แม่ลูกสวิงรัก

    แม่ลูกสวิงรัก บทที่ 98 อดีตอันหวานขม [V] NC25+

              แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดลอดผ่านม่านผ้าสีขาวหม่นซึ่งแขวนตัวยับย่นอยู่ริมหน้าต่างพรมแสงลงบนพื้นกระเบื้องลายไม้ที่ซีดกรังเป็นดวง ๆ จากรอยน้ำฝนเมื่อคืน ทำให้เกิดลวดลายเลือนรางคล้ายรอยเงาของกิ่งไม้ไหวตามแรงลมความชื้นในอากาศยังคงอวลตลบอยู่ทั่วห้องเช่าเก่า ๆแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่พักพิงของหญิงสาวผู้เลือกทางเดินชีวิตที่แตกต่างจากเส้นทางที่ครอบครัวขีดไว้

            กลิ่นเก่าและกลิ่นกายของผู้อยู่อาศัยปะปนกันคล้ายหมักหมมอยู่ใต้เพดานต่ำเสียงครืดคราดของพัดลมตั้งพื้นโบราณยังคงหมุนวนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้เสียงลมของมันจะไม่อาจระบายความร้อนในห้องได้จริงแต่มันก็ทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้กับเสียงอื่น เสียงหายใจหนักกระชั้นเสียงเตียงเหล็กเก่าที่สั่นสะเทือนเป็นจังหวะและเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่หนักแน่นอย่างไร้ความละอาย

            เรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวร่างสูงโปร่งกำลังนอนตะแคงโดยมีผ้าห่มผืนเล็กเพียงบังแผ่นหลังที่เปียกเหงื่อไว้เล็กน้อยขาเรียวยาวข้างหนึ่งยกพาดไว้บนต้นขาของชายหนุ่มที่ซ้อนอยู่ด้านหลังร่างกายของเขาแนบชิดจนกล้ามอกของเขาเสียดสีกับแผ่นหลังเธออย่างไม่มีช่องว่างมือข้างหนึ่งโอบรัดแน่นที่เอวบางราวกับกลัวว่าเธอจะเลื่อนหายไปในขณะที่สะโพกของเขากำลังขับเคลื่อนกระแทกควยเข้าออกหีเธอในจังหวะรุนแรงสม่ำเสมอไม่มีแผ่ว

            ความเปียกชื้นระหว่างขาของเธอไม่ได้เกิดจากอากาศในห้องแต่เป็นน้ำเงี่ยนนับไม่ถ้วนที่ซึมออกมาจากร่องหี ซึ่งกำลังตอดรัดแก่นกายของเขาอย่างแน่นหนึบหยาดเหงื่อของทั้งคู่หลอมรวมอยู่กับเสียงเตียงครางอย่างแผ่วเบาก่อให้เกิดบรรยากาศที่ทั้งป่าเถื่อนและเปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้งทางอารมณ์

            เสียงหอบหายใจของกชกรดังสลับกับเสียงสูดลมหายใจฟืดฟาดของนพข้างใบหูเธอหลับตาแน่น ฟันล่างกัดริมฝีปากจนชุ่มเลือดร่างกายของเธอที่ครั้งหนึ่งเคยสะอาดบริสุทธิ์ในความคิดของตัวเองบัดนี้กลับกำลังถูกกลืนกินไปด้วยแรงปรารถนาของผู้ชายคนหนึ่ง คนที่เธอรักคนที่เธอเลือกจะอยู่ด้วย แม้ในใจลึก ๆจะเริ่มรู้ว่าเขาไม่อาจเป็นเส้นทางนำเธอไปสู่ชีวิตที่เธอวาดหวัง

            “ฮื่อๆ ๆ ๆ ๆ ๆ... อา… นพ... ช้าอีกนิด… พี่เสียวไปหมดแล้ว”

            เสียงของเธอหลุดออกมาท่ามกลางเสียงครางพร่ากระซิบกับเสียงลมหายใจจนแทบจับความหมายไม่ได้ แต่เขากลับซอยสะโพกแรงขึ้นแทนคำตอบมือที่โอบเอวเลื่อนไปจับสะโพกของเธอแน่น แล้วกดให้ร่างเธอนอนตะแคงแอ่นหลังยกก้นให้เขาราวกับต้องการให้มุมเสียบลึกลงไปกว่าเดิม

            “อูยยยย... หีพี่ยังตอดแน่นเหมือนเดิมเลย...ทั้งที่เราไม่ได้เย็ดกันตั้งนานเกือบอาทิตย์แท้ ๆ”

            เสียงกระซิบจากเขาเคล้ากับเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังพั่บๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างสม่ำเสมอควยของเขาที่แข็งเต็มที่กระแทกใส่ผนังด้านในของร่องหีไม่หยุดหย่อนทุกรูขุมขนของกชกรร้อนผ่าวหัวนมทั้งสองข้างที่แนบอยู่กับฟูกเก่าเสียดสีไปตามจังหวะจนชูชันและไวต่อสัมผัสอย่างยิ่ง

            ในหัวของเธอพลันวูบไหวภาพแสงแฟลช ภาพกล้อง ภาพเสื้อเชิ้ตบางที่เปียกน้ำ ภาพของนิสิตนักศึกษาที่มองเธอด้วยสายตาหื่นกระหาย...ทั้งหมดมันย้อนเข้ามาอีกครั้งขณะกำลังถูกกระแทกจากข้างหลัง ความรู้สึกเงี่ยนพุ่งขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลชั่ววูบนั้นเธอรู้สึกเหมือนกับว่าเธอไม่ได้เย็ดอยู่กับนพนิธิโดยลำพัง… แต่รู้สึกเหมือนกำลังมีสายตานับร้อยคู่มองดูอยู่มันเป็นความตื่นเต้นแบบแปลก ๆ ที่เธอคิดว่าน่าประหลาด

            นพนิธิกระแทกควยเข้ามาอีกทีแรงกว่าทุกครั้งจนเธอต้องร้องสะอึกในลำคอ ฮึก ๆ ๆ ๆ ออกมาร่างของเธอสั่นสะท้านจนเตียงเก่าโคลงเครงตาม ส่งเสียงดัง แอ๊ดๆๆๆๆๆๆแผ่นหลังแนบไปกับอกของเขากล้ามแขนที่เต็มไปด้วยเหงื่อยิ่งเพิ่มแรงกระชับจนแทบหายใจไม่ออก

            เสียงหอบกระชั้นของเขาข้างหูทำให้เธอจังหวะการซอยของเขาไม่มีทีท่าจะหยุดพักราวกับต้องการยืนยันสิทธิ์ของตนในร่างกายนี้อย่างดื้อรั้น เต้านมทั้งสองข้างของเธอสั่นไหวตามแรงกระแทกกลีบพูหีที่บวมเป่งเต็มไปด้วยความชื้นแฉะ เสียงดังพั่บ ๆทุกครั้งที่ควยของนพนิธิเสียบเข้าออกอย่างถี่รัวแก่นกายของเขาแข็งและแน่นจนเสียดสีกับผนังร่องหีในทุกจังหวะเธอรู้สึกราวกับมันกำลังขูดเอาความเป็นตัวเองออกไปทีละนิดแต่ก็ไม่เคยอยากหยุดเลยสักครั้ง

            “อู้ว.... ซี๊ด อู้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ สุดยอดเลยพี่ตุ๊กนพคิดถึงร่างกายพี่ตุ๊กที่สุด”

            นพครางเสียวเมื่อเธอเด้งก้นกระแทกกลับมาใส่หน้าท้องเขาเสียงดังปึกๆ เพิ่มความเสียวซ่าน

            "นพ... พี่... พี่ไม่ไหวแล้ว  อร๊ายยยย...."

            เสียงเธอร้องครางเสียงยาวเมื่อนพดันเอวกระแทกแรงและเร็วอย่างต่อเนื่องไม่ยั้งในจังหวะที่เธอกำลังเสร็จ  ร่างเธอกระตุกอยู่หงึก ๆ พร้อมกับหายใจหอบถี่ขณะที่นพหยุดสาวควยเพื่อให้เธอปรับลมหายใจจากนั้นก็ปรับท่าใหม่โดยที่เขากดหัวเธอลงกับหมอน

            เสียงเธอครางอูยเบาๆก่อนที่นพจะดันสองขาขาวเธอออกกว้างแลเห็นสองกลีบงามที่บัดนี้มีเส้นขนสีดำขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นเนินเนื้อแต่ก็รับรู้ว่ามันอ้าอมควยของเขาอยู่มันสร้างความรัญจวนใจเมื่อนพกระดกก้นซอยควยยิก ๆ เร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิม

            สองพูกลีบบีบอัดรัดควยนพแน่นแล้วเขาก็เริ่มสาวควยอัดกระแทกใส่รูหีของเธอดังตับเน้น ๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย เธอเด้งรับพร้อมร้องครางอย่างคนเสียวซ่านไม่เกรงใจความเงี่ยนของคนข้างห้องที่ได้ยินการร่วมเพศครั้งนี้อย่างโจ๋งครึ่ม

            “ซี๊ดสสสสสสส์... นพสัญญากับพี่... ว่าจะแตกนอกแล้วนะ...วันนี้พี่ไม่พร้อม...”

            กชกรรีบเตือนเขาทันทีเมื่อเห็นอาการใกล้เสร็จ

            นพแนบควยชักเข้าชักออกในหีเธอได้อีกไม่กี่วินาทีก็รีบดึงควยออกมา ก่อนจะกำควยนั่งคร่อมแผ่นหลังเธอพร้อมกับชักว่าวรัว ๆ

            “อา— เสร็จแล้ว ผมเสร็จแล้วครับ”

            น้ำขาวขุ่นข้นแตกกระจายเต็มกลางแผ่นหลัง

            กล้ามเนื้อทุกส่วนของกชกรอ่อนระทวยลงราวกับจะละลายเป็นหยาดเหงื่อแผ่วเบาที่เกาะพราวอยู่ทั่วผิวกายเสียงหอบหายใจของเธอค่อย ๆ เบาลงทีละน้อย ขณะที่สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่น ๆของนพนิธิเลื่อนผ่านแผ่นหลังของเธออย่างเบามือเขาใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับเอาคราบขาวข้นที่เปรอะอยู่เต็มแนวกระดูกสันหลังของเธอออกอย่างเงียบงัน

            หยาดน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาจากเขาหลังจังหวะกระแทกครั้งสุดท้ายยังหลงเหลืออยู่เป็นคราบอุ่นร้อนบนแผ่นหลังขาวผ่องของเธอ จุดสุดยอดของเซ็กส์ที่ห่างหายไปนานเกือบสัปดาห์ความเหนื่อยล้าจากงาน ความเครียดจากการดำรงชีวิตในเมืองใหญ่และจังหวะชีวิตที่ไม่เคยตรงกันทำให้เช้านี้เหมือนจุดรวมของทุกสิ่งที่เธอกดเก็บไว้ในใจ

            มันไม่ใช่แค่ความเงี่ยนแต่มันคือการได้ปลดปล่อยความกดดันทุกรูปแบบที่สะสมอยู่ในตัวเธอจนเต็มขีด

            เสียงเตียงเก่าๆ ที่ยังคงสั่นไหวเบา ๆ คล้ายจะเตือนว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นดวงตาปรือปรอยหรี่ลงพลางฝังใบหน้าลงบนหมอนข้างเนื้อนุ่มกชกรรู้สึกเหมือนร่างกายตัวเองเปลือยเปล่าแต่กลับอบอุ่นอย่างประหลาดมันเป็นความอิ่มเอมที่ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใด ๆ ม่านขาวบางพริ้วไหวเบา ๆตามแรงลมจากพัดลมตั้งพื้นเก่า ๆ ที่ยังหมุนส่งเสียงอืดครืดคราดอยู่เหมือนเดิมกลิ่นกายและคราบไคลของกิจกรรมยามเช้ายังอวลกรุ่นไม่จางหายมันซึมลึกอยู่ในผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่เตียงเหล็กที่ยังเอียงไปข้างหนึ่งและส่งเสียงแกร่ง ๆ อยู่เงียบ ๆ เหมือนกำลังหอบหายใจตามเจ้าของมันกชกรยังนอนตะแคง โดยมีร่างเปลือยของนพนิธิแนบอยู่ข้าง

            “เช็ดให้หมดเลยนะ... ไม่แตกโดนผมพี่ใช่ไหม”

            เธอเอ่ยเสียงเข้มขณะรู้สึกถึงแรงกดจากกระดาษทิชชู่ที่ลากผ่านก้นของเธอ นพนิธิยังคงค่อย ๆเช็ดอย่างตั้งใจ ไม่เร่งรีบ ไม่รุนแรง แต่ก็ไม่ละเลย

            “ถึงจะแตกเยอะ แต่นพไม่พ่นใส่ผมพี่หรอกครับ... นพรู้ว่ามันล้างยาก”

            เขากระซิบใกล้ๆ ข้างหู น้ำเสียงติดจะเขินปนภาคภูมิใจ เธอกลอกตาเบา ๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรริมฝีปากยังคงแย้มเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว

            จากนั้นเธอรู้สึกได้ถึงแรงกดเบา ๆ จากริมฝีปากของเขาที่แตะลงบนบ่าข้างหนึ่งก่อนจะลากไล้ไปตามแนวสะบักอย่างช้า ๆริมฝีปากอุ่นจัดของเขาทำให้เธอขนลุกซู่ในทันที

            “อื้อ... พอแล้วนพ เดี๋ยวก็ได้เริ่มกันใหม่อีกหรอก”

            เธอพึมพำขำ ๆพลางบิดตัวเล็กน้อยราวกับจะหนี แต่ก็แค่เท่านั้น ไม่ได้ลุกหนีจริงจังไม่ได้ต่อต้าน

            มือของเขากลับวางลงบนสะโพกเธอแทนลูบวนช้า ๆ ราวกับกำลังวาดเส้นโค้งบนผืนผ้าใบ เขาขยับร่างมานอนแนบหลังเธออีกครั้งกล้ามอกของเขาแนบติดกับแผ่นหลังเธอส่วนล่างที่ยังอ่อนตัวจากการหลั่งเมื่อครู่แนบอยู่ตรงร่องสะโพกเธออย่างแนบแน่น

            กชกรรับรู้ถึงอุณหภูมิและจังหวะการหายใจของเขาที่ซึมผ่านเข้ามาในผิวหนังราวกับพวกเขากำลังเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน เธอไม่ปฏิเสธความรู้สึกนั้นเลยไม่ได้คิดถึงโลกภายนอก ไม่ได้คิดถึงความไม่แน่นอนของชีวิต

            เช้านี้เธอขออยู่กับความรู้สึกเต็มรูตรงนี้อีกนิด

            “พี่ตุ๊กเหนื่อยไหม…”

            เขาถามเสียงเบาขณะที่ยังไล้ปลายนิ้วไปทั่วแผ่นท้องและต้นขาเธอแบบไม่ต้องการคำตอบ กล้ามเนื้อเปลือยเปล่าของเขากอดรัดเธอแน่นจากด้านหลังเหมือนเด็กชายที่ไม่อยากปล่อยของเล่นชิ้นโปรดทิ้งไว้เฉยๆ มือซ้ายของเขาลูบไล้บนหน้าท้องแบนราบของเธออย่างละเมียดละไม ก่อนจะค่อย ๆเลื่อนลงต่ำช้า ๆ ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ผ่านกระดูกเชิงกรานของเธอราวกับกำลังวาดลวดลายเส้นบางบนผิวหนัง

            “พอแล้วนพ... แตกไปตั้งหลายรอบแล้วไม่ใช่เหรอ”

            เสียงของกชกรเปล่งออกมาอย่างอ่อนแรงปนเหนื่อยหอบเธอรู้สึกถึงปลายนิ้วของเขาที่ค่อย ๆ ลากวนวนที่เนินนูนของเธอ ช้า ๆแต่ไม่ยอมถอนออกถุงยางที่ทิ้งไว้เกลื่อนพื้นข้างเตียงแสดงให้เห็นถึงเงี่ยนที่สะสมมาหลายวันเย็ดกันจนถุงยางหมด ทำให้ในยกสุดท้ายเธอจึงยอมให้เขาไม่ใส่ถุงได้แต่ต้องสัญญาว่าจะแตกนอก

            “ก็มันคิดถึงอ่ะ...”

            เขากระซิบพลางหอมแก้มเธอเบาๆ กลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาทำให้เธอขนลุกวูบปลายนิ้วที่ไล้อยู่ก็เปลี่ยนเป็นลูบคลึงเบา ๆ ที่กลีบพูหีราวกับจะปลุกเร้าอารมณ์เธอขึ้นมาใหม่ทั้งที่ร่างกายยังไม่ทันได้ฟื้นตัว

            “หยุดเลยนะ... เดี๋ยวก็ได้เรื่องอีก”

            เธอพูดพลางพยายามบิดตัวหนีแต่กลับถูกแขนของเขารัดแน่นขึ้นเหมือนยั่ว

            “ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้มีอะไรกันเลยนี่นา... นพขอเพิ่มอีกรอบนึงได้ไหม”

            เสียงของเขาติดอ้อนปนหื่นมือข้างที่กอดเธออยู่เริ่มเปลี่ยนเป็นล้วงลึกเข้าไปในหว่างขานิ้วกลางไล้ผ่านร่องแฉะ ๆ ที่ยังมีน้ำหลงเหลืออยู่จากก่อนหน้าก่อนจะเริ่มขยี้เม็ดแตดของเธอเบา ๆ

            “อื้อ... นพ... พอแล้ว...”

            กชกรพยายามกลั้นเสียงแต่ความไวของร่างกายที่ยังระบมกลับตอบสนองต่อการสัมผัสทันทีความเสียวแล่นวาบขึ้นมาตั้งแต่ใต้ท้องน้อยจนถึงกระดูกสันหลังเธอหลับตาแน่นแต่กลับกัดริมฝีปากไม่อยู่

            “วันนี้ผมเองก็ต้องไปช่วยงานคุณอรดาแทนอาจารย์วิทตอนสาย ๆ เหมือนกัน...”

            เขายังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดมือ ลมหายใจของเขาร้อนระอุรินรดต้นคอเธอไม่หยุดมือที่ซุกซนเริ่มขยับเร็วขึ้น และชำนาญขึ้น เหมือนคนที่รู้ดีว่าจุดไหนคือจุดตาย

            แต่ก่อนที่เสียงครางจะหลุดออกมาเธอก็เหลือบไปเห็นหน้าปัดนาฬิกาบนผนังห้อง

            “พอเลย... เจ็ดโมงห้าสิบแล้ว! พี่จะไปสายไม่ได้!”

            เธอสะบัดตัวพรวดน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังในพริบตา

            “แป๊บเดียวเองน่า...”

            นพนิธิยังไม่ยอมถอนตัวมือข้างที่บี้แตดยังไม่หยุดนิ่ง ส่วนอีกข้างก็ขยับมาโอบรั้งอกเธอไว้แน่นอีกครั้งบีบเต้านมเธออย่างเต็มมือ

            “นพ... พี่สั่งให้หยุดไง”

            กชกรกระชากเสียงเข้มขึ้นบิดตัวแรงจนเขาต้องคลายมือ

            “เธอก็รู้ว่าพี่เพิ่งเริ่มงานที่นั่นได้ไม่ถึงสองอาทิตย์เขาเพ่งเล็งพี่อยู่ พี่ไม่อยากถูกหาว่าเป็นเด็กเส้น”

            นพนิธิชะงักไปนิดหนึ่งอย่างหงอๆ และเชื่อฟังเธอ แต่ก็ยังไม่ยอมละมือออกเสียทีเดียว เขายังคงลูบเบา ๆที่ขาอ่อนของเธออยู่แม้ไม่มีโอกาสได้ต่อ

            ตอนนี้ชีวิตเธอไม่มีเวลามาหมกมุ่นเรื่องเซ็กส์...เพราะเธอมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ และเป็นช่วงชีวิตที่กำลังจะเริ่มหมุนไปในจังหวะใหม่

            เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะลุกขึ้นช้า ๆ จากเตียงโดยทิ้งมือของนพไว้ข้างหลัง พร้อมกับคิดในใจว่าถ้าเป็นวันหยุด เธออาจจะยอมให้เขาเอาอีกน้ำนึงก็ได้

            เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบขณะกชกรเดินลากสลิปเปอร์คู่เก่าไปที่มุมห้องซึ่งมีโต๊ะเครื่องแป้งตัวเล็กๆ วางอยู่ หญิงสาวทรุดตัวนั่งลง พลางยกมือขึ้นสางผมยุ่งเหยิงของตนเบา ๆดวงตาที่เคยพร่าเบลอจากความเสียวเมื่อครู่กลับเต็มไปด้วยแววครุ่นคิดที่ยากจะถอดรหัส

            กระจกบานเล็กสะท้อนภาพหญิงสาววัยต้นยี่สิบร่างกายเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าขนหนูพันอยู่หลวม ๆ ตามร่างเผยให้เห็นไหล่ขาวเนียนกับแนวไหปลาร้าและต้นคอระหงที่มีรอยจ้ำจาง ๆ จากฝีมือคนรักความงดงามตามธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องประดับประดาใด ๆ

            แต่ในแววตาของเธอมันกลับไม่ได้มีความภาคภูมิใจในเรือนร่างนั้นอยู่เลย

            กชกรถอนหายใจเบาๆ ขณะใช้ปลายนิ้วแตะรองพื้นบนผิวแก้มบางอย่างใจลอยรอยยิ้มที่เคยพรายขึ้นตอนเช้าถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าในแววตาและแม้จะเพิ่งผ่านความสุขสมมาหมาด ๆหัวใจของเธอกลับไม่เคยรู้สึกว่าได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย

            เธอรู้ตัวดีว่าระยะหลังมานี้เธอเริ่มกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย และเอาแต่ใจเวลาที่อยู่กับนพนิธิบางครั้งก็ห้ามเขาไม่ให้แตะตัว บางครั้งก็ปฏิเสธการมีเซ็กส์แม้จะเห็นว่าเขาเงี่ยนจะแย่นั่นไม่ใช่เพราะเธอไม่รักเขา ไม่ใช่เพราะหมดเสน่ห์หรือหมดใจแต่เพราะความกดดันรอบด้านมันกัดกินเธอไปทั้งใจจนไม่เหลือพื้นที่ให้ความปรารถนา

            เธอเพิ่งเรียนจบหมาดๆ เหลือเพียงรอรับปริญญา ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างโลกนักศึกษาและโลกผู้ใหญ่ที่ใคร ๆก็ว่าเป็นช่วงอันตราย สำหรับเธอ มันเป็นหลุมพรางที่ทั้งลึก ทั้งคมและไม่มีใครช่วยดึงขึ้นมาได้เลย

            งานแรกของเธอคือผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ฝึกหัดในบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งงานที่ฟังดูโก้แต่ความจริงแล้วกลับเต็มไปด้วยหน้าที่จุกจิกและคำสั่งที่หลั่งไหลไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็นการจัดตารางถ่ายทำ ติดต่อประสานงานกับกองถ่าย ดูแลพร็อพและอุปกรณ์จัดเตรียมสคริปต์ แจกจ่ายงานหน้ากองหรือแม้แต่ต้องคุมคิวรายการแบบสดตามจังหวะนาทีจริง

            เธอเป็นแค่เด็กฝึกงานที่ยังไม่มีชื่อเสียงไม่มีแบ็คอัพ ไม่มีสิทธิ์จะเลือกงานที่ทำ บางคนก็ใช้เธอเหมือนเบ๊บางคนก็ใช้อำนาจข่มเพราะหมั่นไส้ในความสวยของเธอราวกับว่าใบหน้าดีคือบาปที่ต้องถูกลงโทษ บางคนกระซิบลับหลังเธอว่าเป็นเด็กเส้นบ้างก็มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยันมองว่าเธอใช้เต้าไต่เพราะไปถูกตาต้องใจผู้บริหารเข้า

            และเรื่องนั้นก็ไม่ใช่ข่าวลือ

            ชายสูงวัยในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเคยเรียกเธอเข้าไปพบเป็นการส่วนตัวในห้องทำงานเงียบเชียบที่มีเพียงเขาและเธอสายตาของเขาสำรวจเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนจะเอ่ยประโยคที่เหมือนจะให้โอกาสแต่จริง ๆ แล้วมันคือการยื่นข้อเสนอ

            “หนูมีของดีอยู่นะ... ถ้าอยากก้าวหน้าในวงการนี้... แค่ยอมมาอยู่ในโอวาทลุงหนูจะมีบ้าน มีรถ มีการงานที่มั่นคง... ลุงสามารถรับและดูแลหนูเป็นกรณีพิเศษได้เลย”

            กชกรจำได้ว่าเธอปฏิเสธอย่างสุภาพกลับไปแล้วยิ้มจาง ๆ เดินออกมา โดยไม่เคยแม้แต่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังโดยเฉพาะกับแฟนหนุ่ม

            ไม่ใช่เพราะเธอไม่ไว้ใจเขาแต่เพราะเธอไม่อยากให้เขาเป็นกังวลไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอกำลังเดินอยู่ในโลกที่มีแต่กับดักและเล่ห์เหลี่ยม

            และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงต้องเผด็จการกับเขาในเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ เพราะอย่างน้อย มันคือสิ่งเดียวที่เธอยังพอควบคุมได้

            เธอพ่นลมหายใจอีกครั้งขณะมองเงาตัวเองในกระจกบานเล็กนั้น

            ผู้หญิงในกระจกยังเป็นผู้หญิงที่กล้าปฏิเสธแม้แต่ข้อเสนอที่แลกกับชีวิตมั่นคงยังไม่ยอมแลกตัวเองเพื่อความก้าวหน้ายังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยขาและศักดิ์ศรีของตัวเอง แม้จะสั่นเทาอยู่บ้างก็ตาม

             

            เสียงน้ำหยดแผ่วๆ ดังสะท้อนในห้องน้ำหญิงชั้นสามของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งพื้นกระเบื้องสีขาวหม่นสะท้อนแสงไฟหลอดนีออนเหนือศีรษะที่กระพริบวูบวาบเป็นจังหวะราวกับจะเสริมจังหวะการเคลื่อนไหวของพนักงานหญิงสามคนที่กำลังยืนล้อมหน้ากระจกบานยาวตรงอ่างล้างมือ

            ในมือของพวกเธอมีทั้งตลับแป้งลิปสติก และหวีเล็ก ๆ คนหนึ่งกำลังใช้มือแตะรองพื้นใต้ตาอีกคนก้มหน้าจ้องกระจกจัดคิ้ว ส่วนอีกคนทาลิปสีชมพูฉ่ำอย่างตั้งใจแม้จะดูเหมือนช่วงพักเบรกธรรมดาแต่บทสนทนาของพวกเธอกลับชวนให้บรรยากาศในห้องน้ำอับชื้นแห่งนี้ตึงเครียดอย่างประหลาด

            "นี่... เมื่อเช้าก็เห็นคุณดิเรกเดินตามยัยกชกรอีกแล้วนะ”

            หญิงสาวคนแรกพนักงานสายรายการที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึงปีกระซิบเสียงเบาแต่ชัดเจน ขณะมองเงาตัวเองในกระจก

            หญิงสาวคนที่สองรุ่นพี่ฝ่ายสคริปต์ที่รู้ข่าววงในเกือบทุกเรื่องในสถานีแค่นหัวเราะเบา ๆ พลางเอียงหน้าใช้แปรงแตะบลัชออนสีพีชบนโหนกแก้มของตัวเอง

            “ฉันบอกแล้วไงว่ายัยนั่นแรดเงียบ ทำเป็นหน้าตึงปั้นหน้านิ่ง ให้คุณดิเรกเดินตามตูดเป็นลูกหมา”

            หญิงสาวคนที่สามผู้ช่วยฝ่ายคิวถ่ายที่แต่งหน้าจัดจ้านที่สุดในกลุ่มเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน

            “เธอปฏิเสธคุณดิเรกไปหลายทีแล้วใช่ไหมล่ะ? แต่ฉันว่าไม่ใช่เพราะเธอไม่เอานะ สงสัยจะอ่อยไปเรื่อย ๆเพื่อจะได้ขึ้นค่าตัวมากกว่า”

            “จริง! พวกผู้ใหญ่ก็โง่ ตามแต่จะหลงของเด็ก ๆ แบบนั้นกันทั้งนั้นแหละ”

            “ก็เธอมันสเปกผู้ใหญ่พอดี หน้าคม หุ่นดี ผิวขาวพูดน้อย ดูไปดูมาก็เหมือนลูกผู้ดีมีชาติตระกูลเลยนะ”

            “แต่ทำไมต้องทำตัววางมาดขนาดนั้นก็ไม่รู้ จะห่วงภาพลักษณ์อะไรนักหนา”

            “หรือว่า... จะทำเล่นตัวให้ดูแพงหน่อย แล้วค่อยตีเนียนรับงานพิเศษ?”

            “ก็ต้องยอมรับนะว่าหุ่นดี หน้าเป๊ะ ผิวดีแต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีใครจับได้ว่าเธอใช้อะไรแลกบ้าง…”

            “หรือว่าเธอทำเงียบ ๆ กันแน่นะ? ฉันว่าคุณดิเรกมันก็ดูหื่นๆ อยู่เหมือนกันแหละ แต่ถ้าไม่ให้หวังอะไรเลย จะตามตื๊ออยู่ได้ยังไงทุกวัน”

            “ผู้หญิงแบบนี้นะเหรอจะทนได้? ทำเป็นกล้าปฏิเสธข้อเสนอจากผู้บริหารไม่รู้ว่าอยู่เบื้องหลังทำอะไรบ้าง...”

            เสียงหัวเราะเบาๆ ดังสะท้อนในห้องน้ำราวกับกลุ่มเสียงซุบซิบของผีในม่านไอน้ำหญิงสาวทั้งสามคนยังคงง่วนกับการแต่งหน้าแต่แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกเหยียดและขบขันก่อนที่ทั้งสามจะเดินออกไป

            ประตูห้องน้ำห้องสุดท้ายเปิดออกอย่างช้าๆ บานไม้ที่ซีดจากความชื้นส่งเสียงเอี๊ยดแผ่วเบา ร่างของกชกรในชุดทำงานเรียบ ๆสีเทาเข้มก้าวออกมาเงียบ ๆ ใบหน้าเรียบเฉย ไม่มีคำพูด ไม่มีแววโกรธแต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้

             

            เสียงจอ LED ขนาดใหญ่กลางสตูดิโอกะพริบสลับไปมาระหว่างโลโก้รายการและคำเตือนเรื่องลิขสิทธิ์ขณะที่ทีมงานหลายสิบชีวิตกำลังเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบในพื้นที่จำกัดทุกคนต่างอยู่ในหน้าที่ของตัวเอง ทั้งช่างกล้อง ผู้ควบคุมเสียง ผู้ช่วยผู้กำกับสตาฟต์ และทีมพร็อพ

            ในจังหวะความวุ่นวายที่เต็มไปด้วยคำสั่งเสียงตอบรับ และเสียงเดินกระทบพื้น กชกรกำลังย่อตัวจัดสายไฟหลังฉากแสงจากหลอดสปอร์ตไลท์ที่เพิ่งติดตั้งทำให้เหงื่อซึมออกตามไรผม แม้จะรู้สึกเหนื่อยแต่หญิงสาวกลับไม่แสดงท่าทีบ่นหรือเหนื่อยออกมาแม้แต่น้อย

            ชุดทำงานเรียบง่ายของเธอวันนี้เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนพับกับกางเกงสแลคสีดำที่เปื้อนฝุ่นตามข้อเข่าเพราะต้องนั่งยอง ๆและคลานไปคลานมาตามจุดต่าง ๆ ในกองถ่ายเธอเคยเป็นลูกคุณหนูที่มีพี่เลี้ยงช่วยสระผมให้ตั้งแต่เด็ก แต่ในวันนี้กชกรกำลังตัดเทปกาวด้วยปาก ขณะที่อีกมือประคองสายไฟเส้นใหญ่แนบอกไว้แน่น

            “ตุ๊ก! ไฟด้านซ้ายยังไม่ติด ไปตามช่างมาให้หน่อย!”

            “พี่ตุ๊ก พี่ตุ๊ก! สคริปต์แผ่นสีเหลืองอยู่ไหนคะ?”

            “น้องตุ๊ก! ขอยืมคัตเตอร์หน่อย!”

            เสียงเรียกชื่อเธอสลับกันมาจากหลายทิศทางบางคนเรียกด้วยน้ำเสียงหวาน บางคนเรียกด้วยอารมณ์หงุดหงิดแต่เธอก็ตอบรับทุกเสียงอย่างไม่มีวี่แววจะหงุดหงิดหรือเอาคืนแม้จะต้องแบกกล่องพร็อพจากสตูหนึ่งไปอีกสตู เธอก็ยังเดินอย่างเร่งฝีเท้าและยังโค้งขอโทษเมื่อชนใครเข้าโดยไม่ตั้งใจ

            ในขณะที่กำลังจะเดินผ่านทางเชื่อมระหว่างอาคารสตูดิโอกชกรชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เมื่อเงาสูงของใครบางคนเคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มคุ้นหูจะดังขึ้นเบา ๆ

            "นั่นใช่... กชกรหรือเปล่า?"

            หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้าๆ พลางชะลอฝีเท้า ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือวิทยา

            เธอยกมือไหว้อย่างสุภาพทันทีพร้อมคลี่ยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะพอเดาได้หลายส่วนกับความมีชื่อเสียงของเขา

            “อาจารย์วิทยา...มาที่นี่ได้ยังไงคะ?”

            ชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตสีกรมท่ากับกางเกงสแล็กสีเทาอ่อนยิ้มตอบอย่างใจดี

            “อ๋อ…ทางรายการเขาเชิญมาออกรายการน่ะ เห็นว่าอยากให้มาพูดเรื่องนิตยสารที่โดนใจวัยทำงานอะไรแบบนั้น”

            “อ๋อ... อย่างนั้นเอง”

            กชกรพยักหน้าเล็กน้อยดวงตายังมีแววเฉยชาในบางส่วน เพราะความเหนื่อยล้า

            “ดีจังเลยค่ะรายการของเราจะได้มีสีสันมากขึ้น”

            วิทยาหัวเราะเบาๆ

            “แล้วเรานี่...ทำงานอยู่ที่นี่เหรอ?”

            “ค่ะ เป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ฝึกหัดค่ะ เพิ่งเข้ามาไม่นาน”

            เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบร้อยมือยกขึ้นจัดปลายผมที่เปียกเหงื่อโดยไม่รู้ตัว

            “นึกไม่ถึงเลยนะ ว่าจะเลือกเส้นทางนี้...แทนที่จะลองไปแคสเป็นนางแบบนิตยสารของบริษัทผม”

            “ก็... อยากลองหาประสบการณ์ค่ะ”

            เธอตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนแต่ในดวงตากลับซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ลึก ๆ

            เสียงเรียกชื่อเธอจากด้านหลังก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            “ตุ๊ก! พี่เอกให้มาตาม ไปช่วยขนอุปกรณ์ที่รถหน่อย!”

            หญิงสาวหันไปขานรับทันที

            “ค่ะ!”

            ก่อนจะหันกลับมาทางวิทยา

            “ขอโทษนะคะอาจารย์หนูต้องขอตัวก่อน ยังมีงานรออยู่ค่ะ”

            “ไม่เป็นไร... ตั้งใจทำงานเถอะ”

            วิทยาพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนมองตามเธอที่รีบวิ่งกลับเข้าไปในกองถ่ายด้วยท่าทีคล่องแคล่ว

            และในขณะที่เขามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นวิทยาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงภาพของเด็กสาวในชุดนักศึกษาสีขาวสะอาดที่ยืนอยู่หลังกล้องSLR เมื่อตอนนั้นกับวันนี้ที่กลายเป็นหญิงสาวผู้แข็งแกร่งที่สู้กับโลกการทำงานอย่างเงียบ ๆ

            บางทีเขาอาจจะยังอยากถ่ายภาพเธออีกสักครั้งก็ได้

             

            เวลาประมาณสองทุ่มแสงไฟสีขาวนวลจากหลอดนีออนในโถงล็อบบี้ชั้นล่างของสถานีโทรทัศน์สะท้อนกับกระจกหน้าต่างบานใหญ่จนเกิดเป็นเงาสะท้อนพร่ามัวภายนอกอาคารคือท้องฟ้ายามค่ำที่ไร้แสงดาวมีเพียงแสงส้มจากเสาไฟริมถนนและเสียงรถที่แล่นผ่านเป็นระยะ ๆ บ่งบอกถึงความเงียบเหงาของเมืองในช่วงกลางดึกวันธรรมดา

            เสียงส้นรองเท้าของกชกรกระทบกับพื้นหินขัดของทางเดินหน้าลิฟต์เป็นจังหวะสม่ำเสมอหญิงสาวในชุดทำงานที่ดูยับเล็กน้อยจากการใช้งานทั้งวันสะพายกระเป๋าผ้าใบเก่าบนไหล่ข้างหนึ่งใบหน้าของเธอดูอ่อนล้าแต่ยังคงเก็บสีหน้าเรียบเฉยไว้เป็นเกราะกำบัง เธอถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้ง พลางยกมือขึ้นดึงยางรัดผมออกปล่อยผมยาวสลวยสีน้ำตาลดำให้หล่นลงมากระจายเต็มบ่าอย่างไร้แบบแผน

            เมื่อเดินมาถึงหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ตอนนี้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่สองคนกำลังคุยกันเบาๆ เธอก็ชะงักไปชั่วขณะ เมื่อสายตาเหลือบเห็นใครบางคนนั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำมุมห้องร่างสูงในชุดเชิ้ตแขนยาวสีกรมท่ากำลังนั่งไขว่ห้าง พิงหลังกับพนักพิงมือหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือไว้แต่ไม่ได้กดใช้งานดวงตาของเขาเงยขึ้นเมื่อเห็นเธอเดินผ่าน และริมฝีปากก็คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนในทันที

            กชกรหยุดฝีเท้าแล้วเลื่อนกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่ พลางหรี่ตามองเขาอย่างไม่แน่ใจ

            “อาจารย์? ยังไม่กลับอีกเหรอคะ?”

            วิทยาลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเขาไม่ได้ฉายแววลุกลามหรือล่วงเกินแต่กลับมีความนุ่มนวลที่แฝงด้วยความใส่ใจบางอย่าง

            “ผมรอคุณนั่นแหละ”

            หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย

            “รอหนูเหรอคะ? แต่รายการของอาจารย์… เขาว่าถ่ายเสร็จไปตั้งแต่ตอนหกโมงแล้วไม่ใช่เหรอ?”

            “ก็ใช่ครับ”

            วิทยาหัวเราะในลำคอเบาๆ

            “แต่ผมได้ยินว่าคุณน่าจะเลิกงานดึกแน่ๆ วันนี้เลยว่าจะรอไปส่ง ไม่อยากให้กลับบ้านคนเดียวตอนกลางคืน”

            กชกรเงียบไปชั่วครู่รู้สึกทั้งเกรงใจและอบอุ่นในคราวเดียวกัน เธอไม่รู้จะตอบอย่างไรดีเพราะแม้จะแปลกใจที่เขาอุตส่าห์นั่งรออยู่ตั้งสองชั่วโมงโดยไม่แจ้งล่วงหน้าแต่แววตาที่เขามองเธอนั้นก็ไม่ใช่แววตาของคนมีเจตนาอื่นเลยมันเหมือนแววตาของอาจารย์ที่มองลูกศิษย์มากกว่า

            “เอ่อ...”

            เธอเม้มริมฝีปากอย่างครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

            “ขอบคุณนะคะแต่หนูเกรงใจมากเลย รบกวนอาจารย์แบบนี้...”

            “ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกนะ รีบไปเถอะก่อนที่จะดึกกว่านี้”

            กชกรรู้สึกเกรงใจอย่างแท้จริงแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธความหวังดีนี้ เมื่อเขามารอเธออยู่ตั้งสองชั่วโมง ซึ่งสุดท้ายเธอก็ยอมเดินเคียงข้างเขาไปยังลานจอดรถ

            บรรยากาศภายในรถซีดานสีดำสะอาดตาที่เพิ่งแล่นออกจากลานจอดของสถานีโทรทัศน์อบอวลด้วยกลิ่นอ่อนๆ ของน้ำหอมผู้ชายแนวกลิ่นไม้ผสมเครื่องเทศอุ่น ๆแอร์เย็นฉ่ำกำลังไล่ความเหนื่อยล้าจากวันทำงานที่ยาวนานออกไปทีละน้อยเสียงเครื่องยนต์เดินเรียบเนียนกลบเสียงของโลกภายนอกได้เกือบหมดกชกรนั่งเรียบร้อยอยู่ที่เบาะข้างคนขับ เข็มขัดนิรภัยพาดผ่านหน้าอกอย่างหลวม ๆผมที่เคยปล่อยสยายถูกรวบขึ้นอีกครั้งด้วยยางรัดผมเส้นเดิม

            เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ สองมือประสานกันไว้บนตัก ขณะที่รถเคลื่อนไปตามเส้นถนนสายหลักของกรุงเทพยามค่ำคืนแสงไฟจากร้านค้าริมทางและป้ายโฆษณาดิจิทัลสาดไล่เข้ามาในรถเป็นระยะราวกับภาพยนตร์ที่กำลังฉายบนฉากหลังของความเงียบ

            “อาจารย์คะ”

            กชกรเอ่ยขึ้นเบาๆ ในที่สุด

            “นพเขา… ยังขยันอยู่เหมือนเดิมใช่ไหมคะ?”

            วิทยาหันมามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้า

            “ใช่เขายังมาช่วยตลอด เรียนรู้เร็วมากด้วยนะตอนนี้ผมเรียกใช้งานแทบจะทุกกองที่รับไว้แล้ว”

            หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ แม้จะยังเรียนไม่จบแต่นพนิธิก็มีงานพิเศษที่มั่นคงให้เธอสบายใจไปได้เปลาะหนึ่ง

            “หนูกลัวว่าเขาจะทำอะไรพลาดแล้วทำให้อาจารย์ต้องลำบาก”

            “ไม่เลย”

            ชายวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ

            “ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำเขาเป็นเด็กที่ขยันและมีวินัยมาก ทำงานจริงจังและละเอียดบางทีผมยังรู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้ช่วยมือดีของผมคนเดียว แต่ตอนนี้กลายเป็นผู้ช่วยภรรยาผมไปแล้วด้วยซ้ำ”

            คำพูดของวิทยาทำให้กชกรหลุดหัวเราะในลำคออย่างอดไม่ได้ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มที่หายากในวันธรรมดา

            “ดีแล้วค่ะอย่างน้อยก็รู้สึกเบาใจขึ้นหน่อย”

            “นี่ขนาดเขาลางานแค่ไม่กี่วัน ก็รู้สึกว่าหัวหมุนหน่อย ๆ แล้ว”

            บรรยากาศในรถเงียบลงชั่วครู่ก่อนที่กชกรจะเอ่ยถามอีกครั้ง

            “แล้วอาจารย์ล่ะคะช่วงนี้รับงานเยอะอยู่ไหม?”

            “ก็พอสมควรนะ” วิทยาพยักหน้า

            “โปรเจกต์ภาพนิ่งที่เป็นแคมเปญโฆษณามีเข้ามาตลอดยังดีที่มีคนอย่างนพนิธิคอยช่วย ไม่งั้นผมคงวุ่นวายกว่านี้หลายเท่า”

            หญิงสาวพยักหน้าอีกครั้งเธอมองเขาเพียงแวบเดียวก่อนจะหันกลับมามองถนนเบื้องหน้าอีกครั้งแสงจากโคมไฟริมถนนทอดเงาบนแก้มของเธอเป็นลายจาง ๆ

            “เอ้อ”

            วิทยาเอ่ยขึ้นเบาๆ

            “ผมขอแวะที่บริษัทก่อนสักครู่ได้ไหมพอดีเป็นทางผ่านน่ะ เลยจะไปเอาเอกสารสำคัญนิดหน่อย อาจจะไปส่งคุณช้ากว่าที่คิดคงไม่เป็นไรใช่ไหม?”

            หญิงสาวหันมามองเขาอีกครั้งแล้วส่ายหน้าช้า ๆ

            “ไม่เป็นไรเลยค่ะหนูไม่ได้รีบไปไหน”

            “งั้นดีเลย”

            วิทยายิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย

            “เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วผมจะพาคุณไปเลี้ยงหูฉลามที่ภัตตาคารภัตตาคารเชียงการีล่า ถนนเยาวราชร้านนี้ดังมากเลยนะ”

            หญิงสาวยิ้มรับแม้จะยังรู้สึกไม่แน่ใจนักว่าตนเองสมควรได้รับอะไรแบบนั้นหรือไม่ แต่อย่างน้อย...ค่ำคืนนี้ก็ไม่ใช่ค่ำคืนที่น่าเหนื่อยล้าเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา

            เธอมองแสงไฟนอกหน้าต่างอีกครั้งพลางปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามบทสนทนาอันเงียบสงบในรถคันนี้โดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงข้างหน้าจะมาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตเธออีกครั้ง