“พวกเจ้าหาสถานที่เพื่อบ่มเพาะเถอะข้าจะคุ้มกันให้ในระหว่างนี้”เขากล่าวออกไปเพื่อให้ทั้งสองได้ดูดซับสมุนไพรดังกล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วต่างหาสถานที่ที่ไม่ไกลออกไป เพื่อหลอมรวมและยกระดับพลัง
...เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามพลังงานรอบตัวของหลี่ฟางซิ่นเริ่มหนาแน่นขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อจูเยว่สังเกตไปยังนาง จึงทราบได้ทันทีว่า ตัวนางนั้นได้ทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นเชื่อมโยงชีพจรแล้ว แต่หลี่ฟางซิ่นยังคงบ่มเพาะต่อไปแม้จะทะลวงระดับแล้วก็ตาม เพราะยังคงหลอมรวมสรรพคุณภายในสมุนไพรไม่หมด
...ครึ่งชั่วยามต่อมาพลังงานที่หนาแน่นกว่าเมื่อครู่ ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเฟยซิ่วระดับพลังของตัวมันในยามนี้ ได้ทะลวงเข้าสู่ชีพจรขั้นที่ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อบ่มเพาะไปอีกหนึ่งเค่อจึงได้ลุกขึ้นมาพร้อมหันหน้าไปยังนายน้อย ด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มอยู่ภายใน
จูเยว่พยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนสังเกตไปยังหลี่ฟางซิ่นอีกครั้งที่ตอนนี้กำลังจะทะลวงระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2 พลังลมปราณที่เหนือกว่าเฟยซิ่วเมื่อครู่ได้ถูกรวบรวมเข้าไปยังร่างของนาง เพราะด้วยพรสวรรค์ที่เหนือกว่าขั้นเดียวกันถึง 2ระดับ ทำให้ถึงแม้ระดับของนางจะด้อยกว่าเฟยซิ่ว 1 ขั้น แต่กลับแข็งแกร่งกว่าเมื่อยามทะลวงผ่าน
ผ่านไปเพียงไม่นานร่างที่งดงามเริ่มลุกขึ้นมา ด้วยรอยยิ้มที่แลดูคล้ายนางสวรรค์เป็นรอยยิ้มที่มาจากความรู้สึกภายใน ที่มีความสุขจนไม่สามารถจะเอ่ยเป็นคำพูดได้
เมื่อหลี่ฟางซิ่นสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาจึงได้หันไปยังทิศทางดังกล่าว พร้อมรอยยิ้มอันมีเสน่ห์ที่สามารถสะกดสายตาของชายหนุ่ม ให้ตกอยู่ในความหลุ่มหลงได้อย่างไม่ยากเย็นเพียงแค่มองผ่านเป็นเพราะนางได้ทะลวงมาถึงระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2 ในคราเดียว ทำให้อารมณ์ที่ไม่พอใจก่อนหน้าได้มลายหายไปจนหมดสิ้น พร้อมกล่าวออกมา
“ถึงแม้คำขอบคุณของข้าจะไม่มีค่าอันใดต่อเจ้า แต่ข้าก็ยังคงต้องกล่าวขอบคุณเจ้าอีกครั้ง...”น้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนหวานถูกเอ่ยออกมาถึงแม้นายน้อยผู้นี้จะเลวร้ายเป็นอย่างมาก จากสิ่งที่ผู้คนได้กล่าวถึงแต่เมื่อนางได้สัมผัสด้วยตนเอง กลับแตกต่างจากที่ได้ยิน ราวกับไม่ใช่บุคคลเดียวกันทำให้เกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาด ที่ไม่คุ้นเคยขึ้นมาภายในจิตใจเมื่อหลี่ฟางซิ่นกล่าวขอบคุณแก่เขาแล้ว จึงหันหน้าที่เริ่มแดงระเรื่อของนางไปยังทิศทางอื่น
แต่จูเยว่หาได้คิดมากกับท่าทีที่หลี่ฟางซิ่นแสดงออก ซึ่งหาใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใดเพราะตัวเขาทราบดี ถึงสิ่งเลวทรามที่จิตวิญญาณในอดีตได้กระทำทำให้ชื่อเสียงในเมืองแสงอรุณ เรียกว่าไม่ต่างอันใดจากกองอุจจาระจึงไม่คาดคิดว่าแม่นางตระกูลหลี่ ที่ทราบถึงเรื่องราวเหล่านั้นเป็นอย่างดีจะมีความรู้สึกที่ดีต่อเขาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงรุ่งเช้าทั้งสามจึงเริ่มออกเดินทางอีกครั้งซึ่งการเดินทางในพื้นที่รกร้างในระยะ 1000 ลี้ มีสัตว์อสูรให้พบเจออยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับแรกเริ่ม ไม่ทำให้การเดินทางล่าช้าแต่อย่างใด และเนื่องจากเป็นการเดินทางระยะไกลจึงไม่ได้ใช้ความเร็วเต็มกำลังในการเดินทางเพราะอาจสร้างภาระให้ร่างกายมากเกินความจำเป็น
จนเมื่อเวลา 2 วันได้ผ่านพ้นไปพวกเขาได้ออกจากพื้นที่ดังกล่าวเข้าสู่เขตป่าเขาและได้เดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งเดิม ที่ได้พักก่อนเดินทางเข้าไปภายในป่าลมหวน
“คืนนี้เราจะพักกันที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก่อนพรุ่งนี้จึงค่อยออกเดินทาง”
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า ไม่มีพบแขกแม้แต่คนเดียว ซึ่งไม่ได้ทำให้แปลกใจอะไร เพราะบริเวณที่แห่งนี้ไม่น่าจะมีใครผ่านมามากนัก เมื่อเห็นดังนั้น จึงได้เรียกเสี่ยวเอ้อมาเพื่อสั่งอาหารซึ่งก็เป็นคนเดิมกับครั้งที่แล้ว
หลังจากที่อาหารได้ยกมาถึงโต๊ะทั้งสามได้เตรียมที่จะลงมือรับประทาน กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“หยุดก่อน!”
ซึ่งเป็นเสียงของจูเยว่ที่ร้องเตือนขึ้นมาอย่างรวดเร็วหลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วจึงมองมาทางเขาด้วยใบหน้าที่งุนงง
“ดูเหมือนว่า...อาหารมื้อนี้จะมีปัญหา” เป็นเสียงของจูเยว่ที่กล่าวออกมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยียก พร้อมค่อยๆหันหน้าไปทางเสี่ยวเอ้อ ที่พึ่งมาส่งอาหารที่โต๊ะของตนเมื่อครู่
เขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าทำไมเสี่ยวเอ้อผู้นี้ ถึงต้องวางยาพิษแก่พวกตน เพราะครั้งที่แล้วที่พวกเขามาพักอาหารไม่ได้ถูกวางยาลงไปแต่อย่างใด และที่ตัวเขาตรวจสอบอาหารมันเป็นความเคยชินที่ติดมาจากโลกในอดีต ที่เคยถูกคนที่เชื่อใจวางยาพิษทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ ที่เท้าข้างหนึ่งเคยเหยียบย่ำไปยังปรโลก
หลี่ฟางซิ่นกลับรู้สึกประหลาดใจกับคำกล่าวของจูเยว่เพราะเพียงแค่อาหารถูกวางลงบนโต๊ะ กลับสามารถทราบถึงพิษที่อยู่ในนั้นได้ทันทีแต่จากเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ทำให้นางสงบสติลง และเชื่อว่าสิ่งที่เขากล่าวออกมาย่อมต้องมีเหตุผล
แต่เฟยซิ่วนั้นเมื่อได้ยินคำกล่าวของนายน้อยตัวมันรีบลุกขึ้นยืน พร้อมกล่าวไปยังเสี่ยวเอ้อผู้นั้นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“เจ้าหาที่ตายหรืออย่างไรกัน!ถึงได้กล้าวางยาบนโต๊ะอาหารของพวกข้า!!” มันมั่นใจเป็นอย่างมาก ว่าสิ่งที่นายน้อยกล่าวต้องเป็นความจริง!
เมื่อเสี่ยวเอ้อได้เห็นชายหนุ่มได้หันมากล่าวราวกับทราบในสิ่งที่ตนได้ทำลงไป ได้สร้างความประหลาดใจให้มันไม่น้อยแต่ครู่ต่อมามันกลับหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่า ฮ่าฮ่า”
“ถึงข้าจะไม่รู้...ว่าเจ้าทราบได้อย่างไร ที่ข้าได้วางยาพิษในอาหารแต่เพียงแค่ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 3 กลับกล้าที่จะกล่าววาจาเช่นนั้นออกมาไม่คิดว่า... มันช่างน่าขบขันรึอย่างไร?” ถึงแม้แผนการของตนจะถูกจับได้แต่มิได้สร้างความรู้สึกกังวลใจให้แก่มัน พร้อมกล่าวอย่างใจเย็นออกมาอีกครั้ง
“ที่ข้าใช้ยาพิษเพราะไม่ต้องการให้สถานที่ล่าเหยื่อของข้าเสียหาย และต้องการให้พวกเจ้าไปสบายโดยไม่ต้องรู้สึกทรมานมากเกินไปดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่เข้าใจในความหวังดีของข้าแม้แต่น้อย...”รอยยิ้มที่แลดูโหดเหี้ยมได้ฉายขึ้นบนใบหน้าแตกต่างจากท่าทางเสี่ยวเอ้อที่อ่อนน้อมก่อนหน้า ราวกับเป็นคนละคนกัน
หลังจากได้ยินในสิ่งที่เสี่ยวเอ้อกล่าวจูเยว่จึงได้เอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัยมากที่สุดออกไป
“พวกข้าได้มาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ในครั้งที่แล้ว... ทำไมเจ้าไม่ลงมือในตอนนั้น?” เป็นเพราะหากยามนั้นมันลงมือด้วยระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 7 ตัวเขาคงต้องตายไปโดยไม่สามารถตอบโต้แค่เพียงคิดสันหลังกลับเย็นวาบขึ้นมา