หลังจากได้รับการเปิดจุดชีพจร สตรีทั้งสามได้รับการส่งเสริมด้วยโอสถอีก ความรุดหน้ายิ่งเพิ่มขึ้นจนสร้างความยินดีให้แก่สตรีทั้งสามยิ่ง นับแต่นั้นมาสตรีทั้งสามก็ฝึกฝนวิชาต่าง ๆ ตามหลักวิชาของตัวเอง และบางหลักวิชาที่กังหลงค้นหาจากในแหวนมิติที่เฒ่าเทียนคงได้เก็บสะสมไว้ วิชาใดที่เหมาะสมและคิดว่ามีประโยชน์ กังหลงต่าง ให้ทั้งสามได้ฝึกปรือ
ส่วนกังหลงนั้นได้สะพายดาบอัคคีโลกันอเวจีติดตัวไว้ตลอดเวลาและฝึกฝนการใช้ จนสามารถนำท่าสัตตะมรณา ท่วงท่าอัศนีคำรณ และอัคคีโลกันต์อเวจีสำแดงออกด้วยดาบอัคคีโลกันต์อเวจี ผลที่ออกมาเหนือความคาดหมายนักเพราะสามารถโจมตีได้รุนแรงกว่าการฟาดโจมตีด้วยฝ่ามือถึงสองเท่า แต่ยังกินแรงอยู่เล็กน้อย เนื่องจากดาบที่ใหญ่และหนักกว่าการใช้ฝ่ามือฟาดถึงห้าพันชั่ง
เมื่อเวลาผ่านไปจากการฝึกฝนทุกวันและการใช้ร่วมกับท่าเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอย การแบกดาบไว้ตลอดเวลามิเคยปลดปล่อยออกจากหลัง ทำให้กายาทองแดงยิ่งมีความแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน ทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติก็ยิ่งมีการพัฒนาขึ้นจนสามารถดูดกลืนธาตุต่าง ๆ ได้รวดเร็วตามใจนึก พลังของกายาปัจจุบันสามารถรับน้ำหนักหนึ่งหมื่นชั่งได้สบายดุจการกวัดแกว่งพู่กันแล้ว
กิจวัตรประจำวันของกังหลงปัจจุบันคือการ ฝึกฝนท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอย เข้าฌาณฝึกลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ ฝึกสัตตะมรณา ฝึกฝนด้านโอสถ ไปให้คำแนะนำแก่สตรีทั้งสาม ออกไปหาสมุนไพรและหาอาหาร เป็นเช่นนี้เรื่อยไป จนเวลาในห้องกาลเวลาผ่านไปสี่ปี
"ย๊ากกก"
"วูบบบ..!!"
"อัศนีคำรณ..!!"
"บึ้ม...!!"
"อัคคีโลกันต์..!!"
"บึ้ม...!!"
ในสี่ปีที่ผ่านมานี้ สำหรับกังหลงนอกจากทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติมีการพัฒนาขึ้นจนสามารถดูดกลืนธาตุต่าง ๆ ได้รวดเร็วตามใจนึก กายาทองแดงยิ่งมีความทนทานแข็งแกร่งขึ้น การใช้ดาบอัคคีโลกันต์อเวจีช่ำชองชำนาญกวัดแกว่งจนสามารถใช้งานได้อย่างใจนึก ยังสามารถเรียนรู้การปลดปล่อยพลังจักระของเคล็ดวิชาสัตตะมรณาธาตุสายฟ้าในท่าอัศนีคำรณ และปลดปล่อยพลังจักระของเคล็ดวิชาสัตตะมรณาธาตุอัคคีในท่าอัคคีโลกันต์จากการใช้ฝ่ามือมาเป็นใช้กับเพลงดาบแทน ซึ่งผลที่ออกมาเหนือความคาดหมายยิ่ง เพราะการโจมตีวิชาสัตตะมรณาโดยใช้เพลงดาบมีความรุนแรงถึงสองเท่าของการโจมตีวิชาสัตตะมรณาโดยใช้เพลงฝ่ามือ
แม้การใช้เพลงดาบด้วยดาบอัคคีโลกันต์อเวจีนั้นจะกลืนกินพลังปราณไปถึงสองเท่าของการใช้เพลงฝ่ามือแต่หาเป้นผลกระทบต่อกังหลงไม่เนื่องจากกังหลงมีเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติที่ฝึกปรือจนถึงระดับสองเต็มขั้นสามารถดูกลืนปราณธรรมชาติทุกชนิดให้มาเป็นพลังปราณบริสุทธิ์ได้ในชั่วอึดใจ จนรู้สึกปัจจุบันสามารถโจมตีด้วยท่าสัตตะมรณาแต่ละธาตุโดยใชเพลงฝ่ามือได้เจ็ดครั้งติดต่อกันโดยลมปราณมิได้เหือดแห้งไปเหมือนเช่นก่อนหน้านี้หากใช้ดาบโจมตีด้วยท่าสัตตะมรณาแม้จะมีพลังรุนแรงขึ้นกว่าการใช้เพลงฝ่ามือถึงสองเท่าก็จริงแต่สามารถทำการโจมตีโดยดาบได้เพียงสามครั้งเท่านั้นลมปราณก็เหือดแห้งไป ในส่วนของระดับปราณขณะนี้ก็เพียงมีสัญญาณที่แสดงว่าพร้อมจะเลื่อนระดับขึ้นสูปราณราชันย์ระดับเก้าได้ตลอดเวลา ส่วนอย่างอื่นก็มิมีอะไรที่ถือว่าก้าวหน้าจนโดดเด่น
แต่สตรีทั้งสามนั้นกลับผิดแผกกันออกไป มีความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เยี่ยนฟางนั้นปัจจุบันระดับปราณของนางอยู่ที่ระดับปราณราชันย์ระดับหนึ่งขั้นต้น หยางเสี่ยวเอ๋อร์สามารถเข้าสู่ปราณราชันย์สำเร็จและอยู่ที่ปราณราชันย์ระดับสองขั้นสุด ส่วนนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะพลังปราณอยู่ที่ปราณราชันย์ระดับสี่ขั้นสุด สร้างความยินดีให้แก่สตรีทั้งสามเป็นยิ่งนัก
เมื่อความก้าวหน้าด้านปราณยุทธคล้ายหยุดอยู่กับที่ สมควรที่จะศึกษาค้นคว้าในสิ่งที่ตัวเองยังไม่ได้เรียนรู้ วันนี้กังหลงได้มานั่งทบทวนสิ่งต่าง ๆ พบว่าวิชาโอสถของตนที่มิอาจรุดหน้าเพราะระดับพลังจิตวิญญาณไม่ได้พัฒนาขึ้นไปจากเดิม จึงหวนคิดถึง คัมภีร์วิญญาณเทวะ ของรางวัลที่ตนปลดผนึกและเพียงซึมซับเข้าสู่จิต แต่ตนยังมิมีเวลาได้เล่าเรียน
บัดนี้เมื่อหวนคิดขึ้นมาได้จึงตั้งใจที่จะศึกษา ดูจากชื่อแล้วคงเป็นทักษะในการพัฒนาระดับพลังจิตวิญญาณชนิดหนึ่ง จึงสำรวมสมาธิเข้าฌาณศึกษาในทันที ความรู้สึกได้ดิ่งเข้าสู่ทะเลแห่งจิต พลันอักขระสีดำนิลได้ผุดออกมาจนเด่นชัด
"วิญญาณเทวะ...จิตสัมผัสระดับเทวะ
จิตวิญญาณผ่านห้าสิบสี่ชีพจร...ผ่านเจ็ดจักระหมุนวนร้อยแปด
จิตรวมเป็นหนึ่ง..ทะเลจิตขยายขอบเขต.. ดับสูญเกิดใหม่..หนึ่งคราจิตราชันย์..วิญญาณครอบครองสัมผัสพสุธา
จิตรวมเป็นหนึ่ง..ทะเลจิตขยายขอบเขต.. ดับสูญเกิดใหม่..สองคราจิตจักรพรรดิ์.. วิญญาณครอบครองสัมผัสฟากฟ้า
จิตรวมเป็นหนึ่ง..ทะเลจิตขยายขอบเขต.. ดับสูญเกิดใหม่..สามคราจิตเทวะ..วิญญาณครอบครองสัมผัสดวงดาว "
ชั่วครู่อักขระทั้งหมดไหลเวียนซึมซับเข้าสู่จิต กังหลงมิอาจเข้าใจข้อความเหล่านี้แม้แต่น้อย เพียงทดลองชักนำพลังจิตวิญญาณจากทะเลจิตให้หมุนวนไปตามจุดชีพจรต่าง ๆ ทีละจุด ๆ จนเกิดเป็นเส้นสายสีดำเคลื่อนช้า ๆ ไปทีละจุด การชักนำนี้ผลาญพลังปราณไปอย่างยิ่งจนกังหลงต้องโครจรลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติหมุนวนอย่างเต็มที่จึงจะพอฝืนชักนำพลังจิตวิญญาณจากทะเลจิตให้หมุนวนไปตามจุดชีพจรต่าง ๆ ทีละจุด ๆ จนเกิดเป็นเส้นสายสีดำเคลื่อนช้า ๆ ไปทีละจุดได้สำเร็จหนึ่งรอบ แต่ก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยแก่กังหลงเป็นอย่างยิ่ง ครั้งแรกมิอาจเกิดผลอันใดขึ้นแม้แต่น้อย
กังหลงมิย่อท้อฝึกทำเช่นเดิมไปเรื่อย ๆ จนกาลเวลาในห้องการเวลาผ่านไปอีกครึ่งปีการชักนำพลังจิตวิญญาณจึงเริ่มโคจรได้คล่องตัวขึ้น จักระตำแหน่งตาที่สามบริเวณหน้าผากเริ่มหมุนวนตาม เกิดเป็นหลุมดำขนาดเล็กและเริ่มดูดกลืนพลังวิญาณเริ่มจากบางเบาจนมองเห็นเป็นเส้นสายสีดำขนาดใหญ่มากกว่าการดูดกลืนพลังวิญญาณผ่านรูขุมขนโดยเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติถึงสองเท่า พลันคำนึงขึ้น
"มิคิดว่า คัมภีร์วิญญาณเทวะ เป็นวิชาที่ใช้ฝึกพลังทางจิตวิญญาณที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติถึงสองเท่า แต่ดูเหมือนจุดจักระตำแหน่งนี้ยังไม่ทำงานเต็มกำลังเหมือนจักระตำแหน่งอัศนีและตำแหน่งอัคคี หรือเป็นเพราะว่าจักระตำแหน่งนี้ยังขาดเม็ดพลังธาตุวิญญาณ "
"..เห้อ..มิทราบเม็ดพลังธาตุวิญญาณจะเป็นเช่นใด จะหาจากที่ไหน คงมิอาจจะบังเอิญหาพบเจอได้ง่ายดายเฉกเช่น เม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีและเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุเป็นแน่ แต่การเริ่มเรียนรู้คัมภีร์วิญญาณเทวะเพียงแค่นี้ก็สามารถดูดกลืนพลังวิญญาณเข้าสู่ทะเลจิตได้มากกว่าปกติถึงสองเท่าแล้ว หากสามารถทำความเข้าใจคัมภีร์วิญญาณเทวะได้มากกว่านี้ต่อไปการยกระดับทางจิตวิญญาณก็มีโอกาสสูงขึ้นกว่าเดิมมิทราบมากมายเท่าใด "
"..แต่ เอ๊ะ..!! ปราณวิญญาณมีสีดำ ..อัคคีสีดำที่ข้าเคยกลืนกินโดย เคล็ดวิชาระดับเลิศล้ำมายาสวรรค์กลืนอัคคีวิเศษ มิทราบจะสามารถนำมาทดแทนเม็ดพลังธาตุวิญญาณชั่วคราวได้รึไม่ คงต้องลองทดสอบดูถึงอย่างไรก็มิมีอันใดเสียหายหากทำไม่สำเร็จ"
"แต่ถ้าเกิดสำเร็จจนสามารถทดแทนกันได้ชั่วคราวก่อนที่จะพบเจอเม็ดพลังธาตุวิญญาณ เพียงนี้ก็อาจมีประโยขน์ไม่มากก็น้อย เพราะก่อนหน้านี้ก่อนที่จักระตำแหน่งธาตุสายฟ้าจะสำแดงอานุภาพได้เต็มที่ ก็ยังดูดกลือนเม็ดพลังธาตุสายฟ้าธรรมดามาใช้งานได้ชั่วคราว ก่อนที่ดูดกลืนเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุมาเพิ่มเติมในภายหลังจนทำให้ตำแหน่งจักกระธาตุสายฟ้าสมบูรณ์จนแสดงอานุภาพท่าสัตตะมรณาธาตุสายฟ้าได้เต็มกำลัง"