เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    สมบัติประเภทมิติที่พังทะลาย

    สดับรับฟังคำเอื้อนเอ่ยของจักรพรรดิหยุนผู้ซึ่งเป็นบิดา บุตรสาวอย่างหยุนฉางเยว่ถึงกับดวงตาเบิกกว้าง ทั้งยังกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

     

    ต้องบอกก่อนว่าคลังสมบัติของราชวงศ์ล้วนแต่เก็บสิ่งของล้ำค่าเอาไว้ และส่วนใหญ่เป็นถึงระดับดินกับระดับฟ้า ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติระดับสูงสุดในดินแดนแห่งนี้

     

    “อะไร? พวกเจ้าไม่อยากได้ของขวัญที่พ่อให้งั้นหรือ?” มองเห็นเด็กๆกำลังอึ้ง จักรพรรดิหยุนจึงเอ่ยถามขึ้นในทันที

     

    หยุนฉางเยว่และเย่หยุนซีหันมองหน้ากันอยู่ครู่ๆหนึ่ง ก่อนจะผสานมือคาราวะด้วยความซาบซึ้งใจ

     

    “พวกเราพร้อมน้อมรับไว้ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน

     

    “ฮ่าๆๆ มันต้องอย่างนั้นสิ เอาล่ะ เยว่เอ่อร์พาว่าที่สามีลูกไปเลือกสมบัติและพักผ่อนเถอะ เดินทางกันมานานคงจะอ่อนเพลียน่าดู” จักรพรรดิหยุนกล่าวพลางเผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ

     

    หยุนฉางเยว่และเย่หยุนซีจึงได้ผสานมือคาราวะอีกครา ก่อนจะเดินออกจากโถงบัลลังก์ไปยังคลังสมบัติซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ แถมมีทหารเฝ้าคุ้มกันแน่นหนา

     

    “องค์จักรพรรดิมีพระบัญชา ให้พวกเรามาเลือกสมบัติ 3 ชิ้นจากคลัง” ยื่นป้ายทองให้ทหารตรวจทาน จากนั้นทั้งสองคนยืนรอตาปริบๆอยู่ครู่ใหญ่

     

    “เชิญขอรับ”

     

    ทหารสองคนเปิดประตูให้ หลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้น หยุนฉางเยว่จึงรีบคว้ามือสามีหนุ่ม และพาเดินเข้าไปด้านในโดยไม่รอช้า

     

    “เฮ้ๆ ที่รัก ใจเย็นๆคลังสมบัติมันไม่หนีพวกเราไปไหนหรอกน่า” มองความตื่นเต้นในแววตาของภรรยาสาว เย่หยุนซีอดไม่ได้ที่จะหยอกเย้าเสียเล็กน้อยพอเป็นพิธี

     

    “หึ! ก็มีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่ไม่ตื่นเต้นกับอะไรแบบนี้”หยุนฉางเยว่ทำท่าทางแง่งอนใส่ ถึงแม้นางจะมีฐานะเป็นองค์หญิง แต่นี่คือครั้งแรกเลยที่นางจะได้เข้าคลังสมบัติ

     

    “เอาล่ะๆ ไม่หยอกท่านแล้ว ไปเลือกของเถอะ ข้าเองก็จะเลือกเช่นกัน” เย่หยุนซียกมือลูบเส้นผมสีเงินของโฉมสะคราญอย่างอ่อนโยน ก่อนจะปล่อยให้นางเดินสำรวจตามใจ

     

    หลังจากเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เย่หยุนซีก็ได้ทำการกระตุ้นพันธะสัญญาโลหิตสถิตร่างเพื่อส่งสัญญาณให้กับราชสีห์ทองคำสามตา

     

    ‘เสี่ยวจิน คงต้องรบกวนเจ้าแล้ว ช่วยข้าเลือกสมบัติในห้องนี้ที’

     

    ‘อ๊าว~~’ เสียงร้องของเสี่ยวจินดังขึ้นในหัวของเย่หยุนซีเป็นสัญญาณตอบรับ ดวงตาสีดำกลับกลายเป็นสีทองอร่ามชั่วขณะ

     

    ภายใต้ความสามารถนี้ เย่หยุนซีสามารถมองเห็นออร่าของสมบัติทุกชิ้นในคลัง

     

    ‘เจอแล้วๆ’ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มบาง จากนั้นเดินตรงไปยังบริเวณที่มีออร่าหนาแน่นที่สุด ซึ่งสิ่งที่เขาพบก็คือคันศรสีแดงฉานลวดลายวิจิตรงดงาม ดูแล้วทรงพลานุภาพเป็นอย่างยิ่ง

     

    ‘เห้อ ข้าไม่มีทักษะยิงธนูเสียด้วยสิ ช่างเถอะๆเก็บไปก่อนแล้วกัน’

     

     เด็กหนุ่มเก็บคันศรใส่ถุงเก็บของ ก่อนจะสาวเท้าก้าวไปตรงบริเวณที่มีออร่าหนาแน่นรองลงมา ซึ่งครานี้สมบัติที่เขาพบเจอมีถึง 2 อย่าง หนึ่งคือโอสถระดับกษัตริย์ ส่วนอีกอย่างคือลูกแก้วประหลาดที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว

     

    “วาบ”

     

    เย่หยุนซีเก็บโอสถระดับกษัตริย์เข้ามิติ ก่อนจะหยิบเอาลูกแก้วมาพิจารณาอยู่พักใหญ่

     

    ‘อืม........แล้วมันใช้งานอย่างไรกันล่ะเนี้ย’ เด็กหนุ่มบ่นพึมพำด้วยความสงสัย

     

    ‘มันคือสมบัติประเภทมิติที่พังทลายไปแล้ว แต่ถ้าหากเจ้าอยากได้ข้าจะซ้อมมันให้’ ไม่ปล่อยให้เด็กหนุ่มเกิดความสงสัยนานเกินไป เทพธิดาเซียนเหยาจึงเอ่ยปากตอบคำถาม

     

    ‘สมบัติประเภทมิติ? ข้ามีมิติเก็บของไร้ขีดจำกัดอยู่แล้วจะเอาไปทำอะไรกัน’

     

    ‘เหอะๆเด็กน้อยเจ้ายังไม่เข้าใจถึงความต่าง มิติเก็บของถึงแม้จะเลิศล้ำแต่ก็ใส่ได้เฉพาะสิ่งที่ไม่มีชีวิต ส่วนสมบัติประเภทมิติที่เจ้าถืออยู่ มันคือสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำสิ่งมีชีวิตเข้าไปอาศัยด้านในได้’ เทพธิดาเซียนเหยาอธิบายอย่างกระจ่างชัด

     

    ถึงแม้ในอนาคตเด็กหนุ่มจะได้ถือครองสุดยอดสมบัติประเภทมิติอย่างหอคอยหยินหยางก็ตาม แต่นางก็ค่อนข้างสนับสนุนเขาให้เลือกสมบัติชิ้นนี้ เพราะมันมีมูลค่าสูงสุดแถมยังใช้หลบหนียามฉุกเฉินได้ในระหว่างที่ตบะยังไม่ไปถึงระดับเซียน

     

    เย่หยุนซีเมื่อได้ยินสรรพคุณของลูกแก้วในมือก็ถึงกับดวงตาลุกวาว ‘พะ พระเจ้า! มันถึงกับเป็นสมบัติที่วิเศษที่สุดของที่นี่’

     

    ‘ทะ ท่านเทพธิดาต้องใช้เวลาซ่อมมันนานหรือไม่ขอรับ?’

     

    ‘อืม.......ดูจากสภาพความเสียหาย คงต้องใช้เวลายาวนานถึง 3-5 ปี’ นางตอบกลับหลังจากที่คำนวณทุกสิ่งอย่าง สมบัติประเภทมิติคือสมบัติที่หายาก บวกกับเซียนเหยาไม่มีคุณสมบัติพลังธาตุมิติจึงทำให้การซ่อมแซ่มค่อนข้างช้า

     

    ‘ตกลงตามนั้นขอรับ คงต้องรบกวนท่านเทพธิดาแล้ว’ พูดจบ! ลูกแก้วในมือของเย่หยุนซีก็หายวับไปในเสี้ยวพริบตา เด็กหนุ่มจึงหันหน้าไปหาผู้เป็นภรรยาซึ่งบัดนี้กำลังยืนนิ่งจับจ้องกู่ฉินสีฟ้าครามลวดลายเมฆาสีขาว

     

    “หือ ที่รัก ท่านชอบเล่นดนตรีด้วยหรือ ถึงได้ดูสนใจกู่ฉินระดับฟ้าชิ้นนี้นัก?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามหลังจากเดินเข้าไปใกล้

     

    หยุนฉางเยว่ส่ายศีรษะอย่างฉับไว “ตัวข้ารับกระบี่เมฆาระดับฟ้ากับสมบัติป้องกันระดับฟ้ามาแล้ว ส่วนกู่ฉินชิ้นนี้ข้าจะเอาไปให้หลิงจีต่างหาก เพราะมันดูเหมาะกับนางดี”

     

    “โอ่ว ท่านถึงกับห่วงใยนางเช่นนี้”

     

    “คิกคิก แน่นอนสิ ถึงอย่างไรนางก็เป็นแนวร่วมของข้าในการสยบเจ้า” เก็บกู่ฉินเข้าถุงเก็บของ หยุนฉางเยว่ป้องปากหัวเราะอย่างขบขัน

     

    เด็กหนุ่มรวบเอวนางมาแนบกายโดยพลัน จากนั้นกระซิบข้างหูเบาๆ “หาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ ต่อให้ท่านกับเสี่ยวหลิงร่วมมือกันก็หยุดข้าไม่ได้หรอก เรื่องนี้ท่านน่าจะรู้ดีแก่ใจ”

     

    หยุนฉางเยว่พองแก้มใส่ “ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร แต่หากพวกข้าสยบเจ้าไม่ได้จริงๆ ข้าก็แค่หาแนวร่วมที่ดีมาเพิ่มก็เท่านั้น”

     

    “หืม? ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน ท่านไม่หึงหวงข้าสักนิดเลยงั้นหรือ” เย่หยุนซีอดสงสัยมิได้

     

    “คิกคิก ข้าจะหึงหวงทำไม บุรุษหน้าตาหล่อเหลา มากพรสวรรค์ และมากความสามารถเช่นเจ้า ในอนาคตย่อมมีสตรีมาติดพันเป็นเรื่องธรรมดา”

     

    “หยุนซี ตัวข้าน่ะ ขอเพียงสตรีที่เจ้าพามาไม่ทำให้ครอบครัวของพวกเราแตกหัก วุ่นวาย เท่านั้นก็เป็นพอ” หยุนฉางเยว่เผยรอยยิ้มพลางมองหน้าสามี

     

    เย่หยุนซีพยักหน้าตอบกลับ ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากกับโฉมสะคราญอย่างรักไคร่ และเมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสองก็จับมือกันเดินออกจากคลังสมบัติภายใต้สายตาอิจฉาของเหล่าทหารเฝ้ายาม