อย่างนายเหรอบอดี้การ์ด

    อย่างนายเหรอบอดี้การ์ด__45_คนระยำ_

    เมื่อเห็นผู้อำนวยการสวี๋แสดงรอยยิ้มแปลกออกมา ซู่ฉิง ก็รีบเก็บรอยยิ้มบนใบหน้ากลับไป จากนั้นก็นำข้อมูลที่อยู่ในมือวางลงไปบนโต๊ะ

    “ผู้อำนวยการ นี่ก็คือเอกสารตรวจสอบของบริษัทเรา”

    “ฮ่าๆๆๆ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องรีบขนาดนั้นเลย ประธานซู่ เชิญนั่งก่อนครับ พวกเรามาคุยกันก่อนสักหน่อยเถอะ” ผู้อำนวยการสวี๋ยังคงจับจ้องไปที่หน้าอกของ ซู่ฉิง จากนั้นก็มองไปที่เจ้าหน้าที่แล้วพูดขึ้น “เสี่ยวหลี่ ไปรินน้ำชาให้ฉันกับประธานซู่มาหน่อย”

    “ได้ค่ะ” เจ้าหน้าที่คนนั้นพยักหน้า จากนั้นมองไปที่ เซียวเฉิน ที่ถูกผู้อำนวยการสวี๋เมินแล้วหันกายจากไป

    “ประธานซู่ บริษัทชิงเฉิงของคุณในปีนี้ถือว่าเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้ทุกคนในอุตสาหกรรมกำลังพูดคุยกันว่าเป้าหมายต่อไปของประธานซู่คืออะไร”

    “ผู้อำนวยการสวี๋ชมเกินไปแล้วค่ะ บริษัทชิงเฉิงของเราเพิ่งจะเริ่มต้นได้ไม่นาน ตอนนี้ยังไม่มีอิทธิพลมากขนาดนั้นหรอกค่ะ มันก็เพียงแค่กำลังเติบโตและแพร่กระจายไปจังหวัดรอบ ๆ เท่านั้นเอง...”

    “ฮ่าๆๆๆๆๆ ประธานซู่ อย่าถ่อมตัวไปแล้ว… แม้ว่าตอนนี้ร้านของบริษัทชิงเฉิงจะยังไม่ได้เปิดตัว แต่ว่าคุณภาพของสินค้าเป็นที่รู้ดีกันทั่วหน้า ทุกคนในอุตสาหกรรมกำลังพูดคุยกันว่า เมื่อใดที่ร้านของบริษัทชิงเฉิงเปิดตัว วันของพวกเขาคงจะต้องยากลำบากขึ้นแน่ ๆ ”

    เมื่อกล่าวถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ใบหน้าของ ซู่ฉิง เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นรากฐานและชีวิตการพัฒนาของบริษัทเรา บริษัทชิงเฉิงของพวกเรารักษาคุณภาพมาโดยเสมอ จุดนี้ผู้อำนวยการสวี๋วางใจได้”

    “วางใจเหรอ ฉันวางใจแน่นอน ครั้งนี้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามงั้นเหรอ?” ผู้อำนวยการสวี๋ มองข้อมูลที่อยู่บนโต๊ะ แล้วเอ่ยถามขึ้น

    “มันเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามสำหรับผิวบอบบาง รวมถึงการซ่อมแซมและรักษาความชุ่มชื้น...”

    “โอ้โห ฮ่าๆๆๆ ดูเหมือนจะเป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่จริงๆ”

    ระหว่างที่พูดคุยกัน เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาส่งน้ำชา 2 ถ้วย ถ้วยหนึ่งให้ผู้อำนวยการสวี๋ ส่วนอีกถ้วยก็ให้ ซู่ฉิง ครั้งนี้เธอไม่แม้แต่จะมองไปที่ เซียวเฉิน

    “มา ประธานซู่ ดื่มชาก่อนเถอะ”

    ผู้อำนวยการสวี๋ยิ้มขึ้น แล้วยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ

    “พอดีว่าฉันไม่ชอบดื่มชาเท่าไหร่ค่ะ เซียวเฉิน นายดื่มเถอะ”

    ซู่ฉิง ขมวดคิ้ว แล้วส่งถ้วยชาในมือให้กับ เซียวเฉิน ที่อยู่ด้านข้าง

    “ห๊ะ? ฉันลืมเลขาชายของคุณไปเลย ฮ่าๆๆๆ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ”

    ผู้อำนวยการสวี๋มองไปที่ เซียวเฉิน อีกครั้ง จากนั้นก็ตบเข้าที่หัวล้านเลี่ยนเตียนโล่งของตัวเองเบา ๆ แม้ว่ามันจะพูดอย่างนี้แต่ใบหน้าของมันไม่ได้แสดงความรู้สึกขอโทษออกมาจริงๆ

    “ฮ่าๆๆ ขอบคุณประธานซู่มากครับ”

    เซียวเฉิน แย้มยิ้มแล้วรับถ้วยน้ำชา เขาขี้เกียจเกินกว่าจะมองไปที่ผู้อำนวยการสวี๋ ตราบใดที่เรื่องทุกอย่างยังคงดำเนินการไปได้ด้วยดี ต่อให้มันไม่อยากจะมองเขาก็ไม่จำเป็นต้องมอง!

    “ประธานซู่ คุณนี่ปฏิบัติตัวกับเลขาของตนเองดีจังเลยนะครับ”

    ผู้อำนวยการสวี๋กล่าวชี้นำบางอย่าง

    “ผู้อำนวยการสวี๋ ตรวจข้อมูลเถอะค่ะ ว่าเมื่อไหร่ถึงจะสามารถดำเนินการต่อได้?”

    ซู่ฉิง ไม่ได้ตอบคำถามของผู้อำนวยการสวี๋แต่เธอถามกลับแทน

    “เรื่องนี้ต้องดูว่าพวกคุณเตรียมข้อมูลมาพร้อมแล้วหรือยัง...ในเรื่องนี้ เอกสารชุดนี้ต้องส่งต่อให้เสี่ยวหลี่ จากนั้นเธอก็ส่งไปที่แผนกตรวจสอบ แล้วค่อยพิจารณากันใหม่อีกที” ผู้อำนวยการสวี๋อธิบายวิธีการทำงานของข้าราชการ

    “ผู้อำนวยการสวี๋ ไม่สามารถเร่งขั้นตอนการตรวจสอบได้บ้างเลยเหรอคะ?”

    ซู่ฉิง ขมวดคิ้ว ผลิตภัณฑ์ชุดใหม่นี้ได้มีการกำหนดช่วงเวลาโฆษณาไว้ในวาระการประชุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากไม่สามารถส่งออกไปได้ทันเวลา ผลกระทบและความเสียหายก็จะมากมายมหาศาล

    “ประธานซู่ พวกเราก็มีขั้นตอนของพวกเรา พวกเราต้องทำตามกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ! ไม่งั้นถ้าทุกคนมาบอกว่า ‘โปรดช่วยเร่งขั้นตอนการตรวจสอบให้ด้วย’ แล้วพวกเราจะทำยังไง?” ผู้อำนวยการสวี๋เอ่ยพูด จากนั้นก็ยิ้มมุมปาก “แน่นอน ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างผมกับประธานซู่ผมอาจจะลดขั้นตอนได้บ้าง...”

    “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณผู้อำนวยการสวี๋มากเลยค่ะ”

    “ฮ่าๆๆๆ ประธานซู่ คืนนี้คุณไปกินข้าวกับผมสักมื้อ คุณว่าไง?”

    ผู้อำนวยการสวี๋วางถ้วยชา แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย

    ซู่ฉิง นิ่งอึ้ง กินข้าวอย่างนั้นเหรอ?

    “นี่มัน...”

    ซู่ฉิง ค่อนข้างลำบากใจ ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินเรื่องศีลธรรมของผู้อำนวยการสวี๋คนนี้มาบ้าง รู้ว่าหากเขาอย่างจะชวนไปกินข้าว ก็เท่ากับว่าเขามีความคิดอื่นแอบแฝงด้วย

    “ มีอะไรงั้นหรือ เพื่อมิตรภาพระหว่างพวกเราสองคน แค่ไปกินข้าวสักมื้อจะไม่ได้เลยเหรอครับ?” ผู้อำนวยการสวี๋เอ่ยเสียงต่ำ

    “ไม่ค่ะ...”

    “เดิมทีผมอยากจะพูดคุยกับประธานซู่สักหน่อย เกี่ยวกับเรื่องการเร่งขั้นตอนการตรวจสอบ แต่ถ้ามันทำให้คุณลำบากใจ คุณก็ลืมมันไปเถอะ” ใบหน้าของผู้อำนวยการสวี๋หมองคล้ำลง

    ซู่ฉิง แย้มยิ้มขึ้น เรื่องนี้เธอเข้าใจเป็นอย่างดี ถ้าไม่กินข้าว ก็ไม่สามารถเร่งขั้นตอนตรวจสอบนี้ได้!

    “ผู้อำนวยการสวี๋ พอดีว่าคืนนี้ประธานซู่ติดธุระ ทำไมผู้อำนวยการสวี๋ไม่กินข้าวกับผมดูละครับ?”

    ในขณะที่ ซู่ฉิง กำลังลังเล ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อ เซียวเฉิน พลันเอ่ยปากพูดขึ้น

    ในฐานะที่เป็นผู้ชาย เขารู้ดียิ่งกว่า ซู่ฉิง ว่าผู้อำนวยการสวี๋ผู้นี้คิดจะทำอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นแววตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองมายังหน้าอกของ ซู่ฉิง มันไม่ปิดบังความตั้งใจของตัวเองเลยสักนิด...

    “นาย?”

    สีหน้าผู้อำนวยการสวี๋ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม แล้วจ้องมองไปที่ เซียวเฉิน

    “ฮ่าๆๆๆ ใช่ครับ ผมสัญญากับผู้อำนวยการสวี๋เลยว่าผมจะกินเต็มที่ ดื่มเต็มที่ และพูดคุยกับคุณอย่างเต็มที่ คุณว่าเป็นไง?”

    เซียวเฉิน ยิ้มพร้อมพยักหน้า

    “คิดจะกินข้าวกับฉันเหรอ? ทำไมต้องเป็นแกด้วย? แกไม่ใช่เลขาชายสุดแสนกระจอกอย่างงั้นเหรอ ยิ่งกว่านั้นเป็นแค่เลขาก็หัดสำเหนียกตัวเองซะบ้าง!”

    เพราะว่า ซู่ฉิง ลังเล ผู้อำนวยการสวี๋จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์ ดังนั้นมันจึงพูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ มันพูดอย่างตรงไปตรงมา

    เซียวเฉิน เก็บรอยยิ้มลงไป ไอ้เวรนี่สุราคำนับไม่ยอมดื่ม แต่อยากจะดื่มสุราทัณฑ์!

    “ผู้อำนวยการสวี๋ ต้องขอโทษด้วย พอดีวันนี้ฉันมีธุระจริง ๆ ...”

    ซู่ฉิง ได้ยินคำพูดแสนน่าเกลียดของผู้อำนวยการสวี๋ ก็กลัวว่า เซียวเฉิน จะอารมณ์ร้อนจึงรีบเอ่ยปากพูด

    “มีธุระ? ก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆๆ งั้นผมจะไม่บังคับคุณ… แต่ว่าเรื่องขั้นตอนการตรวจสอบนี้ ก็คงต้องทำไปตามขั้นตอนเดิม! เอาละ ผมก็มีธุระเหมือนกัน ไม่ส่งคุณนะ!”

    ผู้อำนวยการสวี๋ขี้เกียจเกินกว่าจะปกปิดตัวตนของตัวเองอีก มันเล็งเป้ามาที่ ซู่ฉิง ไม่ได้แค่วันหรือสองวัน ครั้งนี้มันจะต้องเอาชนะเธอให้ได้!

    “งั้นเจอกันค่ะ ผู้อำนวยการสวี๋”

    ซู่ฉิง ไม่พูดอะไรอีก เธอพยักหน้าแล้วก็ลุกขึ้นยืน

    “เอาข้อมูลพวกนี้ไปด้วย เอาไปส่งให้เสี่ยวหลี่ แล้วทำตามขั้นตอน...”

    ผู้อำนวยการสวี๋เคาะโต๊ะแล้วกล่าวขึ้น

    “ได้ค่ะ”

    ซู่ฉิง หยิบเอกสารข้อมูลนี้ขึ้นมา แล้วพา เซียวเฉิน ออกไปจากห้องนี้

    “หึ เป็นแค่เลขาหน้าโง่ แล้วยังมีหน้ามาเทียบกับท่านปู่คนนี้อีกงั้นเหรอ!” ผู้อำนวยการสวี๋เห็นว่าประตูห้องทำงานปิดไปแล้ว ก็สบถด่าขึ้น “อยากจะผ่านขั้นตอนการตรวจสอบงั้นเหรอ ไม่ยอมพลีกายให้กับอั๊ว ก็อย่าหวังไปเลย!”

    เมื่อออกมาจากห้องทำงานแล้ว ซู่ฉิง ก็นำเอกสารข้อมูลส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

    “โดยปกติแล้วขั้นตอนตรวจสอบนี้ใช้เวลานานเท่าไหร่เหรอคะ?”

    “ประมาณ 2-3 วันค่ะ”

    “อ้อ งั้นขอบคุณค่ะ”

    หลังจากที่ ซู่ฉิง คำนวณเวลาแล้วก็คิดว่าหลังจากการตรวจสอบในเบื้องต้น ก็สามารถทดสอบผลิตภัณฑ์นี้ได้ และยังคงออกสู่ตลาดได้ทันเวลา!

    เซียวเฉิน ที่มองดูอยู่ด้านข้างส่ายหน้า ปกติแล้วต้องใช้เวลา 2-3 วัน แต่ถ้าผู้อำนวยการสวี๋ยังไม่บรรลุจุดประสงค์ของตัวเอง มันจะทำตามปกติงั้นเหรอ? มันจะต้องสร้างปัญหาให้แน่นอน!

    หลังจากที่ออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว ซู่ฉิง มองไปที่ เซียวเฉิน เป็นการขอโทษ “ต้องขอโทษด้วย ถ้ารู้มาก่อนฉันคงจะเข้าไปคนเดียว”

    “ฮ่าๆๆๆ ไม่เป็นไร” เซียวเฉิน ยิ้มขึ้นพร้อมส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ตอนนี้เราจะไปไหนกันต่อดี? กลับบริษัทไหม?”

    “งั้นเรากลับบริษัทกันเถอะ เดี๋ยวเราค่อยรอทางนี้แจ้งมาให้ทราบก็แล้วกัน”

    “ตกลง”

    หลังจากที่ทั้ง 2 คนกลับไปที่บริษัท ซู่ฉิง ก็กลับไปทำงานต่อ ส่วน เซียวเฉิน ก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง

    “พี่เฉิน ฉันมาแล้ว!”

    มีเสียงฝีเท้าอันแสนหนักอึ้งดังขึ้น จากนั้นก็มองเห็นร่างกายอันใหญ่โตของ หลี่หานโฮ่วปรากฎอยู่ที่หน้าประตูห้อง

    “ฮ่าๆๆ ต้าหาน แม่ของนายเป็นยังไงมั่ง?”

    เซียวเฉิน มองไปที่ หลี่หานโฮ่วแล้วเผยยิ้มออกมา

    “แม่ของฉันอาการดีมาก คณบดีหลี่มาเยี่ยมทุกวันเลย… อ้อ ใช่แล้ว วันนี้อาจารย์เหยาก็ไปด้วย แล้วบอกว่าแม่ของฉันอาการฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว” หลี่หานโฮ่วฉีกยิ้มกว้าง “พี่เฉิน ฉันไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนพี่ยังไงดี”

    “เอาละ เรื่องเล็กน้อย แล้วหลังจากนี้ก็อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก” เซียวเฉิน ส่ายหน้าแล้วเอ่ยถามต่อ “อาจารย์เหยายังพูดอะไรอีกไหม?”

    “บอกว่าพี่เฉินเป็นเหมือนกับนกกางเขนที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นฮัวโต๋ในยุคปัจจุบัน....”

    “อะไรนะ?” เซียวเฉิน ฟังแล้วรู้สึกแปลก “นกกางเขนที่ยังมีชีวิตอยู่?”

    “ใช่ นกกางเขนที่ยังมีชีวิตอยู่...”

    “ให้ตายเถอะ นั่นคือ เปี้ยนเซวี่ย (หมอเทวดาของจีนเมื่อ2,500ปีก่อน)ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหาก?” เซียวเฉิน ไตร่ตรองอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็กลอกตาขึ้นแล้วพูด

    “โอ้ๆ ใช่ๆ เปี้ยนเซวี่ย ” หลี่หานโฮ่วยิ้มแล้วเกาหัว “ฉันคิดว่ามันเหมือนกัน”

    “เหมือนกัน? ความหมายมันคนละทางต่างหาก? คำหนึ่งเป็นนก อีกคำเป็นคน มันจะเหมือนกันได้ยังไง?” เซียวเฉิน พูดด้วยน้ำเสียงปกติไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย

    “ฮ่าๆๆ พี่เข้าใจก็พอแล้ว”

    เซียวเฉิน ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับเด็กคนนี้มา เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า “งั้นอาจารย์เหยาไม่ได้บอกเหรอ ว่าเขาจะออกไปจากเมืองนี้เมื่อไหร่?”

    “พูด เขาบอกว่าอีกประมาณ 2-3 วัน เขาก็จะกลับปักกิ่งแล้ว”

    ”งั้นเหรอ” เซียวเฉิน พยักหน้า แต่ในใจครุ่นคิด ว่าควรจะหาเวลาไปเยี่ยมเขาดีไหม?

    “พี่เฉิน แม่ของฉันบอกว่า เธอไม่เป็นไรแล้ว ให้ฉันมาตั้งใจทำงาน… งานของฉันคืออะไร? ไปยืนที่ประตูใหญ่ใช่ไหม?”

    “เรื่องงานของนายไม่จำเป็นต้องรีบ นายไปอยู่กับแม่ก่อนก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้นฉันจะจัดการให้...ใช่สิ นายยังไม่กินข้าวเที่ยงใช่ไหม?”

    “ยังเลย”

    “ไป ไปกินข้าวที่โรงอาหารกัน กินเสร็จแล้วนายก็กลับโรงพยาบาลไปได้”

    เซียวเฉิน มองดูเวลา มันก็ถึงเวลาเที่ยงพอดี ช่วงเช้าเขาค่อนข้างยุ่ง ทำให้ตอนนี้เริ่มรู้สึกหิวแล้ว

    “ครับ ๆ”

    หลี่หานโฮ่วพยักหน้า ไม่ว่าพี่เฉินจะให้เขาทำอะไร เขาก็จะทำ ถ้าจะให้เขากินข้าวเขาก็จะกินข้าว ต่อให้บุกน้ำลุยไฟก็จะทำให้สำเร็จ!

    ทั้ง 2 คนออกไปจากห้องทำงาน จากนั้นก็เขาก็ตะโกนเรียก ติงลี่ และเดินไปที่โรงอาหารด้วยกัน

    ติงลี่ กับ หลี่หานโฮ่วก็ปฏิบัติต่อกันได้ไม่เลว คนหนึ่งอิจฉาความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ส่วนอีกคนตราบใดที่ไม่เข้ามารังแกเขา เขาก็จะมีท่าทีที่ดีด้วย...

    “ต้าหาน ทำไมนายร้ายกาจอย่างนี้? นายสอนฉันหน่อยได้ไหม?”

    ระหว่างทางที่ไปโรงอาหาร ติงลี่ อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เขาอยากจะแข็งแกร่ง อยากแข็งแกร่งเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องถูกรังแกอีกต่อไป

    “ไม่ได้ พ่อของฉันบอกไว้ หมัดปาจี๋ กับ ฝ่ามือพีกว้า จะต้องฝึกฝนตั้งแต่เล็ก ๆ ” หลี่หานโฮ่วส่ายหน้า

    “งั้นเหรอ งั้นไม่เป็นไร”

    ใบหน้าของ ติงลี่ เต็มไปด้วยความผิดหวัง มันก็เหมือนกับการฝึกกังฟูที่ต้องฝึกฝนตั้งแต่ยังเด็ก เขาพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกกังฟูไปแล้ว

    “ฮ่าๆๆ ไม่ต้องผิดหวังไป ถ้านายอยากจะแข็งแกร่งขึ้น ฉันจะให้โอกาสนั้นกับนายเอง”

    เซียวเฉิน มองเห็นสีหน้าที่ผิดหวังของ ติงลี่ ก็หัวเราะแล้วพูดขึ้น

    “จริงเหรอครับ?” ติงลี่ เต็มไปด้วยความดีใจ

    “ต้องจริงอยู่แล้ว เดี๋ยวรออีกสักพักค่อยว่ากันอีกที ไป กินข้าวกันก่อนเถอะ”

    “ครับๆ”

    ทั้ง 3 คนต่างเลือกตำแหน่งที่นั่งค่อนข้างดี จากนั้น ติงลี่ กับ หลี่หานโฮ่วก็ไปหยิบข้าวมา… แต่ไม่นานนัก หลี่หานโฮ่วก็ได้กลายเป็นจุดสนใจของโรงอาหาร เป็นเพราะว่าเขากินเยอะมากเกินไป!

    เซียวเฉิน เห็นว่า หลี่หานโฮ่วกินลูกชิ้นไป 11 ลูกแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น เด็กคนนี้กินได้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ปริมาณการกินของเขาทำให้ทุกคนต้องสั่นสะท้าน!

    หลังจากกินข้าวเสร็จ ทั้ง 3 คนก็ออกไปจากโรงอาหารเดินทางกลับไปที่ห้องทำงานด้วยความสนใจของคนจำนวนมาก

    “ต้าหาน ให้ฉันไปส่งนายไหม?”

    “ไม่ต้อง ฉันวิ่งกลับไปเองก็ได้ เพิ่งจะกินข้าวมาอิ่ม ตอนนี้ฉันมีแรงเหลือเฟือเลยหล่ะ”

    “....”

    “หัวหน้าเซียว มีคนเรียกหาคุณ!”

    ยังไม่ทันจะถึงห้องทำงาน ก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งวิ่งมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

    “ใคร?”

    “กวงโถเซ่อ จากแก๊งอินทรี”

    “แก๊งอินทรี? กวงโถเซ่อ?”