ทว่าก่อนที่มือขวาของชายร่างกำยำจะสัมผัสถึงไหล่ของจิงจี๋
“ฉัวะ!”
เสียงฉีกกระชากอากาศดังขึ้นเลือดสีแดงพลันสาดกระเซ็น
ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่ร่างกายชายร่างกำยำก้มลงมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาเห็นเถาวัลย์สีแดงฉานแทงทะลุหน้าอกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ขอถามเรื่องหนึ่งได้ไหมคะ?”
ท่ามกลางเสียงที่เย็นเยียบเถาวัลย์สีแดงออกแรงยกร่างของชายหนุ่มร่างกำยำขึ้นช้าๆ
“ฉัวะ!...”
เสียงฉีกขาดดังชัดเจนอีกครั้งเถาวัลย์สีแดงแทงทะลุหน้าอกของชายร่างกำยำไปโดยสมบูรณ์แล้ว
“นางมาร...”
“นางมารร้าย”
“บัดซบที่สุด!”
......
ท่ามกลางเสียงตะโกนวุ่นวายร่างหลายร่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก และมีคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ทันที
ทว่าในตอนนี้ จิงจี๋ไม่มีเวลาไปใส่ใจพวกเขา
เธอเบนสายตาไปจ้องมองชายร่างกำยำที่ถูกเถาวัลย์สีแดงแทงทะลุร่างอยู่กลางอากาศ
“ถามหน่อย ถ้าฉันไม่ใช่มนุษย์คุณจะทำอะไรกับฉันคะ?”
บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่ดูใสซื่อและจิงจี๋ดูเหมือนจะอยากรู้เรื่องนี้จริงๆ
“เธอ... เธอเป็นใครกันแน่?”
ชายร่างกำยำกำเถาวัลย์สีแดงที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมพลางพูดด้วยความเจ็บปวด
“ฉันถามคุณอยู่นะคะ”
พูดจบ เถาวัลย์สีแดงก็เริ่มหมุนเบาๆ
“ฉึก!”
เลือดที่ข้นคลั่กไหลซึมออกมาจากบาดแผลมากขึ้น
และในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สีหน้าของชายหนุ่มพลันซีดเผือด
เมื่อมองตามสายตาของเขาไปเลือดที่ไหลซึมออกจากหน้าอกกำลังถูกเถาวัลย์สีแดงดูดซับไปทีละนิด
“เธอ... เธอ...”
เมื่อมองเห็นภาพที่น่าสยดสยองนี้ประกอบกับคำถามที่ผู้หญิงคนนี้ถาม ชายร่างกำยำก็ดูเหมือนจะตระหนักได้ถึงบางอย่างดวงตาของเขาฉายแววหวาดกลัวและตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
“อสุรกาย... ร่างคน...”
ชายร่างกำยำเสียงแหบพร่าถึงขีดสุดแล้วหันหลังไปตวาดลั่น
“หนีไป รีบหนีไป! แจ้งกองทัพมีอสุรกายร่างคน! มีอสุรกายร่างคน!”
“อสุรกายร่างคนเหรอ?”
ทุกคนต่างชะงักไปครู่หนึ่งราวกับเพิ่งจะนึกออก สายตาที่มองจิงจี๋เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ชั่วอึดใจ โดยไม่ต้องคิดร่างแต่ละร่างก็พากันวิ่งหนีออกไปข้างนอกทันที
อสุรกายร่างคน ล้อเล่นหรือเปล่า?
อสุรกายพรรค์นี้มีอยู่จริงเหรอ?
จะเป็นไปได้ยังไง?
สำหรับพวกเขาหรือจะบอกว่าสำหรับทั้งสหพันธรัฐ คำว่าอสุรกายร่างคนไม่ใช่คำที่‘แปลกใหม่’ อะไรเลย
เพราะชื่อเต็มของอสุรกายร่างคนก็คือ...สัตว์ประหลาดที่วิวัฒนาการมุ่งสู่ความเป็นมนุษย์
มีมนุษย์เป็นต้นแบบ และวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ
ยิ่งเหมือนมนุษย์มากเท่าไหร่พลังก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเท่านั้น
เรื่องที่ทำให้อสุรกายร่างคนเข้าสู่สายตาของมวลชนจริงๆก็คือ เหตุการณ์ในคดีหมายเลข 813
สัตว์ประหลาดหัวหมาป่าร่างมนุษย์ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวใจกลางเมืองหมัวที่เป็นมหานคร
ในวันนั้นผู้คนนับไม่ถ้วนต่างได้เห็นความน่าสยดสยองของ ‘อสุรกายร่างคน’
ตึกสูงหลายสิบชั้นถูกทำลายราบคาบ
ผู้คนนับพันต้องสังเวยชีวิต
ต่อมากองทัพติดอาวุธครบมือและผู้มีพลังเหนือธรรมชาติจำนวนมากปรากฏตัวขึ้น
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันถึงจะสยบมันลงได้
และเหตุการณ์ 813มีคำอธิบายจากเบื้องบนคือ ‘สัตว์กลายพันธุ์รูปร่างคล้ายมนุษย์’ก็คืออสุรกายร่างคนที่ถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง
ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่า‘อสุรกายร่างคน’ ที่ว่านั้นเป็นพวกที่มาจากผลลัพธ์ที่ล้มเหลวจากการทดลองหลอมรวมพันธุกรรมของเบื้องบน
ในตอนนั้น ตัวทดลองเกิดคลุ้มคลั่งจนสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่
แม้แต่เบื้องบนของสหพันธรัฐที่คิดจะปิดข่าวก็ปิดไม่มิด
และในตอนนั้น เพื่อสงบอารมณ์ของประชาชนเบื้องบนของสหพันธรัฐจึงจำต้องปล่อยเลยตามเลย และยืนยันการมีอยู่ของ‘อสุรกายร่างคน’
แถมยังใช้สื่อต่างๆ ช่วยโหมกระแสยืนยันการมีอยู่ของ ‘อสุรกายร่างคน’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เช่น ผ่านทางสื่อต่างๆผู้เชี่ยวชาญบางคนขึ้นมากล่าวว่า...
‘อสุรกายร่างคนนั้นแข็งแกร่งมากแข็งแกร่งจนน่ากลัว แถมยิ่งเหมือนมนุษย์เท่าไหร่ พลังก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวเท่านั้นหากได้พบเจอ โปรดหนีไปให้เร็วที่สุด!’
เดิมที ประชาชนก็ไม่ค่อยจะเชื่อกันหรอก
แต่ก็ต้านทานการประโคมข่าวของสื่อและซากสัตว์ประหลาดหัวหมาป่าร่างมนุษย์ที่วางโชว์อยู่ให้เห็นอย่างเด่นชัด
นั่นจึงทำให้คำว่า‘อสุรกายร่างคน’ กลายเป็นคำที่ประชาชนคุ้นหูเป็นอย่างดี
ถึงขั้นที่มีคนเรียกว่าเป็น‘สิ่งมีชีวิตในตำนาน’ เลยทีเดียว
เพียงเพราะจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครเคยเห็นพวกมันเลยจริงๆ
หรือจะบอกว่า คนที่เคยเห็นพวกมันต่างก็ตายไปหมดแล้ว
....
และสำหรับเหตุการณ์ 813อวี๋จื่ออวี๋ก็เคยฟังชิงเอ๋อร์เล่าให้ฟังเหมือนกัน
แต่ในตอนนั้นอวี๋จื่ออวี๋รู้ดีว่าอสุรกายร่างคนพวกนั้นเป็นผลผลิตจากการรวมพันธุกรรมของมนุษย์เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ 813ทั้งหมดก็เป็นเพียงเรื่องโกหกที่มนุษย์กุขึ้นมาเอง
มีอะไรน่าสนใจกันเล่า
ในสายตาของคนวงในอย่างอวี๋จื่ออวี๋มันก็แค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง
ทว่าอวี๋จื่ออวี๋หรือเบื้องบนของสหพันธรัฐเหล่านั้นก็คงคิดไม่ถึงว่า‘อสุรกายร่างคน’ จะฝังรากลึกลงในใจของประชาชนในสหพันธรัฐได้ขนาดนี้
จนถึงขั้นที่ว่าในวันนี้หลังจากที่รับรู้ว่าจิงจี๋คืออสุรกายร่างคนคนพวกนี้ถึงกับไม่มีความกล้าแม้แต่จะลงมือ ต่างพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
ลำพังอสุรกายหัวหมาป่าร่างมนุษย์ยังสร้างหายนะได้ถึงขนาดนั้น
ทว่ายามนี้สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นสัตว์ที่วิวัฒนาการจนมีรูปลักษณ์แทบจะเหมือนกับมนุษย์ทุกประการ
ล้อเล่นหรือเปล่า?
อสุรกายระดับนี้จะไปสู้ไหวได้อย่างไร
เมื่อตระหนักได้เช่นนั้นในใจของคนพวกนี้ก็เหลือเพียงความคิดเดียว
หนี
หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!
....
ในตอนนั้นเองจิงจี๋มองไปยังกลุ่มคนที่พากันวิ่งหนีอย่างขวัญเสีย ดวงตาฉายแววสงสัย
ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?
แค่ได้ยินคำว่า‘อสุรกายร่างคน’ ทุกคนก็ตกใจกลัวกันขนาดนี้เชียวหรือ?
ทว่าเรื่องนั้นไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจของจิงจี๋ที่เย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆในตอนนี้
การลองเชิงสิ้นสุดลงแล้วแม้ว่าเธอจะแสดงท่าทีว่าไม่มีพิษมีภัยแค่ไหนมันก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าเธอคือสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ได้
“สุดท้ายก็เป็นคนละเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีทางยอมรับได้สินะ”
จิงจี๋ถอนหายใจยาว พลางดีดนิ้วเบาๆ
ชั่วครู่
“พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ...”
เถาวัลย์สีแดงฉานสะบัดวูบแปรเปลี่ยนเป็นงูสีแดงยาวเหยียด พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนที่กำลังหนีตาย
ไม่นานหลังจากนั้น
เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วม่านหมอก
สีแดงของเลือดค่อยๆ ย้อมแผ่นดินจนแดงฉานเหลือเพียงร่างสีแดงร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
“ฟืด...”
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆราวกับกำลังดมกลิ่นหอมของเลือด
แต่ผ่านไปชั่วครู่เธอเหมือนกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขมขื่น
“ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านเทพต้นไม้ถึงไม่ไว้ใจมนุษย์ขนาดนี้”
พูดจบ จิงจี๋ก็ยกเท้าก้าวเดินลากเถาวัลย์ยาวเหยียด มุ่งหน้ากลับไปยังหุบเขาเป่ยอวี่อย่างโดดเดี่ยว
ในตอนนั้นเองจิงจี๋ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า...
บนกิ่งไม้ที่ไม่ไกลนักมดทองคำกอดอกสี่ข้างจ้องมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเย็นชาจนกระทั่งจิงจี๋หายลับเข้าไปในหมอกหนา เขาจึงเอ่ยออกมาในที่สุด“ตอนนี้สิเธอถึงจะคู่ควรเป็นน้องหกของฉัน”