[“สุ่มเลย!”] ชายหนุ่มกล่าวในใจ
[“ได้รับ ลาล่า ยาลดไข้บรรเทาปวด”]
ชื่อ : ลาล่ายาลดไข้บรรเทาปวด
ระดับ : ?????
ความสามารถ : รับประทานพร้อมน้ำหนึ่งเม็ดแก้อาการเจ็บปวด เป็นไข้ หนาวสั่น อาเจียนได้อย่างอยู่หมัด อาการเจ็บปวดภายในภายนอก ปวดศีรษะ ล้วนรักษาได้
ราคา 20 ผลึก
[“ดีเลย! เวลาปวดหัวจะได้มียากิน...”]
[“จะบ้าเรอะ! ผู้ฝึกตนมันไม่มีใครเป็นไข้หรือเจ็บป่วยกันแล้ว แบบนี้ใครจะซื้อล่ะ?” ] ชายหนุ่มบ่นให้ระบบฟัง
[“เป็นผู้ฝึกตน ยามได้รับบาดเจ็บ ต่อให้ได้ยาวิเศษสมานแผลในพริบตาแต่ก็มักจะมีความบอบช้ำภายในและภายนอกไปอีกหลายวัน หลายเดือน หรือบางคนตลอดชีวิตหรือยามฝึกตนแล้วเคล็ดวิชาตีกลับก็ย่อมมีอาการเจ็บปวด เพราะอย่างนั้นยานี่ ขาย ดีแน่ นอน!”] ระบบตอบโต้กลับมาด้วยเสียงไม่แสดงอารมณ์เช่นเคยมีแค่ตอนท้ายที่มันเน้นเสียงนิดหน่อย
[“จะว่าไปก็จริง อมยิ้มรักษาแค่แผลภายนอก มันไม่รวมถึงอาการเจ็บปวดต่างๆ”] ชายหนุ่มได้ยินก็เริ่มคิดตามและเห็นด้วยกับระบบยานี้น่าจะขายดีอย่างที่มันว่าจริงๆ
หลังเสร็จสิ้นธุระต่างๆชายหนุ่มจึงกลับโรงเตี๊ยมเพื่อเตรียมเดินทางไปดูที่ดินฟรีเขาค่อนข้างจะคาดหวังอยู่บ้างเพราะยังไงก็คงเป็นสถานที่ซึ่งเขาจะเอาไว้ใช้พักอาศัยไปอีกนาน
“ไปกันเถอะ ข้าพร้อมแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวกับหานจุนหมิง เจ้าของโรงเตี๊ยมพลบค่ำที่ยืนรอเขาอยู่
“ได้เลยเถ้าแก่เย่ข้าเตรียมม้าไว้ลากรถเข็นของท่านแล้ว...”
“ไม่จำเป็น ข้าจะเข็นไปให้นายท่านเอง!”มนุษย์ปลาตัวล่ำบึกเอ่ยอาสาออกมามันอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียบ้างหลังจากขี้เกียจอยู่หลายวัน
“เอาตามมันว่านั่นแหละ”ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับหานจุนหมิง
ขบวนพวกเขามีคนไปด้วยไม่มากนักมีเย่ซี พ่อลูกตระกูลหาน ฝ่ายหลังถูกพ่อของเขาคุมพฤติกรรมอยู่ไม่ว่าบิดาจะไปไหนบุตรของเขาต้องไปด้วยเสมอ ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้ก่อเรื่องอีกส่วนคือให้เรียนรู้งานจากเขาไปในตัว นอกจากนี้ก็ยังมีเหล่าผู้ฝึกตนระดับสามสองคน ระดับสอง ห้าคน ระดับหนึ่ง สิบคน ข้ารับใช้สิบคนไม่นับว่าเป็นขบวนที่ใหญ่อะไรนัก
“ถ้าจะให้เร็วที่สุดพวกเราต้องเดินทางออกจากเขตนี้แล้วทะลุผ่านป่าสรรพสัตว์ตรงยาวไปยังเมืองหลวงเลยแต่การไม่แวะพักที่เขตอื่นก็อาจพบเจออันตรายได้”ผู้ฝึกตนระดับสามคนหนึ่งกางแผนที่ลงบนโต๊ะออกมาแล้วชี้ให้ทุกคนดู
อาณาจักรแห่งนี้มีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบเขตทั้งสิบเอาไว้ด้านในแต่ละเขตจะมีป่าขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่าป่าสรรพสัตว์กั้นขวาง มีสัตว์ปีศาจ ภูติเผ่าต่างๆอาศัยอยู่ รวมถึงบางสำนักก็จัดตั้งอยู่ในป่าแห่งนี้ด้วยยามปกติเมื่อจะเดินทางผู้คนมักจะใช้ถนนเส้นหลักที่ทางราชวงศ์สร้างไว้เดินอ้อมป่าไปตามเขตถัดไปที่อยู่ใกล้ที่สุดแทนการเดินตัดป่าไปเลยแน่นอนถ้าใครมั่นใจในพลังฝีมือของตนเองก็มักจะใช้ทางลัดเสมอ
“ทะลุไปเลย ข้ารีบ”เย่ซีกล่าวออกมาเมื่อเห็นแผนที่บนโต๊ะทำให้ผู้คนรอบด้านมีสีหน้ากังวลขึ้นมาไม่น้อย
ยกเว้นก็แต่สองพ่อลูกตระกูลหานที่เคยเห็นฝีมือของชายหนุ่มรวมถึงรับรู้เรื่องราวที่เขาได้ไปขายสินค้าในตลาดและสานสัมพันธุกับกลุ่มอำนาจต่างๆมาชายคนนี้ไม่มีทางเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปแน่นอน พวกเขาพ่อลูกมั่นใจว่าชายคนนี้จะต้องเป็นผู้ทรงพลังซึ่งชอบตระเวนไปทั่วไม่ผิดแน่
“ทำตามที่เถ้าแก่ว่า เราจะตัดป่าไปเลย”
“ได้ ท่านเป็นผู้ว่าจ้าง ก็ตามนั้น” คนจ่ายผลึกว่าอย่างไรพวกเขาก็ได้แค่ทำตามนั้น แม้มันจะเสี่ยงอยู่บ้างแต่ถ้าพวกเขาระมัดระวังตัวดีๆก็ไม่น่าจะมีปัญหา
หลังจากที่ทั้งขบวนออกเดินทางก็ได้รับความสนใจอยู่บ้างแต่เนื่องด้วยงานของขุมอำนาจต่างๆในตอนนี้คือการไปยังตลาดเพื่อสินค้าวิเศษของชายคนหนึ่งจึงไม่ได้ให้ความสนใจขบวนเดินทางของโรงเตี๊ยมพลบค่ำหารู้ไม่ว่าร้านรถเข็นที่พวกเขาเฝ้ารอ กำลังเดินทางไปเมืองหลวงเสียแล้ว!
ครึ่งหลัง
“เถ้าแก่หายไปไหนกัน!” เสียงโวยวายดังขึ้นเมื่อไม่เห็นรถเข็นสีชมพูตั้งอยู่แบบนี้เขาจะซื้อสินค้าไปให้หัวหน้าได้ยังไง
“เมื่อวานก็ขายที่ตรงนี้นี่นาหรือว่าเถ้าแก่ย้ายที่” ชายอีกคนกล่าวขึ้น
“ไป! แยกย้ายกันไปหาเร็ว” หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันหาทั่วตลาดกลางแต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องร่อยของร้านเซียนรับจ้าง
แม้จะมีคนสังเกตเห็นขบวนเดินทางอยู่บ้าง แต่เป็นเพราะรถเข็นคันนั้นตอนนี้อยู่กลางขบวนเดินทางมีรถม้าคันใหญ่บดบังล้อมรอบเต็มไปหมด ต่อให้มองหาก็คงยากจะเจอแถมชายหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของร้านก็กำลังนั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่พร้อมกับพ่อลูกตระกูลหานกินองุ่นอย่างสบายใจ
“องุ่นพวกนี้อร่อยดีนะพวกท่านเพาะปลูกเองหรือ?”ชายหนุ่มกล่าวถามขณะที่กำลังดีดองุ่นเม็ดโตเข้าปาก
“พวกข้าไม่ได้เพาะเองหรอกซื้อมาจากฟาร์มชาวบ้านในเมืองนั่นแหละ แต่ฟาร์มนี้มีชื่อเสียงไม่น้อยกว่าจะแย่งมาได้สักกล่องนึงก็ใช้เวลาหลายวัน”ตระกูลหานผู้พ่อกล่าวตอบ
“เจ้าว่าใช้เวลาเท่าไหร่กว่าเราจะถึงเมืองหลวง?” ชายหนุ่มกล่าวถาม
“ตามปกติพวกข้าจะอ้อมไปตามเขตต่างๆต้องผ่านทั้งหมดสามเขตก็จะเข้าเมืองหลวงได้ ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน แต่ถ้าพวกเราตัดป่าไปโดยหยุดพักให้น้อยที่สุดน่าจะใช้เวลาสักหนึ่งสัปดาห์” หานจุนหมิงกล่าวตอบ
“เถ้าแก่..เรื่องสัญญาข้าเกรงว่าให้เร่งสุดชีวิตก็ไม่ทันอยู่ดี ท่านพอจะช่วยอะไรได้ไหม” ชายกลางคนกล่าวถามออกมา ทำให้ชายหนุ่มนึกขึ้นได้กว่าจะเดินทางไปถึงมีหวังชายตรงหน้าเขาได้วิญญาณสลายไปก่อนแน่
[“ระบบ ยืดระยะสัญญาออกไปได้ไหมเขาก็ดูไม่น่าจะโกงข้า แต่บางเรื่องมันอาจไม่ทันการจริงๆ”]เย่ซีกล่าวถามขึ้นมาในใจ
[“ติ๊ง! ปรับระยะเวลาของสัญญาเป็นหนึ่งเดือนเรียบร้อยแล้ว”] เสียงระดับดังกลับมา
“ข้าปรับเปลี่ยนสัญญาให้ท่านเป็นหนึ่งเดือนแล้วไม่ต้องกังวลไป” หลังได้ยินคำตอบของชายหนุ่มชายวันกลางคนที่เป็นถึงเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้เปี่ยมไปด้วยเงินและอำนาจก็ค่อยหายใจทั่วท้องขึ้นมาหน่อย
ส่วนด้านลูกชายของเขายามนี้เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนสงบเรียบร้อย เชื่อฟังเป็นอย่างดี ลึกๆในใจแม้จะแค้นเย่ซี แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะขนาดบิดาของเขายังต้องยอมโอนอ่อนตัวเขาที่มีดีแค่ใช้อำนาจของบิดาจะไปทำอะไรได้
“ขอบคุณท่านมาก”หานจุนหมิงก้มศีรษะขอบคุณ ทำให้ลูกของเขาต้องขอบคุณตามไปด้วย
“หยุดรถ!”แต่แล้วก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาจากทางด้านหน้า ทำให้รถม้าต้องหยุดลง
“มีอะไร พวกเจ้ามาขวางทางแบบนี้อาศัยอะไรกัน?” มีเสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นน่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับสามซึ่งนำแผนที่มากางบนโต๊ะก่อนหน้านี้
“เหอะ! พวกข้าตระกูลฉู่จะทำอะไรก็ได้ในเขตนี้ผู้ฝึกตนตัวเล็กๆแบบเจ้าอย่าถามให้มากความ”เสียงที่ดูเย่อหยิ่งดังขึ้น
“พวกเราลงไปดูกันเถอะ”ชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาก่อนจะก้าวลงจากรถไปพร้อมพ่อลูกตระกูลหาน
“พวกเรามาจากโรงเตี๊ยมพลบค่ำไม่ทราบว่าตระกูลฉู่มีอันใดให้ช่วยหรือไม่?”หานจุนหมิงเดินไปยังด้านหน้าของกลุ่มเพื่อสอบถาม พวกนี้มีกันหลายร้อยคนสวมชุดคลุมสีดำลายปราสาทสีแดงบ่งบอกว่ามาจากตระกูลฉู่
เมื่อรู้ว่าขบวนเดินทางนี้เป็นของโรงเตี๊ยมพลบค่ำท่าทีของผู้ขวางทางก็อ่อนลงไประดับหนึ่งแม้พวกเขาจะไม่ได้หวาดกลัวโรงเตี๊ยมพลบค่ำแต่การมีเรื่องด้วยก็นับว่าไม่ฉลาดนัก
“พวกเราแค่กำลังตามหาตัวใครบางคนอยู่เลยอยากจะขอตรวจเช็คขบวนของพวกท่านจะได้หรือไม่”ชายที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าของพวกที่ดักตรวจคนกล่าวขึ้นมา
“ได้ แต่ขอให้เร็วหน่อยพวกเรากำลังรีบเดินทาง” เมื่อเห็นหานจุนหมิงหันมองมายังตนเหมือนต้องการความเห็นชายหนุ่มจึงกล่าวตอบไป
การค้นหาเป็นไปอย่างรวดเร็วตระกูลฉู่พอจะทราบข้อมูลจากการรวบรวมข่าวสารมาสามวันได้ในระดับหนึ่งก็คือครั้งสุดท้ายที่มีคนพบเห็นนายน้อย ตอนนั้นนายน้อยมีปากเสียงกับชายท่าทางยากจนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นสีขาวผู้หนึ่ง ชายคนนั้นมีผมสีดำ นัยน์ตาสีแดง รูปร่างสมส่วนสูงโปร่ง ก่อนที่นายน้อยจะเดินออกจากศาลายี่หลงไปข่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือชายคนนั้นมีรถเข็นสีชมพู เหมือนจะเป็นพ่อค้า
ส่วนข่าวสุดท้ายที่สืบทราบมาได้ก็คือมีร้านค้าแห่งหนึ่งเปิดใหม่อยู่ในตลาดกลางมีสินค้าประหลาดสรรพคุณยอดเยี่ยมวางขาย ตระกูลฉู่ที่คิดว่าเป็นข่าวลวงจึงยังไม่ได้ส่งคนไปซื้อมาทดลองแต่หลังจากมีสายที่อยู่ในตระกูลอื่นรายงานมาว่าตระกูลชั้นสูงอื่นๆต่างลอบส่งคนไปซื้อสินค้าพวกเขาตระกูลฉู่จึงส่งคนไปวันนี้บ้างเช่นกัน
“เจ้า! รู้จักฉู่หมิงหรือไม่?”ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มซึ่งถูกจัดวางไว้ที่ประตูด้านทิศเหนือเพื่อคอยตรวจสอบคนผู้นี้ชื่อว่าฉู่หลง เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับสาม ขั้นห้า นับว่าระดับสูงอย่างมากในเขตนี้
เขาชี้หน้าแล้วตวาดถามเย่ซีเพราะเขาเห็นลักษณะของชายหนุ่มคนนี้ตรงกันกับที่สายสืบได้ข่าวมาไม่มีผิดแถมในขบวนเดินทางนี้ยังมีรถเข็นสีชมพูอีกด้วย!
หรือว่า..ทั้งคนที่หาเรื่องตระกูลฉู่และพ่อค้าลึกลับจะเป็นคนเดียวกัน!
ถ้าเป็นแบบนั้นก็นับว่าโชคดีในโชคร้าย ขอแค่จับตัวมันกลับไปได้ก็จะได้ทั้งข่าวคราวของนายน้อยและสินค้าที่ทุกกลุ่มอำนาจต้องการ! หรือต่อให้ไม่ใช่ พวกเขาก็จะจับตัวชายหนุ่มคนนี้กลับไปอยู่ดี!!