Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 77 กายหยาบมาร

                  ชุดวิชาฝ่ามือมังกรอัสนีวรยุทธ์ระดับห้าอันเลื่องชื่อนี้…แม้คนที่อาศัยในมณฑลสุดโพ้นทะเลอย่างฟูเฉียนจะไม่รู้จักแต่นั่นต่างออกไปสำหรับคนจากใจกลางแผ่นดินใหญ่และผู้คนจากแคว้นหัวเปย ในยุคสมัยก่อนหน้านี้เคยมียอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งบัญญัติชุดวิชาฝ่ามือนี้ขึ้นมาและโลดแล่นไปทั่วทั้งยุทธภพ


                  ไม่รู้ว่าคนมากมายเพียงใดที่พ่ายแพ้ภายใต้ชุดวิชาฝ่ามือทั้งแปดของฝ่ามือมังกรอัสนีนี้ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้นั้นได้กลายเป็นดวงดาวที่เปล่งประกายมากที่สุดภายในแผ่นดินแคว้นหัวเปยกลายเป็นยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ผู้คนต่างหวาดกลัวจนแม้กระทั่งหัวหน้าพรรคใหญ่แห่งหนึ่งในแผ่นดินหัวเปยได้รับเขาเป็นศิษย์และถ่ายทอดวรยุทธ์อันเลื่องลือสองวิชาให้แก่เด็กหนุ่มผู้นั้นจนในภายหลังชื่อวิชานี้ก็ได้จางหายไปตามกระแสเวลา


                  แต่ถึงอย่างไรวิชานี้ก็เคยโลดโผนอยู่ในยุทธภพช่วงเวลาหนึ่งผู้คนมากหน้าหลายตาย่อมเคยได้ยินชื่อชุดวิชาฝ่ามือทั้งแปดนี้มาไม่มากก็น้อย เล็บมังกรทลายฟ้ามังกรอัสนีทำลายล้าง มังกรครามถล่มปฐพี คลื่นมังกรอัสนี มังกรครามสะบัดหาง มังกรอัสนีโบยบินมังกรครามกลืนแก้ว และกระบวนท่าสุดท้าย…มังกรเก้าอัสนี


                  และเป็นกระบวนท่ามังกรเก้าอัสนีนี้เองที่ถูกกล่าวขานกันอย่างมากมายที่สุดในยุคสมัยนั้นนั่นเพราะชาวยุทธ์จำนวนมากมายต่างก็หาว่าเด็กหนุ่มคนนั้นที่คิดค้นวิชาเช่นนี้ขึ้นมาคือคนสติฟั่นเฟือนขนาดแท้ท่ามังกรเก้าอัสนีเป็นการชักนำให้เก้าอัสนีจากท้องฟ้าผ่าฟาดลงมาใส่บริเวณร่างของผู้ใช้วิชาเช่นนี้หากไม่ควบคุมให้ดีละก็คงถูกสายฟ้าฟาดตายตั้งแต่ยังฝึกไม่สำเร็จด้วยซ้ำไปมีโอกาสมากกว่าหลายส่วนที่ผู้ใช้จะตายภายใต้รัศมีพลังอันน่าหวาดกลัวของท้องฟ้า


                  มีคำกล่าวโบราณว่าไว้ว่าคนข่มได้ ฟ้าข่มไม่ได้ คนหยามได้ ฟ้าหยามไม่ได้! การกระทำของเด็กหนุ่มคนนั้นที่คิดค้นวิชาในการดึงดูดพลังจากฟากฟ้าให้ผ่าลงมาก็คือการหยามฟ้าประเภทหนึ่งมีหลายคนที่เรียกเด็กหนุ่มคนนั้นว่าเป็นคนเสียสติเพราะฝึกวิชาเช่นนี้มากเกินไปและรับไม่ได้กับการกระทำของเขาแต่ในเวลาต่อมาเด็กหนุ่มคนนั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงและไม่มีใครอีกเลยที่กล้าดูถูกเขา


                  นั่นเพราะเด็กหนุ่มคนนั้นในตอนนี้ก็คือจุดสูงสุดของแผ่นดินหนึ่งในหกจอมยุทธ์ในตำนานของยุคสมัยนี้ ประมุขพรรคกระยาจก ขอทานเทพยดาโจ้วซือหากมีคนที่กล้าดูถูกจุดสูงสุดและเป้าหมายของจอมยุทธ์จำนวนมากเช่นนี้…คนผู้นั้นคงได้โดนชาวยุทธ์รุมประชาทัณฑ์ด้วยความผิดที่ล่วงเกินคนที่ชาวยุทธ์เคารพรัก


                  เปรี้ยงงงงง!!


                  เสียงของสายฟ้าอันดังสนั่นฟาดผ่าลงมายังบริเวณภูเขาใกล้เมืองฝูโจว เสียงนั้นดังจนทำให้เด็กๆจำนวนมากในเมืองต่างตื่นตกใจขึ้นมากลางดึกเช่นนี้และร้องไห้กันระงมผู้คนที่มองเห็นสายฟ้าฟาดนั่นทันต่างก็สามารถเห็นสายฟ้าสายใหญ่ขนาดเท่ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่ผ่าลงมาจากฟากฟ้า


                  ที่ห่างออกไปยังใจกลางของสายฟ้าฟาดนั่น บนพื้นดินบริเวณนั้นเกิดหลุมขนาดใหญ่และกลิ่นเหม็นไหม้จำนวนมากร่างของค้างคาวปีกม่วงนับพันได้ล่วงหล่นลงมาจากฟ้าและทยอยตกกระทบใส่พื้นและในตอนนั้นเองที่ได้เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้นร่างเงาหนึ่งขยับและลุกขึ้นยืน


                  ที่แท้ร่างเงานั้นก็คือถังเฟยหู่นั่นเองเสื้อของเขากลายเป็นรอยไหม้สีดำและมีรูขนาดใหญ่จำนวนมากอยู่บนเสื้อตัวนั้นเป็นผลจากสายฟ้าฟาดของมังกรเก้าอัสนี เขายังได้กลินเหม็นไหม้บางส่วนจากผิวกายเส้นและเส้นผมของตัวเองเสียด้วยซ้ำไปดวงตาสีม่วงดำของเขากวาดมองออกไปโดยรอบ บนฟากฟ้ายังมีลูกสมุนค้างคาวปีกม่วงเกือบครึ่งที่ยังโบยบินอยู่หลายส่วนมีแววตาที่หวาดกลัวหลายส่วนของพวกมันมีกลิ่นเหม็นไหม้ส่งออกมาจากตัวของพวกมัน


                  เป็นถังเฟยหู่เองที่บีบพลังของมังกรเก้าอัสนีในห้วงเวลาสุดท้ายให้เล็กลงเพื่อเพิ่มอานุภาพในการทำลายล้างเขากลัวว่าการใช้ในวงกว้างจะทำให้การโจมตีนี้เบาเกินไปที่จะใช้จัดการราชาค้างคาวปีกม่วง


                  เขามองไปยังซากศพของราชาค้างคาวปีกม่วงที่ไหม้เกรียมจนเป็นเถ้าถ่านเขาเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูให้แน่ใจว่ามันตายไปแล้วจริงๆ แต่ยังไม่ทันที่จะทันได้ทำอะไรดีปลอกแขนอสูรเมฆาทั้งสองข้างกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดมันได้สลายไปและกลับเป็นจิตวิญญาณอสูรทมิฬด้วยตัวของมันเอง


                  โครงกระดูกสีดำลอยอยู่เบื้องหน้าของเขาโดยหันไปทางซากศพของราชาค้างคาวปีกม่วงดวงตาไฟวิญญาณของมันโหมกระหน่ำอย่างแปลกประหลาด แต่แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วร่างของอสูรทมิฬถอยหลังมาอย่างรวดเร็วและชนเข้ากับร่างของถังเฟยหู่เข้าอย่างจัง…ไม่สิไม่ถูกต้อง


                  อสูรทมิฬมิได้ชนเข้ากับร่างของเขาแต่มันได้หลอมรวมเข้าไปในร่างของเขาราวกับจมหายลงไปในผิวน้ำก็ไม่ปานถังเฟยหู่ทำหน้าตกใจเป็นอย่างมากที่อยู่ๆอสูรทมิฬจิตวิญญาณอันลึกลับได้ทำเช่นนั้นเขาสามารถสัมผัสได้เลยว่านี่มิใช่การกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณเหมือนที่แล้วๆมาเป็นแน่


                  และในตอนนั้นเองที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกายของเขามุกมารทั้งสามบริหน้าอกของเขาราวกับส่งความรู้สึกร้อนลวกไปตามร่างกายและจากนั้นมันก็ได้เกิดรอยดำมากมายบนผิวกายของเขา รอยดำพวกนั้นคล้ายกับภาษาโบราณประเภทหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมัน


                  รอยดำเหล่านั้นราวกับจะมีชีวิตเป็นของตัวเองพวกมันขยับเคลื่อนไหวไปมาบนผิวหนังของเขาจากนั้นพวกมันก็ได้มารวมตัวกันบริเวณอกของเขาซึ่งตรงกับจุดกึ่งกลางระหว่างมุกมายทั้งสามอย่างพอดิบพอดีและในระหว่างที่ทุกสิ่งได้เกิดขึ้นนั้นเขาไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อยไม่ว่าจะทำอย่างไรไม่นานนักรอยดำเหล่านั้นก็ได้มารวมกันจนกลายเป็นภาพของหัวกะโหลกสีดำ มันคือใบหน้าของอสูรทมิฬ


                  ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่พลันรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดถังเฟยหู่ได้ดำดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำของตนเองเพื่อตามหาว่าเขาเคยเจอความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้ในตอนไหนแต่แล้วเขาก็รู้ในที่สุด ถูกต้อง ความรู้สึกนี้ช่างคล้ายกันเหลือเกินคล้ายกับตอนเขาได้กลายร่างเป็นพยัคฆ์ขาว การใช้จิตวิญญาณผ่านร่างกาย วิธีแบบชาวซีเซี่ย!


                  แต่เขากลับยิ่งไม่เข้าใจ…สิ่งนี้กลับมาเกิดกับจิตวิญญาณอสูรทมิฬได้อย่างไรกันตามทฤษฎีของท่านตาได้กล่าวเอาไว้ว่าอาจเป็นเพราะความผิดปกติของจิตวิญญาณที่ไม่สามารถออกมานอกร่างได้จึงได้ผสานเข้ากับร่างมนุษย์แทน…แต่นี่เขาเคยเรียกจิตวิญญาณอสูรทมิฬออกมาได้เหมือนกับจิตวิญญาณทั่วไป….


                  แต่แล้วถังเฟยหู่ก็เกิดความคิดบ้าๆหนึ่งขึ้นมาหากว่าจิตวิญญาณทุกตนก็สามารถใช้พลังทั้งสองรูปแบบได้อย่างนั้นเขาก็สามารถหลอมรวมร่างกายเข้ากับจิตวิญญาณอสรพิษมรกตได้เช่นกัน หัวสมองของเขาหมุนอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเรื่องที่พึ่งค้นพบตรงหน้านี้


                  แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรดีในตอนนั้นเองที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง ภาพใบหน้าของอสูรทมิฬได้นู่นขึ้นเรื่อยๆเพียงเวลาไม่นานนักหัวกะโหลกสีดำก็ได้ยื่นออกมาจากหน้าอกของเขาอย่างแปลกประหลาดมันได้อ้าปากออกและมองไปทางซากศพที่ไหม้เกรียมของราชาค้างคาวปีกม่วงตรงหน้า


                  ในตอนนั้นเองที่มุกมารทั้งสามได้เกิดการตอบรับกับหัวกะโหลกสีดำบนหน้าอกแรงดึงดูดอันมหาศาลได้ถูกปล่อยออกมาจากปากของอสูรทมิฬไม่นานนักวิญญาณสีดำที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมของราชาค้างคาวปีกม่วงก็ได้หลุดลอยออกจากร่างของมัน


                  กี๊!!


                  มันยังคงร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัวมันไม่ต้องการถูกกินราวกับเป็นเหยื่อเช่นนี้ ตลอดชีวิตของมันๆคือผู้ที่ล่ามิใช่ผู้ถูกล่า! วิญญาณของมันได้หลุดลอยออกมาจากร่างไปเรื่อยๆไม่นานวิญญาณของมันก็ได้แยกออกจากร่างของมันโดยสมบูรณ์ วิญญาณของราชาค้างคาวปีกม่วงซึ่งไม่มีที่เกาะเกี่ยวได้ถูกกลืนเข้าไปโดยอสูรทมิฬอย่างรวดเร็ว


                  เมื่อวิญญาณสีดำของราชาค้างคาวปีกม่วงเข้าสู่ร่างของถังเฟยหู่มันก็ถูกแรงเหวี่ยงอันมหาศาลของมุกมารบดขยี้และแยกออกเป็นสามส่วนจากนั้นมุกมารทั้งสามต่างก็แบ่งกันดูดซับวิญญาณเหล่านั้นอย่างเท่าเทียม


                  แต่ยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น! อสูรทมิฬยังคงอ้าปากและปล่อยแรงดูดกลืนของมันต่อไปแถมยังมีพลังมากขึ้นกว่าเดิมหลังจากกินวิญญาณของราชาค้างคาวปีกม่วงไปแล้ว ในตอนนั้นเองที่ซากศพอันไหม้เกรียมของราชาค้างคาวปีกม่วงได้ขยับเคลื่อนเข้ามาหาร่างกายของถังเฟยหู่ที่ยังไม่อาจขยับได้


                  ถังเฟยหู่มีสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเขาไม่รับรู้เลยแม้แต่น้อยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขากันแน่ แต่สิ่งที่เขารับรู้ได้อย่างหนึ่งก็คือจิตวิญญาณอสูรทมิฬกำลังบังคับร่างกายของเขาให้โคจรลมปราณมารไร้ลักษณ์! ศพของราชาค้างคาวปีกม่วงได้เข้าใกล้ร่างของเขาเรื่อยๆจนในที่สุดร่างของมันก็ถูกดูดจนลอยขึ้นกลางอากาศ


                  ศพอันไหม้เกรียมนั้นลอยเข้าหาร่างของเขาและเมื่อมันเข้ามาใกล้หัวกะโหลกตรงหน้าอกของเขาร่างศพอันไหม้เกรียมนั้นราวกับบิดเบี้ยวไปมาก่อนที่จะถูกกลืนกินโดยปากที่อ้าออกของอสูรทมิฬร่างศพนั้นเมื่อเข้าสู่ร่างกายของเขาก็ถูกดูดกลืนต่อโดยมุกมารทั้งสามในตอนนั้นเองที่ราวกับสายเลือดที่กลายพันธุ์ของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นส่วนหนึ่งและพลังกายรวมถึงกล้ามเนื้อยังดูแข็งแกร่งขึ้นส่วนหนึ่ง


                  ถังเฟยหู่แปลกใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น“หรือว่านี่คือ…ขั้นที่สามของลมปราณมารไร้ลักษณ์บ่มเพาะกายาแห่งมาร…ขั้นที่สาม กายหยาบมาร” เขาได้นึกถึงเคล็ดวิชาในตำราที่เขาได้จากอสูรทมิฬ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ช่างคล้ายกับการฝึกกายหยาบมารของปราณมารไร้ลักษณ์เป็นอย่างมากแต่เขาก็ยังรู้สึกมีบางส่วนไม่ถูกต้อง แม้ดูไปจะคล้ายกันแต่วิธีฝึกในตำราคือการกินเลือดเนื้อของสัตว์อสูรต่างๆและโคจรเคล็ดวิชาเพื่อนำพลังงานในเลือดเนื้อของสัตว์อสูรมาฝึกฝนร่างกายแต่สิ่งที่อสูรทมิฬทำก็คือการกลืนกินร่างของศัตรูโดยสมบูรณ์มีผลที่ยอดเยี่ยมกว่ากันมากนัก


                  และเมื่อขั้นตอนทั้งหมดสิ้นสุดลงถังเฟยหู่ก็สามารถขยับร่างกายได้อีกครั้งหนึ่ง กะโหลกสีดำบนหน้าอกก็หดกลับไปจนเหลือเพียงแค่รอยสักสีดำรูปหัวกะโหลกจากนั้นรอยสีดำรูปหัวกะโหลกก็ขยับเคลื่อนไหวจากนั้นมันก็แย่งออกไปหลากหลายเส้นสายบนผิวหนังของเขาจากนั้นพวกมันต่างก็แหวกว่ายบนผิวของเขาลงสู่ท้องของเขาและซึมหายไปอสูรทมิฬได้กลับไปยังห้วงวิญญาณของเขาแล้ว


                  ในตอนนั้นเองที่ฝูงค้างคาวปีกม่วงทีเหลือไม่ถึงครึ่งได้มีความรู้สึกต่างออกไปพวกมันต่างก็พุ่งทะยานจากฟากฟ้าลงมาสู่เบื้องล่างค้างคาวที่เหลือเพียงเกือบครึ่งหนึ่งของตนแรกต่างก็พุ่งเข้าหาร่างของถังเฟยหู่อย่างรวดเร็ว


                  “ยังไม่จบอีกเหรอ!บ้าเอ้ย!” ถังเฟยหู่ตกใจเป็นอย่างมากที่อยู่ๆพวกสมุนค้างคาวยังจะโจมตีใส่เขาอีกเขาปลดปล่อยพลังสายฟ้าที่สะสมไว้จนหมดสิ้นแล้ว เขารีบเดินพลังปราณเก้าเยือกแข็งออกมาพร้อมกับตั้งท่าจะต่อสู้ทันที!


                  แต่ในตอนที่ถังเฟยหู่กำลังชกหมัดออกไปนั่นเองค้างคาวปีกม่วงตัวหนึ่งกลับบินมาจากทางด้านหลังของเขาและเกาะลงบนไหล่ของเขา ถังเฟยหู่หยุดทุกการกระทำและหันกลับไปมองค้างคาวตัวเล็กบนไหล่ด้วยความแปลกใจค้างคาวปีกม่วงได้มองหน้าเขาด้วยความสงสัยและแปลกใจ จากนั้นมันจึงค่อยเอาหัวลูบไปกับใบหน้าของเขา


                  “นี่มัน…”ถังเฟยหู่ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นการกระทำของมันจากนั้นเขาได้หันกลับไปมองพวกค้างคาวที่เหลือพวกมันต่างก็ลงมายืนอยู่บนพื้นรายล้อมรอบตัวเขาไปหมดสายตาของพวกมันเต็มไปด้วยความเคารพและยำเกรง


                  ถังเฟยหู่มองภาพเหล่านั้นด้วยความแปลกใจเขาลองคิดทบทวนดูอีกครั้งก่อนที่จะนึกบางอย่างออกมาได้ “หรือเพราะว่าอสูรทมิฬได้กินราชาของพวกมันไป…เลือดเนื้อของราชาค้างคาวปีกม่วงได้ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของข้ามันจึงทำให้พวกมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นของจ่าฝูงพวกมันในตอนนี้พวกมันคงคิดว่าข้าเป็นจ่าฝูงสินะ จริงสิ! ราชาสัตว์อสูรก็เกิดเช่นนี้พวกมันต่อสู้กันเองในเผ่าพันธุ์และกลืนกินตัวที่แข็งแกร่งกว่า กลายเป็นว่าในตอนนี้ข้าคือราชาของค้างคาวปีกม่วง…”


                  เขาได้กวาดตามองพวกมันจำนวนของพวกมันลดลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับตอนแรกที่มีนับหมื่นในตอนนี้การประเมิณคร่าวๆคงมีค้างคาวเหล่านี้ประมาณแค่ไม่กี่พันตัวเท่านั้นเอง อีกทั้งพวกมันยังนั่งเฝ้ารอเขาราวกับจะรอคำสั่งบางอย่าง“ภารกิจของสำนักคือการกำจัดพวกเจ้าที่เป็นภัยต่อหมู่บ้าน…แต่เหมือนตอนนี้พวกเจ้าจะว่านอนสอนง่ายแล้วสินะ ปัญหาก็คือ…ข้าควรทำอย่างไรกับพวกจ้าดี?”


                  ฝูงค้างคาวปีกม่วงพวกนี้หากไม่กำหราบให้ดีก็อาจจะสร้างความวุ่นวายให้แก่ชาวบ้านอีกเป็นแน่และหากปล่อยกลับไปตามธรรมชาติของพวกมันด้วยความที่พวกมันเป็นสัตว์อสูรต่างถิ่นก็จะทำให้สมดุลในธรรมชาติของสัตว์อสูรในบริเวณเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดีพวกมันก็อาจจะแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วรวมถึงอาจเกิดราชาค้างคาวตนที่สองก็ได้


                  แต่ในตอนนั้นเองที่เขาคิดอะไรบางอย่างออก“จริงสิ พวกเจ้าสนใจจะไปกับข้าไหมละ ในเมื่อข้าเป็นจ่าฝูงแล้วพวกเจ้าก็จงมาเป็นทาสอสูรของข้าเสียเถอะ” แม้ถังเฟยหู่จะกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่เข้าใจและเคียงคอไปมาด้วยความสงสัยเขานึกขำตัวเองที่พูดคุยกับสัตว์อสูรเหล่านี้ทั้งๆที่รู้ว่าพวกมันไม่เข้าใจจากนั้นเขาได้หลับตาและพยายามสื่อจิตกับค้างคาวตัวเล็กที่เกาะไหล่เขาอยู่เพื่อทดลองดู


                  และในตอนนั้นเองที่ร่างของค้างคาวตัวเล็กบนไหล่ได้ส่องแสงออกมาถังเฟยหู่สามารถสัมผัสถึงสายสัมพันธ์ของเขากับมันได้ในใจ การทำสัญญาทาสอสูรสำเร็จอย่างง่ายดายค้างคาวน้อยไม่แม้แต่จะขัดขืน อาจจะเพราะเขาคือราชาค้างคาวตนใหม่พวกมันจึงได้ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้


                  จากนั้นเขาจึงได้ลองทำเช่นเดียวกันกับค้างคาวปีกม่วงตนอื่นเขาทดลองทำกับสองตัวพร้อมกัน และเมื่อสำเร็จเขาจึงได้ลองกับค้างคาวสี่ตัว แปดตัวสิบหกตัว ทวีคูณไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ค้างคาวปีกม่วงสัตว์อสูรระดับสองทั้งหมดหลายพันตัวได้กลายมาเป็นทาสอสูรของเขาแม้ถังเฟยหู่จะรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้างแต่เขาก็ดีใจกับผลสำเร็จของมันเขาได้โบกมือและเรียกฝูงค้างคาวหลายพันตัวให้กลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของเขาในทันทีฝูงค้างคาวได้สลายกลายเป็นละอองปราณและกลับเข้าสู่ใจกลางของตันเถียนของเขาชั่วพริบตาเดียวพื้นที่นี้ก็กลายเป็นเงียบสงบไป


                  ถังเฟยหู่นั่งลงบนพื้นและเริ่มโคจรลมปราณเพื่อดูดกลืนพลังวิญญาณในอากาศลมปราณภายในร่างและความเหนื่อยล้าเริ่มฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็วครึ่งชั่วยามต่อมาเขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาฟื้นฟูจนกลับมาเป็นปกติแล้วจึงได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง


                  เขาก้าวเดินออกไปและกลับไปยังหมู่บ้านอีกครั้งแต่แล้วในตอนนั้นเองที่เขานึกบางอย่างออก เขาควานหาไปรอบๆตัวและหาของสิ่งหนึ่งไม่เจอซึ่งของสิ่งนั้นก็คือป้ายยืนยันตัวตนของสำนักนั่นเอง เขาหันหลังและเดินกลับไปยังบริเวณที่เขาและราชาค้างคาวล่วงหล่นลงจากท้องฟ้า


                  เขาโคจรวิชาสายเลือดดวงตาและกวาดตามองออกไปอย่างรวดเร็วไม่นานนักเขาก็ได้พบเข้ากับป้ายคำสั่งที่ถูกดินฝังไว้เขาเดินไปหามันและหยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาจากนั้นจึงได้ส่งจิตเข้าไปตรวจสอบเพื่อดูว่ามันยังใช้ได้อยู่หรือไม่


                  เมื่อพบว่าป้ายยืนยันตัวยังไม่บุบสลายและยังใช้งานได้อย่างปกติเขาก็ได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เฮ้ออ…คิดว่าจะขาดทุนเสียแล้ว หากป้ายเสียหายไปละก็ไม่รู้ว่าภารกิจยังนับว่าสำเร็จหรือไม่ โชคดีจริงๆ”เขานำป้ายมาเช็ดกับกางเกงของเขาเพื่อให้เศษดินที่ติดอยู่หลุดร่วงออกไป


                  จากนั้นเขาจึงได้ออกวิ่งกลับไปยังหมู่บ้านเขาใช้เวลาหลายชั่วยามเป็นอย่างมากกว่าจะมาถึงในตอนขาไปนั้นเขาได้ใช้วิธีเพิ่มความเร็วอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อหนีและล่อพวกฝูงค้างคาวออกจากหมู่บ้านไป


                  เขาได้กลับมาถึงยังหมู่บ้านในยามเช้าพอดิบพอดีบ้านทุกหลังในหมู่บ้านต่างก็ปิดประตูอย่างแน่นสนิทไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะออกจากบ้านเรือนของตนเองพวกเขาต่างหวาดกลัวว่าจะถูกพวกค้างคาวปีศาจเหล่านั้นลากไปกินสำหรับชาวบ้านทั้งหลายในบริเวณโดยรอบนี้ต่างก็เห็นฝูงค้างคาวปีกม่วงเหล่านี้เป็นภูตผีจากนรกก่อนหน้าที่พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสำนักยุทธ์พวกเขากเคยเรียนเชิญหมอผีมาทำพิธีขับไล่พวกมันหญิงชราที่เป็นหมอผีผู้นั้นได้เชือดคอหมาดำและนำเลือดของมันสาดไปทั่วทั้งหมู่บ้านด้วยความเชื่อที่ว่ามันจะสามารถล้างอาถรรพ์พวกค้างคาวได้


                  แต่สุดท้ายแล้วขณะที่หมอผีชราผู้นั้นกำลังเต้นแร้งเต้นกาตอนทำพิธีขับไล่พวกมันก็ถูกเหล่าสัตว์อสูรพวกนั้นฉีกกระชากจนเป็นชิ้นๆและกินต่อหน้าต่อตาของชาวบ้านจนสุดท้ายแล้วพวกชาวบ้านหลายๆหมู่บ้านก็ได้รวมตัวกันและขอความช่วยเหลือจากสำนักยุทธ์ในยุทธภพแทนนั่นเอง


                  “ท่านผู้ใหญ่บ้าน!”ถังเฟยหู่เอามือป้องปากและตะโกนเรียกหาผู้ใหญ่บ้านเมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มไม่นานนักเหล่าชาวบ้านก็เปิดประตูบ้านของตนและต่างออกมาหาชาวยุทธ์ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขา


                  “เป็นท่านจอมยุทธ์น้อยนี่เองเป็นอย่างไรบ้าง” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวออกมาทันทีหลังจากเห็นหน้าของชายหนุ่มเร่งรีบวิ่งกุลีกุจอมาหาเขาถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจใจนึงก็หวังว่าอยากให้จอมยุทธ์น้อยผู้นี้ทำภารกิจให้สำเร็จ แต่อีกใจหนึ่งก็เผื่อใจไว้ว่าภารกิจนี้อาจไม่สำเร็จและพวกเขาจะต้องทนทุกข์ต่อไป


                  แต่ถังเฟยหู่กลับตอบรับคำถามของผู้ใหญ่บ้านกลับไปด้วยรอยยิ้มแทน“ข้าทำสำเร็จแล้วท่านผู้ใหญ่บ้านฝูงค้างคาวปีกม่วงเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหามารบกวนท่านอีกต่อไป ข้าทำภารกิจเสร็จแล้วรบกวนท่านช่วยส่งหลักฐานยืนยันต่อสำนักให้ข้าด้วย”


                  เฮ่!


                  ในทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของถังเฟยหู่ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีสีหน้าที่ยินดีและโห่ร้องออกมาด้วยความสุข บางคนถึงกับทรุดเข่าลงไปกับพื้นเพราะความตึงเครียดทั้งหลายได้หายไปแล้วหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขและโล่งอกที่ทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว


                  “ขอบคุณท่านมากจริงๆท่านจอมยุทธ์น้อย” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวขอบคุณถังเฟยหู่ออกมาด้วยความซึ้งใจ เขาได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งออกมาเกี่ยวกับรายละเอียดว่าถังเฟยหู่สามารถจัดการปัญหาของหมู่บ้านได้แล้วจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ได้กัดนิ้วของตัวเองและหยดเลือดงไปหนึ่งหยด เขาได้นำนิ้วของตนเองประทับลงไปเพื่อเป็นรอยประทับลายนิ้วมือเพื่อยืนยันว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของจริง


                  ถังเฟยหู่รับจดหมายฉบับนั้นมาพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณทันใดนั้นเองที่เขาได้นึกบางอย่างออก “จริงสิท่านผู้ใหญ่บ้าน…ท่านพอจะมีเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วหรือไม่ พอดีตอนข้าสู้กับค้างคาวพวกนั้นชุดของข้าก็ขาดไปเสียหมดแล้ว”เขากล่าวออกมาพร้อมกับมองดูเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยไหม้และรูโหว่จากสายฟ้าฟาด


                  ผู้ใหญ่บ้านถึงกับขำออกมาในคำขอของจอมยุทธ์น้อย“เรื่องนี้ช่างเล็กน้อยจริงๆ ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไปที่บ้านข้ายังมีเก็บเสื้อผ้าเก่าของลูกชายข้าในสมัยก่อนไว้รูปร่างของเขาก็ใกล้เคียงกับท่าน คิดว่าคงจะใส่พอดีเป็นแน่”ผู้ใหญ่บ้านใช้ให้ลูกบ้านคนหนึ่งไปนำเสื้อผ้าตัวที่ว่ามา


                  จากนั้นถังเฟยหู่จึงได้ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในบ้านหลังหนึ่งจากนั้นเมื่อออกมาเขาก็สวมใส่เสื้อผ้าสะอาดตาไร้รอยขาดอีกครั้งเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วเขาก็ได้นำป้ายยืนยันตัวและจดหมายของผู้ใหญ่บ้านใส่ไว้ในอกเสื้อและตรงกลับไปยังสำนักโดยก่อนที่เขาจะกลับก็ไม่ลืมที่จะบอกลาชาวบ้านทั้งหลาย


                  ในระหว่างทางกลับขึ้นยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักนั้นในหัวของเขาต่างก็เต็มไปเรื่องให้ขบคิด เขาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เขาไม่ทราบว่าทำไมอสูรทมิฬถึงได้รวมเข้ากับร่างของเขาได้ เช่นนั้นนี่อาจเป็นการค้นพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้จิตวิญญาณร่างกายแบบซีเซี่ยหรือไม่?


                  รวมถึงเขาได้คิดเกี่ยวกับการหล่อเลี้ยงร่างกายด้วยเลือดเนื้อของสัตว์อสูรไม่ทราบว่าจะต้องใช้ทรัพยากรมากมายเพียงใดถึงจะสามารถฝึกขั้นที่สามของลมปราณมารไร้ลักษณ์นี้ได้สำเร็จแต่เขาเองก็ตั้งความหวังไว้กับวิชานี้มากด้วยเช่นกัน นั่นเพราะทุกครั้งที่เขาฝึกสำเร็จหนึ่งขั้นของวิชานี้เขาก็จะได้รับประโยชน์ที่มากมายยิ่งนัก


                  ในระหว่างที่คิดเรื่องราวต่างๆเขาก็ได้กลับมาถึงสำนักแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว…

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912