บทที่ 10 : ัผงาดกลางลานศิลา เหยียบย่ำอัจฉริยะจอมปลอม!
ยามบ่ายคล้อย ณ ลานกว้างใจกลางเมืองหลินสุ่ย สถานที่ซึ่งเคยเป็เพียงลานหินอ่อนธรรมดา บัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็ลานประลองยุทธ์อันยิ่งใหญ่ ธงทิวหลากสีสันสลักสัญลักษณ์ของร้อยสำนักโบกสะบัดพลิ้วไหวไปตามสายลม เสียงกลองศึกดังกึกก้องกังวาน ปลุกเร้าเืลมของเหล่ายอดฝีมือและชาวเมืองนับหมื่นที่หลั่งไหลมารวมตัวกันจนมืดฟ้ามัวดิน
งานประลองร้อยสำนัก
คืองานชุมนุมที่จัดขึ้นทุกๆ ห้าปี เป็เวทีเดียวที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งเมืองหลินสุ่ยจะได้แสดงฝีมือ เพื่อแย่งชิงโอกาสอันริบหรี่ในการถูกคัดเลือกเข้าสู่ 'สำนักใหญ่' ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์อันห่างไกล โดยเฉพาะในปีนี้ 'สำนักกระบี่์' ซึ่งเป็หนึ่งในสามสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักร ได้ส่งผู้าุโฝ่ายนอกมาร่วมเป็สักขีพยานและคัดเลือกศิษย์ด้วยตนเอง ทำให้งานประลองทวีความดุเดือดขึ้นเป็สิบเท่า!
บนอัฒจันทร์หยกขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านทิศเหนือ คือที่นั่งของเหล่าบุคคลระดับสูง ผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งเมืองหลินสุ่ย ได้แก่ หลิน, หวัง, หลี่, และจ้าว นั่งเรียงรายกันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าเหนือขึ้นไปกว่าพวกมัน คือชายชราผมขาวโพลนในชุดคลุมสีฟ้าอ่อน สลักลวดลายกระบี่บินทะยานฟ้า บุคคลผู้นี้คือ 'ผู้าุโเจี้ยน' ตัวแทนจากสำนักกระบี่์ ผู้มีกลิ่นอายพลังปราณลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง!
"พี่หลิน ดูเหมือนว่านายน้อยหลินควงของท่าน จะเตรียมตัวมาเป็อย่างดีเยี่ยมเลยนะ กลิ่นอายลมปราณช่างหนักแน่นเหนือกว่าเด็กรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด" ผู้นำตระกูลจ้าวเอ่ยปากทักทายหลินป้าเทียนด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
หลินป้าเทียนลูบเครา หัวเราะร่วนด้วยความภาคภูมิใจ "ฮ่าฮ่าฮ่า น้องจ้าวกล่าวชมเกินไปแล้ว ควงเอ๋อร์เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สี่สูงสุดเมื่อคืนนี้เอง ต้องขอบคุณสมบัติวิเศษจากหอหมื่นสมบัติที่ช่วยขัดเกลาเส้นชีพจรให้เขา วันนี้... โควตาศิษย์สายในของสำนักกระบี่์ จะต้องตกเป็ของตระกูลหลินเราอย่างไม่ต้องสงสัย!"
คำประกาศกร้าวของหลินป้าเทียน ทำให้ผู้นำตระกูลหวังและหลี่หน้าเจื่อนลง พวกมันรู้ดีว่าหลินป้าเทียนหมายถึง 'โอสถปราณอสรพิษระดับสมบูรณ์แบบ' ที่ตระกูลหลินทุ่มเงินมหาศาลประมูลไปเมื่อเช้า แม้หลินควงจะยังย่อยสลายพลังโอสถได้ไม่หมดในคืนเดียว ทว่าเพียงแค่พลังบางส่วน ก็มากพอที่จะผลักดันให้มันก้าวข้ามอัจฉริยะคนอื่นๆ ในเมืองไปได้อย่างง่ายดาย
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฆ้องบอกเวลาเริ่มการประลองดังกังวาน กรรมการผู้คุมกฎก้าวขึ้นสู่ลานประลองศิลาเบื้องล่าง ประกาศก้องด้วยเสียงอันทรงพลัง
"งานประลองร้อยสำนักแห่งเมืองหลินสุ่ย เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้! กฎกติกาคือการประลองแบบท้าทาย ผู้ใดมั่นใจในฝีมือ จงก้าวขึ้นมาบนลานศิลา ผู้ที่สามารถยืนหยัดเป็คนสุดท้าย หรือได้รับการยอมรับจากผู้าุโแห่งสำนักใหญ่ จะถือเป็ผู้ชนะ!"
สิ้นเสียงประกาศ ความเงียบงันเข้าปกคลุมลานกว้างชั่วขณะ ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวขึ้นเป็คนแรก ทว่าเพียงชั่วอึดใจ ร่างในชุดแพรไหมสีทองอร่ามก็พุ่งทะยานขึ้นสู่กลางลานประลองอย่างโอ่อ่า!
"ข้า หลินควง แห่งตระกูลหลิน ขอรับคำท้าของอัจฉริยะทุกท่านในเมืองหลินสุ่ย ผู้ใดกล้า ก็จงก้าวขึ้นมา!"
หลินควงตวาดก้อง ปลดปล่อยกลิ่นอายลมปราณขั้นที่สี่สูงสุดออกมากดดันทั่วบริเวณ รัศมีพลังสีแดงก่ำแผ่ซ่านออกจากร่าง บ่งบอกถึงวิชา 'ฝ่ามือศิลาเพลิง' ที่ถูกฝึกฝนมาจนถึงขั้นสูง ใบหน้าหล่อเหลาของมันเชิดขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง จ้องมองลงไปยังเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์เบื้องล่างประดุจราชสีห์มองฝูงลูกแกะ
"อวดดีนัก! ข้า หวังเทียน แห่งตระกูลหวัง ขอประลองกับเ้า!"
ชายหนุ่มร่างกำยำกระโจนขึ้นสู่ลานประลอง ชักดาบเล่มใหญ่ออกมาพุ่งเข้าฟาดฟันหลินควง ทว่าหลินควงเพียงแค่แค่นเสียงหยามหยัน มันไม่แม้แต่จะชักอาวุธ โคจรปราณเพลิงไปที่ฝ่ามือขวา แล้วซัดออกไปปะทะกับใบดาบอย่างจัง!
ปัง! เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกับฝ่ามือดังสนั่น ดาบเหล็กกล้าของหวังเทียนถูกกระแทกจนหักสะบั้นเป็สองท่อน พลังปราณเพลิงอันร้อนระอุทะลวงผ่านการป้องกัน กระแทกเข้าที่หน้าอกของหวังเทียนจนร่างกระเด็นลอยละลิ่วตกลงไปนอกลานประลอง กระอักเืคำโต หมดสติไปในทันที!
"กระบวนท่าเดียว! หลินควงเอาชนะหวังเทียนที่อยู่ขั้นที่สามได้ด้วยกระบวนท่าเดียว!"
ฝูงชนฮือฮาด้วยความตกตะลึง ความแข็งแกร่งของหลินควงในวันนี้ชวนให้ผู้คนหวาดหวั่นอย่างแท้จริง
หลังจากนั้น อัจฉริยะจากตระกูลหลี่และตระกูลจ้าว ก็ผลัดกันก้าวขึ้นไปท้าประลอง ทว่าล้วนถูกหลินควงเตะกระเด็นลงมาจากลานประลองภายในเวลาไม่เกินสามลมหายใจ! ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทาน 'ฝ่ามือศิลาเพลิง' ที่ผสานกับพลังปราณบริสุทธิ์จากโอสถระดับสมบูรณ์แบบได้เลย
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม หลินควงยืนตระหง่านอยู่กลางลานศิลาอย่างไร้รอยขีดข่วน แววตาของมันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและหลงระเริงในอำนาจ มันหันไปประสานมือคารวะผู้าุโเจี้ยนบนอัฒจันทร์
"ผู้าุโเจี้ยน เมืองหลินสุ่ยแห่งนี้ ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดคู่ควรให้ข้าต้องออกแรงอีกแล้ว ในหมู่คนรุ่นเยาว์ ข้าหลินควง ย่อมไร้พ่าย! ข้าหวังว่าท่านจะพิจารณารับข้าเข้าสู่สำนักกระบี่์ขอรับ!"
ผู้าุโเจี้ยนลูบเคราขาวเบาๆ แววตาฉายความพึงพอใจ แม้เมืองหลินสุ่ยจะเป็เพียงเมืองเล็กๆ ชายแดน ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีรากฐานลมปราณที่ปราศจากสิ่งเจือปน นับเป็ต้นกล้าชั้นดีที่หาได้ยาก
"หลินควง... เ้ามีความสามารถโดดเด่นสมคำร่ำลือ หากไม่มีผู้ใดก้าวขึ้นมาท้าประลองกับเ้าอีก ข้าก็ยินดีที่จะ..."
ทว่า ก่อนที่ผู้าุโเจี้ยนจะกล่าวจบประโยค...
"อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลินสุ่ย? ไร้พ่ายในหมู่คนรุ่นเยาว์? ฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างเป็เื่ตลกขบขันที่ฝืดเคืองที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมา!"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันและเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ดังก้องแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน เสียงนั้นมิได้ดังมาก ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังปราณที่แทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน ราวกับมีกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอ!
ทุกสายตาหันขวับไปยังต้นเสียงทันที ฝูงชนที่เบียดเสียดกันอยู่เบื้องล่างลานประลอง ค่อยๆ แหวกทางออกเป็ช่องว่าง เผยให้เห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า
เขาสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทและหมวกฟางปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้า แผ่นหลังสะพายกระบี่ไร้ฝักสีดำทมิฬ ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดิน ล้วนแผ่กลิ่นอายแห่งความตายและความเย่อหยิ่งที่เหนือล้ำกว่าสรรพสิ่งในใต้หล้า!
"นั่นผู้ใดกัน? กล้าท้าทายหลินควงในยามที่กำลังเข้าตาผู้าุโเจี้ยนเช่นนี้ รนหาที่ตายชัดๆ!"
"แต่งกายดูลึกลับยิ่งนัก หรือว่าจะเป็อัจฉริยะเร้นกายจากเมืองอื่น?"
เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่วบริเวณ หลินควงขมวดคิ้วแน่น จ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความขัดใจ "เ้าเป็ใคร! หากคิดจะท้าประลอง ก็จงถอดหมวกฟางนั่นออกเสีย อย่ามาทำตัวขี้ขลาดตาขาวเป็เต่าหดหัวต่อหน้าข้า!"
ผู้บุกรุกในชุดคลุมดำหยุดยืนอยู่ห่างจากลานประลองเพียงสิบก้าว เขายกมือขึ้นจับขอบหมวกฟาง ก่อนจะดึงมันออกอย่างแ่เบา พร้อมกับสะบัดเสื้อคลุมสีดำให้หลุดลอยไปตามสายลม!
พรึบ!
เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่หล่อเหลาทว่าเ็า ั์ตาสีดำล้ำลึกที่คุ้นตา และเสื้อผ้าชุดเก่าๆ ที่ขาดวิ่นประดุจขอทาน!
วินาทีที่ใบหน้านั้นปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ลานประลองร้อยสำนักที่เคยส่งเสียงอื้ออึง พลันตกอยู่ในความเงียบงันระดับป่าช้า! ผู้คนเบิกตากว้าง ปากอ้าค้างราวกับเห็นผีสางกลางวันแสกๆ!
บนอัฒจันทร์หยกขาว หลินป้าเทียนที่กำลังยิ้มกริ่ม พลันผุดลุกขึ้นยืนตัวแข็งทื่อ มือที่กำจอกสุราสั่นสะท้านจนจอกหยกแตกละเอียดคามือ!
"ซู... ซูหลงอวิ๋น! ไอ้เด็กขอทานนั่น! เป็ไปได้อย่างไร!" หลินป้าเทียนอุทานเสียงหลง ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง
หลินควงที่ยืนอยู่บนลานประลอง ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าของมันซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ความทรงจำที่ลูกน้องคนสนิทอย่างหลินเป้า กลายเป็รูปสลักน้ำแข็งและแตกสลายตายไปต่อหน้าต่อตา ผุดขึ้นมาหลอกหลอนจิตใจ!
"เ้า! เ้ายังไม่ตาย! เป็ไปไม่ได้! ก้นหุบเหวอวสานิญญามีหมอกพิษกัดกร่อนกระดูก เ้าจะรอดชีวิตมาได้อย่างไร!" หลินควงชี้นิ้วสั่นเทิ้มไปยังเด็กหนุ่มเบื้องล่าง
ซูหลงอวิ๋นเงยหน้ามองหลินควงด้วยสายตาที่มองเศษสวะ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มมัจจุราช
"์อาจจะตาบอด ที่ปล่อยให้คนชั่วช้าสารเลวเยี่ยงตระกูลหลินของพวกเ้ามีชีวิตรอดอวดเบ่งอยู่จนถึงทุกวันนี้... ทว่าข้ามิได้ตาบอด!"
เสียงของซูหลงอวิ๋นดังกังวานก้อง "นายน้อยควง เมื่อเจ็ดวันก่อน เ้าส่งบ่าวรับใช้ห้าคนไล่ล่าสังหารข้า เพียงเพราะเข้าใจผิดว่าข้าสมบัติ บีบคั้นให้ข้าต้องะโลงหุบเหวอวสานิญญา... เ้านึกว่าความตายจะกลืนกินข้าได้งั้นรึ? ผิดแล้ว! ข้าปีนขึ้นมาจากขุมนรก ก็เพื่อมาทวงหนี้เืจากพวกเ้า!"
คำกล่าวของซูหลงอวิ๋นทำให้ฝูงชนแตกตื่น หลายคนเริ่มซุบซิบนินทาพฤติกรรมอันเลวทรามของตระกูลหลิน ที่กล้าเข่นฆ่าปุถุชนอย่างไร้เหตุผล
"หุบปาก! ไอ้สวะชาติหมา! เ้ากล้าใส่ร้ายตระกูลหลินกลางงานประลองร้อยสำนักงั้นรึ!" หลินป้าเทียนตวาดลั่นจากบนอัฒจันทร์ มันรู้ดีว่าหากปล่อยให้ซูหลงอวิ๋นพูดต่อไป ชื่อเสียงของตระกูลหลินในสายตาสำนักกระบี่์จะต้องป่นปี้! "ควงเอ๋อร์! ฆ่ามันซะ! ฉีกปากมันให้ขาด อย่าให้มันเห่าหอนได้อีก!"
หลินควงกัดฟันกรอด ความหวาดกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นและเจตนาฆ่าฟัน "ใช่แล้ว! เ้ามันก็แค่ขอทานชั้นต่ำ! ถึงรอดตายมาได้ แล้วอย่างไร! วันนี้ข้าทะลวงสู่ขั้นที่สี่สูงสุดแล้ว ข้าจะบดขยี้เ้าให้แหลกคาฝ่ามือ เหมือนบี้มดปลวก!"
"เช่นนั้นก็ลงมา" ซูหลงอวิ๋นยกมือขวาขึ้น กวักนิ้วเรียกอย่างดูแคลน "หากเ้าไม่อยากตายอย่างน่าสมเพช ก็จงใช้พลังทั้งหมดที่มี โจมตีข้ามาเสีย"
การยั่วยุอย่างซึ่งหน้า ทำให้หลินควงฟิวส์ขาด! มันคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า พุ่งทะยานลงจากลานประลองศิลา ทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศดุจดาวตก พลังปราณขั้นที่สี่สูงสุดะเิออกอย่างเกรี้ยวกราด เปลวเพลิงสีแดงก่ำห่อหุ้มฝ่ามือทั้งสองข้างจนขยายใหญ่กว่าปกติถึงสามเท่า!
"ตายซะเถอะ! ฝ่ามือศิลาเพลิง กระบวนท่าสังหาร... เพลิงอเวจีเผาผลาญ!"
คลื่นความร้อนมหาศาลพุ่งกดทับลงมาราวกับูเาไฟถล่ม ผู้คนรอบข้างต้องรีบถอยหนีด้วยความตื่นตระหนก พลังทำลายล้างของกระบวนท่านี้ มากพอที่จะบดขยี้ก้อนหินั์ให้กลายเป็จุล!
หลินป้าเทียนยิ้มกริ่ม "จบสิ้นแล้ว ไอ้ขอทานอวดดี ต่อหน้าพลังของโอสถสมบูรณ์แบบ เ้าจะต้องแหลกเป็เถ้าถ่าน!"
ทว่า ท่ามกลางพายุเพลิงที่กำลังจะกลืนกินร่าง ซูหลงอวิ๋นกลับยืนนิ่งสงบ ไม่แม้แต่จะหลบหลีก หรือชักกระบี่กลืนเงาที่อยู่ด้านหลังออกมา เขากลับหลับตาลงอย่างแช่มช้า
"ช่างอ่อนหัดและเชื่องช้าเสียจริง... นี่หรือคืออัจฉริยะที่ตระกูลหลินภาคภูมิใจ?"
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำแปรเปลี่ยนเป็ประกายแสงสีทองวาบผ่าน!
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือเพลิงของหลินควงกำลังจะประทับลงบนหน้าอกของเขา ซูหลงอวิ๋นก็ขยับตัว! ไม่มีการโคจรลมปราณที่ซับซ้อน ไม่มีการร่ายรำกระบวนท่า เขากำหมัดขวาแน่น จุดตันเถียนที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณระดับ 'รวบรวมปราณขั้นที่แปดสูงสุด' ปลดปล่อยพลังงานอันมหาศาลและบริสุทธิ์ทะลักเข้าสู่ท่อนแขน!
"เคล็ดหมัดทะลวงขุนเขา..."
ซูหลงอวิ๋นชกหมัดขวาสวนกลับขึ้นไปบนฟ้า ปะทะเข้ากับฝ่ามือศิลาเพลิงของหลินควงอย่างตรงไปตรงมา! ไร้ซึ่งลูกไม้ ไร้ซึ่งความกลัว มีเพียง 'พละกำลัง' ที่เหนือล้ำกว่าอย่างสัมบูรณ์!
ตูม!!!
เสียงะเิดังกัมปนาทประดุจฟ้าผ่ากลางฤดูแล้ง! คลื่นกระแทกแผ่กระจายออกเป็วงกว้าง กวาดเอาเศษฝุ่นและแผ่นกระเบื้องปูพื้นลานกว้างให้ปลิวว่อน!
พริบตาแห่งการปะทะ สิ่งที่ทุกคนคาดคิดว่าจะได้เห็นคือร่างของซูหลงอวิ๋นที่ถูกเผาไหม้ ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตา กลับทำให้ฝูงชนนับหมื่น รวมถึงผู้าุโเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่์ ต้องหยุดหายใจ!
กร๊อบ!!!
เสียงกระดูกแตกหักดังสนั่นหวั่นไหว เปลวเพลิงสีแดงก่ำของหลินควงดับวูบลงราวกับเทียนไขที่ถูกพายุทอร์นาโดพัดผ่าน! หมัดสีทองของซูหลงอวิ๋นทะลวงผ่านฝ่ามือของหลินควง บดขยี้กระดูกนิ้ว ข้อมือ และท่อนแขนของมันจนแหลกละเอียดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
"อ๊ากกกกกก!"
หลินควงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเ็ปสุดแสน ร่างที่พุ่งลงมาอย่างโอหัง ถูกพลังหมัดอันมหาศาลกระแทกจนลอยละลิ่วกลับขึ้นไปบนอากาศ เืสีสดพุ่งกระฉูดออกจากแขนที่แหลกเหลวเป็สายฝนโลหิต!
ทว่าซูหลงอวิ๋นมิปล่อยให้มันร่วงหล่นลงมาง่ายๆ ท่าเท้า 'ย่างก้าวเงามายา' ถูกใช้งาน ร่างของเขาพลิ้วไหวหายวับไปจากพื้นดิน และไปปรากฏตัวอยู่เหนือร่างของหลินควงที่กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ!
"อวดเบ่งมาพอแล้ว บัดนี้... คุกเข่าลงซะ!"
ซูหลงอวิ๋นตวัดขาขวา เตะตอกส้นลงกลางหน้าอกของหลินควงอย่างโเี้!
ปัง! ครืนนน!
ร่างของนายน้อยแห่งตระกูลหลินร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นศิลาเบื้องล่างอย่างรุนแรง แรงกระแทกมหาศาลทำให้พื้นหินแตกร้าวเป็ใยแมงมุมรัศมีกว้างกว่าสิบจั้ง ร่างของหลินควงจมลึกลงไปในหลุม เืทะลักออกจากปากและจมูก สภาพร่อแร่ใกล้ตาย!
ซูหลงอวิ๋นร่อนลงมายืนอยู่ปากหลุมอย่างแ่เบา ไร้ฝุ่นละอองเกาะติด เขาก้าวเท้าเข้าไป เหยียบฝ่าเท้าลงบนใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและเย่อหยิ่งของหลินควง กดมันให้จมดินลงไปอีก!
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! จากตอนที่หลินควงพุ่งตัวลงมา จนถึงยามที่มันถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของขอทานหนุ่ม ใช้เวลาเพียงแค่สองลมหายใจเท่านั้น!
เงียบ... เงียบสนิท!
ลานกว้างนับหมื่นชีวิตเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก! ความแข็งแกร่งอันบ้าคลั่งนี้คือสิ่งใด! อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหลินสุ่ย ผู้มีฐานพลังขั้นที่สี่สูงสุด กลับถูกเด็กหนุ่มนิรนามบดขยี้ในหมัดเดียว!
"มะ... หมัดเดียว! แค่หมัดเดียวทำลายนายน้อยหลินควง!"
"กลิ่นอายพลังปราณนั่น... ขอบเขตรวบรวมปราณ... ขั้นที่แปดสูงสุด! ์! เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าปี บรรลุขั้นที่แปดสูงสุด! นี่มันสัตว์ประหลาดจากนรกขุมใดกัน!"
ผู้าุโเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาชราภาพเบิกกว้างด้วยความสั่นสะท้าน มือที่ลูบเคราอยู่ถึงกับเผลอกระชากหนวดตนเองจนขาด
"พลังปราณอันบริสุทธิ์และหนักหน่วงถึงเพียงนี้... ไม่ใช่ยาเร่งพลัง แต่เป็รากฐานที่มั่นคงดุจศิลาแลง! อัจฉริยะ! นี่คืออัจฉริยะที่แท้จริงที่ร้อยปีจะปรากฏสักคน!"
บนอัฒจันทร์ หลินป้าเทียนยืนตัวแข็งทื่อ สมองของมันขาวโพลน ภาพบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนถูกเหยียบย่ำหน้าบี้ติดดิน ทำลายความหยิ่งยโสของตระกูลหลินจนย่อยยับ!
"ควงเอ๋อร์! ไอ้เด็กเดรัจฉาน! เ้ากล้าทำร้ายบุตรชายข้า!"
หลินป้าเทียนคำรามลั่นประดุจพยัคฆ์ร้ายาเ็ พลังปราณขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้นะเิออกอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่อาจทนดูความอัปยศนี้ได้อีกต่อไป กฎเกณฑ์ของการประลองร้อยสำนักถูกมันโยนทิ้งไปจนสิ้น ร่างของผู้นำตระกูลหลินพุ่งทะยานลงจากอัฒจันทร์ หมายจะใช้พลังที่เหนือกว่าหนึ่งขอบเขตใหญ่ สับสังหารซูหลงอวิ๋นให้ตายตกตามกัน!
"ตายซะ! ฝ่ามืออัคคีผลาญ์!"
หลินป้าเทียนซัดฝ่ามือเพลิงที่ร้อนแรงและทรงพลังกว่าของหลินควงนับสิบเท่า พุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของซูหลงอวิ๋น!
ผู้คนต่างหวีดร้อง ด้วยพลังของแก่นแท้ทองคำ ซูหลงอวิ๋นที่อยู่เพียงรวบรวมปราณขั้นที่แปด ย่อมไม่อาจรับมือได้อย่างแน่นอน!
ทว่า ซูหลงอวิ๋นมิได้หันกลับไปมอง เขาเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น
"ผู้น้อยสู้ไม่ได้ ก็เรียกคนแก่มาช่วยงั้นรึ? ตระกูลหลินช่างไร้ยางอายได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ"
พริบตาที่คลื่นความร้อนกำลังจะกลืนกินร่าง มือขวาของซูหลงอวิ๋นก็เอื้อมไปที่แผ่นหลัง จับด้ามกระบี่สีดำสนิทเอาไว้แน่น!
"ในเมื่อเ้ารนหาที่ตาย... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้! กระบี่กลืนเงา... จงดื่มโลหิต!"
ชิ้ง!!!
เสียงชักกระบี่ดังกังวานก้องสะท้านฟ้า ประกายแสงสีดำทมิฬที่แฝงไปด้วยความตายและความหนาวเหน็บอันเป็นิรันดร์ของ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' พุ่งทะยานออกจากฝักแหวกว่ายสู่อากาศ!