"ยินดีต้อนรับกลับครับ คุณเรน"
ผมหยุดอยู่หน้าประตูคฤหาสน์
เสียงของอัลเฟรดดังขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าการกลับมาของผมหลังจากหายออกไปนานหลายวันเป็นเพียงเรื่องปกติ
"ครับ"
ผ้าคลุมของผมยังมีฝุ่นจากการเดินทางติดอยู่เล็กน้อย หลังจากจัดการลิชและเคลียร์ดันเจี้ยนแห่งนั้นสำเร็จ ในที่สุดผมก็กลับมาที่นี่ — คฤหาสน์ใต้ดิน สถานที่ที่ผมใช้ชีวิตอยู่มาหลายปี
แต่ครั้งนี้ความรู้สึกของผมกลับแตกต่างออกไป เพราะหลังจากวันนี้ ผมกำลังจะออกไปจากที่นี่ ไม่ใช่ในฐานะนักทดลอง ไม่ใช่ในฐานะคนรับใช้ และไม่ใช่ในฐานะเด็กที่ถูกเซนิธเก็บมาเลี้ยง แต่ในฐานะคนอื่น
"ผลงานเยี่ยมมากครับ"
อัลเฟรดขยับมุมปาก
"ได้ข่าวเร็วจังนะครับ"
"แน่นอนครับ"
เขาตอบอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย
"เพื่อสนองความต้องการของนายท่าน เรื่องแค่นี้ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ้อยครับ"
ผมมองเขา
"แล้วผลงานเพียงพอหรือยังล่ะครับ?"
"เหลือเฟือเลยครับ"
อัลเฟรดหยิบเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมา
"การเคลียร์ดันเจี้ยนโดยมีผู้รอดชีวิตเพียงสามคนจากหนึ่งร้อยคน ถือเป็นผลงานที่มากพอแล้วครับ"
เขาเปิดเอกสาร
"ยิ่งมีผู้ถือครองดาบศักดิ์สิทธิ์อยู่ในกลุ่มผู้รอดชีวิตด้วย ข่าวลือคงกระจายไปเร็วกว่าเดิมแน่นอนครับ"
ผมไม่ได้พูดอะไร เรื่องเอเลน่าดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้คนไปแล้ว
"เหลือเพียงตัวตนของคุณเท่านั้นครับ"
อัลเฟรดหยิบเอกสารอีกชุดออกมา
"ผมเตรียมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว"
เขาวางเอกสารลงตรงหน้าผม
"จากนี้ไป คุณคือ..."
เขาหยุดเล็กน้อย
"เรน ซินเดอร์เกรฟ"
ผมก้มลงมองเอกสาร
"บุตรบุญธรรมของมาควิส แวนดาย ซินเดอร์เกรฟ"
ผมอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด ชื่อ อายุ ภูมิหลัง สถานะทางสังคม ตระกูล แม้กระทั่งเหตุผลที่ผมเดินทางมายังเมืองหลวง ทุกอย่างถูกเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีช่องว่างแม้แต่นิดเดียว
"ตั้งแต่วินาทีที่คุณออกจากคฤหาสน์แห่งนี้"
อัลเฟรดพูดขึ้น
"คุณต้องจำเอาไว้ว่า คุณคือเรน ซินเดอร์เกรฟครับ"
ผมเงยหน้าขึ้น
"ห้ามให้ใครรู้ว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับนายท่าน"
"ครับ"
"คุณจะต้องจำภูมิหลังของตัวเองให้ได้ทั้งหมด รวมถึงเรื่องราวของตระกูลซินเดอร์เกรฟด้วย"
"เข้าใจแล้วครับ"
ผมมองเอกสารอีกครั้ง เรน ซินเดอร์เกรฟ — ชื่อใหม่ ตัวตนใหม่ ชีวิตใหม่ แปลกดี ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามรักษาตัวตนของตัวเองเอาไว้ แต่ตอนนี้กลับต้องสวมตัวตนของคนอื่นเพื่อออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก
"บงการขุนนางแบบนี้ใช้เล่นเลยนะครับ"
ผมพูดขึ้น
อัลเฟรดส่ายหน้า
"ไม่ใช่การบงการอะไรเลยครับ ชายคนนั้นติดหนี้นายท่านอยู่"
เขาตอบอย่างเรียบง่าย
"และเขาเลือกที่จะตอบแทนด้วยวิธีนี้"
ผมเงียบไป ดูเหมือนว่าอำนาจของเซนิธจะกว้างกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก
"เอาล่ะครับ"
อัลเฟรดเก็บเอกสาร
"เรื่องนี้เอาไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า เชิญคุณไปพักผ่อนตามสบายครับ"
"ครับ"
สองเดือนต่อมา
"จำไว้นะครับ คุณต้องสอบให้ติดสิบอันดับแรก"
อัลเฟรดยืนอยู่ตรงหน้าผม
"ครับ"
"ไม่ใช่แค่สอบผ่าน"
เขาย้ำ
"ต้องติดหนึ่งในสิบอันดับแรก"
"เข้าใจแล้วครับ"
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ผมไม่ได้ใช้เวลาไปกับการฝึกเวทมนตร์เพียงอย่างเดียว อัลเฟรดให้ผมศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนใหม่ ตระกูลซินเดอร์เกรฟ มาควิส แวนดาย ประวัติของตระกูล สถานะทางสังคม มารยาทของขุนนาง วิธีพูดกับคนระดับต่าง ๆ รวมถึงเรื่องที่ผมควรและไม่ควรรู้ เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ตัวตนของผมถูกสงสัย
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม แต่สิ่งที่ยากกว่ากลับเป็นการทำตัวให้เหมือนคนทั่วไป ผมรู้ว่าควรตอบอย่างไร แต่บางครั้งไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องตอบแบบนั้น ผมรู้มารยาท แต่ไม่เข้าใจความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังมัน
ก่อนที่ผมจะเดินทาง เขายื่นอุปกรณ์ขนาดเล็กให้ผม
"นี่คืออุปกรณ์ติดต่อของผมครับ หากมีปัญหาอะไร โปรดใช้สิ่งนี้ติดต่อผม"
ผมรับมันมา
"ครับ"
จากนั้นอัลเฟรดหยิบอุปกรณ์อีกชิ้น
"ส่วนชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์ติดต่อของภาคีรุ่งอรุณครับ"
ผมพยักหน้า
"ส่วนคนขององค์ชายลำดับที่สามจะติดต่อผ่านผมมาอีกที"
เขามองผม
"ถ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วก็ออกเดินทางได้ครับ"
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
"ครับ"
ถึงเวลาแล้ว
เมืองหลวง
ผมไม่คิดไม่ฝันเลยจริง ๆ ว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้มาอยู่ที่นี่ เมืองหลวงของจักรวรรดิใหญ่กว่าที่ผมจินตนาการเอาไว้มาก ทันทีที่รถม้าเดินทางมาถึงบริเวณประตูเมือง ผมก็เห็นผู้คนจำนวนมาก รถม้าวิ่งเข้าออกอย่างต่อเนื่อง พ่อค้ากำลังขนสินค้า นักผจญภัยเดินผ่านประตูพร้อมอาวุธ อัศวินประจำเมืองยืนตรวจตราอยู่ตามจุดต่าง ๆ แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ยังสามารถใช้เวทมนตร์เล็กน้อยเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงานได้
ผมมองทุกอย่างผ่านหน้าต่างรถม้าการได้เห็นมันด้วยตาตัวเองกลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่จุดตรวจ ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามา
"หยุดก่อนครับ"
รถม้าหยุดลง
"ขอตรวจเอกสารประจำตัวด้วยครับ"
ผมหยิบเอกสารออกมา ทหารรับไปตรวจ เขามองเอกสาร จากนั้นมองผม แล้วมองกลับไปที่เอกสารอีกครั้ง หัวใจของผมเต้นตามปกติ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องกังวล ตัวตนนี้ถูกเตรียมมาอย่าง
สมบูรณ์ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ประมาท
ทหารหยิบอุปกรณ์เวทมนตร์ขนาดเล็กขึ้นมา แสงสีฟ้าอ่อนส่องผ่านเอกสาร ผมมองมันอย่างสงบ การตรวจสอบใช้เวลาเพียงครู่เดียว สุดท้ายเขาก็คืนเอกสารให้
"เรน ซินเดอร์เกรฟสินะครับ"
"ครับ"
"เอกสารถูกต้อง"
เขาประทับตราลงบนเอกสาร
"ยินดีต้อนรับสู่เมืองหลวงครับ"
"ขอบคุณครับ"
รถม้าเคลื่อนตัวต่อไป ผมมองตราประทับบนเอกสาร ผ่านแล้ว ตัวตนใหม่ของผมผ่านการทดสอบครั้งแรกแล้ว
สถาบันเวทมนตร์ลูนาเรีย
อีกไม่นานผมก็มาถึงบริเวณสถาบัน อาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า กำแพงสูง หอคอย สนามฝึก และอาคารเรียนจำนวนมาก นักเรียนจำนวนไม่น้อยเดินอยู่ภายในบริเวณนั้น บางคนสวมเครื่องแบบของตระกูลขุนนาง บางคนแต่งตัวเรียบง่าย บางคนเดินมาพร้อมผู้ติดตาม และบางคนก็พูดคุยเรื่องเวทมนตร์อย่างสนุกสนาน
ผมมองทุกอย่างอย่างเงียบ ๆ นี่คือสถานที่ที่อัลเฟรดต้องการให้ผมมา
ผมเดินไปยังจุดรับสมัคร เจ้าหน้าที่หญิงรับเอกสารจากผม
"กรุณาแจ้งชื่อค่ะ"
"เรน ซินเดอร์เกรฟครับ"
เธอตรวจสอบเอกสาร
"เรน ซินเดอร์เกรฟ..."
ดวงตาของเธอหยุดอยู่ที่ข้อมูลบางส่วนครู่หนึ่ง
"บุตรบุญธรรมของมาควิส แวนดาย ซินเดอร์เกรฟสินะคะ"
"ครับ"
เธอตรวจเอกสารอีกครั้ง ก่อนจะประทับตรา
"เอกสารถูกต้องค่ะ"
เธอยื่นเอกสารคืนให้ผม
"คุณสมัครเข้าสายไหนคะ?"
"เวทมนตร์ครับ"
เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมองข้อมูลในเอกสารอีกครั้ง
"เวทมนตร์...ระบุความถนัดเป็นเนโครแมนเซอร์"
"ครับ"
เธอพยักหน้าแล้วจดข้อมูลลงในเอกสาร
"เรียบร้อยค่ะ อีกเจ็ดวันการสอบรอบแรกจะเริ่มค่ะ"
"ครับ"
ผมกำลังจะเดินออกมา แต่เธอเรียกผมไว้
"เดี๋ยวก่อนค่ะ ขออธิบายรายละเอียดของการสอบให้ฟังก่อนนะคะ"
"ครับ"
เธอหยิบเอกสารอีกชุดขึ้นมา
"การสอบคัดเลือกของสถาบันลูนาเรียแบ่งออกเป็นห้าส่วนค่ะ แต่ก่อนอื่น มีเรื่องหนึ่งที่ผู้สมัครทุกคนควรทราบ สถาบันลูนาเรียไม่ได้รับเฉพาะจอมเวทค่ะ"
ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย
"ที่นี่เปิดรับผู้มีความสามารถจากหลายสาย จอมเวท อัศวิน นักรบ นักธนู นักบวช นักเล่นแร่แปรธาตุ ผู้ใช้เวทมนตร์สนับสนุน รวมถึงผู้ที่มีความสามารถเฉพาะทางอื่น ๆ เพราะฉะนั้นการสอบจึงไม่ได้ตัดสินผู้สมัครจากความสามารถในการใช้เวทมนตร์เพียงอย่างเดียวค่ะ"
ผมพยักหน้า
"รอบแรกคือการแสดงความสามารถเฉพาะทาง ห้าสิบคะแนนค่ะ ผู้สมัครสามารถเลือกแสดงความสามารถตามสายของตนเองได้ จอมเวทจะถูกประเมินจากการควบคุมมานา การร่ายเวท ความแม่นยำ และประสิทธิภาพของเวทมนตร์ นอกจากนี้ยังมีคะแนนพิเศษอีกยี่สิบคะแนนค่ะ สำหรับผู้ที่สามารถแสดงความสามารถได้เหนือกว่าเกณฑ์ที่กำหนด"
ผมพยักหน้า ห้าสิบคะแนน และคะแนนพิเศษอีกยี่สิบ
"รอบที่สองคือการทดสอบการแก้ไขสถานการณ์ต่อหน้าผู้คุมสอบ ห้าสิบคะแนน และมีคะแนนพิเศษอีกยี่สิบคะแนน ผู้สมัครจะได้รับสถานการณ์จำลองที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว ผู้คุมสอบจะดูว่าผู้สมัครวิเคราะห์สถานการณ์อย่างไร เลือกวิธีแก้ปัญหาแบบไหน รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากเป็นจอมเวท ผู้สมัครอาจต้องจัดการกับศัตรูที่มีคุณสมบัติต้านเวทมนตร์ หากเป็นอัศวิน อาจต้องปกป้องบุคคลหนึ่งคนในขณะที่มีศัตรูหลายทิศทาง ส่วนผู้สมัครสายสนับสนุนอาจต้องช่วยเหลือสมาชิกในสถานการณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด ไม่มีคำตอบที่กำหนดเอาไว้เพียงคำตอบเดียวค่ะ"
เธอมองผม
"สิ่งที่ผู้คุมสอบต้องการเห็นคือวิธีคิดของผู้สมัคร"
ผมเข้าใจทันที รอบแรกวัดว่าผมทำอะไรได้ ส่วนรอบที่สองกำลังวัดว่าผมรู้หรือไม่ว่าควรทำอะไร
"และรอบที่สาม..."
เธอพลิกเอกสารอีกครั้ง
"คือการลงสนามจริงค่ะ ห้าสิบคะแนน และมีคะแนนพิเศษอีกยี่สิบคะแนนเช่นกัน ผู้สมัครจะถูกส่งเข้าสู่พื้นที่ทดสอบจริง ไม่มีผู้คุมสอบคอยบอกว่าควรทำอะไร พื้นที่ทดสอบจะอยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบัน และมีผู้คุมสอบคอยเฝ้าดูอยู่ แต่ผู้สมัครจะต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองทั้งหมด จุดประสงค์คือการดูว่าผู้สมัครสามารถนำสิ่งที่ตัวเองมีไปใช้ในสถานการณ์จริงได้หรือไม่ ทั้งการต่อสู้ การเอาตัวรอด การตัดสินใจ การใช้ทรัพยากร และการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด"
ผมพยักหน้า ระบบนี้ดูสมเหตุสมผลกว่าที่คิด สามรอบ — ความสามารถ การแก้ปัญหา และการนำไปใช้จริง
"นอกจากการทดสอบภาคปฏิบัติแล้ว ยังมีการสอบความรู้ค่ะ สี่สิบคะแนน เนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานที่นักเรียนของลูนาเรียควรมี เวทมนตร์ มอนสเตอร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สมุนไพร พิษ รวมถึงความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจักรวรรดิ และสุดท้ายคือการสัมภาษณ์ สิบคะแนนค่ะ ผู้คุมสอบจะประเมินเหตุผลที่ผู้สมัครต้องการเข้าสถาบัน เป้าหมายในอนาคต ทัศนคติ บุคลิก และความสามารถในการสื่อสาร"
ผมเงียบไปเล็กน้อย
ความสามารถในการสื่อสาร คำนี้ทำให้ผมนึกถึงอัลเฟรดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว สองเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้สอนผมเพียงเรื่องตระกูลซินเดอร์เกรฟ เขายังสอนเรื่องที่ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อน วิธีพูดกับคนอื่น วิธีแสดงสีหน้า วิธีตอบคำถาม แม้กระทั่งจังหวะที่ควรพูดและจังหวะที่ควรเงียบ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรียนเรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้ว
"คะแนนปกติทั้งหมดจึงอยู่ที่สองร้อยคะแนนค่ะ ส่วนคะแนนพิเศษจากสามรอบแรก รวมสูงสุดอีกหกสิบคะแนน ดังนั้นคะแนนสูงสุดทั้งหมดคือสองร้อยหกสิบคะแนนค่ะ"
ผมคำนวณในใจ ห้าสิบ ห้าสิบ ห้าสิบ สี่สิบ สิบ รวมเป็นสองร้อยคะแนน และคะแนนพิเศษอีกหกสิบ สองร้อยหกสิบคะแนน
"เกณฑ์ผ่านคือหนึ่งร้อยห้าสิบคะแนนค่ะ"
ผมนิ่งไปเล็กน้อย หนึ่งร้อยห้าสิบจากสองร้อย แม้ไม่นับคะแนนพิเศษก็ถือว่าสูงมาก
"แต่การผ่านเกณฑ์ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการจัดอันดับสูงค่ะ ผู้สมัครทุกคนจะถูกจัดอันดับตามคะแนนรวม และในแต่ละปีจะมีผู้สมัครจำนวนมาก ดังนั้นแม้จะได้คะแนนถึงเกณฑ์ ก็อาจไม่ได้อยู่ในอันดับที่ต้องการค่ะ"
ผมมองเธอ
"อันดับมีความสำคัญด้วยหรือครับ?"
"แน่นอนค่ะ"
เธอตอบ
"นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง ทั้งทุนการศึกษา ห้องเรียนพิเศษ สิทธิ์ใช้ทรัพยากรของสถาบัน รวมถึงทรัพยากรสำหรับฝึกฝนเวทมนตร์และความสามารถเฉพาะทางค่ะ"
ผมเข้าใจทันที การติดอันดับสูงไม่ได้มีไว้เพื่อชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว มันมีผลต่อการพัฒนาตัวเองด้วย
ผมพับเอกสารเก็บ
"ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ"
"ยินดีค่ะ ขอให้โชคดีกับการสอบนะคะ"
ผมเดินออกจากจุดรับสมัคร ในมือยังถือเอกสารการสอบอยู่ สองร้อยคะแนน เกณฑ์ผ่านหนึ่งร้อยห้าสิบ เป้าหมาย — อันดับหนึ่งถึงสิบ
อัลเฟรดไม่ได้บอกให้ผมสอบผ่าน เขาบอกให้ผมติดสิบอันดับแรก
รอบแรก — แสดงความสามารถ ไม่ใช่ปัญหา
รอบสอง — แก้ไขสถานการณ์ต่อหน้าผู้คุมสอบ ก็ไม่น่ามีปัญหา
รอบสาม — ลงสนามจริง ยิ่งไม่ใช่ปัญหา
การสอบความรู้ ผมมั่นใจว่าผ่านได้
แต่แล้วสายตาของผมก็หยุดอยู่ตรงคำว่า สัมภาษณ์ สิบคะแนน
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าส่วนนี้อาจเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของผม
คืนนั้น ผมนั่งอยู่ในห้องพักที่เตรียมเอาไว้ หนังสือเกี่ยวกับลูนาเรียวางอยู่ตรงหน้า ผมเปิดอ่านข้อมูลของสถาบันทีละหน้า หลักสูตร ระบบการเรียน การแข่งขัน ชมรม กฎระเบียบ ประวัติศาสตร์ ผมจำทุกอย่างที่จำเป็น
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่รู้
ผมไม่รู้ว่าคนที่นี่จะมองผมอย่างไร
ผมหลับตาลง สิ่งที่อัลเฟรดเคยพูดขึ้นมาในความทรงจำ
"คุณรู้วิธีพูดกับคนอื่นแล้วครับ แต่คุณยังต้องเรียนรู้ว่าควรพูดเมื่อไหร่"
ผมลืมตาขึ้น ดูเหมือนว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการเข้าสู่ลูนาเรียอาจไม่ใช่การสอบ แต่อาจเป็นการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟของเมืองหลวงส่องสว่างเต็มท้องฟ้า โลกภายนอกกว้างกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมกำลังจะได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คน โดยไม่มีเซนิธอยู่ตรงหน้า ไม่มีอัลเฟรดคอยบอกว่าต้องทำอะไร และไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นใครจริง ๆ
ผมยกมือขึ้น มานาสีดำบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนปลายนิ้ว ก่อนที่เปลวไฟสีแดงจะค่อย ๆ ลุกขึ้นเคียงข้างกัน
เวทมนตร์มืด และเวทมนตร์ไฟ — สองสิ่งที่เป็นตัวแทนของผม
ผมมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดับทั้งสองลง
เจ็ดวันต่อจากนี้ ผมจะเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะเมื่อการสอบเริ่มขึ้น