บทที่ หนึ่งร้อยเก้า
แดดยามเช้าโรยตัวลงบนทิวสนเสียงกีบม้าเคลื่อนคล้อยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหนือพื้นทางฝุ่นแดงที่ทอดยาวลับหายไกลสุดตาขบวนคาราวานเล็กๆ จำนวนแปดคนเคลื่อนที่อย่างไม่รีบร้อน
ผู้นำคณะอยู่บนหลังม้าสีเทาเงินรูปโฉมงามสง่า แม้จะสวมอาภรณ์ผ้าธรรมดาแต่แววตาลึกล้ำเผยอำนาจสูงส่งที่มิอาจกลบได้โดยง่ายเบื้องหลังของเขาคือบุรุษหกคนซึ่งล้วนแท้จริงเป็นองครักษ์และข้ารับใช้ที่ปลอมตัวตามมาทั้งหมดล้วนเปี่ยมฝีมือ ท่วงท่ากระฉับกระเฉง
และในหมู่ผู้เดินทางนั้นยังมีสตรีหนึ่งผู้สวมชุดผ้าฝ้ายบางปักลายกิ่งไม้เลื้อยสีคราม ใบหน้าผ่องใสยิ้มแย้มดวงตาแจ่มกระจ่างราวจันทร์ยามเต็มดวง นางนั่งอยู่ในรถม้าที่บรรจุตะกร้าไม้ไผ่ที่ภายในเต็มไปด้วยถุงสมุนไพรตากแห้งปะปนกับลูกขนมน้ำตาลกรอบ
เสี่ยวเฟินนั่งอยู่ข้างหน้าต่างขณะมือขวากำลังป้อนข้าวโพดตากแห้งให้เจ้านกกระจอกที่แอบซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางส่วนมือซ้ายก็แกะห่อขนมอย่างขมีขมัน
"เรากำลังแอบเดินทางตรวจราชการจริงหรือทำไมเหมือนวันพักผ่อนนัก.."เสียงหวานเจื้อยแจ้วเอ่ยถามโม่หยงเฉิงที่ควบม้าอยู่เยื้องๆด้านข้างหน้าต่าง
"แล้วเจ้ายังจะพูดเสียงดังอีกหรือ?" บุรุษรูปงามเหลือบตามองนางด้วยท่าทีจริงจังแต่ไร้โทสะ
"แต่ข้าไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘ฮ่องเต้’ สักหน่อยนี่นา" เสี่ยวเฟินย่นจมูกอย่างไม่ยอมแพ้ก่อนจะหยิบขนมลูกโตแล้วเคี้ยวตุ้ยๆหลังถูกดุ
โม่หยงเฉิงไม่ตอบหันกลับไปมองถนนข้างหน้าอย่างสงบแต่ริมริมฝีปากเขากลับมีรอยยิ้มจางๆ
ช่วงสายขบวนมาถึงหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งชื่อ“ชุนหรู” ตั้งอยู่กลางหุบเขาริมลำธารสายเล็กน้ำใสจนมองเห็นทรายละเอียดใต้น้ำ ชาวบ้านมีเพียงไม่กี่ร้อยครัวเรือนบ้านเรือนทำจากไม้สนอัดแน่นเรียงกันบนแนวลาดเขา
“เราจะแวะที่นี่หนึ่งวันก่อนเข้าลิ่วชางพรุ่งนี้”โม่หยงเฉิงเอ่ยกับขบวนอย่างเรียบง่าย
เสี่ยวเฟินตาลุกวาวทันที“มีตลาดไหม!? มีร้านขนมไหม!?”
“เจ้ากินไม่พอหรือ?” โม่หยงเฉิงเหลือบตามองตะกร้าของนางที่เต็มไปด้วยของว่าง
“ตอนนี้ยังไม่หมดแต่คงไม่นานฉะนั้นข้าจะไปซื้อเพิ่มเติมไว้น่ะสิ” เขาส่ายหน้า แต่ไม่ห้ามก็นางแบ่งนกที่บินผ่านไปมาทุกตัวขนมเหล่านี้จึงหมดอย่างรวดเร็ว
หลังขบวนหยุดลงไม่นานนักนางก็โยกชายกระโปรงแล้ววิ่งนำไปยังตลาดเล็กๆ กลางหมู่บ้าน ในมือถือตะกร้าส่วนบนไหล่ก็มีนกตัวเล็กสองตัวเกาะอยู่
โม่หยงเฉิงสั่งให้สี่คนไปตรวจดูชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมถึงที่พักของคืนนี้ส่วนอีกสองคนติดตามเขากับเสี่ยวเฟินห่างๆ
ตลาดหมู่บ้านมีเพียงไม่กี่สิบร้านล้วนเป็นแผงไม้เล็กๆ มีขนมพื้นบ้าน น้ำผลไม้หมัก สมุนไพรแห้ง และของใช้จิปาถะเสี่ยวเฟินก้มหน้าก้มตาเลือกขนมแห้งจำพวกถั่วแล้วไปเจอขนมชนิดหนึ่งหยิบขึ้นมาส่งให้โม่หยงเฉิงอย่างนึกสนุกทันที “ท่านลองสิ เมื่อก่อนข้าเคยเห็นพวกเด็กๆเป่าให้พองลม ดูสนุกมากเลย!”นางกล่าวพลางยัดแผ่นแป้งใส่มือบุรุษ
“เด็กหรือ? ไม่ใช่เรื่องที่จะเล่นเป็นเด็กแล้ว..” เขาตอบเช่นนั้นแต่กลับรับขนมมาแม้จะลังเลก็ตาม
"เป่าหน่อยน่า!" นางรบเร้าอีกคำ สายตาเว้าวอน
โม่หยงเฉิงถอนหายใจมองหญิงสาวที่ตาวาวใสใจจดใจจ่อกับแผ่นแป้งในมือเขาในที่สุดเขาก็ยอมเป่าเช่นที่นางขอ..ทว่าพองขึ้นได้เพียงครึ่งก็ยุบแผ่ว
“ไม่สำเร็จ!” เสี่ยวเฟินหัวเราะเสียงใสที่เห็ยอีกฝ่ายล้มเหลว“ท่านแพ้!”
“แพ้?” โม่หยงเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ใช่ แพ้ข้า!”
“แต่เจ้าก็ยังไม่ได้เป่า”
“ไม่ต้องข้าชนะอยู่แล้วเพราะข้าหัวเราะท่านไปแล้ว!”ว่าจบนางก็หันหลังให้ไม่ยอมรับสิ่งที่เขาจะกล่าวอีกโม่หยงเฉิงเห็นอาการของหญิงสาวที่ไม่ต่างจากเด็กน้อยก็อดส่ายหน้าไม่ได้พร้อมกับริมีปากที่หลุดยิ้มเล็กน้อย
เมื่อถึงยามเย็นทั้งคณะมารวมกันที่โรงเตี๊ยมกลางหมู่บ้านชื่อ ‘เฟิงชุ่ยเซียง’ เป็นเรือนไม้สองชั้นเรียบง่ายมีห้องพักเพียงห้าห้องทว่ามีแขกก่อนหน้าอยู่แล้วสองห้อง เหลือเพียงสามห้องว่าง
“เราพักห้องที่ชิดริมเขาแล้วกัน” โม่หยงเฉิงเอ่ยโดยไม่ลังเลขณะที่เหล่าข้ารับใช้รีบค้อมตัวรับคำแล้วเริ่มแยกย้ายกันไปห่างแต่เสี่ยวเฟินไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหนก็หมุนตัวไปมาโม่หยงเฉิงหันกลับไปเจอก็หลุดหัวเราะอาการเงอะงะเช่นนั้น “ตามเรามา!”
เสี่ยวเฟินที่ได้ยินว่านางจะพักห้องเดียวกับเขาถึงยิ้มกว้างวิ่งมาหยุดข้างกายเขาพลางลั่นวาจาอย่างสดใส“ข้าจะจุดตะเกียงคุยกับหยงเฉิงทั้งคืนเลย”
“เสี่ยวเฟิน!” เขาเอ่ยเสียงดุ “เจ้าอย่าเอ่ยวาจาเช่นนี้อีก” บุรุษเอ่ยเตือนนางเสียงเรียบ แม้แท้จริงเขารู้ว่านางไม่มีเจตนาเช่นที่เอ่ยมาวันๆ นางมีแต่อย่างจะขลุกตัวเล่นทำเหมือนว่าเขาเป็นเด็กชายคนหนึ่งแต่บุคคลอื่นมาได้ยินจะไม่คิดเช่นนั้น
ห้องพักนั้นแม้จะเล็กแต่สะอาดเรียบร้อยมีเตียงเดี่ยวกว้างปูผ้าเนื้อลื่นสีน้ำเงินคราม โต๊ะเขียนหนังสือและโคมไฟน้ำมันที่ส่องสว่างนวลตา
เสี่ยวเฟินยืนตัวแข็งตรงกลางห้องมองเตียงที่มีเตียงเดียวก่อนเหลือบมองชายหนุ่ม “ข้ากับเพื่อนๆ นอนพื้นก็ได้!” นางกลัวว่าเขาจะรังเกียจที่ต้องนอนกับนกตัวอื่นๆ
“ไม่ต้องทำตัวเสียสละเราจะนอนตั่งด้านข้าง เจ้ากับพวกนกเอาเตียงไป” เขากล่าวเสียงเรียบพลางถอดเสื้อคลุมพาดเก้าอี้ก่อนเดินไปตรวจกลอนหน้าต่าง
“แต่ว่า..”
“หรือเจ้าจะให้เรานอนเตียงด้วยกัน?”
“ท่านนอนกับเพื่อนข้าได้หรือไม่?” เสียงของนางดังกว่าที่ตั้งใจน่าจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง นางพาเพื่อนมาด้วยแค่สามตัวทั้งยังตัวเล็กๆ ทั้งนั้นด้วย
โม่หยงเฉิงหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มในดวงตาแม้ใบหน้าไม่แสดงมากนักแต่ดวงตาคู่นั้นเจือแววกลั้นหัวเราะไม่มิดเขาคิดว่าที่นางเอ่ยไม่นอนเตียงเดียวกับเขาเพราะสงวนท่าทีเช่นสตรีแต่เปล่าเลย..นางแค่คิดว่าเขาไม่อยากนอนร่วมกับเพื่อนนกตัวเล็กของนางเท่านั้น
หลังอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จทั้งสองก็ออกมานั่งริมหน้าต่างในห้อง เสี่ยวเฟินยกถ้วยน้ำขิงขึ้นจิบแล้วมองออกไปยังท้องฟ้าสีส้มอมม่วงยามตะวันลับ
“วันนี้สนุกมาก” นางกล่าวเสียงแผ่ว “..แต่ก็น่าเสียดายพรุ่งนี้ต้องไปต่อข้าอยากจะอยู่ที่นี่อีกสักวัน” โม่หยงเฉิงนิ่งฟังนางหันกลับมาถามเบาๆ “หยงเฉิง..ท่านเคยอยากหนีไหม? หนีจากทุกอย่าง ตำแหน่ง ฐานะ หน้าที่”
เขาไม่ตอบในทันทีเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกล่าวถึงในสิ่งที่ไม่เคยเอ่ยกับผู้ใด “บางครา..” โม่หยงเฉิงหลุบตาลง “เราก็เคยนึกเช่นนั้น..ว่าทำไมสิ่งนี้ถึงมาถึงตัวเราความรู้สึกที่เป็นเหมือนพันธะที่ไม่อาจตัด ภาระของแผ่นดิน..แต่สุดท้ายเราก็เพียงทำไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นฮ่องเต้และแม่ทัพปกป้องแผ่นดิน”
เสี่ยวเฟินพยักหน้าช้าๆดวงตากระจ่างนั้นกลับฉายแสงของความหวังเล็กน้อย “เช่นนั้นถ้าเป็นข้าปกป้องท่านบ้างเล่า?” เสียงเบาแผ่วนั้นแทบไม่ต่างจากสายลมโอบคลอแผ่นหลังนางตั้งมั่นเช่นนี้ตั้งแต่สามร้อยปีก่อน เวลานี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงนางอยากอยู่ข้างกายเขาเป็นเพื่อนผู้คุมครองผู้บรรเทาโศกผู้สร้างความสราญใจเพราะทุกครั้งที่นางอยู่กับเขาความรู้สึกอบอุ่นใจที่ไม่มีใครสร้างได้ นางจึงอยากมอบมันตอบแทนให้เขาบ้าง
โม่หยงเฉิงหันมามองใบหน้าของนางหัวใจสะท้านคล้ายถูกสายลมแห่งฤดูร้อนปะทะกลางทรวงเขาไม่ตอบหากแต่ในความเงียบกลับหนักแน่นยิ่งกว่าคำใด
ยามค่ำของหมู่บ้านชุนหรูค่อยๆเข้าสู่ความสงบ เงาไม้เอนตามแสงจันทร์เสียงลมหายใจของสตรีผู้หนึ่งที่หลับพริ้มบนเตียง พร้อมกับเงาร่างสูงที่เอนตัวลงบนตั่งข้างหน้าต่างอย่างเงียบเชียบในใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยเรื่องที่ยังมิได้เอ่ยแต่อย่างน้อยในคืนหนึ่งของหมู่บ้านเล็กๆ นี้พวกเขาอยู่ใกล้กันมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
วันถัดมาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองลิ่วชางเกือบสิบลี้ตัดผ่านทุ่งไร่บัวขาวและแปลงการเกษตร มีเพียงทางเกวียนลูกรังทอดเข้าได้เส้นทางจึงไม่สะดวกนัก
หลายเดือนก่อนเป็นน้ำลากทำให้พืชผลเสียหายราชสำนักส่งเงินมาจัดตั้งโรงทานครั้งนี้โม่หยงเฉิงจึงได้ใส่เป็นหนึ่งในจุดหมายที่จะเดินทางมาตรวจสอบด้วยตนเองระหว่างทางเขาสวมชุดสีกรมพื้นเรียบ เนื้อผ้าทอด้วยมือแบบชาวบ้านแม้ท่วงท่ายังสง่างามแต่ไม่สะดุดตานัก
ข้างกายเขาคือเสี่ยวเฟินที่วันนี้สวมเสื้อผ้าสีน้ำตาลกลืนกับดินใบหน้าแต่งแต้มเพียงแป้งขาวจางๆ เผยริมฝีปากชมพูธรรมชาติสดใสนางแบกตะกร้าสมุนไพรใส่มาเต็มใบ เอ่ยท่ามกลางผู้คน "มีใครเจ็บป่วยบ้างไหมพวกข้ามีสมุนไพรติดมาด้วย"
บรรยากาศรอบโรงทานอวลไปด้วยกลิ่นข้าวต้มฟักทองต้มจืดเห็ดหอมและใบฟางคนเฒ่าเด็กน้อยยิ้มระรื่น มือถือถ้วยจิ๋วพลางยกไหว้รับสมุนไพรของเสี่ยวเฟิน
“โชคดีจังที่เตรียมมา” เสี่ยวเฟินว่าขณะแจกใบพลูให้ชายชราท่านหนึ่งเคี้ยวแก้เสมหะระหว่างนั้นสายตานางก็เหลือบที่อีกทาง
โม่หยงเฉิงจึงมองตามสายตานางไปเห็นเด็กหญิงตัวเล็กสองคนช่วยกันตักน้ำจากโอ่งใหญ่ จากนั้นเสี่ยวเฟินก็เดินเข้าไปช่วยประคองกะละมังแล้วบอกให้เด็กๆ ล้างมือล้างหน้า มือเรียวของนางถูเบาๆ บนหน้าผากของเด็กน้อยคนหนึ่งพลางลูบเส้นผมให้เรียบ "เอ้า แบบนี้สิสะอาดน่ารักขึ้นอีกเท่าตัวเลย"
เด็กน้อยยิ้มแฉ่งโผกอดเอวนางแน่น โม่หยงเฉิงมองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งงันแต่ในใจกลับเคลื่อนไหวอย่างคาดไม่ถึงไม่ใช่เพราะแสงแดดบ่ายที่ลอดผ่านใบไผ่ตรงริมเขา ไม่ใช่เพราะเสียงหัวเราะของเด็กน้อยหากเป็นเพราะใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า ที่มีทั้งความอ่อนโยน สดใสและบริสุทธิ์เกินกว่าจะกลมกลืนไปกับโลกใบนี้
หลังเสร็จภารกิจช่วงบ่ายขบวนของเขาเลือกเส้นทางลัดกลับไปที่รถม้าผ่านป่าไผ่หลวงซึ่งลดความยาวเดินเท้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งเส้นทางนี้แม้ไม่ค่อยมีใครใช้เพราะรกไปสักหน่อยแต่ชาวบ้านที่คุ้นเส้นทางดีแนะนำจึงตัดสินใจลัดไป ทว่าไม่ทันถึงครึ่งทางฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีอย่างไร้คำเตือน “มีเมฆฝน..”
"ฝนจะตก" เสี่ยวเฟินถามพลางแหงนมอง
ฟ้าเหนือผืนป่าไผ่กลายเป็นสีเทาหม่นม่านเมฆเคลื่อนตัวเร็วเหลือเชื่อ และในพริบตาสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาราวฟ้าทะลักทำให้ขบวนต้องหาที่หลบ
“เร็ว ตามข้ามา!” โม่หยงเฉิงคว้ามือนางวิ่งนำเข้าไปยังศาลาหลังหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าไผ่พื้นไม้แห้งสนิทบ่งบอกว่าศาลานี้แข็งแรงดี พอสำหรับกันฝนได้สบายพวกเขาทั้งสองขึ้นไปยืนหลบอยู่ใต้มุมหลังคา หอบหายใจเล็กน้อยส่วนเหล่าผู้ติดตามกระจายตัวคุ้มครองที่รอบๆ ไม่รู้ว่าแฝงอยู่ตรงไหนกันแล้ว
ฝนเทกระหน่ำลงบนใบไผ่เสียงดังกรอบแกรบสายลมพัดพากลิ่นดินสดชื่นลอยอบอวลเสี่ยวเฟินที่เปียกไปครึ่งตัวนั่งลงตรงม้านั่งไม้ เริ่มหอบหายใจเบาๆ “ข้าเปียกหมดเลย..เสื้อข้างในก็เปียก” เสียงบ่นค่อยๆ ดังออกมา
โม่หยงเฉิงถอดเสื้อคลุมที่ผ้าค่อนข้างหยาบกว่าปกติเพราะเหมาะสำหรับปลอมตัวเขาถอดออกมาใส่ทับชุดของนางโดยไม่เอ่ยคำ
“ข้าไม่เป็นไร..” นางว่าเตรียมจะถอดส่งคืน
“แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าไม่สบาย” เขาตอบเสียงราบเรียบ แล้วนั่งลงข้างๆ
บรรยากาศรอบตัวเป็นเพียงเสียงหยาดฝนนภาไม่มีฟ้าแลบหรือคำราม มีเพียงแสงสลัวราวโลกทั้งใบหลบซ่อนอยู่ใต้ร่มไผ่
เสี่ยวเฟินกอดเสื้อคลุมไว้แน่นกลิ่นจางของไม้หอมและเม็ดฝนจากเนื้อผ้าทำให้หัวใจอบอุ่นอย่างประหลาด "เมื่อก่อน ข้าชอบฝนนะ" นางเอ่ยขึ้นพลางเหม่อมองม่านฝนเบื้องหน้า"เวลาฝนตกมันเย็นสบายบางทีก็ได้เล่นน้ำฝนด้วย"
เขาหันไปมองนางเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร
"แต่ตอนนี้..ข้าไม่ชอบแล้วเพราะมันทำให้ข้ารู้ว่าข้าชอบความอบอุ่นมากกว่า" คำพูดนั้นเรียบง่ายทว่ากระทบลึก
โม่หยงเฉิงดั่งถูกกระตุกจากภวังค์นัยน์ตาคมเข้มหันมองหญิงสาวข้างกายอีกครั้งเห็นเส้นผมเปียกแนบแก้มแต่แววตาเปล่งประกายระยับราวหยาดฝน เขากลืนน้ำลายลงคอช้าๆไม่รู้ว่าความอุ่นที่แล่นในอกมาจากคำพูดของนาง หรือจากแววตาคู่นั้นกันแน่..
ฝนหยุดตกเมื่อยามโหย่วมาเยือนสายลมเย็นหลังฝนพัดกลีบดอกไม้ไผ่ปลิวลงบนพื้นไม้แห้ง “ข้าหนาวนิดหน่อย” เสียงของนางดังขึ้นเบาๆ
“ก็เจ้าชุดเปียก” เขาตอบพร้อมลุกขึ้นยื่นมือให้นาง
เสี่ยวเฟินเงยหน้ามอง“แต่ท่านก็เปียก..” แล้วจับมืออีกฝ่ายให้ชายหนุ่มช่วยพยุงสัมผัสแรกนั้นเรียบง่ายนัก แต่สำหรับเขากลับรู้สึกคล้ายโลกทั้งใบเงียบงัน
สายลมหลังฝนแผ่วเบาพัดไล้ปลายผ้าเปียกชื้นของเสื้อคลุมสีหม่นที่โม่หยงเฉิงห่มให้นางยังไม่จางกลิ่นฝนบรรยากาศทั่วทั้งศาลาหลังเล็กท่ามกลางแนวไผ่ใหญ่ยังเยียบเย็นแม้ในความเย็นนั้นกลับอบอวลด้วยความเงียบงันที่ไม่มีคำใดเหมาะสมไปกว่า.. ‘อ่อนโยน’
เสี่ยวเฟินลุกขึ้นด้วยร่างบอบบางที่สั่นระริกเล็กน้อยจากความหนาวที่ยังซึมค้างในเรือนกายแม้เสื้อคลุมของเขาจะช่วยป้องกันลมได้บ้างแต่นางยังคงกำชายเสื้อนั้นแน่นราวกลัวความอบอุ่นจะเลือนหาย
โม่หยงเฉิงมองภาพตรงหน้าคล้ายถูกสะกดพลันเอื้อมมือข้างหนึ่งไปเกลี่ยชายเสื้อคลุมให้คลุมมิดชิดขึ้นอย่างเบามือนิ้วเรียวลากเลียบตามแนวผ้าจนกระทบมือของนางโดยไม่ได้ตั้งใจเสี่ยวเฟินสะดุ้งเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
“ยังหนาวอยู่หรือไม่” เสียงของเขานุ่มลึกยิ่งกว่าปกติราวคลื่นลมกระซิบผ่านขุนเขา
“นิดหน่อย..” นางตอบแผ่วเบาดวงตากลมใสยังจับจ้องใบหน้าคมของชายตรงหน้า ไม่รู้ว่าเป็นความอบอุ่นจากผ้าคลุมหรือจากสายตาคู่นั้นที่ทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นทุกคราว
เวลานั้น..ไม่มีเสียงใดแทรก ไม่มีฝน ไม่มีลมมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นสอดรับกันอย่างเงียบงัน โม่หยงเฉิงก้มลงเล็กน้อยความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้เสี่ยวเฟินเม้มปากแน่นเล็กน้อยหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ปลายจมูกของเขาเฉียดใกล้หน้าผากนางลมหายใจอุ่นปะทะผิวนวล จากนั้นก็..ริมฝีปากของเขากดจุมพิตลงบนหน้าผากของนางเบาๆเป็นจุมพิตที่อ่อนโยนอย่างยิ่งนัก..อ่อนโยนเสียจนหัวใจของเสี่ยวเฟินละลายคล้ายแผ่นน้ำแข็งใต้แดดต้นฤดูใบไม้ผลินางหลุบตาลงโดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้สัมผัสนั้นเคลื่อนผ่านเข้าถึงขั้วลมหายใจ
โม่หยงเฉิงผละออกมาเพียงครู่ดวงตาคมมองสตรีที่ใบหน้าขึ้นสีน่ามอง เขาจึงกะพริบตาถี่อยู่ครู่หนึ่งนางจึงมองขึ้นกลับมาทว่า..สิ่งที่เห็นในดวงตาคู่นั้นกลับไม่ใช่ความสับสนหรือไม่พอใจเป็นความอ่อนหวาน..เป็นความหวานที่เขาเองก็อยากสัมผัสอีกครั้งและลึกซึ้งกว่าเดิม
เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใหม่อีกครั้งครานี้ไม่ใช่หน้าผากแต่เป็นริมฝีปากที่เขาจูบลงอย่างแผ่วเบา ละมุนละไมจูบที่ไม่รีบเร่ง ไม่เร่าร้อน มีเพียงความโหยหาอย่างอ่อนโยน คล้ายเป็นคำถามเงียบๆว่า ‘มีจริงไม่ใช่ความฝัน..’
ลมหายใจของเสี่ยวเฟินสะดุดดวงตากลมเบิกน้อยๆ ก่อนจะหลับตาลงปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามหัวใจเขาค้างริมฝีปากไว้เช่นนั้นไม่กี่อึดใจ ก่อนจะถอนออกมาอย่างช้าๆ
“ไม่ได้ฝันจริงๆ ด้วย” เขากระซิบข้างแก้มนางแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองกระทำ
เสี่ยวเฟินลืมตาขึ้นดวงตาฉ่ำที่ก่อนหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำฝนที่แห้งไปแล้วกลับยังวาววับสั่นระริกอยู่เล็กน้อย“จะเป็นฝันได้อย่างไร” นางตอบเสียงเบาแล้วเอียงศีรษะพิงอกเขาโดยธรรมชาติ โม่หยงเฉิงไม่พูดอะไรอีกเพียงวางมือประคองศีรษะนางให้แนบอก ริมฝีปากกดจูบเบาๆที่เส้นผมเปียกชื้นอีกครั้งหนึ่ง..
ที่ศาลาไม้ใต้ป่าไผ่หลังฝนสายลมเย็นยังพัดโชย และสองใจมาชิดใกล้ยิ่งกว่าครั้งใด