“พวกท่านหลีกไปเถอะข้าไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าเมืองกงหู่คงอยากจะหายไปจากแผนที่นี้จริงๆ แล้วหละ”
เมื่อสองพ่อลูกตระกูลซีหลีกทางให้กับเฟยหลงตามที่เขาบอกอู่เจียวหลงถึงกับหน้าซีด เขารีบคุกเข่าลงในทันทีเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงที่ได้รับรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นก็มาถึงพอดีเมื่อพวกเขาเห็นเฟยหลงทุกคนต่างคุกเข่าลงในทันที
“คารวะท่านรองเจ้าสำนัก”
“คารวะท่านรองเจ้าสำนัก”
เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงที่เดินทางมาถึงพวกเขารีบทะยานเข้ามาต้อนรับเฟยหลงทันที
“ผู้อาวุโสอู่เจียวหลงข้าไม่เคยคิดเลยนะว่าพวกท่านจะใช้เส้นสายเช่นนี้แม้จะเป็นหลานของท่านก็ควรทำให้ถูกต้องตามกฎ ทุกคนที่เข้าสำนักมังกรเพลิงไม่ว่าอยู่ด้านนอกจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงแค่ไหนหรือว่าจะเป็นขอทานชาวบ้านธรรมดาแต่เมื่อเข้ามายังสำนักมังกรเพลิง พวกเขาก็คือคนคนหนึ่ง มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกคน”
“ท่านรองเจ้าสำนักโปรดอภัยให้ด้วยเป็นเพราะข้าสังสอนหลานของข้าไม่ดีเองถึงได้ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
“ได้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้สำหรับสำนักมังกรเพลิงของข้าให้อภัยกับพวกท่านได้แต่สำหรับอาณาจักรเจิ้นสุ่ยข้าไม่ยอมให้คนที่อบรมลูกชายเช่นนี้มาปกครองบ้านเมืองอย่างเด็ดขาด ส่วนท่านเองก็มีความผิดเช่นเดียวกันข้าลงโทษสถานเบาเพื่อเป็นการตักเตือนโดยให้ท่านไปสำนึกผิดที่หอคัมภีร์เป็นเวลาสามเดือน”
“ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนัก”
“ท่านปู่ที่เขาพูดหมายความว่าอย่างไร”
เพี๊ยะ!!! เสียงตบหน้าดังสนั่น จนฟันของอู่โจวหลุดไปสามซี่
“เจ้าโง่ได้แต่หาเรื่องไปวัน ๆ บิดาของเจ้าจะถูกปลดเพราะเจ้าแล้วเจ้ายังไม่รู้ตัวอีกเจ้ารู้ไหมคนที่เจ้าหาเรื่องด้วยคือรองเจ้าสำนักมังกรเพลิง ท่านเฟยหลงและยังเป็นว่าที่ราชบุตรเขยของอาณาจักรเจิ้นสุ่ย”
“อะไรนะท่านปู่เฟยหลงคนที่สามารถเอาชนะอาณาจักรเมฆาตะวันตกได้คนนั้นนะหรือ?” พูดจบอู่โจวพลันเป็นลมหมดสติไปในทันทีผู้ติดตามจึงรีบพาเขาออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว
“เอาหละพวกเจ้าทำงานกันต่อยังมีคนอีกมากที่เดินทางมาไกลและต้องการเข้าร่วมกับสำนักของพวกเราต้อนรับพวกเขาให้ดี”
“ขอรับท่านเจ้าสำนัก”
“ส่วนเจ้าชื่ออะไร?” เฟยหลงเดินไปหน้าโต๊ะของศิษย์ที่ทำหน้าที่รับสมัคร
“ข้าน้อยชื่อซือตู่ขอรับ”
“เจ้าทำได้ดีมากนี่คือรางวัลของเจ้า” เฟยหลงนำขวดโอสถขวดหนึ่งยื่นให้กับเขา
“ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนัก”
เฟยหลงเดินมายังสองพ่อลูกตระกูลซี เขาตบไปที่บ่าของซีหยุนเปียวพร้อมกับเอ่ย
“พยายามให้ดีที่สุดข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้ ข้าจะรอเจ้าอยู่ในสำนักมังกรเพลิง”หลังจากพูดจบเฟยหลงจึงได้เดินหันหลังจากไป ซีหยุนเปียวกำหมัดแน่นดวงตาของเขาเผยให้เห็นความมุ่งมั่นและความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว
“ท่านพ่อท่านไม่ต้องห่วงข้าทำได้แน่”ซีหยุนได้ฟังดังนั้นเขาจึงตบไปที่ไหล่ของซีหยุนเปียวสองครั้งเพื่อเป็นกำลังใจให้เขา
เมื่อเฟยหลงเดินเข้าไปในสำนักผู้อาวุโสคนหนึ่งพลันเดินมาหาซือตู่พร้อมกับเอ่ย
“วันนี้เจ้าโชคดีแล้วหละวรยุทธ์ของเจ้าจะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วอย่างแน่นอน กลับไปจงรีบดูดซับโอสถที่ท่านรองเจ้าสำนักมอบให้อย่าได้เปิดจนกว่าจะถึงที่พักของเจ้า”
“ขอรับท่านผู้อาวุโส”
ห้องโถงใหญ่สำนักมังกรเพลิง…..
“ท่านเจ้าสำนักโปรดอภัยให้กับพวกเราด้วยเป็นเพราะพวกเราบกพร่องทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้”
“ไม่เป็นไรหรอกพวกท่านทำได้ดีแล้วที่ข้ามาเห็นในตอนแรกคนของพวกท่านจัดการทุกอย่างได้อย่างดีเพียงแค่ความเห็นแก่ตัวของคนเพียงแค่คนเดียวทำให้เกิดเรื่องได้มากมายถึงขนาดนี้นั่นเพราะการอบรมสั่งสอนที่ไม่ได้เรื่องของเจ้าเมืองกงหู่แม้แต่บุตรชายของเขายังกล้าวางอำนาจในสำนักมังกรเพลิงได้ แล้วตัวเขาหละจะไม่ทำให้ชาวบ้านต้องเดือนร้อนด้วยเช่นนั้นหรือ? ข้าไม่โทษพวกท่านหรอก”
“ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนักที่เมตตา”
“เอาเป็นว่าการคัดเลือกศิษย์ในครั้งนี้พวกท่านก็คัดเลือกกันอย่างยุติธรรมอย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ข้ามาในครั้งนี้เพียงแค่มาเยี่ยมเยือนพวกท่านแทนพี่ใหญ่ของข้าเท่านั้นพวกท่านทำงานตามปกติของพวกท่านไปหากใครมีปัญหาหรือขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอรับท่านรองเจ้าสำนัก”
หลังจากที่เสร็จสิ้นการรับสมัครซือตู่กลับที่พักของเขาด้วยความรวดเร็วตลอดเวลาที่ทำงานอยู่เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมากเขาอยากรู้ว่าโอสถที่รองเจ้าสำนักให้นั้นคือโอสถอะไรถึงขนาดที่ทำให้ผู้อาวุโสต้องออกมาเตือนไม่ให้เขาเปิดก่อนถึงที่พัก
เมื่อซือตู่ถึงที่พักเขารีบล็อคห้องในทันที เขาค่อย ๆ เปิดขวดโอสถออกกลิ่นของโอสถฟุ้งไปทั่วห้องในทันที เมื่อเทโอสถออกมาเขาพบว่าเป็นโอสถเสริมปราณระดับแปด ที่มีอยู่ด้วยกันถึงสามเม็ด
หากซือตู่รีบร้อนทานเข้าไปในทันทีร่างกายของเขาจะต้องทนรับพลังของโอสถระดับแปดไปไม่ไหวอย่างแน่นอนร่างกายของเขาจะต้องแตกสลายเพราะความรุนแรงของฤทธิโอสถเสริมปราณแต่เขาก็ยังสามารถดูดซับมันอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ ดูดซับพลังจากเม็ดโอสถนั้นทีละเล็ก ทีละน้อยจึงจะปลอดภัยมากที่สุดสำหรับเขา
ซือตู่คิดว่าหากเขาสามารถดูดซับโอสถทั้งสามเม็ดนี้คงต้องใช้เวลากว่าหกเดือนอย่างแน่นอนแล้วระดับพลังของเขาจะเลื่อนไปถึงขั้นไหนกันเมื่อดูดซับโอสถทั้งหมดเสร็จสิ้น ซือตู่ไม่รอช้าเขารีบเก็บโอสถสองเม็ดไว้ทันทีหลังจากนั้นจึงเริ่มดูดซับพลังจากโอสถเสริมปราณระดับแปดที่ได้มาในทันที
สามวันต่อมาเป็นวันทดสอบคัดเลือกศิษย์ของสำนักมังกรเพลิงสาขาเมฆาตะวันตกก็เสร็จสิ้นลง
“รายงานท่านรองเจ้าสำนักการทดสอบศิษย์สำนักมังกรเพลิงสาขาเมฆาตะวันตกได้เสร็จสิ้นลงแล้วมีผู้เข้าร่วมการทดสอบแปดพันเก้าร้อยหกสิบสามคนมีผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดห้าพันเจ็ดร้อยเก้าสิบสองคนแบ่งเป็นศิษย์สายนอกห้าพันหนึ่งร้อยคน ศิษย์สายในจำนวนหกร้อยเก้าสิบสองคนขอรับ”
“นับว่าไม่เลวเลยทีเดียวมีผู้ผ่านการทดสอบไม่น้อยเลยในปีนี้ ข้าต้องฝากพวกท่านดูแลศิษย์พวกนั้นอย่างดีด้วยหากพบเห็นใครที่มีพรสวรรค์โดดเด่นและมีนิสัยซื่อตรง ซื่อสัตย์ พวกท่านก็รับเอาไว้เป็นศิษย์หลักหรือไม่ก็ส่งตัวไปยังสำนักมังกรเพลิงต้นสังกัดได้ส่วนนี่คือโอสถสำหรับปีนี้ข้าได้หลอมกลั่นไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว”เฟยหลงนำแหวนมิติออกมาให้กับผู้อาวุโสหนึ่ง
“ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนัก”
“จริงสิรายชื่อศิษย์ใหม่มีชื่อซีหยุนเปียวบ้างไหม ท่านผู้อาวุโสหก”ผู้อาวุโสหกเปิดดูรายชื่อทั้งหมดในทันทีเขาใช้เวลาตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยตอบเฟยหลง
“มีขอรับท่านรองเจ้าสำนักแม้ระดับพลังจะไม่มาก แต่ก็สามารถผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สายในได้ขอรับ”
“เด็กคนนี้มีความมุ่งมั่นไม่เลวเลยฝากพวกท่านช่วยดูแลเขาหน่อยบางทีอาจจะสร้างชื่อให้กับสำนักในอนาคตก็เป็นได้”
“ขอรับท่านรองเจ้าสำนัก”
“อีกเรื่องข้าต้องขอรบกวนพวกท่านช่วยไปตรวจสอบหมู่บ้านตู่เข่อให้หน่อยดูเหมือนว่าหมู่บ้านนั้นจะยากจนและขาดแคลนเสื้อผ้า และอาหารหากสามารถช่วยเหลืออะไรได้ก็ช่วยเหลือพวกเขาไปก่อน”
“ท่านรองเจ้าสำนักแล้วท่านจะกลับไปยังเมืองหลวงอาณาจักรเจิ้นสุ่ยเลยหรือขอรับ”
“ยังหรอกข้าคิดว่าจะออกหาประสบการณ์อีกสักหน่อยก่อนและคงแวะเวียนไปเยี่ยมสาขาเจิ้นสุ่ยด้วย”
“หากท่านคิดจะหาประสบการณ์การต่อสู้ทำไมท่านไม่ลองไปที่หุบเขาแสงตะวันดูที่นั่นเป็นสถานที่ที่ใช้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดีเพียงแต่ว่าอันตรายที่นั่นก็มีไม่น้อยเช่นกัน พวกเรากำลังปรึกษากันว่าจะให้หุบเขาแสงตะวันแห่งนั้นเป็นที่ฝึกฝนสำหรับศิษย์สำนักมังกรเพลิงแต่ต้องเสนอต่อท่านเจ้าสำนักก่อนหากท่านรองเจ้าสำนักต้องการจะฝึกฝนเหตุใดไม่ลองไปที่นั่นดูสักครั้ง”
“ก็ดีเหมือนกันข้าจะลองไปที่นั่นดูหากเหมาะสมที่จะให้ศิษย์สำนักมังกรเพลิงฝึกฝนจริงข้าจะเป็นคนเสนอพี่ใหญ่ให้พวกท่านเอง”ผู้อาวุโสสามยื่นแผนที่ทางไปหุบเขาแสงตะวันให้กับเฟยหลง
หลังจากนั้นสองวันเฟยหลงได้ออกจากสาขาเมฆาตะวันตกก่อนออกมาจากสำนักเขาได้ไปเยี่ยมเยือนซีหยุนเปียว และกล่าวลาซีหยุนเขาต้องการฝึกฝนและหาประสบการณ์การต่อสู้ที่แท้จริงก่อนกลับไปยังเมืองหลวงอาณาจักรเจิ้นสุ่ยและแต่งงานกับฟางเซียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เฟยหลงมุ่งหน้าไปยังหุบเขาแสงตะวันซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเมฆาตะวันตกไปทางทิศใต้ราว ๆ สองพันกิโลเมตร ระยะทางเพียงแค่สองพันกิโลเมตรเฟยหลงใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึง
หุบเขาแสงตะวันมีขนาดกว้างใหญ่อาณาเขตของมันครอบคลุมไปหลายร้อยกิโลเมตร เฟยหลงค่อย ๆเดินทางเข้าไปเพียงไม่นานเขาพบว่ามีสัตว์อสูรระดับต่ำอยู่รอบ ๆจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เมื่อเดินเข้าไปลึกมากยิ่งขึ้นระดับของสัตว์อสูรก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน
“ดีเหมือนกันข้าจะได้ฝึกฝนวิถีอมตะอยู่ที่นี่ โดยใช้พวกสัตว์อสูรพวกนี้ช่วยฝึกฝน ตอนนี้ข้าคงรับมือได้เพียงแค่สัตว์อสูรระดับสี่หรือระดับห้าเท่านั้นข้าควรหาที่พักอยู่แถวนี้หากเข้าไปลึกมากกว่านี้เกรงว่าจะเจอกับสัตว์อสูรระดับสูงได้”
เฟยหลงบุกเข้าไปสังหารสัตว์อสูรระดับสี่ตัวหนึ่งพร้อมกับยึดถ้ำของมันเอาไว้สำหรับฝึกฝนเขาต้องการความสงบเป็นอย่างมากในตอนนี้เพราะตัวอักษรหนึ่งพันตัวจากตำราหมื่นอักษรหน้าที่สี่นั้นเขายังฝึกฝนได้ไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำไป
เมื่อยึดถ้ำของสัตว์อสูรระดับสี่ตัวนั้นได้เฟยหลงจัดการร่ายเวทป้องกันเอาไว้ในทันทีพร้อมกับจัดการกับซากของสัตว์อสูรระดับสี่นั้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเสร็จสิ้นเขาเริ่มทำการฝึกฝนวิถีอมตะในทันที เพียงไม่นานความเจ็บปวดที่ร่างกายของเฟยหลงได้รับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ฝึกฝนวิถีอมตะเฟยหลงทำใจไว้แล้วว่าจะต้องพบกับความเจ็บปวดแต่เขาไม่นึกเลยว่าความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งเมื่อเขาฝึกฝนวิถีอมตะ
หลายชั่วโมงผ่านไปเมื่อความเจ็บปวดหมดสิ้นไปเฟยหลงจึงได้เริ่มต้นฝึกฝนตำรายุทธ์ภายในวิหารเทพสงครามถึงแม้จะมีอาวุธมากมายให้เลือกฝึกฝน แต่เฟยหลงมีดาบพิทักษ์มังกรและเพลงดาบเก้ามังกรแล้วดังนั้นเฟยหลงจึงได้เลือกฝึกฝนเพลงยุทธ์ที่ใช้โจมตีและป้องกันในระยะประชิดตัวเขาเดินวนอยู่ในห้องตำราอยู่นานในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลือกตำราเล่มหนึ่งมาตำราเล่มนั้นมีชื่อว่า สะท้านแปดทิศ อานุภาพของพลังหมัดที่ปล่อยออกไปสามารถทำลายศัตรูทั่วทั้งแปดทิศได้อย่างง่ายดายเหมาะสมสำหรับใช้ต่อสู้กับคนกลุ่มใหญ่เสียมากกว่า แม้จะสูญเสียพลังปราณไปมากกว่าปกติหลายเท่าตัวแต่การได้สังหารหรือทำให้ศัตรูบาดเจ็บได้เป็นจำนวนมากนับว่าเป็นเรื่องที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง