พระตำหนักฮุยหลิง
ฝ่าาพระราชทานรถม้าคันเล็กตกแต่งงดงามสมฐานะพระธิดาองค์โปรดมีบุรุษสูงวัยนามตู้เสียน อี้อันเรียกว่า ลุงตู้ เป็ผู้บังคับม้า มีขันที 2 คน นางกำนัล 2 คนยืนอยู่ที่หน้าประตูพระตำหนักฮุ่ยหลิงเพื่อรอรับองค์หญิงอี้อันไปส่งค่ายซานตง แม่นมเฉินเดินมาส่งองค์หญิงอี้อันกล่าวว่า “จะไม่ให้หม่อมฉันไปด้วยจริงๆหรือเพคะ”
“ไม่ต้องหรอกแม่นมที่นี่เมืองหลวง ข้าดูแลตัวเองได้ ท่านดูแลเสด็จแม่เถิด” ว่าแล้วนางเดินมือเปล่าไปขึ้นรถม้าเมื่อรถม้าและเหล่าขันที นางกำนัลไปแล้ว แม่นมเฉินจึงเดินเข้าประตูตำหนักไป
รถม้านำองค์หญิงอี้อันไปถึงลานฝึกหน้าเรือนบัญชาการเมื่อนางลงจากรถม้าแล้ว รถม้าจึงเดินทางกลับตำหนักฮุ่ยหลิง อี้อันเข้ามาในโถงผู้บัญชาการทำความเคารพองค์รัชทายาท “เสด็จพี่ หม่อมฉันมารายงานตัวเพคะ” เสวี่ยซิงและจางเหยาทำความเคารพนาง นางคารวะตอบจึงพบว่าทั้งสามกำลังปรึกษากันเื่จุดหมึกในหนังสือของเสนาบดีเฮ่อหยุนนางจึงเข้ามาฟังด้วย “หนังสือที่มีจุดหมึกแต้มมี 16 ตัวอักษรเมื่อคืนจางเหยาและกระหม่อมถอดอักษรออกมา แล้วเรียงคำได้ตามนี้” เสวี่ยซิงกล่าวแล้วนำกระดาษส่งให้องค์รัชทายาท
ผู้คิด ชิง บัลลังก์ หลบ เร้น หลัก ฐาน พาน พบ ประสบ ต้อง สุริยา ทุก ครา วัน
“หลังจากฝึกซ้อมในค่ายแล้วกระหม่อมกับจางเหยาจะไปค้นหาหลักฐานที่บ้านเสนาบดีเฮ่อหยุนพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้หม่อมฉันไปด้วยนะเสด็จพี่”องค์หญิงกล่าวอย่างตื่นเต้น เขย่าแขนพี่ชายส่งสายตาอ้อนวอน
“ไม่ได้เ้าต้องฝึกลูกศิษย์เ้าไม่ใช่หรือ พวกเขารอเ้าอยู่” พี่ชายคัดค้านไม่ตามใจน้องสาวเสียแล้วน้องสาวทำหน้าเศร้าเดินไปสองก้าวหันหลังมาส่งสายตาอ้อนวอนเดินไปอีกหน่อยหันกลับมาส่งสายตาอ้อนวอน แต่พี่ชายก้มลงมองฎีกาทำไม่รู้ไม่ชี้
เ้าสำนักหญิง
เมื่อนางไปถึงกองทิศตะวันตกพบว่าพลทหารทั้ง200 นายยืนแถวตรงคอยแล้วนางนั่งลงที่เก้าอี้บนพื้นยกสูง “เป็อย่างไรบ้างเมื่อคืนมีใครนอนฝึกลมปราณต่อบ้าง?” ถามจบ พลทหารทั้ง 200คนยกมือขึ้นพร้อมกันหมด มีพลทหารคนหนึ่งบอกว่า “กระหม่อมทำตามองค์หญิงสั่งรู้สึกว่าหม่อมฉันหลับสบาย ตื่นขึ้นมาเหมือนมีกำลังเพิ่มขึ้น เมื่อเช้าวิ่ง 3รอบยังไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ ขอบคุณองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ “เขาพูดจบ เหล่าพลทหารทั้งหมดต่างพยักหน้าเห็นด้วยว่าเขาก็รู้สึกเหมือนกันแล้วพากันพูดว่าเห็นด้วย “ดีมาก ดีมาก” องค์หญิงหัวเราะตบมือชอบใจกับคำตอบของเหล่าลูกศิษย์
“เอาหละไหนๆ ข้าก็นับเป็อาจารย์สอนวิชาให้เ้าพวกเ้าเห็นว่าความรู้อย่างข้าเปิดสำนักได้หรือไม่?” ถามเช่นนี้ทหารทั้ง 200 นายชะงักเอ๊ะ วันนี้องค์หญิงมีความคิดประหลาดอีกแล้ว แต่เฟยฉีที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดเห็นว่ากลุ่มจะเกิดความคิดเห็นแตกแยกดังนั้นจึงแสร้งตบมืออย่างยินดีส่งเสียงดังว่า
“ดี ขอรับองค์หญิง”แล้วหันไปทางเพื่อนๆ ด้านหลังว่า “พวกเราจะได้เรียนวิชาแบบจอมยุทธ์อย่างไรเล่าจริงไหม” ว่าแล้วขยิบตาเป็สัญญาณให้เพื่อนๆ เห็นด้วยจึงค่อยๆ มีเสียงสนับสนุนออกมาเพิ่มขึ้นองค์หญิงอี้อันก็ไม่รอให้ใครคัดค้านเช่นกัน “ดีมากกองฝั่งตะวันตกของเราจะมีชื่อว่า “忠诚 “จงเฉิง แปลว่าจงรักภักดี เราจะจงรักภักดีต่อต้าซ่ง ส่วนข้าเป็เ้าสำนัก” นางยืนบนแท่นยกสูงกำหมัดทำท่าฮึกเฮิมยามกล่าวคำว่า “จงรักภักดี”
ครั้นได้ยินชื่อสำนักใหม่นี้แล้วเฟยฉีค่อยถอนหายใจโล่ง คิดว่าหากชื่อสำนักใหม่นี้ประหลาดล้ำกว่านี้ ไม่รู้องค์รัชทายาทจะสั่งโบยทหารทั้งกองทิศตะวันตกหรือไม่
“เอาล่ะ วันนี้ทบทวนการฝึกหายใจให้เป็ลมปราณก่อนแล้วจึงจะฝึกโคจรลมปราณต่อ… ทุกคนนั่งลง เริ่มทบทวน”
องค์รัชทายาทและสองสหายยืนกอดอกมองจากตัวอาคาร จางเหยากล่าว “ไม่คิดว่าน้องสาวพระองค์ไม่ธรรมดา”องค์รัชทายาทยิ้มนิดหนึ่ง ไม่ตอบอะไร เพราะรู้ว่าจางเหยากำลังหยอกพระองค์อยู่
เสวี่ยซิงถาม “องค์รัชทายาท พระองค์ไม่เปลี่ยนใจให้องค์หญิงไปร่วมสืบคดีจริงหรือ”องค์รัชทายาทถอนหายใจแล้วเดินกลับไปกองฝึกสองสหายจึงต้องแยกย้ายไปกองของตน
“เมื่อวานเ้าสะสมพลังไว้ที่จุดกวานหยวนแล้ววันนี้จะให้เ้าฝึก การโคจรลมปราณผ่านเส้นชีพจร”
“มองที่ข้าแล้วทำตามนั่งหลังตรง ยกฝ่ามือหงายขึ้น หายใจเข้าช้าๆ ใช้ลมปราณผสานกับลมหายใจแล้วใช้จิตขับเคลื่อนกระแสโลหิตไหลจากหัวใจผ่านเส้นชีพจรไปไว้ที่ฝ่ามือสองข้างค่อยๆ วางหลังมือบนเข่าทั้งสองข้าง หายใจออกให้ช้าที่สุด”
“พวกเ้ามองเห็นธนูคันนี้ใช่ไหม” จากนั้นองค์หญิงอี้อันดึงสายธนูเปล่าจนสุดแล้วปล่อยเกิดการสั่นะเืเสียงดังผึงเบาๆ “เสียงดึงสายธนูไม่ดังมาก ฉะนั้นเมื่อเ้าหลับตาฝึกแล้วต้องมีสติรู้สึกตัวตลอดเวลา มิเช่นนั้นเ้าจะไม่ได้ยินเสียงสายธนูถ้าข้าดึงสายธนูเตือนว่าหมดเวลา เมื่อเ้านั่งหลับไม่ได้ยินเสียงธนูหรือนั่งหลับแล้วมีเสียงใดๆ ออกมา ข้าจะไปดีดหูเ้า” หลายคนทำท่าสะดุ้งน้อยๆ
“เวลานี้ให้หลับตาลงจงทำให้ลมหายใจและพลังภายในกายกลายเป็หนึ่งเดียวกับจิตของเ้า ฝึกเช่นนี้ 1ชั่วยาม …..ได้ยินแล้วนะ หลับได้แต่อย่าส่งเสียงออกมา” ภายหลังลูกศิษย์ทั้งสำนักหลับตาตั้งใจจดจ่อกับฝึกโคจรลมปราณอยู่ ฝ่ายเ้าสำนักหญิงลืมตาขึ้นแล้วค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินตัวเบาผ่านด้านหลังองค์รัชทายาท ที่กำลังยืนคุมการฝึกยิงธนู หางตาองค์รัชทายาท พลันรู้สึกมีเงาสายหนึ่งวูบผ่านหลังไป เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเดินตามเงาสายนั้นไป
ปรากฏว่าเงานั้นเลยไปหลบหลังเสาแอบมองบางอย่างอยู่เขาเห็นนางยิ้มแย้ม แววตาปลาบปลื้มเอียงคอไปมา เขาเดินเข้าไปด้านหลังนางจึงรู้ว่าผู้ที่นางแอบมองเสวี่ยซิง! นั่นเอง เขาเอาแขนพาดคอน้องสาวแล้วดึงนางออกจากต้นเสาหลบออกไป
เสวี่ยซิง มีความรู้สึกว่าเหมือนมีใครกำลังมองเขาจากทางด้านหลังเขาหันไปมองตรงทิศที่มีกระแสจิตพุ่งตรงมา แต่กลับไม่เห็นมีใครตรงนั้น ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันกลับมายืนคุมการฝึกต่อ
“เสด็จพี่ข้าเจ็บนะ” พี่ชายลากคอนางออกจากมุมเสามาตั้งไกลพอเป็อิสระก็ตีแขนพี่ชายชำระหนี้ไป 1 ที
“เ้าแอบมองเสวี่ยซิง ทำไม” นางยิ้มอีกแล้วลูกตาแวววาว ไม่ตอบแล้วเดินพลาง ะโพลาง กลับสำนักของตนไป
นางกลับมาสำนักนั่งประจำตำแหน่งเ้าสำนัก หลับตาฝึกลมหายใจพร้อมกับลูกศิษย์ขณะโคจรลมปราณอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงประหลาดเสียงหนึ่งเกิดขึ้น
“คร่อกกกก..” อี้อันหยุดโคจรลมปราณแล้วเดินเข้าไปใกล้ต้นเสียงประหลาดนั้นอย่างแ่เบาเ้าสำนักยืนเท้าเอวมองดูสักครู่แล้ว ใช้สองนิ้วดีดหูดัง “.. เพี๊ยะ...” แล้วบังเกิดเสียงร้อง “....จ๊าก..” สนั่นสำนัก ลูกศิษย์อื่นๆไม่มีใครกล้าลืมตาขึ้นมาดู เพราะเกรงว่าจะต้องตายอนาถเป็ศพไปอีกคน
เ้าสำนักจัดการธุระเสร็จแล้วจึงเดินกลับมานั่งแท่นประจำตำแหน่งเวลาผ่านไป 1 เค่อ (15นาที) จู่ๆได้ยินเสียงคุ้นหูยิ่งนัก
“พิโธ่เอ๋ยข้านึกว่าเ้ามาฝึกซ้อมอะไรในค่ายพลทหาร ที่แท้มานั่งหลับอยู่ตรงนี้”
อี้อันลืมตาเงยหน้าขึ้นอุทานเสียงหลง “ท่านเข้ามาทำอะไรที่นี่”
“อะไรนะ ข้าเป็พี่ใหญ่ของเ้านะ เ้าต้องเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ด้วยซ้ำ ยัยเด็กบ้า” องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วเท้าเอวก้มมองอี้อันที่นั่งสอนการโคจรลมปราณที่พื้นแท่นประลอง
“แล้วท่านพี่ใหญ่มาได้อย่างไรทหารเฝ้าประตูค่ายไม่ห้ามท่านหรือ” องค์ชายใหญ่เบ้หน้า “เชอะ แค่ทหารเล็กๆข้าก็นั่งรถม้า แล้วเดินเข้ามายืนอยู่ตรงนี้น่ะสิ” ด้านหลังมีองค์ชายหลี่ผิงซานยืนใกล้ๆนางทำความเคารพตามลำดับาุโ แล้วหันมาถามอีก “แล้วองค์รัชทายาททราบหรือไม่?”
“ไม่จำเป็ว่าแต่เ้าเถอะ เสด็จพ่อให้เ้ามาช่วยงานไม่ใช่หรือแต่กลับพากันนั่งหลับกลางวันเสียได้” นี่แสดงว่าองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการฝึกลมปราณและวิชายุทธ์ องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ยเองมองครั้งแรกก็รู้แล้วว่านี่คือวิธีเริ่มฝึกโคจรลมปราณพื้นฐานสำคัญการฝึกยุทธ์แต่เขามิได้กล่าวอวดความรู้อันใดออกมา เสียงเอะอะขององค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วทำให้องค์รัชทายาทเดินมาที่กองของอี้อัน
องค์รัชทายาทเห็นแต่แรกแล้วว่าองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วนำบุคคลต่างแคว้นเข้ามาในค่ายฝึก ซึ่งถือว่าการฝึกในค่ายเป็ความลับทางทหารไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาได้ แต่เมื่อกำลังติดพันกับการสอนอยู่จึงผละไปขวางไม่ทัน ทำให้องค์ชายใหญ่เดินเข้าไปถึงกองของอี้อันจนได้
องค์รัชทายาทเดินเข้ามาแล้วผายมือเชิญ“เสด็จพี่เหยียนจั๋ว หม่อมฉันขอให้ท่านกลับออกไปเถิด ค่ายทหารไม่เหมาะให้คนนอกเข้ามา” ได้ยินเช่นนั้น องค์ชายเหยียนจั๋วทำท่าฮึดฮัด ร้องเอะอะไม่ยอมและกำลังจะลุกลามมีปากเสียงกัน องค์หญิงอี้อันเห็นท่าเื่น่าจะบานปลายจึงกวักมือเรียกทหารในกองที่นางดูแลอยู่ ทหารผู้นี้มีแววรู้เื่หน่อยให้ขึ้นมาพบนาง สั่งงานให้เขานำฝึกโคจรลมปราณต่อในท่ายืนกางขาย่อเข่า ยกแขนกำมืออี้อันกระซิบกับทหารผู้นั้นเพิ่มเติม
องค์ชายใหญ่เสียงดังขึ้น “ทำไมข้าก็เป็ลูกเสด็จพ่อเหมือนกัน ทำไมจะเข้ามาในค่ายนี้บ้างไม่ได้ ค่ายนี้มีอะไรวิเศษหรือ?” เสวี่ยซิงและจางเหยาเดินเข้ามาสมทบ และทำความเคารพเขาตามศักดิ์องค์ชาย แต่ไม่อาจทำอะไรเขามากไปกว่านี้ อี้อันจึงเข้าไปแยกองค์ชายใหญ่เหยียน จั๋วที่ยืนต่อว่าองค์รัชทายาทออกจากกัน “ไหนๆ ท่านเสด็จพี่ใหญ่ก็มาเที่ยวชมค่ายซานตงจนเป็ที่พอใจแล้ว เสด็จกลับกันเถอะวันนี้รถม้าหม่อมฉันไม่มารับแล้ว ข้ากลับวังกับท่านพี่ใหญ่ด้วยนะ”
“ไม่ได้รถม้าข้านั่งได้แค่สองคน ไม่รับเ้า” องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วรูปงามปฏิเสธสตรีอย่างไม่มีเยื่อใย
“ได้อย่างไรก็ข้าอยากกลับด้วยนี่” ว่าแล้วอี้อันจับข้อมือองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วบีบแล้วแอบบิดข้อมือเขา ลากตัวไปที่รถม้า “โอ๊ย เจ็บ ... ยัยเด็กบ้า ปล่อยข้านะ” เห็นเช่นนี้ทุกคนจึงทำความเคารพกล่าวพร้อมเพรียงกัน “น้อมส่งองค์ชายเหยียนจั๋ว องค์ชายผิงซาน”
รถม้าวิ่งออกนอกค่ายไปแล้วมีองครักษ์6 นายขี่ม้าตามอารักขา รถม้าวิ่งตรงเข้าเมือง ส่วนด้านในรถม้าองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วนั่งกอดอกใบหน้าบึ้งตึงแสดงความโกรธเกรี้ยว จ้องหน้าอี้อันที่นั่งตรงข้ามกับองค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ย “เ้ามีสิทธิ์อะไรมานั่งรถม้าของข้า”
อี้อันไม่ตอบแต่ยิ้มกว้างตามประสาที่นางเป็ “ท่านเสด็จพี่ใหญ่จะกลับเข้าเมืองไม่ใช่หรือข้าแค่ขอติดม้าท่านออกจากค่ายซานตงเท่านั้นเอง”
“รถม้าข้าราคาแพงมากเ้าไม่เหมาะสมจะนั่งมัน”
“ข้านั่งแค่ประเดี๋ยวเดียวถึงไม่เหมะสมแต่ข้าก็นั่งมาแล้ว” อี้อันยังยิ้มแย้มเข้าใส่ท่านพี่ใหญ่ ทำให้เขารู้สึกโกรธมากยิ่งขึ้น เขายกมือขึ้นทำท่าจะทุบตีอี้อัน เสียงนางดังออกมาจากในรถ “เสด็จพี่ใหญ่ อย่าตีข้านะอย่าตีข้าเลยนะ ข้ากลัวแล้ว ข้าผิดไปแล้ว”
แค่พริบตาเดียวพลันปรากฏร่างผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งกระเด็นออกจากหน้าต่างรถม้าตกลงไปกระแทกขึ้นองครักษ์ทั้ง 6 นายใที่มีคนตกจากรถม้าขององค์ชายเหยียนจั๋วชาวบ้านที่เดินสัญจรบนถนนต่างชะงักมองตามเสียงเอะอะนั้น ครั้นผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นเงยหน้าขึ้นร้องโอดโอย “อ้าว เป็องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วนี่”เหล่าองครักษ์รีบลงจากม้าเข้ามาพยุงกายเขาทันที
“องค์ชายองค์ชาย เป็อย่างไรบ้าง” องค์ชายเหยียนจั๋วไม่ตอบองครักษ์ลุกขึ้นยืนแล้วชี้ไปในรถม้า
“อี้อัน เ้าลงจากรถของข้าเดี๋ยวนี้เลย แล้วไสหัวไป” องค์หญิงอี้อันก้าวออกจากประตูรถม้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“เสด็จพี่ใหญ่ตีข้าแล้วยังไล่ข้าลงจากรถม้าอีก ปล่อยให้ข้าเดินกลับวังคนเดียวอีกด้วย คนใจร้าย”ว่าแล้วนางะโลงจากรถม้าหันหลังเดินหายเข้าไปในฝูงชน ส่วนองค์ชายใหญ่ถูกองครักษ์พยุงขึ้นรถม้าก่อนขึ้นรถยังเอะอะ ชี้นิ้วบริภาษอี้อันอีกเล็กน้อย “ยัยเด็กบ้าข้าไปตีเ้าตอนไหนกัน เ้านั่นแหละถีบข้าจนตกรถข้าจะไปฟ้องเสด็จแม่” เขาะโออกมาก่อนจะเข้ารถไป แล้วรถก็เคลื่อนไปบนถนน
องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ยมองดูสองพี่น้องต่างมารดาโต้เถียงกันรู้สึกได้ว่าองค์หญิงอี้อันแม้จะมองดูภายนอกจะมีอาการบางอย่างผิดแผกจากคนทั่วไป การพูดจาจะเชื่องช้าเหมือนเด็กน้อยเพิ่งฝึกพูด แววตาดูเหมือนว่างเปล่า ไร้อารมณ์โกรธ เกลียด ใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เป็นิจ แต่เขากลับรู้สึกว่านางมีความคิดล้ำลึกมาก ประการสำคัญนางเป็น้องสาวสตรีที่เขาสนใจเป็พิเศษ ฉะนั้นเขาควรหาทางทำความรู้จักเอาอกเอาใจนางให้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อว่าจะสามารถติดต่อกับองค์หญิงเหออันได้บ่อยขึ้น ส่วนเื่พี่น้องโต้เถียงกันเมื่อสักครู่นี้ เขาต้องทำเป็ว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น จึงจะถูกต้องที่สุด
ห้องโถงเรือนบัญชาการค่ายซานตง
เฟยฉียืนตัวสั่นเบื้องหน้า องค์รัชทายาท เสวี่ยซิง และ จางเหยา สามครูฝึกสุดเข้มงวด “องค์หญิงฝากให้เ้าบอกข้าว่าอย่างไรบ้าง”
“ทูลองค์รัชทายาท องค์หญิงบอกว่า ให้บอกกับรถม้าที่มารับว่าพระองค์จะกลับวังเอง แล้วให้บอกกับองค์รัชทายาทว่า จะไปร่วมไขคดีที่จวนเสนาบดีเฮ่อหยุนด้วยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหันไปมองสองสหาย ส่งสายตาบอกกับพระสหาย "ฝากน้องสาวเราด้วยนะ" ฝั่งสองสหายได้แต่ยิ้มแห้งๆ รับ
ด้านองค์หญิงอี้อันที่ถูกพูดถึงเวลานี้กำลังกินขนมกินพลางมองความครึกครื้นของผู้คนไปพลางอย่างสบายอารมณ์ พลันรู้สึกว่ามีอะไรมาแตะที่ไหล่ด้านหลัง หันไปเป็สองพระสหายสนิทของพี่ชายนั่นเองพวกเขาทำความเคารพ นางดีใจที่ได้พบสองสหาย โดยเฉพาะเสวี่ยซิง
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ตรงไหน” อี้อันยิ้มกว้างให้ทั้งสอง
“คาดเดาว่าท่านคงลงรถม้าองค์ชายเหยียนจั๋วกลางทางก่อนถึงวัง”จางเหยาตอบ เสวี่ยซิงได้แต่มองนางยิ้มๆ
“พวกท่านเก่งจังเช่นนั้นเราไปจวนเสนายดีเฮ่อหยุนกันได้แล้ว”
จวนอดีตเ้ากรมคลัง
ทั้งสามเดินไปถนนใหญ่ แล้วผ่านเข้าถนนเล็กๆ มีเสวี่ยซิงเดินนำหน้า ขณะเดินไปนั้นองค์หญิงอี้อันจะเดินเข้าไปใกล้ๆ เสวี่ยซิง กินขนมพลางมองหน้าเขาไปพลาง เสวี่ยซิงรู้สึกว่าตนกำลังถูกมอง เขาหันไปจึงได้ปะทะสายตาแวววาวของนางเข้าพอดี นางยิ้มให้เขาแต่มุมปากกลับเปื้อนขนมอยู่เล็กน้อย ทำให้เขารู้สึกขบขันกับภาพตรงหน้าไม่น้อย เขาจึงเอามือปัดเศษขนมออกแบบไม่ลังเลและไม่พิถีพิถัน
ครั้นเมื่อทั้งสามมาถึงหน้าประตูจวนเสนาบดีเฮ่อหยุนอดีตเ้ากรมคลังที่บัดนี้ปิดเงียบ จางเหยากล่าวให้องค์หญิงฟัง “ภายหลังเสนาบดีเฮ่อหยุนเสียชีวิตและเสวี่ยซิง ได้ประมือกับคนร้าย ฮูหยินเสนาบดีเฮ่อเกรงว่าคนร้ายจะกลับมาอีกจึงอพยพทุกคนในครอบครัวกลับไปเมืองตานโจว บ้านเกิดของท่านเสนาบดี จวนนี้จึงร้างมา 1เดือนแล้ว” จางเหยาเล่าพร้อมกับผลักประตูเดินเข้าไปอีกสองคนก้าวตาม
“เช่นนั้นท่านเสวี่ยซิงพบหนังสือและคนร้ายที่ใด”องค์หญิงอี้อันถาม เสวี่ยซิงเดินนำไปถึงห้องหนังสือที่เสนาบดีเฮ่อหยุนถูกฆ่าตาย ที่นี่มีร่องรอยการต่อสู้อย่างดุเดือด ฝาผนัง ต้นเสา ล้วนมีรอยดาบและกระบี่สับสนไปทั่ว
เสวี่ยซิงเล่า “กระหม่อมเห็นว่ามีหนังสือบางส่วนตกพื้น ส่วนที่อยู่บนชั้นถูกรื้อค้น คิดจะเข้ามาตรวจชั้นหนังสือเพราะมีเพียงชั้นวางเท่านั้นถูกรื้อค้น แล้วคนร้ายที่สวมชุดดำลอบเข้ามาโจมตีกระหม่อม เราต่อสู้กันหลายสิบกระบวนท่าสุดท้ายคนร้ายถูกอาวุธเข้าฟาดฟันที่หลังข้าวของในห้องจึงพังยับเยินดังที่เห็น”
องค์หญิงอี้อันเดินดูรอยเืตรงจุดที่ผู้ตายนอนตายที่บัดนี้สีซีดลง นางเดินไปดูรอยเืจุดเล็กๆ ครึ่งผนัง เสวี่ยซิง สำรวจห้องนั้น พลางวิเคราะห์ด้วย “จากตัวอักษรที่เรียบเรียงออกมาคาดว่าเสนาบดีเฮ่อ คงผิดใจกับบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือ “ผู้คิดชิงบัลลังก์หลบเร้น”แล้วคงรู้ตัวว่าตนเองอาจถูกปองร้าย ไม่รอดชีวิตแน่นอนและเพราะเขามีหลักฐานบางอย่างบอกถึงตัวคนผู้นั้น จึงซ่อนเอาไว้ในที่ลับแล้วหาทางบอกใบ้กับผู้อื่น ด้วยการทำเครื่องหมายซ่อนไว้กับเหล่าหนังสือ”
“คำว่าหลักฐาน พาน พบ ประสบ ต้อง สุริยา ทุก ครา วัน น่าจะเป็ภายในบริเวณบ้านนี้”เสวี่ยซิงวิเคราะห์ต่อ
จางเหยาวิเคราะห์ “บุคคลที่นั่งสนทนากับเสนาบดีเฮ่อหยุนคงไม่รู้แต่แรกว่าเขาได้หาทางบอกใบ้กับคนอื่นด้วยวิธีนี้ไม่เช่นนั้นหนังสือเหล่านี้คงถูกเก็บไปั้แ่ตอนสังหารเสนาบดีเฮ่อแล้วกลับทิ้งไว้ข้ามคืนจึงค่อยมารื้อค้น”
องค์หญิงมองไปรอบๆจวนกล่าวว่า “ถ้าหากที่ซ่อนหลักฐานเก็บไว้ในที่ถูกแสงแดดส่องทุกวันคงไม่น่าเก็บไว้ในห้องแน่” จึงเดินออกจากอาคารออกมาที่สวนหน้าบ้าน รอบๆ สวนเวลานี้มีต้นหญ้าขึ้นสูงรกเพราะขาดผู้ดูแล สองสหายเดินออกมายืนกลางสวนเช่นกันแหงนมองท้องฟ้าและบริเวณรอบจวน จุดไหนที่น่าสงสัยจะเดินเข้าไปรื้อค้นทันที เมื่อไม่พบสิ่งใดจึงแหงนมองท้องฟ้าใหม่แล้วเล็งไปจุดที่คาดว่าแสงแดดจะส่องถึง เมื่อได้พิกัดแล้วจึงตรงไปรื้อค้นทันที บางจุดถึงกับต้องขุดดินอี้อันมองสองหนุ่มที่กำลังค้นหาอย่างจริงจังจนเวลาล่วงเลยอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว นางตัดสินใจโดดลอยขึ้นบนหลังคาจวน แล้วยืนมองทั้งสองสหายที่เร่งค้นหาหลักฐานแข่งกับเวลา ท้องฟ้าเวลานั้นเริ่มมืดลงเรื่อยๆ
อี้อันรำพึงในใจ “จริงสินะ สถานที่ “ต้องสุริยาทุกคราวัน” คงไม่ใช่ในบ้าน นอกบ้าน มันน่าจะเป็ต้นไม้ที่สูงที่สุดหรือหลังคาบ้าน เพราะมันสูงที่สุดจึงจะถูกแสงแดดส่องทุกครา” คิดเช่นนั้นแล้วนางจึงมองบนหลังคาเพ่งมองไปเรื่อยๆ และแล้ว
“ท่านทั้งสองขึ้นมาดูอะไรที่นี่เถิด” ได้ยินดังนั้นสองสหายโดดลอยขึ้นบนหลังคาเห็นองค์หญิงอี้อันชี้ไปที่กระเบื้องชิ้นสูงสุดที่ปิดรอยต่อกระเบื้อง เมื่อทั้งสามเข้าไปใกล้จึงพบว่ามันถูกแกะขึ้นมาแล้ววางปิดลงที่เดิมแต่ไม่สนิทจางเหยารีบงัดกระเบื้องชิ้นนั้นขึ้นมาปรากฏว่ามันมีช่องว่างเล็กประมาณฝ่ามือแต่ช่องว่างนั้นว่างเปล่า ทั้งสามใบหน้าถอดสี เกิดความรู้สึกเสียดาย ผิดหวัง ผุดขึ้นมา “เรามาช้าไปเสียแล้ว”จางเหยากล่าว
ทั้งสามเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดใจลอยไปบนถนน ยามนี้ตะวันตกดินไปแล้วตามบ้านเรือนต่างจุดโคมไฟสว่างไสวกันแล้ว
อี้อันถามเสวี่ยซิงและจางเหยา “เมื่อคืนท่านทั้งสองตรวจค้นรอยแต้มหมึกกันที่ไหนหรือ” “เป็ที่บ้านของหม่อมฉันจวนผู้ตรวจการ” จางเหยาตอบ
“หนังสือที่มีรหัสพวกนี้คนร้ายไม่ทันได้ชิงไปเพราะท่านเสวี่ยซิง เก็บมันไปทั้งหมด พวกท่านเพิ่งถอดความได้เมื่อคืน ตอนเช้าพวกท่านเดินทางมาค่ายซานตงทันทีกระดาษที่ถอดความก็อยู่กับเสด็จพี่ ..... เช่นนั้นท่านเหยาหลังคาบ้านท่านแข็งแรงดีใช่หรือไม่?” องค์หญิงอี้อันเดินวิเคราะห์ไปเรื่อยคำสุดท้ายที่อี้อันถามกระแทกใจจางเหยายิ่งนัก จางเหยาหน้าเสีย มองหน้าองค์หญิงอี้อันพอจะเข้าใจความนัยที่แฝงไว้
“หากคนร้ายแอบเห็นท่านถอดความลับนี้ออกมาได้ วันนี้ขณะที่เรากำลังฝึกพลทหารอยู่ผู้นั้นคงมาค้นหาไปก่อนแล้ว”องค์หญิงกล่าวต่อ แต่จางเหยากลับหยุดยืนนิ่ง
“หลักฐานที่หายไปเวลานี้จะอยู่ในมือคนคิดร้ายแล้วหรือไม่ ช่างมันเถิด” อี้อันก็กล่าวอย่างยิ้มแย้มกว้างขวางเช่นเดิม
“ทำไม องค์หญิงไม่คิดจะติดตามต่อหรือพ่ะย่ะค่ะ” จางเหยาถามด้วยสีหน้ากังวล
“แท้จริงเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลักฐานนั้นจะบ่งบอกถึงตัวคนร้ายหรือไม่หรือจะทิ้งปริศนาอะไรต่อไปอีก ฉะนั้นเรารอให้คนคิดชิงบัลลังก์ออกมาเองดีกว่า เราแค่แจ้งกับเสด็จพี่ว่ามีคนไวกว่าเราหนึ่งก้าว ก็เท่านั้นเอง” องค์หญิงอี้อันยังกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่กลับเป็จางเหยามีใบหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม
แม้จะกล่าวเช่นนั้นอี้อันกลับรำพึงกับตนเองเบาๆ ที่คนทั้งสองไม่ได้ยิน“หรือบางที ป่านนี้หลักฐานนั้นอาจตกอยู่ในมือใครบางคนแล้ว”
จางเหยาหันมาทางองค์หญิงจะกล่าวอะไร แต่เสวี่ยซิงขัด จังหวะเสียก่อนว่า “เ้ากลับไปก่อนเถอะข้าไปส่งองค์หญิงกลับวังเอง” จางเหยาที่ใบหน้าเคร่งเครียดยิ้มออกมานิดหนึ่งแล้วกล่าวว่า“ฝากท่านไปส่งองค์หญิงด้วย ข้าขอตัว” แล้วต่างทำความเคารพกันก่อนจะแยกย้ายจากไป
จางเหยากลับไปแล้วครานี้มีแต่ท่านที่อยู่กับข้า องค์หญิงอี้อันแอบมองแผ่นหลังเสวี่ยซิงนางอยากเข้าไปจับตัวเขามาเขย่าๆ ให้หนำใจ แต่ก็ทำไม่ได้ นอกจากลอบมองเขาเท่านั้น คิดแล้วได้แต่ยิ้มไปยิ้มมากับตนเอง “ท่านเสวี่ยซิง ข้าหิวข้าวแล้ว”เขาเพิ่งคิดได้ว่านี่ค่ำแล้วเลยเวลาอาหารค่ำมานานแล้วด้วย เขาจึงหัวเราะเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “เสวยร้านริมถนนได้หรือไม่”
“ได้สิท่านนำทางเลย” นางแย้มริมฝีปากกว้างสุดแล้ววิ่งตามเขาไปเดินให้ใกล้ตัวเขาให้มากที่สุด
.....กินร้านอะไรก็ได้ ขอเพียงมีท่านนั่งกินด้วย ข้ายินดีอยู่แล้ว ....