ทุกคนบนยอดเขาแทบจะสำลักน้ำลายตายราชาน้อยพูดแบบนี้คงไม่ดีมั้งอย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีบุคลิกของคนเป็นเชื้อพระวงศ์สักนิดก็ยังดีจะมาทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้แบบนี้ได้อย่างไร?
หรือว่าเขาถูกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้เลอะเลือน?
มันก็ไม่น่าแปลกใจเลย ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของตัวเองกลับเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นไม่เพียงพิธีราชาภิเษกถูกทำให้เป็นเรื่องตลกชวนหัวเราะแม้แต่คู่หมั้นและเหล่าทหารที่จงรักภักดีที่สุดของตัวเองก็ยังต้องตายอย่างน่าอนาถหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ได้เจอเหตุการณ์แบบนี้คงกระอักเลือดตายด้วยความโกรธแค้น แค่กลายเป็นบ้าก็ถือว่าเบาที่สุดแล้ว
มอดริชหัวเราะออกมาเสียง “อเล็กซานเดอร์แม้ว่าเจ้าจะแกล้งตายและหลบหนีไปได้อีกครั้ง แต่เจ้าจะทำอะไรได้? หรือเจ้ามันปัญญาอ่อนที่คิดว่าตัวเองยังสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อีก?”
เขายิ้มอย่างลำพองใจ ทันใดนั้นเขาก็ยกมือมาลูบหน้าตัวเอง
เห็นระลอกแสงระยิบระยับสีฟ้าเปล่งประกายขึ้นมาจากนั้นกลิ่นอายเวทมนตร์ธาตุไม้ก็ค่อยๆ แผ่กระจายขึ้นปกคลุมทั่วใบหน้า เมื่อแสงสว่างแผ่ปกคลุมใบหน้าจนมิด ใบหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป ไม่ใช่ใบหน้าขององค์ชายมอดริชแห่งเล็กซัสที่มักจะมีรอยยิ้มน้อยๆ และมีอุปนิสัยอ่อนโยนคนนั้นแต่กลายเป็นคนแปลกหน้าอีกคนที่ซุนเฟยไม่เคยเห็น
“มนตร์มายาธาตุไม้!” ทุนคนต่างตกใจ
“เขาคือ ‘นักเชือด’ ที่มีนามว่าซานโดร...เป็นอัศวินคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้คำสั่งขององค์ชายรองโดมิงเกวซข้าเคยเห็นเขา...” มีบางคนที่จำหน้าได้ก็พลันอุทานถึงสถานะของชายแปลกหน้าคนนี้
เมื่อได้ยินคนอุทานชื่อของตัวเอง ใบหน้าของซานโดรก็ปรากฏความลำพองใจออกมา “ฮ่าๆๆ อเล็กซานเดอร์ตอนนี้เจ้าคงเข้าใจแล้วสินะว่า ทำข้าถึงได้ช่วยท่านแพรีสแล้วคงเข้าใจแล้วล่ะสิว่าทำไมสองคนนั้นถึงยังมีชีวิตอยู่?”
ด้านหลังของซานโดร ปรากฏร่างของชายสองคนที่ควรจะตายไปแล้วยืนอยู่
นั่นก็คือฮาซึงจินนักรบธาตุดิน และองค์ชายโอบินนาแห่งอาณาจักรเธรซ
เมื่อสองวันก่อนฮาซึงจินลอบโจมตีซุนเฟยแต่ก็ไม่สำเร็จ และยังถูกซุนเฟยไล่สังหารเหมือนทุบหนูตัวหนึ่งจนมาถึงคฤหาสน์รับรองของอาณาจักรเล็กซัสแต่สุดท้ายมันก็ฆ่าตัวตายด้วยพิษ และหลังจากนั้นโอบินนาก็ถูกยอดฝีมือลึกลับบางคนสังหารในคฤหาสน์รับรองในเมืองแซมบอร์ด
แต่ตอนนี้พวกเขากลับยังมีชีวิต
ใบหน้าของทั้งสองคนเผยรอยยิ้มหยอกล้อและลำพองใจแน่นอนว่ายังแฝงไปด้วยสายตาอาฆาตขณะจับจ้องมาที่ซุนเฟย ราชาที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของพวกเขาแต่กลับทำให้พวกเขาจำเป็นต้อง ‘ตาย’ และเกือบจะทำให้แผนขององค์ชายโดมิงเกวซแตก
“ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ในคืนวันนั้นเป็นเจ้าที่ส่งคนไปแจ้งคณะทูตอาณาจักรเธรซไว้ล่วงหน้าทำให้พวกเขาจัดฉากว่าทุกคนในคณะทูตและองค์ชายโอบินนาถูกสังหาร จากนั้นก็ฉวยโอกาสที่ข้ากำลังค้นหาเบาะแสในคฤหาสน์รับรองอาณาจักรเธรซก็หาคนมาเป็นตัวตายตัวแทนฮาซึงจินเพื่อหลอกข้า ใช่หรือไม่?” สีหน้าของซุนเฟยเหมือนเพิ่งเข้าใจ
“ในที่สุดเจ้าก็เลิกโง่สักที”องค์ชายโอบินนาแห่งอาณาจักรเธรซแสยะยิ้มเย็นชาขณะที่ก้าวมายืนด้านหน้า
“พูดก็พูดเถอะ ข้าก็เคยสงสัยนักว่า พวกเจ้าสามารถสังหารคนกว่าสองร้อยคนได้อย่างไร ในเมื่อบางส่วนก็เป็นถึงนักรบระดับดาวความจริงแล้วในรัศมีหนึ่งพันเมตรไม่มีทางที่ข้าไม่รับรู้ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง...” ซุนเฟยลูบคางตัวเองก่อนจะกรอกตาไปมาครู่หนึ่ง“แต่พวกเจ้าช่างโหดร้ายจริงๆ สังหารทหารและคนคุ้มกันของตัวเองได้ลงคอเพียงเพราะกลัวข้าค้นพบอะไรบางอย่าง...เฮ้อมารดามันเถอะเดรัจฉานยังดีกว่าพวกเจ้าเลย”
“กลัวเจ้า? ไอ้ปัญญาอ่อน เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครท่านแพรีสเพียงกลัวว่าองค์หญิงจะฉุดคิดและคาดเดาอะไรบางอย่างออกจึงจงใจกระจายควันนี้ออกไปเท่านั้น” โอบินนามองซุนเฟยเหมือนมองคนปัญญาอ่อนเขาหัวเราะอย่างเหยียดหยาม “ราชาน้อย เจ้ากังวลแค่เรื่องของตัวเองเถอะวันนี้เมืองแซมบอร์ดจะต้องถูกลบหายไปจากแผนที่ ประชาชนของเจ้าทุกคนจะต้องตายเมืองของเจ้าจะต้องมอดไหม้ และเจ้าจะถูกโยนลงไปในแม่น้ำจูลี่เพื่อเป็นอาหารปลา!”
เมื่อถูกด่าว่าแย่ยิ่งกว่าเดรัจฉานใบหน้าขององค์ชายโอบินนาจึงดุร้ายยิ่งกว่าเดิม
ในตอนนั้นเอง ทุกคนก็คาดไม่ถึงว่าแพรีสจะก้าวเข้ามาด้านหน้าหนึ่งก้าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเหนือความคาดหมายของทุกคน“องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ข้าต้องยอมรับว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะที่มีศักยภาพมาก หากเจ้ายอมสาบานสวามิภักดิ์รับใช้องค์ชายโดมิงเกวซ วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าแม้แต่เมืองแซมบอร์ดของเจ้าก็ยังรักษาไว้ได้และเจ้าก็ยังสามารถเป็นราชาต่อได้ ข้ารับประกันว่าในการซ้อมรบระหว่างอาณาจักรบริวารหลังจากนี้อีกสองเดือนเมืองแซมบอร์ดสามารถเลื่อนระดับเป็นอาณาจักรบริวารระดับสามได้”
“ฮ่าๆๆๆ...”
ซุนเฟยได้ยินดังนั้นก็พลันหัวเราะออกมาจนน้ำหูน้ำตาไหลพลางตบต้นขาตัวเอง“นี่ยัยป้า นี่คือเจ้ากำลังให้ทานข้า? หรือว่า...ฮิๆ หรือว่าเจ้ากลัวเล่า?” ซุนเฟยพูดถึงตรงนี้ก็ไม่รอให้แพรีสได้พูดอะไรต่อ เขาก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุร้าย รอยยิ้มเหือดหายดวงตาก็พลันโกรธเกี้ยวขึ้นมาก่อนจะชี้หน้าพูดว่า “ถุยจะองค์ชายโดมิงเกวซบัดซบอะไรนั่น หรืออาณาจักรบริวารระดับสาม ถ้าบิดาต้องการ มีหรือบิดาจะเอามาด้วยตัวเองไม่ได้? ยังต้องพึ่งพาเศษทานที่พวกเจ้าให้มาด้วยหรือ? วันนี้บิดาชักหงุดหงิดขึ้นมาแล้วสิ ไอ้เวรที่ไหนก็อย่าคิดจะลงไปจากยอดเขาตะวันออกแห่งนี้อย่างมีชีวิตหากบิดาไม่อนุญาต!”
ประโยคสถบด่านี้ทำให้ทุกคนบนยอดเขาต่างมึนงง
แม้แต่องค์หญิง ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ อาร์ชาวิน หรือแม้แต่แพรีส ทั้งสามคนก็ยังตะลึงงันกับความหยาบเถื่อนนี้
หลายวันมานี้สภาพจิตใจของซุนเฟยห่อเหี่ยวมากแล้ววันนี้ก็ยังมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นบนยอดเขาตะวันออกอีก ทำให้ซุนเฟยอยากระบายอารมณ์ออกมา ตอนนี้องค์ราชาน้อยก็ได้ระเบิดอารมณ์ออกมารวดเดียว
เขาเอามือเท้าเอวแล้วตะโกนด่าออกมาอย่างฉุนเฉียว
“เวรเอ๊ย! บุคลิกราชาตูดหมาอะไร มารยาทชนชั้นสูงบ้าอะไร ไสหัวไปตายข้างๆ บิดาซะ ไม่เลวเลยนี่ พวกเจ้าต่างเป็นคนใหญ่คนโต เป็นโคตรเหง้าที่ยิ่งใหญ่ พวกเจ้าก็ผายลมดูสิเผื่อทำลายเมืองแซมบอร์ดของบิดาได้ ฮึ นึกอยากมาฆ่ากันในที่ของบิดาก็มา แล้วยังคิดจะทำลายอาณาจักรของบิดา สังหารประชาชนอีก เยี่ยม เยี่ยมมาก พวกเจ้าทั้งแปดคนเป็นใหญ่มากใช่ไหม ฮึๆๆ วันนี้แหละ บิดาจะทำให้คนใหญ่คนโตที่สูงส่งอย่างพวกเจ้าได้เห็นว่าคนตัวเล็กๆ เช่นบิดาทำอะไรได้บ้าง”
ซุนเฟยโมโหจนเลือดขึ้นหน้า
เมื่อเขาด่าจบ ก็ไม่รอให้คนอื่นได้ทันตั้งตัวร่างก็กะพริบหายไปจากที่เดิม เพียงเสี้ยววินาทีร่างก็กลายเป็นเงาลอยอยู่กลางอากาศสองมือกำอากาศหลวมๆ จากนั้นก็เกิดประกายแสงสว่างหนึ่งเขียวหนึ่งม่วงสองสีออกมาขวานคู่ม่วงเขียวก็ปรากฏขึ้นในมือของซุนเฟย
“ฮ่าๆๆ บิดาจะเก็บดอกเบี้ยก่อน!”
ซุนเฟยหัวเราะอย่างสะใจ ขวานคู่ม่วงเขียวในสายตาของทุกคนได้เหวี่ยงออกไปเป็นเส้นสายรุ้งที่สวยงาม พุ่งตรงไปที่ซานโดรและอีกสองคน...
ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายได้มีเวลาดึงดาบออกจากเอว
เวลาเลือดขึ้นหน้า ทุกคนก็ดูเหมือนจักรพรรดิ
บนยอดเขาตะวันออก ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าภายใต้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองแบบนี้ราชาน้อยที่ดูโมโหจนเลือดขึ้นหน้าจะกล้าเป็นคนเริ่มลงมือก่อน
เมื่อเห็นขวานคู่ม่วงเขียวโจมตีมาโอบินนาและฮาซึงจินก็พากันแสยะยิ้มเย็นชา ชักอาวุธออกมาเตรียมจะตอบโต้กลับพวกเขาก็เป็นนักรบระดับสี่ดาวเหมือนซุนเฟยสองรุมหนึ่งแบบนี้ยังมีอะไรต้องกลัวอีกอย่าง พวกเขาคิดจะแสดงท่าทางจงรักภักดีต่อว่าที่จักรพรรดิโดมิงเกวซในอนาคตให้แพรีสที่ยังคงอึ้งกับคำพูดหยาบคายขององค์ราชาน้อยได้เห็น
แต่
ว้าก!!!
เสียงตะโกนจนสะเทือนไปทั่วแผ่นดินดังไปทางสองคนนั้นคลื่นเสียงขนาดใหญ่ที่น่าทึ่งได้ทะลวงผ่านร่างของพวกเขาทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาสั่นคลอน เพียงเสี้ยววินาทีความกลัวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนได้ผุดขึ้นมาเหมือนแม่น้ำที่กำลังถาโถมเข้ามาในหัวของพวกเขา ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างขึ้นทั้งร่างเริ่มสั่นขึ้นมา...
จากนั้นประกายแสงคมขวานก็สว่างขึ้น
ปึ้ด ปึ้ด!
หัวของทั้งสองคนพลันลอยขึ้นไปบนฟ้าพร้อมๆ กับหยาดโลหิตที่พุ่งออกมาเป็นสาย
ตุบ ตุบ!
ศพไร้หัวของฮาซึงจินและโอบินนาก็ล้มลงกับพื้น
หยดเลือดจากใบขวานคู่ม่วงเขียวก็ค่อยๆ ไหลลงบนพื้นทีละหยด จังหวะที่เลือดตกลงบนพื้น มันหยดเป็นรูปดอกไม้ที่ดูสวยงามแปลกตา
และไม่มีใครคาดคิดว่าเพียงชั่วพริบตาราชาน้อยที่ดูเหมือนได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย จะพุ่งเข้าไปบั่นคอยอดฝีมือตกตายได้ถึงสองคน
ซู้ด!
เสียงสูดลมหายใจที่ดังขึ้นมาอย่างชัดเจนได้ทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบบนยอดเขาตะวันออกทุกคนรู้สึกหนาวยะเยือกตั้งแต่หัวจรดหาง!
แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ก!
เสียงร้องแหลมดังขึ้น
เสียงฝูงนกกินเนื้อจำนวนมากที่บินผ่านแสงสีทองของพระอาทิตย์ เหมือนทะเลเมฆที่สวยงามบินเข้ามายังภูเขาพวกมันกางปีกรวมฝูงกันคล้ายเมฆมืดครึ้ม กลิ่นเลือดที่ลอยคลุ้งไปทั่วยอดเขาตะวันออกเรียกให้พวกมันเข้ามา
“ฮิๆ บิดาค่อยรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย!”
ซุนเฟยยกเท้าขึ้นมาแล้วเช็ดเลือดจากใบขวานของขวานคู่ม่วงเขียวจากนั้นก็บิดขี้เกียจเล็กน้อย แล้วเตะศพของฮาซึงจินและโอบินนาก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างพลางหัวเราะออกมาอย่างพอใจ “คราวนี้พวกมันตายจริงๆ แล้วใช่เปล่า? ฮ่าๆ ถ้าไม่ ก็ลุกขึ้นมาให้บิดาดูหน่อยเร็ว?”
“อ๊า!!!”
‘นักเชือด’ ซานโดรที่ก่อนหน้านี้ปลอมตัวเป็นองค์ชายมอชริดแห่งอาณาจักรเล็กซัส เขาแหกปากร้องขึ้นมาเหมือนคนโดนไม้เสียบตูด มันลนลานถอยหลังหนีไปคนที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘นักเชือด’ ช่างมีความกล้าหาญเท่าเข็มจริงๆไม่ช้ามันก็ฉี่ราดออกมา ตะเกียกตะกายไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของแพรีสท่าทางหยิ่งผยองลำพองใจยามลอบโจมตียอดฝีมือทั้งสองคนเมื่อครึ่งนาทีก่อนหายไปไหนหมดแล้วเล่า?
ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง!
ท่าทางของซุนเฟยไม่มีตรงไหนที่ดูเป็นยอดฝีมือสักนิดเขายิ้มพลางหัวเราะเหมือนอันธพาลครองตลาดเขาเคาะขวานคู่ม่วงเขียว อาวุธเวทมนต์ที่ผู้คนต่างอิจฉาเบาๆ ให้เกิดเสียงดังออกมาดวงตาของเขาไม่ปิดบังความยโสของตัวเองสักนิด “เฮ้ แพรีส ข้ายังมีที่เจ๋งกว่านี้นะ เจ้าอยากดูไหม?”
---------------------------