี๋ยว! เกี่ยวอะไรกับกูด้วยวะ!” ชายที่ใช้ปืนคาบศิลาถึงเริ่มโวยวาย เขาเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่เอาชนะไม่ได้ถึงพยายามจะหนี

    “อยากพนันก็พนันกันเองสิวะ! ฉันไม่เกี่ยวด้วยนะโว้————”

    “หนวกหูน่า”

              หารู้ไม่... ว่ามันจะกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง

              ในพริบตาถัดมา ชายใช้ปืนคาบศิลาถึงโดนหมัดของลอร์ดทะลวงอก มันมีเวลากระอักเลือดแค่แปปเดียวก่อนจะสิ้นชีพในสภาพเดียวกับฝ้าย หากจะบอกว่ากรรมตามสนองก็คงไม่เกินเลย

              แม้แต่ดิวเองก็รู้ตัวดีว่าทำอะไรไม่ได้ แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้แสดงสีหน้าหวาดกลัวกังวลออกมา

              และไม่ว่ามันจะน่าสะใจแค่ไหน แต่ทัตคงไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้น

     

    อะไรของมันวะเนี่ย!?

    อยากจะฆ่าก็ฆ่า ไร้เหตุผลชะมัด!

     

    นี่มันคิดว่ามันเป็นพระเจ้ารึไงกัน!?

              ทัตอยากจะตะคอกกลับไปแบบนั้น แต่สถานะของเขาในตอนนี้ไม่อาจทำได้และบังคับให้ทัตทำได้แค่กัดฟัน

              เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้านดี ๆ ก็ถูกภัยพิบัติอาทิพายุไซโคลนถล่มจนพังยับเยิน 

              ฆ่าคนเป็นผักปลา ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นไร้ต้นสาย... ความโหดร้ายนี้ไม่มีสัญญาณเตือนเหมือนกับสิ่งที่ลอร์ดตัวนี้กำลังทำไม่มีผิดเพี้ยน

     

    “ว่าไง? ถ้าไม่เล่นกับฉัน งั้นจะให้ฆ่าผู้หญิงคนนี้ก่อนไหม?”

    “หยุดก่อน! เข้าใจแล้ว จะตอบก็ได้!”

              ลอร์ดหันไปเล็งพิมจนเธอไหล่สั่น ทัตถึงต้องรีบออกตัวก่อนแม้ในหัวจะไม่มีเบาะแสใด ๆ เลยก็ตาม

     

    เวรเอ้ย! บอกตามตรง ใครมันจะไปรู้วะ! เอาแต่ใจชะมัด!

    ไม่สิ! บ่นแบบนั้นมันไม่ช่วยอะไรเลย

              ทัตตำหนิตัวเองเรียกสติ อย่างน้อยก็หวังให้กระบวนการคิดกลับมาเป็นปกติ

     

    มันคือมอนสเตอร์... เรื่องนี้ไม่ผิดแน่

    มอนสเตอร์ทุกตัวมีเป้าหมายคือการกำจัดมนุษย์

     

    แต่จะเชื่อเรื่องนั้นไปเลยมันก็ไม่ถูก เพราะไอ้ลอร์ดนี่มันมีสติปัญญา

    มันอาจจะมีหน้าที่อื่นไม่เหมือนมอนสเตอร์ปกติตัวอื่น ๆ ก็ได้

     

    ถ้างั้นก็ต้องอนุมานเอาจากพฤติกรรมของมันตั้งแต่ปรากฏตัว

    เบื่อหน่าย... ไม่ชอบศัตรูอ่อนแอ... มันมาเพราะอยากสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งเหรอ? หรือว่าแก้เบื่อ?

     

    ไม่! เป็นการคาดเดาที่ไม่มีน้ำหนักเกินไป!

    ตัวเลือกแรกดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่าอีก!

     

    หรือจะตอบว่า ‘มาเพื่อฆ่าคน’ แล้วอ้างถึงสิ่งที่หมอนี่ทำไปแล้ว?

    ไม่... ไม่ได้! สิ่งที่ทำลงไปแล้วอาจเป็นคนละอย่างกับจุดประสงค์ที่มาก็ได้

     

    เวรเอ้ย... จะทางไหนก็...

              ยิ่งใช้เวลาคิดมากเท่าไหร่ คำตอบก็มีแต่จะยิ่งแตกแขนงและสร้างความสับสน

              จะปล่อยให้นานกว่านี้ก็ไม่ได้อีก เพราะมันอาจจะไม่พอใจและทำร้ายพิมเมื่อไหร่ก็ได้

     

    “คำตอบ... คือ...” ทัตกลืนน้ำลายแต่ไม่ลงคอเพราะแหบแห้งจากความกังวลก่อนที่จะตอบคำถาม

              แต่สุดท้ายมันก็เลี่ยงไม่ได้ ทัตถึงต้องกลั้นใจตอบในจังหวะสุดท้ายด้วยการเดาที่คิดว่าน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

     

    “!!?”

              ทว่า... ในจังหวะสุดท้าย ทัตกลับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

              นึกขึ้นได้ว่าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามที่ ‘ถูกต้อง’ แต่เป็นคำตอบที่ทำให้ ‘รอดชีวิต’

              ความสับสนยังคงอยู่ในหัวของทัต สายตาเลื่อนไปสบกับพิมราวขอความช่วยเหลือ

              ...แต่เธอกลับยิ้มตอบพร้อมกับส่งสายตาไร้ความลังเลมาให้

     

    ไม่เป็นไรหรอก เอาเลย

              สายตาของพิมเหมือนอยากจะบอกแบบนั้น ไม่มีความเสียใจอยู่ในตาของเธอเลยไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง

              ก็จริงที่สถานการณ์ในตอนนี้มันเหมือนกับตายไปแล้ว จะคิดถอดใจก็คงไม่แปลก การแสดงสายตาฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับคนอื่นมันถึงไม่ใช่เรื่องง่าย

              จึงเป็นอีกครั้งที่พิมช่วยขจัดความกลัวและทำให้ทัตรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา พร้อมเผชิญหน้ากับการตอบคำถามอันไร้เหตุผลของลอร์ด

     

    “แล้วถ้าฉัน... เลือกที่จะตอบว่า ‘ยังไม่ขอตอบตอนนี้’ ล่ะ”

              ทัตตอบคำถามทั้งที่เหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า ทั้งพิมและสินหรือแม้แต่ดิวที่อยู่ห่างไปก็มีสภาพไม่ต่างกันหลังได้ยิน

              แต่ในความคิดของทัต... เมื่อไม่รู้คำตอบที่แน่นอน การลองเสี่ยง ‘ทาง’ ที่มีโอกาสรอดสูงกว่าน่าจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแก่การลอง

     

              ...แม้ว่าในทางปฏิบัติ โอกาสรอดมันจะต่ำเตี่ยเรี่ยดินไม่สูงไปกว่าการเดาเลยก็ตาม

              มือที่เงื้อขึ้นสูงของลอร์ดคือสิ่งยืนยันเรื่องนั้น

     

    “น่าเสียดายนะ เป็นคำตอบที่ผิ———”

    “ทำไม ‘การไม่ตอบ’ ถึงเป็นคำตอบที่ผิดล่ะ” ทัตเอ่ยขัดก่อนที่ลอร์ดจะทันพูดจนจบ เขายังเงยหน้ามองลอร์ดด้วยท่าทีที่สงบกว่าก่อนหน้า

              ความกลัวของมันหายไปไหน? ความสงสัยนั้นเกิดขึ้นในความคิดของลอร์ด แต่ไม่มากเท่ากับความมั่นใจที่สะท้อนในดวงตาของทัต

              มือที่กำลังจะสับร่างของพวกทัตถึงหยุดลงก่อน ด้วยความสนใจของลอร์ดตัวนี้ล้วน ๆ

     

    “ไม่สิ... เดิมทีคำว่าถูกกับผิดเนี่ย มันหมายความว่ายังไง”

              ทัตถามคำถามนั้นกับลอร์ด จองมองเข้าไปในตาอันเวิ้งว้างไร้สิ้นสุดของมันเป็นหนที่สอง แต่รู้สึกเหมือนคำถามมันย้อนกลับเข้าหาตัวเองมากกว่า

     

    “ทุกอย่างบนโลกนี้น่ะเสมอภาค ทุกอย่างต่างก็เป็นของมันอย่างนั้น... และมันไม่ได้มีอะไรดีหรือเลวจนกว่าจะมีคนไปตัดสินมัน”

              ใบไม้ก็คือใบไม้... พื้นดินคือพื้นดิน... ทุกสิ่งไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าตัวของมันเอง

              ไม่แม้แต่นามธรรมหรือแนวคิดอย่าง ‘การฆ่าคน’ ที่ทัตปฏิเสธว่าเป็นเรื่องผิดมาตลอดเองก็ไม่ต่างกัน

              รวมถึงคำถามของลอร์ดตนนี้เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

     

    “ใช่แล้ว... คำว่าถูกผิดน่ะ ไม่ได้มีมาแต่แรก แต่เกิดขึ้นเพราะมีคนไปตัดสินมันต่างหาก”

              และคำถามของลอร์ดก็คือเกณฑ์ตัดสินนั้นที่ทัตได้เปรียบเปรย

     

    “แล้วเกณฑ์ตัดสินของนายคืออะไรล่ะลอร์ดมอนสเตอร์” ทัตเอ่ยถามย้ำ

    “คงจะเป็น ‘คำตอบของฉันตรงกับคำตอบที่นายเตรียมไว้รึเปล่า’ สินะ เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว”

              คงไม่ผิดไปจากนี้ นั่นคือเกณฑ์ปกติสำหรับการตอบคำถามอยู่แล้ว

     

    “ใช่... ก็จริงที่ ‘การไม่ตอบคำถาม’ มันไม่ตรงกับคำตอบที่เตรียมไว้ของนาย” ทัตยืนยันเรื่องนั้นด้วยตัวเอง

              คิดจะขุดหลุมฝังตัวเองรึไง? นั่นคือสิ่งที่ลอร์ดคิด

              แต่แน่นอนว่าไม่ใช่แบบนั้น

     

    “ถึงมันจะไม่ถูก แต่นายกล้ายืนยันว่าคำตอบนั้นมันผิดเหรอ? นายไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าห้ามไม่ให้เลือกที่จะ ‘ไม่ตอบ’ หรือ ‘มีกำหนดเวลาในการตอบ’ ” 

              คนที่ไม่รอบคอบในการตั้งกติกาคือฝั่งนาย จะมาบอกว่าการตอบไม่ตรงคำถามเป็นคำตอบที่ผิดมันสมเหตุสมผลแล้วเหรอ? ทัตอยากจะบอกแบบนั้น

     

    “ดังนั้น จนกว่าจะถึงเวลาที่ฉันตอบคำถามจริง ๆ ออกมา ถ้ายังไม่ตัดสินใจเลือก ก็จริงที่คำตอบจะไม่มีวันถูก แต่มันก็จะไม่มีวันผิดด้วยเหมือนกัน” ทัตยืนยันความคิดตัวเองอีกครั้งด้วยความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

    “ถ้าอยากจะตัดสินกันทั้งที่ข้อสรุปยังไม่ถึงความถูกหรือผิดอย่างใดอย่างนึงก็ตามใจ แต่ก็จำไว้ด้วยว่าการตัดสินของนายมันจะไม่ใช่การตัดสินที่เที่ยงตรง 100% ถ้าอยากจะชนะกันแบบนั้นก็เชิญ”

              ท้ายสุดทัตก็ยังคงยืนยันความคิดของตัวเอง แม้ดวงตาและน้ำเสียงจะสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวทั้งยังเผลอกลืนน้ำลาย 

              แต่ความมั่นใจและแน่วแน่ ไม่สิ... การเตรียมใจที่มีก็มากพอ ๆ กับความกลัว

              ...และมากพอที่จะดึงความสนใจของลอร์ดตัวนี้ด้วย

     

    “ฮะฮะฮ่า แกนี่มันกวนประสาทมาก!” ลอร์ดถึงหลุดหัวเราะเสียงดังลั่น กุมขมับชอบใจใหญ่ แต่กลับสัมผัสไม่ได้เลยว่ามันหงุดหงิดกับคำตอบหรือไม่

              เหงื่อของทัตจึงยังคงไหลไม่หยุด ไม่รู้ว่ามันจะเอาไงแน่

              เพราะถ้าจะว่ากันตามตรง ไม่มีอะไรยืนยันเลยว่าเจ้าลอร์ดตัวนี้จะตัดสินใจโดยใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง หากมันเกิดไม่พอใจที่ทัตตอบไม่ตรงคำถามหรือตั้งใจจะฆ่าทุกคนทิ้งตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทัตก็ไม่อาจหาทางรอดได้เลย ผลลัพธ์จึงเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

              ...จนกระทั่งลอร์ดมันเปิดปากอีกครั้ง

     

    “ถึงจะกวนประสาท... แต่แกนี่มันน่าสนใจดีจริง ๆ” ลอร์ดหันมามองทัตด้วยรอยยิ้มเร้นเล่ห์

    “เอาอย่างที่แกว่าก็ได้ ครั้งนี้ถือว่าเป็นโมฆะ”

              พอมันพูดแบบนั้นทุกคนก็เผลอถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกไปตาม ๆ กัน

              ไม่มีใครคิดเลยสักคนว่าสถานการณ์จะพลิกกลับตาลปัตรกลายมาเป็นแบบนี้ไปได้ เรื่องนั้นต้องขอบคุณไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมของทัต

              ...แต่ดูเหมือนจะมีอยู่คนนึงที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

     

    “งั้นถ้าเรื่องจบแล้ว ฉันจะเผ่นล่ะ”

    “เห้ย!”

              พอได้จังหวะ ดิวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงวิ่งหนีออกไปจากจุดเกิดเหตุในทันที แม้จะสะบักสะบอม แต่มันก็ยังเหลือแรงพอให้วิ่งได้แม้ทัตจะตะโกนไล่หลัง

              ทัตไม่ยอมให้มันหนีไปง่าย ๆ แน่... เขาไม่คิดจะปล่อยตัวต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวของเขาตายหรอก 

     

    “พิม! ฝากดูสินหน่อย ฉันจะไปฆ่ามัน!”

    “...เข้าใจแล้ว ระวังตัวด้วย”

              พิมเองก็เป็นห่วง แต่ก็ยังเห็นด้วยกับทัตจึงรับฝากหิ้วปีกสินแทนเขาไว้ เพื่อให้ทัตวิ่งตามดิวได้สะดวก

              ทว่าในจังหวะที่เท้าเหยียบพื้นจมดินเตรียมจะพุ่งไปคว้าคอของดิว ลอร์ดตัวปัญหาก็ดันเข้ามายกมือขวางจนทัตต้องหยุดเท้า

     

    “...ทำไมถึงช่วยไอ้เวรนั่น” ทัตกัดฟันถาม

    “ไม่ได้ช่วย... ก็แค่อยากรู้ว่าหลังจากนี้แกจะทำยังไงต่อ”

              สิ่งที่มันทำกลับยิ้มให้ด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่

     

    มันตั้งใจจะทำอะไรของมันกันแน่... คาดเดาไม่ได้เลย

              ไม่ว่ามันตั้งใจจะทำอะไร แต่สิ่งเดียวที่ทัตจับใจความได้คือมันกำลังปั่นประสาทเขาแบบเดียวกับที่เขาทำกับการตั้งคำถามของมันก่อนหน้านี้

     

    แต่... เรื่องนั้นจะยังไงก็ช่าง

              ไม่ว่ามันตั้งใจจะทำอะไร ก็ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่ทัตตั้งใจจะทำอยู่ดี

     

    “...ฉันจะตามหามัน แล้วฆ่ามัน”

              หนนี้คำตอบของทัตต่อคำถามของลอร์ดไม่มีความลังเล นั่นสร้างความประทับใจให้กับลอร์ดตัวนี้ไม่น้อย 

              ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่มีท่าทีจะสนับสนุนทัตเลย มันยังคงยืนขวางจนกระทั่งดิวหายไปจากสัมผัสของทุกคน คอยรับสายตาเกลียดชังของทัตแต่แน่นอนว่าไม่ได้ทำให้มันรู้สึกอะไรมากไปกว่าความชอบใจที่ได้ปั่นหัวทัต

     

              ในทางกลับกันทัตเองก็ทำอะไรไม่ได้... ไว้ใจอะไรไม่ได้จนกว่ามันจะยอมถอยออกไปเอง

              และเวลานั้นก็มาถึงถัดจากนั้น พอสบโอกาสที่เหมาะสมมันก็หันหนีไปทางอื่นและเริ่มเดินเหมือนกำลังจะจากไป นั่นทำให้ทัตโล่งใจได้เสียที

     

    “ขอถามอย่างนึง” แต่ก็ไม่วายยังหันมาถามคำถามกับทัต

              ต้องขอบคุณที่มันไม่ตั้งเงื่อนไขหรือเล่นเกมอีก ไม่งั้นทัตคงเหนื่อยเกินกว่าจะรับความกดดันได้แล้ว

     

    “ถ้าจะเดา แกจะตอบคำถามของฉันว่าอะไร”

    “...ถ้าตอบผิดแกจะฆ่าฉันรึเปล่า?”

              แม้จะเป็นช่วงที่เรื่องกำลังจะจบ แต่ทัตก็ไม่ประมาท เขาคิดว่ามันอาจถามแบบนั้นเพื่อเป็นกับดักให้ทัตตอบคำถามก่อนหน้านี้เพื่อสานต่อเงื่อนไขให้จบก็เป็นได้

     

    “แกนี่ขี้กังวลจริง ๆ ครั้งนี้ไม่มีบทลงโทษอะไรทั้งนั้นแหล่ะ”

              แต่ดูเหมือนครั้งนี้ทัตจะคิดมากเกินไป... ถึงส่วนตัวแล้วทัตจะไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องแย่ก็เถอะ

              ส่วนคำตอบของคำถามที่คิดเอาไว้แล้วนั้น...

     

    “ฉันจะตอบว่า ‘นายมาเพื่อฆ่ามนุษย์เหมือนกับที่มอนสเตอร์ตัวอื่นทำ’ ”

              ถึงจะมีรูปลักษณ์ของมนุษย์ แต่แกก็เหมือนกับมอนสเตอร์ตัวอื่น ๆ นั่นแหล่ะ... นั่นคือสิ่งที่ทัตต้องการจะสื่อ

              และคำตอบนั่น ทำให้คิ้วของลอร์ดเลิกขึ้นด้วย

     

    “ฮะฮะฮ่า! อย่างที่คิด ‘The One’ คนนี้น่าสนใจดีจริง ๆ”

              ลอร์ดโยนของบางอย่างให้ทัตหลังเสียงหัวเราะ ก็จริงที่การหลบคงเป็นการดีกว่า แต่ทัตกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่อันตรายเพราะรูปร่างของมัน เขาจึงรับไว้แต่โดยดีแม้จะยังไม่เข้าใจความหมายของมัน

     

    “เอารางวัลไปใช้ให้คุ้มค่าล่ะ... ‘The One’ เอ๋ย”

              นั่นคือคำพูดทิ้งท้ายก่อนที่ร่างของมันจะหายไปจากสายตาของพวกทัต ถ้าไม่มีลมปะทะหน้าคงไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเคลื่อนที่เร็วขนาดไหน ความเร็วของมันทำให้ทัตตระหนักอีกครั้งว่ามันแข็งแกร่ง

     

    ภาวนาขออย่าให้เจอกันอีกเลย

              ทัตหวังแบบนั้น แน่นอนว่าเป็นได้แค่ความหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ

     

    “ทัต! ทำไงดี! หมอนี่จะแย่แล้วนะ!!!”

              พิมตะโกนไล่หลังทัตมา น้ำเสียงกังวลนั่นหมายถึงสินไม่ผิดแน่ ทัตถึงต้องทิ้งความคิดไร้สาระแล้วรีบวิ่งไปรวมกับเธอก่อน

     

    “เฮ้ยสิน! ยังได้ยินอยู่ไหม!?”

    “...เออ”

              การตอบสนองของสินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด อีกจุดที่น่าเป็นห่วงคือใบหน้าที่กำลังซีดเผือกและลมหายใจถี่รัวของเขา

              แต่จะให้ปฐมพยาบาลพิมก็ทำได้แค่เอาผ้าสะอาดมากดแผลไว้ อาการหนักขนาดนี้ยังไงก็ต้องให้คุณหมอนิวช่วยดูให้

              ทัตถึงรีบตามหาพลุสัญญาณเพื่อบอกให้กลุ่มอพยพกลับมาโดยเร็ว... นั่นคือทั้งหมดแล้วที่ทั้งสองคนสามารถทำได้

     

    ❖❖❖❖❖

     

              หลังจากจุดพลุสัญญาณ ไม่ถึง 5 นาทีมิ้นก็มาถึงจุดที่พวกทัตอยู่ แม้ว่าทัตจะบอกไปอย่างชัดเจนว่าให้หนีไป แต่สุดท้ายพวกเขาก็ตั้งรับในจุดที่ไม่ได้ห่างจากที่นี่มากนัก บางทีคงคิดเผื่อสถานการณ์ที่ทัตจะรอดเอาไว้กระมัง

              ต้องขอบคุณมิ้นที่คิดเผื่อไว้ ทั้งกลุ่มผู้มีพลังและผู้อพยพถึงกลับมายังโรงพยาบาลได้ในเวลาไม่นาน

              สินเองก็ถึงมือคุณหมอนิวก่อนที่จะหมดสติ ทัตกับพิมก็รอดชีวิต

     

              ความวุ่นวายจบลงแล้ว... แต่สถานการณ์ยังห่างไกลกับคำว่าจบลงด้วยดี

              สมาชิกเซฟเวอร์ที่มีทั้งหมด 54 คนเสียชีวิตไป 38 คน

              และในบรรดาคนเสียชีวิตที่มีจำนวนมากกว่า 70% ยังมีหัวหน้าใหญ่อย่างฝ้ายรวมอยู่ด้วย เรียกว่ากำลังรบเกือบทั้งหมดของเซฟเวอร์สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้สูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับมา

     

              เรื่องการเสียกำลังพลนั้นก็เป็นแค่ส่วนนึง แต่ที่หนักยิ่งกว่าคือขวัญกำลังใจที่สูญเสียไปของทุกคน

              โชคดีในโชคร้ายก็คือเหลือเวลาอีกแค่ 3 ชั่วโมงก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่อย่างนั้นเหล่าเซฟเวอร์คงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมาแน่

              ในขณะเดียวกัน... โชคร้ายในโชคดีของเหตุการณ์นี้ก็คือเมื่อทุกอย่างย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว เหล่าผู้มีพลังที่ตายไปจะต้องเผชิญหน้ากับอาการอวัยวะภายในล้มเหลวเฉียบพลันจนเสียชีวิต

              สำหรับคนใกล้ตัวจึงต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียต่อหน้าต่อตาเป็นหนที่สอง นั่นคงเป็นความเจ็บปวดอย่างที่สุดไม่มีอะไรเทียบได้

     

              เหล่าผู้มีพลังจึงได้ตระหนักถึงชะตากรรมอันโหดร้ายของตัวเองอีกครั้ง

              คงไม่มีครั้งไหนอีกแล้วที่พวกเขาทุกคนรวมถึงทัตไม่รู้สึกว่าการได้รู้ความจริงของโลกนี้มันคุ้มค่าเมื่อเทียบความตายของตัวเองหรือคนสำคัญ

     

              เวลาที่เหลือสูญไปกับการจัดการความรู้สึกของตัวเอง

              ไม่ว่าจะทัตที่เอาแต่โทษตัวเองกับความสูญเสีย หรือพิมที่เป็นคนโอบกอดปลอบโยนเขาด้วยความเศร้าโศกอย่างเดียวกัน

              ทั้งเหล่าลูกน้องคนสนิทของฝ้ายอย่างมิ้นและคิวที่หมกตัวอยู่คนเดียวด้วยความรู้สึกผิด

              กิฟ เบลและลินดาที่ก่นด่าความไร้พลังของตัวเอง ไม่อาจช่วยเหลือคนที่น่าจะช่วยได้

     

              กระทั่งยามเช้าได้มาถึง... แปรเปลี่ยนเป็นค่ำคืนแห่งความจริงอันหนาวเหน็บสำหรับพวกเขาทุกคน

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องแกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling) ที่คุณอ่าน