ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 25 แก้แค้น

    หลินซีได้สติฟื้นขึ้นมาก็มองเห็นศีรษะที่มีผมดกหนาฟุบอยู่ข้างเตียงนอนของตัวเอง ตอนนี้ฉู่เฉิงกำลังนอนหลับอย่างเป็นสุข หลินซีไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มาตั้งแต่เมื่อไร แต่เธอก็ไม่อยากปลุกเขาขึ้นมา เธอเลยค่อยๆประคองตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก จากนั้นความเจ็บปวดที่ท้องก็พุ่งขึ้นมาจนทำให้หลินซีต้องร้องออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ฉู่เฉิงลืมตาขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าหลินซีได้สติขึ้นมาแล้วเขาก็รีบเรียกสติกลับมา “พี่ครับ พี่ตื่นแล้วเหรอ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”  หลินซีส่ายหน้า ฉู่เฉิงเห็นสีหน้าของหลินซีดีกว่าเมื่อวานเขาก็รู้สึกโล่งใจแล้วพูดขึ้น “เดี๋ยวผมจะไปเอาน้ำอุ่นมาให้พี่ล้างหน้านะ พี่อย่าเพิ่งขยับนะครับ” พอพูดจบเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที  หลินซีพยายามฝืนลุกขึ้นนั่ง จากนั้นไม่นานฉู่เฉิงก็ประคองน้ำร้อนเข้ามาเพื่อให้หลินซีล้างหน้าให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะยกโจ๊กเข้ามาอีกชามแล้วป้อนหลินซีด้วยตัวเอง หลินซีไม่อยากให้ฉู่เฉิงต้องมาดูแลเธอแบบนี้ ตัวเธอเป็นผู้ใหญ่กว่า จะให้เด็กคนหนึ่งมาคอยวิ่งวุ่นเพราะตัวเองได้ยังไง เธอยอมกินโจ๊กเข้าไปนิดหน่อยก่อนจะบอกให้ฉู่เฉิงไปพักผ่อนซะ พอเห็นท่าทางยุ่งวุ่นวายของฉู่เฉิงแล้ว หลินซีก็รู้สึกเหมือนพวกเธอสนิทสนมเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันมาเนิ่นนาน ฉู่เฉิงไม่รู้สึกหิว ตอนที่เพิ่งกินข้าวไปเมื่อกี้นี้เขาเห็นว่าพี่สาวเอาแต่ขมวดคิ้วอยู่ตลอด คาดว่าเธอคงจะรู้สึกเจ็บแผลเป็นแน่ ส่วนโจ๊กที่เขาทำมา พี่สาวก็กินเข้าไปแค่นิดเดียว คงเป็นเพราะร่างกายของเธอกำลังรู้สึกเจ็บปวดมากแน่นอน ฉู่เฉิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกโกรธ ในขณะที่เขากำลังแอบโกรธเกรี้ยวอยู่คนเดียว เมื่อเงยหน้าขึ้นเขาก็พบกับถังเจี้ยนกั๋วและหลิ่วชุนเยี่ยนที่กำลังเดินเข้ามา ทั้งสองคนมาเยี่ยมหลินซี พวกเขารู้จากหมอซ่งว่าหลินซีเป็นไข้ แถมเมื่อวานเธอยังถูกเตะเข้าไปอีก 1 ครั้งด้วย เดิมทีหญิงสาวคนนี้ก็ได้รับบาดเจ็บที่มืออยู่แล้ว ตอนนี้พอเธอได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก ในฐานะที่เขาเป็นผู้แทนที่ถูกส่งมาดูแลหมู่บ้านนี้ เขาก็ควรจะมาเยี่ยมเธอสักหน่อย เมื่อก้าวเข้าไปในห้องหลิ่วชุนเยี่ยนก็จับมือหลินซีขึ้นมาแล้วถอนหายใจ “เธอเนี่ยนะ ครั้งนี้ก็โชคร้ายอีกแล้ว ตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง? ฉันเอาลูกเดือยกับพุทราแดงมาด้วยนิดหน่อย เธออย่าลืมกินล่ะ คราวนี้ก็พักผ่อนให้ดีๆนะ ฉู่ต้าเกินเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เธอก็อย่าไปใส่ใจกับเขาเลย” หลินซีรีบร้อนกล่าวขอบคุณ ถังเจี้ยนกั๋วเองก็พูดปลอบเธอไปอีกหลายประโยคก่อนที่เขาจะดึงฉู่เฉิงออกไปพูดคุยกันนอกห้อง เมื่อวานถังเจี้ยนกั๋วด่าฉู่ต้าเกินไปแล้วหนึ่งชุด แต่ฉู่ต้าเกินกลับไม่รู้สึกเสียใจในการกระทำที่เขาทำร้ายหลินซีเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำเขายังตะโกนใส่หน้าถังเจี้ยนกั๋วว่าหลินซีเป็นคนหาเรื่องเองอีกด้วย ที่จริงถังเจี้ยนกั๋วบอกให้ฉู่ต้าเกินมาขอโทษหลินซีแล้ว แต่ปรากฏว่าเจ้าหมอนั่นกลับโมโหขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นตายยังไงก็ไม่มีทางมาเด็ดขาด แม้แต่เงินค่ายารักษาหลินซีก็อย่าหวังว่าเขาจะควักออกมาด้วย  ถังเจี้ยนกั๋วพูดไปก็สังเกตสีหน้าของฉู่เฉิงไป เขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการคลุ้มคลั่งของฉู่เฉิงเมื่อวานนี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าฉู่เฉิงจะก่อเรื่องขึ้นมาอีกจนทำให้เรื่องนี้ไม่จบไม่สิ้นสักที ในฐานะที่เขาเป็นผู้แทนพรรค หากเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านแพร่ออกไปคงไม่ดีแน่ ถังเจี้ยนกั๋วหวังว่าจะสามารถทำเรื่องใหญ่เรื่องนี้ให้กลายเป็นเรื่องเล็กได้ นอกจากนี้หลินซียังถือเป็นคนนอก หากเขาเข้าข้างคนนอกเขาก็คงวางตัวกับคนในหมู่บ้านไม่ถูก ดังนั้นเรื่องนี้คงได้แต่ให้ยุวฯหลินรับเคราะห์ไป ฉู่เฉิงก้มหน้าลงต่ำ เขาฟังผู้แทนฯถังอยู่เงียบๆด้วยใบหน้าไม่เปลี่ยนสี พอฟังคำพูดของถังเจี้ยนกั๋วจบแล้ว ฉู่เฉิงก็หันไปฉีกยิ้มให้ผู้แทนฯถังแล้วพูดขึ้น “พี่ไม่สนคำขอโทษของเขาหรอกครับ แล้วเราก็ไม่ได้ขัดสนค่ายาด้วย ส่วนเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาทำให้พี่สาวไม่สบายใจหรอกครับ เอาแบบนี้ก็แล้วกัน!” เมื่อรู้ว่าฉู่เฉิงต้องการจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ถังเจี้ยนกั๋วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา เขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วแอบคิดอยู่ในใจ เด็กคนนี้นับว่ารู้กาละเทศะ ถ้าเขามัวแต่กัดอีกฝ่ายไม่ปล่อยแล้วก่อเรื่องขึ้นมา ชื่อเสียงของฉู่เฉิงคงไม่ดีเหมือนกัน ถ้าฉู่เฉิงรู้ว่าผู้แทนฯถังกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจะต้องหัวเราะเยาะออกมาแน่นอน ชื่อเสียงอะไรนั่นมันกินได้หรือไง? หลังจากผู้แทนฯถังเดินจากไปแล้ว ฉู่เฉิงก็นำคำพูดของเขามาบอกเล่าให้หลินซีฟังอีกรอบ หลินซีลูบไหล่ของฉู่เฉิงแล้วพูดขึ้นมา “ช่างเถอะ ครั้งนี้พวกเราจะใจกว้างสักครั้ง ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับเขาหรอก ได้ยินว่าเธอก็ตีเขาจนเจ็บหนักไปเหมือนกันนี่ เรื่องนี้ก็ถือว่าแล้วกันไปทั้งสองฝ่ายแล้วกัน ต่อไปเธอก็คอยหลบคนบ้านนี้เอาหน่อยนะ พวกเขาไม่มีดีเลยสักคน” ฉู่เฉิงแอบคิดในใจว่าพี่สาวช่างใจกว้างจริงๆ เรื่องนี้จะถือว่าแล้วกันไปทั้งสองฝ่ายได้ยังไง พี่สาวเป็นฝ่ายต้องรับเคราะห์แท้ๆ เรื่องนี้มันยังไม่จบหรอก ความสัมพันธ์อันดีที่หลินซีคอยรวบรวมเอาไว้ตลอดเริ่มเห็นผลแล้วในตอนนี้ ตลอดทั้งวันมีคนมากมายมาเยี่ยมเยียนหลินซีและยังไม่มีใครมามือเปล่าเลยแม้แต่คนเดียว พวกเขาล้วนนำของกินมาบ้างไม่มากก็น้อยเพื่อปลอบใจหลินซีและทำให้เธอสามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจ ตอนที่หลิวเสียมาเยี่ยมหลินซี เธอถึงกับน้ำตาไหลออกมาแล้วเอาแต่บ่นว่าหลินซีวู่วามเกินไป เธอไม่ควรจะไปต่อกรกับฉู่ต้าเกินเลย หลินซีต้องฟังคำปลอบใจอยู่นานแล้วยังต้องสัญญาอีกว่าคราวหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วหลิวเสียถึงได้จากไปอย่างสบายใจ ภายในที่พักยุวปัญญาชนนอกจากวังเสี่ยวเจินและพรรคพวกทั้ง 3 คนในห้องนั้น ยุวปัญญาชนคนอื่นต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียนหลินซีทั้งนั้น ฉู่เฉิงมองหยวนเฮ่อแล้วขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย หยวนเฮ่อสัมผัสได้ว่าฉู่เฉิงกำลังจ้องมองมาที่ตัวเอง เขามีความประทับใจที่ไม่ค่อยดีเท่าไรต่อฉู่เฉิง เขาคิดว่าฉู่เฉิงเป็นลูกหมาป่าตัวหนึ่ง แต่อีกฝ่ายแค่ห่มหนังแกะไว้เท่านั้น พออยู่ลับหลังหลินซีหยวนเฮ่อจึงพูดกับฉู่เฉิงด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เรื่องยุ่งยากพวกนี้ก็เป็นเพราะนายทั้งนั้น” ฉู่เฉิงขมวดคิ้วฉับแล้วพูดขึ้นมาทันที “พี่สาวอยากจะปกป้องฉันเอง แล้วนายเกี่ยวอะไรด้วย?” “เธอปกป้องนายก็เพราะว่านายมันไม่เอาไหน เข้าใจหรือยังล่ะ?” หยวนเฮ่อ ตอกกลับไปยังไม่เกรงใจ ดวงตาฉู่เฉิงทอประกายเย็นเยียบเหมือนยังต้องการพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่หลินซีที่อยู่ในห้องก็เรียกเขาขึ้นมาเสียก่อน “ฉู่เฉิง ช่วยไปส่งทุกคนที” ฉู่เฉิงถลึงตามองหยวนเฮ่อแวบหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องพร้อมทำท่าทางเป็นเด็กดีครั้ง เมื่อทุกคนไปหมดแล้วหลินซีนก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่ได้พักผ่อนดีๆเลย เธอลูบศีรษะที่ปูดบวมของตัวเองไปมา จากนั้นฉู่เฉิงก็เดินเข้ามาช้าๆ เมื่อหลินซีเห็นว่าเขามีสีหน้าไม่ดีเท่าไรเธอจึงถามเขาออกไป “เป็นอะไรไป? อารมณ์ไม่ดีเหรอ”  ฉู่เฉิงพูดออกมาด้วยความโกรธ “คนอื่นๆมารบกวนการพักผ่อนของพี่ใช่ไหม?” หลินซีคิดว่าหลังจากที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บ เด็กคนนี้ดูกังวลกับเธอเป็นพิเศษ ทันใดนั้นเธอก็ยกยิ้มปลอกเขา “ไม่เป็นไร อีกสักพักเดี๋ยวฉันค่อยรีบนอนก็ได้ ฉันได้ยินพวกเขาบอกว่าเมื่อวานเธอตีฉู่ต้าเกินจนเจ็บหนัก แถมยังเกือบทำให้ฟันเขาร่วงด้วย ต่อไปอย่าทำแบบนั้นกับเขาอีกนะ” ก่อนหน้านี้หลินซีรู้ว่าฉู่ต้าเกินกับฉู่เฉิงต่อสู้กัน แต่วันนี้เธอเพิ่งได้รู้อย่างชัดเจนว่าตอนนั้นฉู่ต้าเกินถูกตีอย่างรุนแรงแค่ไหน และตอนนี้เขาก็ยังนอนอยู่บนเตียงอยู่เลย คาดว่าตอนนั้นฉู่เฉิงคงอารมณ์ร้อนมาก เขาถึงได้ลงมือไม่ยั้งแบบนี้  “พี่วางใจเถอะครับ ผมสู้เขาได้แน่” ฉู่เฉิงรู้สึกภูมิใจเล็กน้อย ตอนนี้เขาได้กินอิ่มนอนหลับทุกวันจนมีพละกำลังมากขึ้นแล้ว แถมร่างกายของเขายังสูงขึ้นนิดหน่อยด้วย เขาไม่ใช่เด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ถูกใครๆกลั่นแกล้งอีกแล้ว หลินซีรู้ดีว่าฉู่เฉิงอยากจะปกป้องตัวเอง แต่เธอก็ไม่อยากให้เด็กคนหนึ่งต้องตกอยู่ในอันตราย เธอกดความตื้นตันใจนั้นลงไปก่อนพูดกับเขาด้วยสีหน้าราบเรียบและน้ำเสียงเฉียบขาด “เขาเป็นผู้ใหญ่ เธอเป็นเด็ก ถ้าเขาลงมือจริงๆ เธอคงแย่ไปแล้ว ครั้งต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะ ถ้าเธอถูกทำร้ายขึ้นมาจะทำยังไง?” ฉู่เฉิงเข้าใจดีว่าหลินซีเป็นห่วงเขา แต่เขาไม่อยากให้หลินซีต้องพูดเรื่องนี้ต่อเขาจึงยกยิ้มประจบแล้วเข้าไปใกล้ๆหลินซีพร้อมพูดขึ้น “พี่ครับ ปวดหัวหรือเปล่า เดี๋ยวผมนวดให้นะ” พอพูดจบเขาก็ขึ้นไปบนคั่งแล้วใช้มือนวดคลึงลงไปบนศีรษะของหลินซีอย่างแผ่วเบา หลินซีคาดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะมีฝีมือขนาดนี้ เธอจึงถามออกไป “ไม่เลวเลยนี่ ไปเรียนมาจากใครล่ะ?” “ตอนช่วงที่ผมอยู่กับหมอซ่ง ผมก็เรียนรู้มาจากเขานิดหน่อย ถ้าพี่สาวชอบเดี๋ยวผมจะช่วยพี่นวดตลอดเลย” หลินซียกยิ้ม “เธอนี่ครูพักลักจำเอานี่นา ฉู่เฉิง ในอนาคตเธออยากเรียนหมอหรือเปล่า ฉันเห็นว่าคนที่อยู่หมู่บ้านใกล้ๆก็มาหาหมอซ่งเหมือนกัน เห็นได้ชัดเลยว่าวิชาของหมอซ่งไม่เลวเลย ถ้าเธอได้เรียนรู้มาหน่อยก็คงจะดี” “พี่ครับ ถ้าพี่อยากให้ผมเรียนอันนี้ผมก็จะเรียน” ฉู่เฉิงไม่ได้วางแผนคิดเรื่องอนาคตใดๆทั้งสิ้น  หลินซีได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นมา “แบบนั้นไม่ได้หรอก เส้นทางในอนาคตของเธอ เธอก็ต้องเลือกเดินเอง อย่าเอาแต่ฟังฉันอย่างเดียว เรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง”  แต่ฉู่เฉิงกลับยืนยันหนักแน่น “ผมจะเชื่อฟังพี่”  หลินซีไม่ได้คิดจริงจังกับคำพูดของเขา ทั้งสองคนพูดคุยสัพเพเหระไปจนหลินซีเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมา จากนั้นไม่นานเธอก็ผล็อยหลับไป  ท่ามกลางค่ำคืนมืดมิดอันเงียบสงัดอย่างที่เคยเป็น เด็กตัวน้อยคนหนึ่งเดินออกจากบ้านอีกครั้ง กลางดึกคืนนี้คนตระกูลฉู่ถูกเสียงกรอบแกรบบางอย่างปลุกให้ตื่น เมื่อพวกเขาเปิดไฟพวกเขาก็พบว่าภายในบ้านมีหนูตัวใหญ่ 2 ตัวกำลังวิ่งวุ่นไปหมดจนทำให้เป่าเอ๋อร์รู้สึกตกใจแทบตายและฉี่รดกางเกงทันที ความวุ่นวายต่างๆดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงฟ้าสางกว่าพวกเขาจะสามารถจับหนูพวกนั้นได้ จินชุ่ยเอาแต่ก่นด่าเสียงดังอยู่ภายในบ้าน ที่จริงแล้วการมีหนูเข้ามาในบ้านตามแถบชนบทไม่นับว่าเป็นอะไร ดังนั้นเรื่องนี้จึงถูกปล่อยผ่านไปทั้งอย่างนั้น กระทั่งตอนที่หลินซีเริ่มฟื้นคืนกำลัง หมู่บ้านชิงซานก็มีหิมะแรกโปรยปรายลงมา เกล็ดหิมะอันเล็กๆ ร่วงหล่นลงมามากมายแล้วกองทับถมอยู่บนพื้นดินเป็นชั้นหนาขณะที่อุณหภูมิก็ลดฮวบลงไปเช่นกัน หลินซีกลัวความหนาว เธอจึงเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหน ภายในบ้านจุดเตาไฟเอาไว้ หลินซีได้นั่งผิงมืออยู่เหนือเตาไฟแล้วใช้เปลวไฟที่กำลังลุกไหม้อบหัวมันจนกลิ่นหอมของมันเทศลอยคละคลุ้งเต็มบ้าน ฉู่เฉิงหยิบไม้กวาดออกไปกวาดหิมะด้านนอก หิมะที่กองเป็นชั้นอยู่บนพื้นทั้งสกปรกและชื้นแฉะ หลินซีเป็นคนรับความสะอาดฉู่เฉิงเลยอยากจะจัดการทำความสะอาดพวกมันให้เรียบร้อย แต่ระหว่างที่เขากำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจากที่ไกลๆ โดยมีหยวนเฮ่อเป็นผู้นำ ฉู่เฉิงหรี่ตามองหยวนเฮ่อ ในมือของหยวนเฮ่อมีปลาสดๆอยู่ตัวหนึ่ง เขายกยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยปากถามออกไป “พี่สาวของนายอยู่ในบ้านหรือเปล่า?” “นายมาทำไม?” ฉู่เฉิงถามออกไปเสียงเย็น หยวนเฮ่อไม่สนใจเขาแล้วเดินตรงเข้าไปในลานหน้าบ้านพร้อมร้องเรียกขึ้นเสียงดัง “หลินซี อยู่ไหม?” หลินซีได้ยินเสียงของเขาก็เดินออกมา จากนั้นเธอก็เห็นหยวนเฮ่อและยุวปัญญาชลชายกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาพร้อมปลาตัวใหญ่ที่กำลังดิ้นอยู่ในมือของเขา หยวนเฮ่อยกปลาในมือขึ้นแล้วพูดกับเธอ “วันนี้เรามาทำอาหารกินที่บ้านของเธอได้ไหม?” หลินซีหัวเราะร่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เดี๋ยวฉันทำเอง” มือของหลินซียังใช้การได้ไม่สะดวก ชายหนุ่มกลุ่มนั้นจึงไม่กล้าให้หลินซีลงมือทำอาหารให้ ดังนั้นการฆ่าปลาจึงเป็นหน้าที่ของเหล่าชายหนุ่มทั้งหลาย หลินซีจัดการหุงข้าวแล้วทำอาหารจานผักออกมา 3 จาน ปลาตัวใหญ่ตัวนั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหัวถูกนำไปต้มน้ำซุป ส่วนกลางลำตัวถูกนำไปทอดเป็นชิ้นๆ ขณะที่ส่วนหางถูกนำไปย่าง ภายในบ้านไม่มีเต้าหู้ หลินซีเลยให้เงินฉู่เฉิงไป 2 เหมาเพื่อให้เขาไปซื้อเต้าหู้กลับมา ฉู่เฉิงจ้องมองหยวนเฮ่อเขม็งแล้วไม่ยอมออกไปง่ายๆ หยวนเฮ่อช่วยหลินซีก่อไฟแล้วหันไปถามเธอ “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง แผลดีขึ้นแล้วหรือยัง?” หลินซีตอบ “ดีขึ้นแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นวันนี้จะให้พวกนายมาทำอาหารได้เหรอ” หลินซีรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย คนพวกนี้คิดอะไรอยู่ถึงได้มากินข้าวกับเธอที่นี่นะ  หยวนเฮ่อดูเหมือนจะมองออกว่าหลินซีกำลังสงสัยเลยพูดออกไป “วันนี้ฉันไปจับปลาที่แม่น้ำก็เลยนึกอยากกินข้าวกับเธอ ตอนนี้พวกเราทางนั้นกำลังมีเรื่องอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด พวกฉันเอากลับไปกินที่นั่นไม่ได้ก็เลยว่าจะขอยืมเตาบ้านเธอทำอาหารหน่อย อีกอย่างฝีมือการทำอาหารของเธอก็ไม่เลว คงไม่ทำให้เสียของแน่” หลินซีเข้าใจความหมายจากน้ำเสียงของหยวนเฮ่อจึงพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไป? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” “เธอเดาดูสิ ฉันใบ้ให้ก็ได้ มีคนทำให้ทุกคนไม่พอใจน่ะ เพราะงั้นทุกคนก็เลยไม่อยากอยู่กินข้าวกับเธอ”  หยวนเฮ่อใส่ฟืนเข้าไปในเตาไฟตรงหน้า 1 ท่อนแล้วยกยิ้มขึ้นมาเงียบๆ  หลินซีลองคิดถึงคนที่อยู่ในที่พักอยู่ว่าปัญญาชนอีกครั้งแล้วพูดออกมา “คนไม่ใช่หานเหม่ยฟางหรอกนะ” หยวนเฮ่อตบขาเสียงดังลั่นแล้วพูดขึ้นมา “ยัยนั่นแหละ เธอคงไม่รู้ว่าช่วงนี้ยัยนั่นทำตัวเกินไปมากแค่ไหน พวกเรากินข้าวกันก็ต้องเอาเสบียงของตัวเองออกมามอบให้ตามปริมาณที่ตัวเองกินเข้าไป มีแค่ยัยนั่นคนเดียวที่ให้แค่นิดๆหน่อยๆทุกครั้งเลย เธอบอกว่าตัวเองเป็นคนกินน้อย กินแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง แต่พอถึงเวลากินข้าวเธอกลับกินผักไปเยอะมาก เพราะผักเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องกินด้วยกัน เพราะงั้นเธอก็เลยประหยัดเสบียงของตัวเองไป ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วพวกเราจะหน้าด้านไปแย่งเธอกินผักได้ยังไง ตอนนี้พวกเราได้แต่กินอาหารแห้งทุกวันมาหลายวันจนทนไม่ไหวอีกแล้ว เพราะงั้นพวกเราก็เลยไปจับปลาที่แม่น้ำจะได้กินอาหารดีๆบ้าง”