Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

เล่มที่ 6 บทที่ 163 หนามโลหิต! อสุรกายร่างคน

        ทว่าก่อนที่มือขวาของชายร่างกำยำจะสัมผัสถึงไหล่ของจิงจี๋

        “ฉัวะ!”

        เสียงฉีกกระชากอากาศดังขึ้นเลือดสีแดงพลันสาดกระเซ็น

        ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่ร่างกายชายร่างกำยำก้มลงมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาเห็นเถาวัลย์สีแดงฉานแทงทะลุหน้าอกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

        “ขอถามเรื่องหนึ่งได้ไหมคะ?”

        ท่ามกลางเสียงที่เย็นเยียบเถาวัลย์สีแดงออกแรงยกร่างของชายหนุ่มร่างกำยำขึ้นช้าๆ

        “ฉัวะ!...”

        เสียงฉีกขาดดังชัดเจนอีกครั้งเถาวัลย์สีแดงแทงทะลุหน้าอกของชายร่างกำยำไปโดยสมบูรณ์แล้ว

        “นางมาร...”

        “นางมารร้าย”

        “บัดซบที่สุด!”

        ......

        ท่ามกลางเสียงตะโกนวุ่นวายร่างหลายร่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก และมีคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ทันที

        ทว่าในตอนนี้ จิงจี๋ไม่มีเวลาไปใส่ใจพวกเขา

        เธอเบนสายตาไปจ้องมองชายร่างกำยำที่ถูกเถาวัลย์สีแดงแทงทะลุร่างอยู่กลางอากาศ

        “ถามหน่อย ถ้าฉันไม่ใช่มนุษย์คุณจะทำอะไรกับฉันคะ?”

        บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่ดูใสซื่อและจิงจี๋ดูเหมือนจะอยากรู้เรื่องนี้จริงๆ

        “เธอ... เธอเป็นใครกันแน่?”

        ชายร่างกำยำกำเถาวัลย์สีแดงที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมพลางพูดด้วยความเจ็บปวด

        “ฉันถามคุณอยู่นะคะ”

        พูดจบ เถาวัลย์สีแดงก็เริ่มหมุนเบาๆ

        “ฉึก!”

        เลือดที่ข้นคลั่กไหลซึมออกมาจากบาดแผลมากขึ้น

        และในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สีหน้าของชายหนุ่มพลันซีดเผือด

        เมื่อมองตามสายตาของเขาไปเลือดที่ไหลซึมออกจากหน้าอกกำลังถูกเถาวัลย์สีแดงดูดซับไปทีละนิด

        “เธอ... เธอ...”

        เมื่อมองเห็นภาพที่น่าสยดสยองนี้ประกอบกับคำถามที่ผู้หญิงคนนี้ถาม ชายร่างกำยำก็ดูเหมือนจะตระหนักได้ถึงบางอย่างดวงตาของเขาฉายแววหวาดกลัวและตกตะลึงอย่างถึงที่สุด

        “อสุรกาย... ร่างคน...”

        ชายร่างกำยำเสียงแหบพร่าถึงขีดสุดแล้วหันหลังไปตวาดลั่น

        “หนีไป รีบหนีไป! แจ้งกองทัพมีอสุรกายร่างคน! มีอสุรกายร่างคน!”

        “อสุรกายร่างคนเหรอ?”

        ทุกคนต่างชะงักไปครู่หนึ่งราวกับเพิ่งจะนึกออก สายตาที่มองจิงจี๋เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

        ชั่วอึดใจ โดยไม่ต้องคิดร่างแต่ละร่างก็พากันวิ่งหนีออกไปข้างนอกทันที

        อสุรกายร่างคน ล้อเล่นหรือเปล่า?

        อสุรกายพรรค์นี้มีอยู่จริงเหรอ?

        จะเป็นไปได้ยังไง?

        สำหรับพวกเขาหรือจะบอกว่าสำหรับทั้งสหพันธรัฐ คำว่าอสุรกายร่างคนไม่ใช่คำที่‘แปลกใหม่’ อะไรเลย

        เพราะชื่อเต็มของอสุรกายร่างคนก็คือ...สัตว์ประหลาดที่วิวัฒนาการมุ่งสู่ความเป็นมนุษย์

        มีมนุษย์เป็นต้นแบบ และวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ

        ยิ่งเหมือนมนุษย์มากเท่าไหร่พลังก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเท่านั้น

        เรื่องที่ทำให้อสุรกายร่างคนเข้าสู่สายตาของมวลชนจริงๆก็คือ เหตุการณ์ในคดีหมายเลข 813

        สัตว์ประหลาดหัวหมาป่าร่างมนุษย์ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวใจกลางเมืองหมัวที่เป็นมหานคร

        ในวันนั้นผู้คนนับไม่ถ้วนต่างได้เห็นความน่าสยดสยองของ ‘อสุรกายร่างคน’

        ตึกสูงหลายสิบชั้นถูกทำลายราบคาบ

        ผู้คนนับพันต้องสังเวยชีวิต

        ต่อมากองทัพติดอาวุธครบมือและผู้มีพลังเหนือธรรมชาติจำนวนมากปรากฏตัวขึ้น

        ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันถึงจะสยบมันลงได้

        และเหตุการณ์ 813มีคำอธิบายจากเบื้องบนคือ ‘สัตว์กลายพันธุ์รูปร่างคล้ายมนุษย์’ก็คืออสุรกายร่างคนที่ถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง

        ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่า‘อสุรกายร่างคน’ ที่ว่านั้นเป็นพวกที่มาจากผลลัพธ์ที่ล้มเหลวจากการทดลองหลอมรวมพันธุกรรมของเบื้องบน

        ในตอนนั้น ตัวทดลองเกิดคลุ้มคลั่งจนสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่

        แม้แต่เบื้องบนของสหพันธรัฐที่คิดจะปิดข่าวก็ปิดไม่มิด

        และในตอนนั้น เพื่อสงบอารมณ์ของประชาชนเบื้องบนของสหพันธรัฐจึงจำต้องปล่อยเลยตามเลย และยืนยันการมีอยู่ของ‘อสุรกายร่างคน’

        แถมยังใช้สื่อต่างๆ ช่วยโหมกระแสยืนยันการมีอยู่ของ ‘อสุรกายร่างคน’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        เช่น ผ่านทางสื่อต่างๆผู้เชี่ยวชาญบางคนขึ้นมากล่าวว่า...

        ‘อสุรกายร่างคนนั้นแข็งแกร่งมากแข็งแกร่งจนน่ากลัว แถมยิ่งเหมือนมนุษย์เท่าไหร่ พลังก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวเท่านั้นหากได้พบเจอ โปรดหนีไปให้เร็วที่สุด!’

        เดิมที ประชาชนก็ไม่ค่อยจะเชื่อกันหรอก

        แต่ก็ต้านทานการประโคมข่าวของสื่อและซากสัตว์ประหลาดหัวหมาป่าร่างมนุษย์ที่วางโชว์อยู่ให้เห็นอย่างเด่นชัด

        นั่นจึงทำให้คำว่า‘อสุรกายร่างคน’ กลายเป็นคำที่ประชาชนคุ้นหูเป็นอย่างดี

        ถึงขั้นที่มีคนเรียกว่าเป็น‘สิ่งมีชีวิตในตำนาน’ เลยทีเดียว

        เพียงเพราะจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครเคยเห็นพวกมันเลยจริงๆ

        หรือจะบอกว่า คนที่เคยเห็นพวกมันต่างก็ตายไปหมดแล้ว

        ....

        และสำหรับเหตุการณ์ 813อวี๋จื่ออวี๋ก็เคยฟังชิงเอ๋อร์เล่าให้ฟังเหมือนกัน

        แต่ในตอนนั้นอวี๋จื่ออวี๋รู้ดีว่าอสุรกายร่างคนพวกนั้นเป็นผลผลิตจากการรวมพันธุกรรมของมนุษย์เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร

        ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ 813ทั้งหมดก็เป็นเพียงเรื่องโกหกที่มนุษย์กุขึ้นมาเอง

        มีอะไรน่าสนใจกันเล่า

        ในสายตาของคนวงในอย่างอวี๋จื่ออวี๋มันก็แค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง

        ทว่าอวี๋จื่ออวี๋หรือเบื้องบนของสหพันธรัฐเหล่านั้นก็คงคิดไม่ถึงว่า‘อสุรกายร่างคน’ จะฝังรากลึกลงในใจของประชาชนในสหพันธรัฐได้ขนาดนี้

        จนถึงขั้นที่ว่าในวันนี้หลังจากที่รับรู้ว่าจิงจี๋คืออสุรกายร่างคนคนพวกนี้ถึงกับไม่มีความกล้าแม้แต่จะลงมือ ต่างพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

        ลำพังอสุรกายหัวหมาป่าร่างมนุษย์ยังสร้างหายนะได้ถึงขนาดนั้น

        ทว่ายามนี้สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นสัตว์ที่วิวัฒนาการจนมีรูปลักษณ์แทบจะเหมือนกับมนุษย์ทุกประการ

        ล้อเล่นหรือเปล่า?

        อสุรกายระดับนี้จะไปสู้ไหวได้อย่างไร

        เมื่อตระหนักได้เช่นนั้นในใจของคนพวกนี้ก็เหลือเพียงความคิดเดียว

        หนี

        หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!

        ....

        ในตอนนั้นเองจิงจี๋มองไปยังกลุ่มคนที่พากันวิ่งหนีอย่างขวัญเสีย ดวงตาฉายแววสงสัย

        ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?

        แค่ได้ยินคำว่า‘อสุรกายร่างคน’ ทุกคนก็ตกใจกลัวกันขนาดนี้เชียวหรือ?

        ทว่าเรื่องนั้นไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจของจิงจี๋ที่เย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆในตอนนี้

        การลองเชิงสิ้นสุดลงแล้วแม้ว่าเธอจะแสดงท่าทีว่าไม่มีพิษมีภัยแค่ไหนมันก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าเธอคือสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ได้

        “สุดท้ายก็เป็นคนละเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีทางยอมรับได้สินะ”

        จิงจี๋ถอนหายใจยาว พลางดีดนิ้วเบาๆ

        ชั่วครู่

        “พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ...”

        เถาวัลย์สีแดงฉานสะบัดวูบแปรเปลี่ยนเป็นงูสีแดงยาวเหยียด พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนที่กำลังหนีตาย

        ไม่นานหลังจากนั้น

        เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วม่านหมอก

        สีแดงของเลือดค่อยๆ ย้อมแผ่นดินจนแดงฉานเหลือเพียงร่างสีแดงร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

        ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่

        “ฟืด...”

        เธอสูดหายใจเข้าลึกๆราวกับกำลังดมกลิ่นหอมของเลือด

        แต่ผ่านไปชั่วครู่เธอเหมือนกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขมขื่น

        “ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านเทพต้นไม้ถึงไม่ไว้ใจมนุษย์ขนาดนี้”

        พูดจบ จิงจี๋ก็ยกเท้าก้าวเดินลากเถาวัลย์ยาวเหยียด มุ่งหน้ากลับไปยังหุบเขาเป่ยอวี่อย่างโดดเดี่ยว

        ในตอนนั้นเองจิงจี๋ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า...

        บนกิ่งไม้ที่ไม่ไกลนักมดทองคำกอดอกสี่ข้างจ้องมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเย็นชาจนกระทั่งจิงจี๋หายลับเข้าไปในหมอกหนา เขาจึงเอ่ยออกมาในที่สุด“ตอนนี้สิเธอถึงจะคู่ควรเป็นน้องหกของฉัน”

         

คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน