~ เขตทองคำ ~
ภายในศาลาริมน้ำมีร่างของคนสามคนกำลังพูดคุยกัน แต่ดูเหมือนว่าการสนทนานี้จะไม่เป็นไปอย่างราบรื่นมากนัก
“อะไร!? เจ้าบอกว่ามันเปลี่ยนกฎกติกาจากการท้าประลองธรรมดาเป็นการท้าประลองเป็นตายงั้นรึ!?” คนที่กำลังพูดอยู่นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากโจวเหยาเซียนที่กำลังแสดงสีหน้าตกใจ
ไม่เพียงแต่หยุนเฟยหยางจะไม่ตกหลุมพรางเท่านั้น แต่เขายังตอบโต้กลับมาอย่างโหดเหี้ยมอีกด้วย!
ตรงกันข้ามคือมู่เถียนที่กำลังประสานมือและตอบกลับอย่างตะกุกตะกัก “ขะ-ขอรับ ดูเหมือนว่ามันจะรู้ว่านี่เป็นคำสั่งของท่าน และมันกำลังทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไปทั่วทั้งสำนัก เกรงว่าแม้แต่ผู้อาวุโสบางคนก็อาจจะปรากฏตัวในวันพรุ่งนี้ด้วย”
สีหน้าของโจวเหยาเซียนดำคล้ำดุจก้นหม้อ การตอบโต้ของหยุนเฟยหยางนับว่าเกินความคาดหมายของมันไปไกลจริงๆ
แต่จู่ๆ มุมปากของมันกลับโค้งขึ้นอย่างอำมหิต มันแสยะยิ้มก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างสะใจ “ฮ่าๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะราวกับปีศาจจากขุมนรกของโจวเหยาเซียน ทำให้มู่เถียนและถิงเอ๋อร์มองหน้ากันอย่างสับสน
เมื่อหัวเราะจนพอใจ โจวเหยาเซียนก็ยิ้มอย่างชั่วร้าย “ไม่คาดคิดว่าโอกาสที่จะได้ฆ่ามันจะมาเร็วถึงขนาดนี้!”
แม้ว่าการตอบโต้ของหยุนเฟยหยางจะเกินความคาดหมายไปบ้าง แต่การตอบโต้นี้ก็เปรียบเสมือนกับดาบสองคม!
หากหยุนเฟยหยางไม่สามารถเอาชนะมู่เถียนได้ ก็เท่ากับว่าเขาสามารถถูกฆ่าตายได้อย่างไม่มีเงื่อนไขและไร้ข้อกังขา!
ซ้ำแล้วการประลองเป็นตายไม่สามารถหยุดกลางคันได้จนกว่าจะมีใครตายตกไป นั่นคือกฎเกณฑ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ของสำนักจักรพรรดิดารา!
ดังนั้นต่อให้เรื่องนี้ถูกแพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักและดึงดูดผู้อาวุโสระดับสูงมา แต่ก็ไม่มีใครสามารถหยุดความตายของหยุนเฟยหยางได้!
โจวเหยาเซียนโบกแขนเสื้อและออกคำสั่ง “มู่เถียน! ใช้โอกาสนี้ในการฆ่ามันซะ! หากเจ้าสามารถฆ่ามันได้ในการประลอง ข้าจะเพิ่มหินสีม่วงให้เจ้าสองเท่า! นั่นเท่ากับว่าหากหยุนเฟยหยางตาย เจ้าจะได้รับหินสีม่วงถึงห้าพันก้อน!”
“อะไร!? ห้าพันก้อน!?” มู่เถียนตัวสั่นด้วยความตกใจ ใบหน้าของมันแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะอธิบาย!
ผลตอบแทนในแต่ละเดือนของศิษย์ป้ายขาวคือหินสีม่วงยี่สิบก้อน นั่นหมายความว่าการฆ่าคนครั้งเดียวจะทำให้มันได้รับผลตอบแทนเท่ากับการเป็นศิษย์ป้ายขาวถึงยี่สิบปี! โดยที่มันไม่จำเป็นต้องเสียเวลาออกไปทำภารกิจนอกสำนัก!
จะมีภารกิจใดที่ง่ายและได้ผลตอบแทนดีกว่านี้อีกหรือไม่?
แน่นอนว่าไม่!
แค่การบดขยี้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาเพียงคนเดียว แต่จะสบายไปครึ่งชีวิต มู่เถียนจะไม่รับข้อเสนอที่แสนจะหอมหวานนี้ได้อย่างไร!?
โจวเหยาเซียนพยักหน้าอย่างหนัก “ถูกต้อง การฆ่าหยุนเฟยหยางจะไม่ใช่แค่การเรียกคืนศักดิ์ศรีของตระกูลโจวเท่านั้น แต่หากน้องชายของข้าได้มาเห็นมันตายในการประลองเป็นตาย อาการของน้องชายของข้าก็อาจจะดีขึ้น!”
รูม่านตาของมันแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น มันกัดฟันและเค้นคำด้วยความเกลียดชัง “หยุนเฟยหยางคือจิตมารของเสี่ยวหยวน! ตราบใดที่มันยังไม่ตาย เสี่ยวหยวนก็คงไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้!”
ถิงเอ๋อร์ที่ฟังอยู่ด้านข้างก็พยักหน้าเห็นด้วยทุกประการ
แม้มู่เถียนตื่นเต้น แต่มันกลับก้มหน้าลงและกล่าวอย่างลังเลใจ “แต่หยุนเฟยหยางผู้นั้นดูน่ากลัวยังไงไม่รู้ ข้ามีความรู้สึกว่ามันสามารถสังหารข้าได้ตลอดเวลา ข้าจึงจะมาขอคำแนะนำจากท่าน…”
โจวเหยาเซียนแสยะยิ้มเย็นๆ ทำให้มู่เถียนรู้สึกขนลุกอย่างไรชอบกล
ครู่ต่อมาโจวเหยาเซียนก็หยิบบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ และโยนให้แก่มู่เถียนอย่างไม่ใส่ใจ “เอานี่ไป”
เมื่อรับสิ่งของมาตรวจสอบ ดวงตาของมู่เถียนก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “นะ-นายน้อยเหยาเซียน นี่คือ…”
ความโหดเหี้ยมฉายให้เห็นบนหน้าของโจวเหยาเซียน ก่อนที่มันจะผงกศีรษะเบาๆ “หากเจ้าไม่สามารถสังหารมันได้ก็จงกลืนสิ่งนี้เข้าไปซะ!”
เมื่อกล่าวจบมันก็หันหลัง ก่อนจะสะบัดเสื้อคลุมอย่างสง่างาม “ไปได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะรอดูผลงานของเจ้าด้วยตัวข้าเอง”
ใบหน้าของมู่เถียนบิดเบี้ยวด้วยความตื่นเต้น มันประสานมือและโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ศิษย์พี่เหยาเซียน ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
จากนั้นมู่เถียนก็จากไปด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส กลับกันถิงเอ๋อร์ที่ยืนมองจากด้านข้างกลับกล่าวขึ้นอย่างหมองหม่น “พี่เหยาเซียน แบบนี้จะดีแล้วจริงๆหรือ?”
โจวเหยาเซียนทำสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว “เจ้ากำลังหมายถึงอะไร?”
ถิงเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “ท่านให้เม็ดยาต้องห้ามกับเขาไปเช่นนั้น หากเขาใช้มันขึ้นมาจริงๆ เขามีโอกาสที่จะพิการไปตลอดชีวิต...,อย่างร้ายแรงที่สุดเขาก็อาจจะถึงตาย!”
มุมปากของโจวเหยาเซียนโค้งขึ้นอย่างอำมหิต “ด้วยฝีมือของมู่เถียนในตอนนี้ เขาจะเอาชนะหยุนเฟยหยางได้อย่างไร? แม้หยุนเฟยหยางจะเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลา แต่มันสามารถประมือกับข้าได้อย่างสูสีในชั่วขณะ ฉะนั้นการมอบสิ่งนั้นให้แก่มู่เถียนก็ถือได้ว่าเพิ่มโอกาสและอัตราชนะของมู่เถียนให้มากขึ้น”
มันเหลือบตามองถิงเอ๋อร์และพูดอย่างไร้อารมณ์ “และอีกอย่างเจ้าคิดจริงๆหรือว่าหากมู่เถียนสามารถสังหารหยุนเฟยหยางได้แล้วข้าจะเก็บมันไว้?”
ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของถิงเอ๋อร์ซีดลง
โจวเหยาเซียนยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมพลางหัวเราะเบาๆ “ข้ายังมีคนอื่นๆที่สามารถใช้งานได้อยู่ และพวกมันก็พร้อมที่จะทำตามคำสั่ง!”
“เจ้าก็น่าจะรู้ว่าหินสีม่วงห้าพันก้อนของข้า มีค่ามากกว่าตระกูลมู่ทั้งตระกูล! ฮ่าๆๆ!” โจวเหยาเซียนระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง
หัวใจของถิงเอ๋อร์เย็นเยียบ จนนางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นเทา!
เสร็จนาฆ่าโคถึก! เสร็จศึกฆ่าขุนพล!
ความโหดเหี้ยมนี้แม้แต่ปีศาจตัวจริงก็ไม่สามารถเทียบได้
โจวเหยาเซียนดึงสายตากลับมา ในมือของมันคือม้วนกระดาษหลายแผ่นที่มีการเขียนข้อมูลของใครบางคนเอาไว้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือข้อมูลของหยุนเฟยหยางทั้งหมดที่ตระกูลโจวรวบรวมมา!
“หยุนเฟยหยาง! ต่อให้เจ้าจะพยายามดิ้นรนอย่างไร… แต่ความตายของเจ้าก็ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว!”
.
.
.
อีกฟากหนึ่งของสำนักจักรพรรดิดารา ที่ตำหนักหลังสีขาวที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เบื้องหน้าตำหนักมีร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีเหลืองอ่อนกำลังร่ายรำกระบี่อย่างงดงาม
ทุกคราที่นางร่ายรำ ราวกับว่านางได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกระแสลม ท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับการสั่นสะเทือนของผืนธรณี หรือแม้แต่การไหลเวียนของปราณจิตวิญญาณ ทุกอย่างดูจะเกื้อหนุนกันไปหมด
เชร้ง!
หญิงสาวแทงกระบี่ลายครามเป็นเส้นตรง สร้างคลื่นพายุวังวนในชั้นบรรยากาศที่ดูเหมือนจะฉีกความว่างเปล่าออกจากกัน
ก่อนที่ต่อมานางจะสะบัดกระบี่อย่างงดงาม พลันเก็บกระบี่อ่อนลงฝักและปาดเหงื่อด้วยเสียงหอบหายใจเบาๆ
จู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งมาจากด้านหลัง เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวตัวเล็กที่เข้ามาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ศิษย์พี่ ข้ามีข่าวด่วนจะมารายงานให้ท่านทราบ”
“หยิงหยิง?” หญิงสาวในชุดคลุมสีเหลืองอ่อนหันหลังกลับไปมองก่อนจะกล่าวถาม “มีอะไร?”
ศิษย์น้องที่มีนามว่าหยิงหยิงตอบด้วยการประสานมือ “ในวันพรุ่งนี้ยามเฉินจะมีการประลองเป็นตายกันที่สนามประลองของเขตสีขาว ท่านสนใจจะไปดูด้วยหรือไม่?”
“การประลองเป็นตาย?” หญิงสาวในชุดคลุมเหลืองสีอ่อนประหลาดใจเล็กน้อย