จารึกที่ 307 : หุบเหวแห่งกาลเวลา : การตกผลึกแห่งอักษรบรรพกาล
ความมืดมิดเบื้องล่างทะเลสาบกระจกเงา มิใช่ความมืดที่เกิดจากการขาดแคลนแสงสว่าง ทว่ามันคือความมืดมิดที่เกิดจากการทับถมของกาลเวลานับหมื่นปี บันไดหินสีขาวขุ่นที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง ดูราวกับกระดูกสันหลังของอสูรบรรพกาลที่หลับใหล อากาศในสถานที่แห่งนี้หนักอึ้งจนแทบจะจับต้องได้ ทุกครั้งที่สูดลมหายใจ ผู้ฝึกตนจะรู้สึกราวกับกำลังกลืนกินทรายเหล็กเข้าไปในปอด
ฉินมู่หลาง ยอดกระบี่แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ ก้าวเดินลงบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวัง บนแผ่นหลังกว้างของเขาแบกรับร่างที่โชกเลือดและไร้สติของอาเจียเอาไว้ ปราณกระบี่ที่เคยเฉียบคมและดุดันของฉินมู่หลาง บัดนี้ถูกบีบอัดให้แนบชิดติดผิวหนัง เพื่อต้านทานแรงกดดันทางนามธรรมที่มองไม่เห็น
เบื้องหลังของเขา หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นเดินตามมาติดๆ ใบหน้าของสตรีทั้งสองซีดเผือด ทว่าดวงตาเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เฟิงอี้หรานปิดท้ายขบวน โดยมีหุ่นกลศิลารูปร่างสูงใหญ่เดินขนาบข้าง หุ่นกลศิลาตัวนี้ไม่ส่งเสียงใดๆ มันทำหน้าที่เป็นเพียงผู้พิทักษ์ที่ซื่อสัตย์ ไร้ซึ่งถ้อยคำโอ้อวด ไร้ซึ่งนามเรียกขานอันวิจิตรพิสดาร มันคือเครื่องมือแห่งเต๋าที่ปกป้องนายเหนือหัวด้วยกลไกและแกนปราณทั้งหมดที่มี
"เวลาในหุบเหวแห่งนี้ ไหลเวียนแตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง" ฉินมู่หลางเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงของเขาสะท้อนก้องไปในความมืด "หนึ่งวันของโลกภายนอก เท่ากับเวลาหนึ่งปีเต็มในสถานที่แห่งนี้ ปราณแท้ในอากาศหนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นหยดน้ำ ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนของเจตจำนงแห่งวัฏสงสาร"
"ผู้อาวุโสหมื่นอีแปะส่งพวกเราลงมาที่นี่ เพื่อให้เขามีเวลา..." หลินชิงเสวี่ยทอดสายตามองใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับกระดาษของอาเจีย "ชีพจรของเขาแหลกสลาย จุดตันเถียนมีรอยร้าว หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไป คงตกตายไปแล้ว หรือไม่ก็กลายเป็นคนพิการไปตลอดกาล การฝืนใช้วิถีแห่งเต๋าที่ก้าวล่วงขอบเขตความเข้าใจของตนเอง เพื่อสะท้อนพลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูง เป็นสิ่งที่ฝืนลิขิตฟ้าเกินไป"
ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงความงก หรือความหน้าเงินของอาเจียอีกต่อไป การต่อสู้เหนือผิวน้ำทะเลสาบได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเย่อหยิ่งและบ้าสมบัติ ซ่อนเร้นไว้ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะปกป้องทุกคน เขาไม่ได้กอบโกยทรัพยากรเพื่อสนองตัณหา ทว่าเขาพยายามสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้ตนเองและมิตรสหายมีชีวิตรอดในโลกเซียนที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้
หลังจากการเดินทางลงสู่เบื้องล่างที่ยาวนานราวกับไร้จุดสิ้นสุด ในที่สุดปลายทางของบันไดหินก็ปรากฏขึ้น
มันคือลานกว้างที่ถูกปูด้วยหยกดำสลับหยกขาว กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ตรงกึ่งกลางลานมีแท่นศิลาปราณหยกขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่ กลิ่นอายของปราณเซียนแท้ลอยอวลอยู่รอบแท่นศิลาราวกับหมอกยามเช้า ที่แห่งนี้ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่น ไร้ซึ่งสรรพเสียง มีเพียงความสงบงันอันเป็นนิรันดร์
ฉินมู่หลางค่อยๆ วางร่างของอาเจียลงบนแท่นศิลาปราณหยกขาวอย่างทะนุถนอม ทันทีที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มสัมผัสกับศิลา ปราณบริสุทธิ์ก็เริ่มแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนโดยอัตโนมัติ ช่วยพยุงลมหายใจที่รวยรินให้มั่นคงขึ้นเล็กน้อย ทว่ามันไม่อาจซ่อมแซมรากฐานที่แหลกสลายได้
"พวกเราทำได้เพียงปกป้องเขาอยู่ภายนอก" เย่ปิงอวิ๋นกล่าวเสียงแผ่วเบา วิถีพฤกษาของนางแม้จะเก่งกาจในการเยียวยา ทว่าความเสียหายของอาเจียนั้นลึกซึ้งถึงระดับแก่นวิญญาณและโครงสร้างแห่งมรรคา "เขาต้องตื่นขึ้นมา และรื้อถอนเส้นสายปราณของตนเอง เพื่อประกอบมันขึ้นมาใหม่... หากเขาทำไม่สำเร็จ การบำเพ็ญเพียรในชาตินี้ของเขาย่อมสิ้นสุดลง"
หุ่นกลศิลาก้าวเดินออกไปยืนประจำการที่ขอบแท่นศิลา ดวงตาอัญมณีวิญญาณของมันทอประกายสีคราม เฝ้าระวังภัยอันตรายที่อาจแฝงตัวอยู่ในความมืดอย่างเงียบเชียบ สหายทั้งสี่ต่างแยกย้ายกันไปหามุมสงบของตนเองบนลานหยกดำหยกขาว เพื่อเข้าสู่สมาธิ พวกเขาตระหนักดีว่า การจะเป็นกำลังให้แก่อาเจียได้ในอนาคต พวกเขาเองก็ต้องขัดเกลาเจตจำนงและยกระดับขอบเขตพลังของตนเองให้สูงขึ้น
เวลาในหุบเหวแห่งกาลเวลา ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่าหนักอึ้ง
หนึ่งเดือนผ่านไป สองเดือนผ่านไป... ร่างที่ทอดนอนอยู่บนแท่นศิลาปราณหยกขาวยังคงนิ่งสนิท
จนกระทั่งย่างเข้าสู่เดือนที่หก นิ้วมือขวาของอาเจียพลันกระตุกเบาๆ
ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ปิดสนิทมาเนิ่นนาน ค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีดำสนิทไร้ตาขาวจ้องมองไปที่ความว่างเปล่าเบื้องบน ความรู้สึกแรกที่โถมเข้าใส่สติสัมปชัญญะของเขา คือความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ราวกับมีมดนับล้านตัวกำลังกัดกินไขกระดูก เส้นชีพจรที่เคยเป็นดั่งแม่น้ำกว้างใหญ่ บัดนี้แห้งขอดและเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว
อาเจียไม่ได้ส่งเสียงร้องคราง เขาเพียงขบกรามแน่น พยายามบังคับจิตสัมผัสให้สำรวจเข้าไปในจุดตันเถียนของตนเอง
ภาพที่ปรากฏในห้วงวิญญาณทำให้เขาต้องรู้สึกหนาวเหน็บ ทารกวิญญาณสูญตาที่เคยมั่นคง บัดนี้มีรอยร้าวลากยาวตั้งแต่กลางหน้าผากจรดหน้าอก อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬที่เคยหมุนวนอย่างสง่างาม บัดนี้หยุดนิ่งและริบหรี่ราวกับเปลวเทียนกลางพายุ
'ข้าฝืนใช้กฎเกณฑ์ที่ข้ายังไม่เข้าใจถ่องแท้...' อาเจียรำพึงในใจ ความเย่อหยิ่งที่เกิดจากการทะลวงขั้นขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี 'ค่ายกลมายาสะท้อนเงาโลหิต แม้จะสังหารศัตรูได้ แต่มันก็เกือบจะทำลายรากฐานเต๋าของข้าไปพร้อมกัน ข้าเห็นเพียงผลลัพธ์ ทว่าละเลยความมั่นคงของโครงสร้าง'
อาเจียค่อยๆ พยุงร่างอันบอบช้ำลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลาหยกขาว ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความยากลำบาก เลือดที่คั่งค้างในอกถูกขากออกมาเป็นลิ่มสีดำคล้ำ
เขาหลับตาลง ไม่ได้รีบเร่งเดินลมปราณเพื่อรักษาบาดแผล เพราะเขารู้ดีว่าการฝืนยัดเยียดปราณเข้าไปในชีพจรที่แตกร้าว มีแต่จะทำให้มันระเบิดออก อาเจียเลือกที่จะ 'ทำความเข้าใจ' กับความเสียหายนั้นอย่างละเอียด
'วิถีแห่งหมื่นอักขระ มิใช่วิชาที่เน้นแต่การทำลายล้าง ทว่ามันคือการอ่านและเขียนสัจธรรมแห่งฟ้าดิน'
ในความเงียบสงบของหุบเหวแห่งกาลเวลา อาเจียเรียกพู่กันนิรันดร์ออกมา ด้ามพู่กันสีดำทะมึนที่สลักลวดลายบรรพกาล สัมผัสกับฝ่ามือที่สั่นเทาของเขา ความอบอุ่นสายหนึ่งถ่ายทอดจากจิตวิญญาณขององค์หญิงน้อยภายในพู่กัน เข้าสู่จิตใจของเขา เป็นการปลอบประโลมที่ไร้ถ้อยคำ ทว่าลึกซึ้งยิ่งนัก
เบื้องหน้าของอาเจีย เขากำหนดจิตวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นมากลางอากาศธาตุ มันคือสัญลักษณ์แห่งมหาภาวะซวี หรือความว่างเปล่าที่เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของสรรพสิ่ง
ทว่าครั้งนี้ อาเจียไม่ได้ใช้มันเพื่อโจมตี เขาวาดมันขึ้นมาเพื่อเป็น 'กระดานชนวน'
วงกลมโปร่งใสลอยอยู่เบื้องหน้า ลึกลงไปในความกลวงเปล่าของวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเลือนราง บางคราสว่างไสวเปล่งประกายสีดำลึกล้ำ บางคราก็จางหายกลืนไปกับความว่างเปล่า มันสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เสถียรในจิตใจและรากฐานของอาเจียเอง
"อักขระ คือตัวแทนของเจตจำนง" อาเจียเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าหนักแน่น "หากข้าปรารถนาจะซ่อมแซมเส้นชีพจร ข้าต้องเข้าใจโครงสร้างของเส้นสายปราณเสียก่อน ข้าเคยคิดว่าการแบ่งแยกเส้นปราณให้เล็กที่สุดคือความสำเร็จ แต่ความจริงแล้ว ความแข็งแกร่งของเส้นด้าย มิได้อยู่ที่ความเล็กบาง ทว่าอยู่ที่ 'การถักทอ'"
อาเจียนำเศษแผ่นศิลาจารึกโบราณที่เขาเก็บมาจากการรื้อถอนค่ายกลของวิหารเทพ ออกมาวางเรียงรายเบื้องหน้า รวมถึงเศษซากอักษรที่มู่เฉินเคยจารึกไว้ให้เป็นตัวอย่าง เขาไม่รีบร้อนที่จะซ่อมแซมร่างกาย แต่เขาเริ่มเข้าสู่สภาวะแห่งการ 'ศึกษา' อย่างแท้จริง
วันเวลาในหุบเหวแห่งกาลเวลาไหลผ่านไปอย่างไร้ความหมาย อาเจียจมดิ่งอยู่กับกองแผ่นศิลาจารึกและสมการอักขระ
เดือนที่สิบ เขาลองวาดอักขระธาตุพฤกษา เพื่อกระตุ้นพลังชีวิตในร่างกาย ทว่าโครงสร้างอักขระที่เขาวาดขาดความยืดหยุ่น ทันทีที่มันสัมผัสกับเส้นชีพจรที่แตกร้าว อักขระนั้นก็สลายตัวไป
เดือนที่สิบห้า เขาวิเคราะห์ความผิดพลาด พบว่าปราณสูญตาของเขามีลักษณะ 'กลืนกิน' โดยธรรมชาติ หากเขาวาดอักขระด้วยปราณสูญตาโดยตรง มันจะกลืนกินเจตจำนงของธาตุอื่นจนหมดสิ้น เขาต้องเรียนรู้ที่จะใช้อักขระหลิง (零) เป็นเพียง 'รากฐาน' แล้วสร้างขอบเขตให้ธาตุอื่นได้แสดงผล
การทดลองล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า อาเจียกระอักเลือดนับครั้งไม่ถ้วน ร่างกายผ่ายผอมลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งทอประกายคมกล้าและสว่างไสวขึ้นทุกวัน
เขาเลิกมองโลกด้วยสายตาของพ่อค้าที่แสวงหากำไร เขาเลิกประเมินค่าทุกสิ่งเป็นทรัพยากร ทว่าเขามองโลกเป็นเครือข่ายของเส้นสายแห่งเต๋า ที่สอดประสานและพึ่งพาอาศัยกัน
ปีที่สามในหุบเหวแห่งกาลเวลา
อาเจียไม่ได้วาดอักขระใดๆ ลงบนอากาศ เขาเพียงนั่งหลับตา มือขวาวางพาดบนเข่า นิ้วชี้เคาะจังหวะเบาๆ เขาพักการทดลองทางกายภาพ และเข้าสู่การจำลองโครงสร้างในห้วงวิญญาณ
'ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด คืออดีตของตนเอง...' คำกล่าวของนักพรตหมื่นอีแปะ ดังก้องขึ้นในความทรงจำ
อาเจียปล่อยให้ความเงียบงันพาเขากลับไปสู่วัยเยาว์อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้มองภาพแผ่นหลังของบิดามารดาที่เดินจากไปด้วยความโกรธแค้นหรือความหวาดกลัว เขามองเห็นรอยเท้าที่ย่ำลงบนหิมะ มองเห็นความสั่นไหวของไหล่บางๆ ของมารดาก่อนที่นางจะหันหลังกลับ
'การผลักไส มิใช่การเกลียดชังเสมอไป' อาเจียพึมพำในห้วงสมาธิ 'บางครั้ง การตัดสายสัมพันธ์ ก็เพื่อสร้างพื้นที่ให้ชีวิตใหม่ได้เติบโต... เหมือนกับการปล่อยให้กระดาษว่างเปล่า เพื่อรอรับรอยหมึกที่งดงามที่สุด'
เมื่อจิตใจคลายความผูกมัดจากบาดแผลในอดีต อาเจียสัมผัสได้ถึงความเบาสบายที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนหยุดสั่นไหว รอยแตกร้าวบนหน้าผากของมันเริ่มสมานตัวด้วยตัวเองอย่างเชื่องช้า
ในวินาทีนั้นเอง อาเจียตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของวิถีแห่งอักขระ
"สรรพสิ่งมิได้ถูกเชื่อมโยงด้วยความกดดัน แต่ถูกเชื่อมโยงด้วย 'ความสอดคล้อง'"
อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาแห่งความว่างเปล่าบัดนี้สงบนิ่งดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น เขายกพู่กันนิรันดร์ขึ้นอีกครั้ง
สัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ถูกวาดขึ้นเบื้องหน้า ลึกลงไปในความกลวงเปล่า อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้น ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้สว่างวาบหรือริบหรี่ แต่มันดำรงอยู่อย่างมั่นคง สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจเขา
อาเจียดึงเส้นด้ายปราณที่ละเอียดดุจใยแมงมุมออกมาจากอักขระหลิง เขาไม่ได้ใช้มันวาดเป็นตัวอักษรเพื่อโจมตี แต่เขาใช้มันเป็น 'เข็ม'
เขาควบคุมเส้นด้ายปราณนั้น แทงทะลุเข้าไปในร่างกายของตนเอง!
ความเจ็บปวดจากการนำปราณแทรกซึมเข้าสู่ชีพจรที่แตกร้าว รุนแรงยิ่งกว่าการถูกกระบี่แทงนับร้อยเท่า อาเจียขบกรามจนเลือดไหลซึม ทว่ามือของเขานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความลังเล
เขาเริ่ม 'เย็บ' เส้นชีพจรของตนเอง!
การเย็บเส้นชีพจรด้วยเส้นสายแห่งปราณสูญตา ต้องอาศัยสมาธิและความแม่นยำระดับที่ผิดพลาดไม่ได้แม้แต่เสี้ยวอนุภาค อาเจียใช้อักขระหลิง (零) เป็นตัวผสานรอยต่อ เปลี่ยนความว่างเปล่าให้กลายเป็นสะพานเชื่อมพลังลมปราณที่ขาดหาย
หนึ่งเส้น... สองเส้น... สิบเส้น... ร้อยเส้น...
เวลาไหลผ่านไปอย่างไม่แยแส ปีที่สี่ ปีที่ห้า ปีที่หก...
กระบวนการนี้กินเวลายาวนานอย่างเหลือเชื่อ ทว่าอาเจียไม่แสดงความร้อนรน เขาจมดิ่งอยู่ในภวังค์แห่งการสร้างสรรค์ ทุกรอยตะเข็บที่เขาทะลวงผ่าน คือการทำความเข้าใจโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นค่ายกลที่ฟ้าดินประทานมาให้
จนกระทั่งย่างเข้าสู่ปีที่เจ็ด ในหุบเหวแห่งกาลเวลา
ตึง!
เสียงสั่นสะเทือนแผ่วเบาดังขึ้นจากภายในร่างกายของอาเจีย เส้นชีพจรเส้นสุดท้ายถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์!
ทว่ามันมิใช่การซ่อมแซมให้กลับไปเป็นดั่งเดิม เส้นชีพจรทั้งหมดของอาเจียบัดนี้ เปล่งประกายสีเงินยวงลึกลับ มันถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างด้วยวิถีแห่งหมื่นอักขระ ความกว้างขวางของมันอาจไม่เท่าเดิม แต่มันแฝงไปด้วยความเหนียวแน่นและความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดินอย่างถึงขีดสุด
จุดตันเถียนที่เคยมีรอยร้าว บัดนี้ถูกเคลือบด้วยอักขระหลิงนับหมื่นตัวที่เรียงร้อยต่อกันเป็นเกราะป้องกัน ทารกวิญญาณสูญตาลืมตาขึ้น มันดูเติบโตขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายของปราณเซียนแท้ที่แผ่ออกมา บริสุทธิ์และสงบเงียบจนน่าสะพรึงกลัว
อาเจียพ่นลมหายใจยาว ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแข็งกร้าว ความลุกลน และความหน้าเงินที่เคยเป็นดั่งเกราะหุ้มภายนอก ถูกกะเทาะออกไปจนหมดสิ้น บุรุษที่นั่งอยู่บนแท่นศิลาปราณหยกขาวในยามนี้ แผ่กลิ่นอายของผู้ทรงปัญญา ผู้ที่เข้าใจในมรรคาแห่งฟ้าดิน และพร้อมที่จะใช้พู่กันในมือ จารึกกฎเกณฑ์บทใหม่ลงบนวัฏสงสาร
"รากฐานได้รับการซ่อมแซมและยกระดับแล้ว..." อาเจียกำมือเบาๆ สัมผัสถึงพลังปราณที่ไหลเวียนอย่างราบรื่นและเปี่ยมด้วยเจตจำนง "ระดับพลังยังคงเป็นขีดสุดแห่งวิญญาณแรกเริ่ม ทว่าความเข้าใจในอักขระของข้า ก้าวล่วงไปไกลกว่าเดิมนับร้อยเท่า"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า สายตากวาดมองไปยังมุมต่างๆ ของลานกว้าง
ตลอดเจ็ดปี (ในมิติแห่งนี้) สหายของเขามิได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
ฉินมู่หลางนั่งนิ่งสงบดุจรูปสลัก ทว่ารอบกายของยอดกระบี่ผู้นี้ กลับมีรอยแยกมิติขนาดเล็กที่เกิดจากปราณกระบี่ที่เฉียบคมจนถึงขีดสุด เขาได้หลอมรวมเจตจำนงกระบี่ของตนเองเข้ากับความว่างเปล่า ยกระดับจากความรุนแรงสู่ความไร้รูป
หลินชิงเสวี่ย ผู้มีโสตสวรรค์ นั่งฟังเสียงสะท้อนของกาลเวลา กลิ่นอายของนางเยือกเย็นและลึกล้ำประดุจห้วงน้ำลึก นางกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มเข้าสู่ขอบเขตแยกวิญญาณ
เย่ปิงอวิ๋นและเฟิงอี้หราน ต่างก็จมดิ่งอยู่ในวิถีแห่งเต๋าของตนเอง เพลิงอัคคีบรรพกาลของเฟิงอี้หรานมิได้บ้าคลั่งอีกต่อไป ทว่ามันถูกบีบอัดจนกลายเป็นเปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ที่แฝงพลังทำลายล้างมหาศาล ส่วนเย่ปิงอวิ๋นได้ผสานวิถีพฤกษาเข้ากับวิถีแห่งการฟื้นฟูจนถึงระดับที่สามารถกระตุ้นพลังชีวิตจากความว่างเปล่าได้
'พวกเขาทุกคนกำลังก้าวเดินบนมรรคาของตนเอง' อาเจียยิ้มบางๆ 'เมื่อวิกฤติมาเยือน ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เลือกว่าจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร'
หุ่นกลศิลาขุนพลคู่ใจ สัมผัสได้ถึงการฟื้นคืนพลังของผู้เป็นนาย มันหันหน้ามาและคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างเงียบเชียบ เป็นการแสดงความภักดีที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
อาเจียเดินเข้าไปแตะไหล่ศิลาของมันเบาๆ "ลำบากเจ้าแล้ว ขุนพล"
เขาเงยหน้าขึ้นมองความมืดมิดเบื้องบน ทะลุผ่านบันไดหินสีขาวขุ่น ทะลุผ่านผิวน้ำทะเลสาบกระจกเงา สายตาของเขามองออกไปไกลแสนไกล ถึงเวลาที่ต้องกลับขึ้นไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
เวลาในหุบเหวแห่งกาลเวลาผ่านไปเจ็ดปี ทว่าในโลกภายนอก เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงเจ็ดวัน
เจ็ดวันแห่งความเงียบงัน สำหรับวิหารเทพอนันตกาลแล้ว มันคือการตบหน้าฉาดใหญ่ การตายของเงาโลหิตที่หนึ่ง เป็นเสมือนการประกาศสงครามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง กองทัพที่แท้จริงของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่า และอาจรวมถึงระดับผสานร่าง ย่อมกำลังระดมพลเพื่อกวาดล้างดินแดนอุดรทิศ
"การศึกษาและการซ่อมแซมรากฐานเสร็จสิ้นแล้ว" อาเจียเอื้อนเอ่ย เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วลานหยกดำหยกขาว ปลุกสหายทุกคนให้ตื่นจากสมาธิ "หนทางแห่งวิถีหมื่นอักขระ ไม่อาจบรรลุได้ด้วยการนั่งหลับตาอยู่แต่ในหุบเหว... เรามีค่ายกลที่ต้องรื้อถอน มีเจตจำนงที่ต้องสลักลงบนแผ่นฟ้า และมีสัจธรรมจอมปลอมที่รอให้พวกเราไปทำลาย"
ฉินมู่หลางลืมตาขึ้น ประกายกระบี่ในดวงตาสว่างวาบ เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับกระชับด้ามกระบี่ "เจตจำนงของข้าพร้อมแล้ว อาเจีย ไม่ว่าเบื้องบนจะส่งเซียนมนุษย์หรือราชันย์เทวะลงมา ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ เบิกทางให้แก่มรรคาของพวกเรา"
หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงอี้หราน ลุกขึ้นยืนเคียงข้าง แววตาของทุกคนปราศจากความลังเลและหวาดกลัว
"เช่นนั้น... ก็จงกลับไปขึ้นเรือกันเถิด" อาเจียสะบัดแขนเสื้อคลุมสีเทา พู่กันนิรันดร์ในมือเปล่งประกายสีเงินยวง "มหานาวาปราณสูญตา หลับใหลอยู่ใต้ผิวน้ำมานานเกินไปแล้ว... ถึงเวลาที่มันจะสยายปีก และทำให้ทั่วทั้งทวีปต้องจดจำนามแห่ง ราชันหมื่นอักขระ อย่างแท้จริงเสียที!"
บุรุษผู้ละทิ้งความงกและบาดแผลในอดีต กำลังจะก้าวขึ้นจากหุบเหวแห่งกาลเวลา พร้อมกับความเข้าใจในโครงสร้างแห่งฟ้าดินที่เหนือกว่าผู้ใด การต่อสู้ครั้งต่อไป จะมิใช่การปะทะด้วยกำลังดิบเถื่อน ทว่ามันจะเป็นการร่ายรำของเส้นสายอักขระ ที่จะฉีกกระชากทุกกฎเกณฑ์ของวิหารเทพอนันตกาลให้แหลกสลายเป็นผุยผง!