(E-Book - อ่านฟรี) ฮูหยินแสนรักของรองแม่ทัพ

    ตอนที่ 45 ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง

    หลังจากนั้นเป็นต้นมา ท่าทางของมู่หรงเซียวที่มีต่อเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไป ทุกครั้งที่เขานำเงินมาจ่ายค่าเสียหาย นางจะอ้างเรื่องโน้นเรื่องนี้แล้วรั้งตัวเขาไว้ที่จวนสกุลมู่ คอยถามไถ่ ชวนพูดคุยด้วยสีหน้าระรื่น


    ทว่า หยางเสวี่ยเฟยไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับบุตรสาวขุนนางที่เอาแต่ใจตัวเองสักเท่าใดนักจึงหาทางหลีกหนีอยู่ตลอดเวลา


    “เจ้าจะรีบไปที่ใดกัน” นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย ขวางทางเอาไว้ไม่ยอมให้หนี


    “ไม่ใช่เรื่องที่คุณหนูต้องรู้” เจ้าตัวไม่อยากบอก ไม่ชอบการกระทำของนางแม้แต่น้อย ทั้งยังผิดหวังที่เผลอคิดไปว่านางแตกต่างจากบุตรสาวขุนนางคนอื่น ๆ 


    “หยางเสี่ยเฟย เจ้าพูดดี ๆ ไม่ได้หรือ เหตุใดต้องโกรธข้าทุกครั้งที่เจอหน้า ข้าทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจกันเล่า” 


    มู่หรงเซียวหน้ามุ่ยเพราะไม่เคยมีคนกล้าขัดใจนางมาก่อน ผู้คนในจวนต่างเอาอกเอาใจบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ หากแต่เขาคือคนแรกที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว 


    ยิ่งได้เห็นอีกฝ่ายอยู่กับเสิ่นอวี้หลานก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ ทั้งไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงยิ้มและหัวเราะกับนางผู้นั้นได้แต่พออยู่กับนางถึงได้แต่หน้าบูด พูดสั้น ๆ ห้วน ๆ อย่างขอไปทีจึงเกิดความอิจฉาโดยไม่รู้ตัว


    “หยางเสวี่ยเฟย เจ้า…” นางไม่ทันได้เอ่ยคำใดเพราะเขาหลบหน้าหนีไปทิ้งไว้แต่เพียงความว่างเปล่าจนเด็กน้อยได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจรั้งคนที่อยากให้อยู่ด้วยไว้ข้างกายได้เลย


    หลายเดือนต่อมา 

    หยางเสวี่ยเฟยเพิ่งได้รู้ว่าชุดที่เสิ่นอวี้หลานทำขาดนั้นสามารถซ่อมแซมได้ด้วยเงินไม่กี่ถุง หากนับจำนวนที่เขาหามาชดใช้ให้บุตรสาวแม่ทัพใหญ่แล้วถือว่าจ่ายเกินหนี้ไปมากโข


    “ไม่คิดเลยว่าคุณหนูมีทักษะโกหกหน้าตายได้อย่างยอดเยี่ยม”


    “เจ้าพูดถึงเรื่องอันใด” นางถามกลับทันควัน ไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้จึงถูกหาเรื่องตั้งแต่เช้าตรู่ 


    “ชุดตัวนั้น ร้านเสื้อผ้าที่ข้ารู้จักบอกว่าซ่อมได้เหมือนใหม่ด้วยราคาไม่แพงนักแต่คุณหนูกลับบอกว่าต่อให้ข้าทำงานทั้งชีวิตก็ชดใช้ได้ไม่หมด” หยางเสวี่ยเฟยไม่สบอารมณ์ที่ถูกหลอกเผลอคิดไปแล้วว่านางเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่แน่ว่าครั้งแรกที่เจอกัน บุตรสาวแม่ทัพใหญ่อาจรู้สึกสนุกสนานที่ได้เล่นบทบาทสมมติช่วยคนอนาถาก็เป็นได้


    “ซ่อมได้แล้วอย่างไร ของที่พังไปแล้วจะซ่อมอย่างไรก็ไม่มีวันเหมือนเดิม” ดวงตาสีทับทิมจ้องไม่วางตา “เสื้อผ้าชุดนั้น ท่านย่าปักทอด้วยมือของท่านเพื่อให้เป็นของขวัญ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งได้ใส่ครั้งแรก เสิ่นอวี้หลานกลับทำขาดเป็นทางยาว ตบหน้านางครั้งเดียวนับว่าปรานีแล้ว”


    “เฮอะ… คุณหนูจะเอาสิ่งของมาเปรียบเทียบกับคนไม่ได้” เขาเอ่ยคัดค้านทันควันเข้าใจแล้วว่าที่แท้นางไม่ได้ต่างจากพวกชนชั้นสูงที่มองชาวบ้านเป็นมดตัวเล็ก ๆ ไร้ค่า แม้แต่ของที่ไม่มีชีวิตยังถูกตีค่าสูงกว่าเสียอย่างนั้น


    “แต่นั่นเป็นของที่ท่านย่าให้ข้าเป็นของขวัญ เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นคนหวงของ ไม่ชอบให้ผู้ใดแตะต้องของของข้า นางไม่ได้แตะต้องเพียงอย่างเดียวแต่ทำของขวัญข้าขาดวิ่น” มู่หรงเซียวโต้เถียงคอเป็นเอ็นที่เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง


    นับจากนั้นมา ความคิดที่เขามีต่อนางจึงเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่ดีมากขึ้น ทุกครั้งที่ได้เจอมักเห็นสิ่งที่นางทำกับผู้อื่นด้วยความเอาแต่ใจอยู่เสมอโดยเฉพาะกับเสิ่นอวี้หลานที่เป็นต้นเหตุทำให้ทะเลาะกับเขา


    หากแต่เสิ่นอวี้หลานไม่คิดตอบโต้ เก็บงำความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้เพราะไม่อยากให้เรื่องราวบานปลาย


    บางคราหยางเสวี่ยเฟยจึงได้ยินวีรกรรมที่มู่หรงเซียวทำผ่านปากคนอื่นที่เล่าลือต่อกันมาว่าเป็นถึงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่แต่ชอบรังแกคนที่ไม่มีแม้แต่บิดามารดาและครอบครัวคอยอุ้มชู


    ครั้นทวงถามความยุติธรรมให้เสิ่นอวี้หลาน นางก็เอาแต่ยืนกรานไม่ยอมรับผิดแล้วโบ้ยว่าผู้อื่นใส่ร้ายป้ายสี พูดเกินจริงในสิ่งที่นางไม่ได้ทำ


    “คุณหนูจะบอกว่าไม่ได้ผลักนางตกบันไดอย่างนั้นหรือ” เขาโพล่งเสียงดัง ดวงตาสีดำขลับกราดเกรี้ยวเพราะเห็นภาพนั้นเต็มสองตาแล้วอีกฝ่ายยังคิดปฏิเสธ


    “ข้าบอกว่าไม่ได้ทำ!” เด็กสาวไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เคยยอมรับสักเรื่อง ไม่เคยรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองหากไม่ได้ทำเช่นนั้นจริง ๆ 


    “ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก” เขาส่ายหน้าพึมพำแล้วบอกอีกว่า “หากข้าได้ยินว่าคุณหนูรังแกอวี้หลาน วันนั้นข้าจะทำให้คุณหนูได้รู้สำนึก ต่อให้ข้าต้องถูกแม่ทัพใหญ่สั่งโบยแล้วจับขังคุกเพราะทำให้คุณหนูไม่พอใจ ข้าก็ยอม”


    เขาพูดจบแต่เพียงเท่านั้นแล้วเบือนหน้าหนีไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับนางอีกเลย ทว่า มู่หรงเซียวไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น ในเมื่อปักใจแล้วว่าวันหนึ่งเขาจะต้องยอมแพ้ให้นางจึงคอยหาเรื่องรั้งอีกฝ่ายอยู่เสมอแต่กลับไม่เป็นผล สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสีหน้าเรียบเฉย ยิ่งนานวันเข้าจึงกลายเป็นความเย็นชาและห่างเหินมากขึ้นทุกที


    เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วสามปี ความรู้สึกอยากเอาชนะหยางเสวี่ยเฟยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ตกหลุมพรางของตัวเองโดยไม่รู้ตัวพลันนึกถึงคำพูดในวัยเยาว์ 


    “เจ้าคือคนของข้า” นางหมายมั่นว่าจะทำให้เขากลายเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว


    ครั้นเห็นว่าหยางเสวี่ยเฟยปฏิบัติตัวกับเสิ่นอวี้หลานอย่างไร หญิงสาวที่เพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ก็เริ่มเลียนแบบกิริยาท่าทางของเสิ่นอวี้หลานอย่างไม่มีที่ติ


    นิสัยเอาแต่ใจ อารมณ์ร้อน ไม่ยอมใครและโต้เถียงกลับทันควันอย่างเอาเป็นเอาตายเปลี่ยนแปลงไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือกลายเป็นคน

    เรียบร้อย ใจเย็นขึ้นเหมือนทำทุกอย่างให้คล้ายกับเสิ่นอวี้หลานมากที่สุดเพราะคิดว่าทำอย่างนั้นแล้วหยางเสวี่ยเฟยจะหันมามองนางบ้าง


    ทว่า เสียงหนึ่งพูดไม่แยแส “เสแสร้งทำตัวเช่นนี้คงจะเหนื่อยมากใช่หรือไม่ ข้าไม่คุ้นชินเอาเสียเลย”


    “ข้าไม่ได้แกล้งทำเสียหน่อย” มู่หรงเซียวรีบสวนทันควันแต่นางรู้ดีแก่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ตัวเองเลยสักนิด ทั้งรู้สึกอึดอัดและเหนื่อยล้ากับการต้องเลียนแบบเสิ่นอวี้หลานเพียงเพราะอยากได้รับรอยยิ้มของเขาบ้าง


    กระนั้น เวลาที่ผันผ่านไปในแต่ละวันค่อย ๆ หล่อหลอมให้นางได้คุ้นชินกับการแกล้งทำ ช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้นางได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ความคิดและนิสัยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น


    หากแต่หยางเสวี่ยเฟยไม่เคยเชื่อว่านางปรับปรุงตัวแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะข่าวลือที่ได้ยินจากบุตรสาวขุนนาง อีกส่วนเป็นเพราะไม่เชื่อว่าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จะทิ้งนิสัยเดิม


    อดีตกลายเป็นชนักติดหลักที่ไม่อาจลบเลือน ส่งผลกระทบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดในวันข้างหน้า ต่อให้ครั้งนี้เอ่ยปากว่าไม่ได้ทำ เขาก็ไม่เชื่อนางอีกแล้ว


    มู่หรงเซียวที่กำลังหลับฝันมองภาพตรงหน้า น้ำตาเอ่อคลอเบ้าเข้าใจแล้วว่าทำไมบทละครที่นางเล่นตบตาเหออันเหลียนจึงได้กระทบกับจิตใจของนางถึงเพียงนั้น


    นางเห็นตัวเองในอดีตกำลังเอ่ยปากอ้อนวอนผู้เป็นสามี ทรมานใจเพราะสูญเสียลูกในท้องไปแล้วยังต้องเจ็บปวดกับคำพูดของหยางเสวี่ยเฟยซ้ำแล้วซ้ำเล่า


    “ท่านพี่… ข้าไม่มีวันทำเช่นนั้นกับลูก” มู่หรงเซียวกุมท้อง ใบหน้าซีดเซียว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งฟื้นจากการแท้งไปเมื่อไม่กี่วันก่อน นางรอเขากลับมาจากภารกิจนอกเมือง นึกว่าจะได้รับคำปลอบประโลม อ้อมกอดอบอุ่นแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาแทบใจสลายเมื่อเขาคิดว่านางตั้งใจฆ่าลูกในท้องเพื่อประชด ดื่มสมุนไพรตัวนั้นทั้ง ๆ ที่รู้สรรพคุณ


    “เจ้าใจร้ายนัก” เขาโพล่งออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง ต่อให้ก่อนหน้านี้ไม่เคยยอมรับว่าทำอะไรผิดไปแต่ครั้งนี้เรื่องราวร้ายแรงเกินกว่าที่เขาจะทนได้ “หัวใจเจ้าทำด้วยอะไรจึงทำร้ายได้แม้กระทั่งลูกในท้อง”


    “ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเป็นยาตัวนั้น” หญิงสาวขอร้องให้เขาฟังนางสักครั้ง หัวใจเจ็บแปลบแทบแตกเป็นเสี่ยง 


    เวลานั้นมู่หรงเซียวไม่สนว่าใครจะให้ร้ายนางว่าเป็นปีศาจร้ายอย่างไรแต่ไม่ใช่กับคนตรงหน้า กระนั้น ท้ายที่สุดแล้วหญิงสาวได้แต่ยอมรับว่าหยางเสวี่ยเฟยไม่มีวันเปลี่ยนความคิด


    ฮูหยินที่สามีไม่รักจึงได้แต่คร่ำครวญ ร้องไห้กระซิกแผ่วเบาเพียงลำพังในห้องนอนกว้างใหญ่ทุกค่ำคืนอยู่นานหลายเดือน เอามือกุมท้องเมื่อใดก็สัมผัสได้แค่ความว่างเปล่าเพราะเด็กน้อยที่เคยดิ้นอยู่ข้างในไม่มีอีกแล้ว 


    เพียงรอคอยอีกไม่นานก็จะได้เห็นหน้าแต่กลับได้เห็นเพียงร่างเล็ก ๆ ที่ไร้ลมหายใจ ร่างกายบอบบางของหญิงสาวอ่อนแอลงทุกวัน เมิ่งเซียงเห็นอย่างนั้นก็ทำทุกวิธีเพื่อปลอบใจเจ้านายให้กินข้าวกินปลาบ้าง 


    บางคืนเงี่ยหูฟังที่ประตูแล้วได้ยินเสียงร้องไห้อยู่หลายชั่วยามก็จะเข้ามานั่งอยู่ข้างเตียงแล้วร้องไห้ไปด้วยกันเพราะสงสาร กว่าจะฟื้นคืนกลับมาใช้เวลานานนัก รอยยิ้มที่เคยมีไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


    เมื่อคิดได้ในภายหลังว่าหยางเสวี่ยเฟยปักใจเชื่อแล้วว่านางตั้งใจแท้งเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา ทำร้ายเขาทางอ้อมเพราะรู้ว่าเขาหวงแหนเด็กในท้องของนางมากเพียงใด ฟังลมปากของผู้อื่นที่เล่าลือถึงนางและไม่เคยมองนางในแง่ดีเลยสักครั้งจึงเริ่มถอยห่างออกมาอย่างที่เขาต้องการ ไม่เซ้าซี้ ตามติด เอาอกเอาใจเพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะมอบความรักกลับมาให้นางอีกแล้ว


    ใครเล่าจะรู้ว่าเรื่องราวที่ทำให้พวกเขาผิดใจกันยังมีอีกมากมาย ความรู้สึกจึงยิ่งแตกร้าวและเปราะบางจนไม่อาจประสานกลับคืนมา สิ่งเหล่านั้นทิ่มแทงตัวตนของมู่หรงเซียว ทำลายนางทีละนิดจนกลายเป็นคนที่เศร้าหมอง หมดอาลัยตายอยาก


    หากในกาลต่อมาไม่มีหยางเสวี่ยอิง บุตรชายที่เกิดขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจของผู้เป็นสามี ชีวิตของนางคงไม่เหลืออะไรปลอบประโลมใจอีกแล้ว


    หยางหยางรักมารดาผู้นี้มาก รอยยิ้มของเขาค่อย ๆ เยียวยาผู้เป็นแม่จนได้เห็นใบหน้าเศร้าหมองสดใสขึ้นมาบ้าง ความทรงจำของมู่หรงเซียวที่ยืนมองภาพเบื้องหน้าในอดีตที่ผ่านมาของตัวเองค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น 


    มู่หรงเซียวในวัยชรากำลังมองหยางเสวี่ยเฟยที่นั่งอยู่ตรงศาลาใต้ต้นอวี้หลาน คิดในใจว่าผ่านไปนานเพียงนี้แล้ว ทุกอย่างยังคงเป็นเช่นเดิม ห่างเหินอย่างไรก็ไม่อาจชิดใกล้อยู่วันยังค่ำ


    หญิงชราทำได้แค่เพียงมองเขาจากหน้าต่างเรือนใหญ่ ความปรารถนาหนึ่งเดียวที่อยากอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปยังคงอยู่ ดังนั้น นางจึงประคับประคองลมหายใจตัวเองเอาไว้เพราะอยากทำให้สิ่งที่ต้องการเป็นจริงสักครั้งก่อนตายก็ยังดี


    ก่อนที่มู่หรงเซียวในความฝันจะฟื้นขึ้นมาจึงได้ยินเสียงพูดของตัวเองดังก้องในความทรงจำ


    ข้า… หวังว่าความปรารถนาอันยาวนานของข้าจะสิ้นสุดลงเสียที หากชาติหน้ามีจริง... ข้าไม่ขอรักท่านพี่อีกแล้ว 


    ข้า… เจ็บปวดมากเหลือเกิน ขอให้ความรักของข้าที่มีต่อท่านพี่จบสิ้นกันในชาตินี้ ข้าขอวานวาสนา วิงวอนโชคชะตา ได้โปรดอย่าดลบันดาลให้พบพานคนใจร้ายเช่นท่าน


    ข้า… จักลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ทุกข์ทรมานและเจ็บปวดไม่ว่าเกิดใหม่อีกกี่ครา ข้า… ไม่ขอข้องเกี่ยวกับท่านพี่อีกเลย

     

    คล้ายกับเรื่อง(E-Book - อ่านฟรี) ฮูหยินแสนรักของรองแม่ทัพ ที่คุณอ่าน