ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    บทที่143 ต้วนอี้ ท้าประลอง

        บรรยากาศภายในสำนักต่างเงียบสงัด วันนี้เป็นวันที่หลายๆ คนรอคอย อยากรู้ใครจะได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมงานประลอง

    แม้แต่ลูกศิษย์สำนักนอกยังสนใจอยากรู้ใครจะได้เป็นตัวแทนไปลงแข่งขัน



    ลูกศิษย์สำนักเซียนเองก็ทยอยออกมาจากวิหารมรดกกัน จนหมดเพื่อรอฟังข่าวนี้

    เวลาเหลือไม่ถึง1เดือนพวกเขาต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม



    ....

       เหล่าเจ้าสำนักต่างนั่งประชุม พวกเขาเริ่มตกลงกันจะเลือกใครเป็นตัวแทนสำนักเซียน เข้าร่วมงานประลองร้อยแคว้น

    ไม่นานเหล่าเจ้าสำนักก็ได้ข้อสรุปว่าผู้ใดจะได้เข้าร่วงงานประลองร้อยแคว้น
    เหล่าเจ้าสำนักต่างลงความเห็น 1 ใน 5 คนลูกศิษย์

    ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมงานประลองมี ซีเผิง เวินรั่วเจียง ปาโม่จือ ชิงอี้ แล้วก็อี้เฉิน ที่จะได้เป็นตัวแทนแคว้นพยัคฆ์

         เจ้าสำนักหลายๆ คนต่างไม่คัดค้าน พวกเขาหวังกับ ซีเผิงเป็นอย่างมาก
    หลังจากที่ซีเผิงออกมาจากสระเลือดสัตว์อสูรบรรพกาล ตัวเขาก็ปลายเป็นผู้สูงส่ง พลังต่อสู้ไม่อ่อนด้อยไปกว่า

    อวิ่นซานซีที่เป็นศิษย์เอกคนเก่า ของเจ้าสำนักเซียนมากนัก หากชุบเลี้ยงซีเผิง ดีๆเป็นไปได้ที่ความเก่งกาจ อาจจะแซงหน้าอวิ่นซานซีก็เป็นได้


    "ข้าหวังว่า แคว้นพยัคฆ์ คงไม่ตกรอบแรกๆ หรอกนะ" เจ้าสำนักเหมันต์เอ่ยพูด



    เจ้าสำนักเซียนตัดพ้อก็ไม่แน่ "อย่าลืมเหล่าจอมยุทธ์ที่หลบซ่อนพวกเขาเองก็จะมาเข้าร่วมงานประลองนี้"



    เจ้าสำนักปราณโลหิตยิ้มแห้งๆ "ผู้มีอำนาจเองก็คงอยากเห็น สำนักเซียนเสื่อมเสียชื่อเสียง พวกเขาต้องส่งคนเก่งๆ มาท้าประลองพวกเราเป็นแน่"



    เจ้าสำนักอักษรยิ้ม "พวกเจ้าอย่าคาดหวังมาก การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่อง ง่ายที่จะผ่านเข้ารอบลึกๆ"



    เหล่าเจ้าสำนัก ต่างถอนหายใจ



    "เจ้าสำนักอักษร ท่านบอกว่าอย่าคาดหวัง ไม่ใช่หรือเหตุใด ท่านถึงมีท่าที คาดหวังกว่าใครอื่น"



    เจ้าสำนักอักษรใส่หัว "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะศิษย์ทั้งสองของข้าลงประลอง"

    ....



    ไม่นาน เจ้าสำนักทั้ง11คนก็เดินออกมาจากยอดเขาหลัก ลงมายังลานกว้างหน้าสำนัก

    ลานกว้างตอนนี้เต็มไปด้วย เหล่าลูกศิษย์ที่มารอฟัง ใครจะได้เป็นตัวแทนแคว้นพยัคฆ์เข้าร่วมงานประลองสงครามร้อยแคว้น

    พวกเขาต่างอยากรู้ ตัวแทนจะเป็นใครกันแน่



    "ข้าว่าปาโม่จือ"



    "ข้าว่าแม่นางเวินรั่วเจียง" พวกเขาต่างส่งเสียงพูดคุย




    ...ทันที ที่เจ้าสำนักมาถึงพวกเขาต่างใจจดใจจ่อ ตั้งหน้าตั้งตารอฟัง

    เจ้าสำนักเซียนประกาศก้อง "ตัวแทนสำนักเซียนที่จะไปเข้าร่วมงานประลองสงครามร้อยแคว้น มี ซีเผิง เวินรั่วเจียง ปาโม่จือ ชิงอี้ แล้วก็อี้เฉิน"



    หลายๆ คน ไม่แปลกใจกับ 4ชื่อแรกเท่าไหร่ แต่ชื่อที่5พวกเขา ยังไม่เคยเห็นพลังการต่อสู้ของอี้เฉินมากเท่าที่ควร

    มีบางคนถึงกับส่ายหัวเมื่อ ได้ยินชื่อ อี้เฉิน



    "คนที่5นั่นใครหรือ ข้าไม่ยักเคยเห็นเขามาก่อน" ลูกศิษย์ต่างพากันซุบซิบพูดคุย



    ปาโม่จือ ยิ้มด้วยความยินดี "ข้าคิดอยู่แล้วว่าตัวข้าต้องได้รับการคัดเลือก"



    เจ้าสำนักปราณโลหิต ถึงกับส่ายหัวเมื่อเห็น เจ้าปาโม่จือ ตะโกนออกมา ศิษย์คนนี้ชอบพูดจาโผงผาง



    ตัวชิงอี้ เองก็ยกยิ้มอย่างยินดีไม่คิดตัวเขาจะได้รับการคัดเลือก



    มีเพียง อี้เฉินกับซีเผิง ที่นิ่งเฉยไม่ไหวติ่ง



    อยู่ๆ เสียงหนึ่ง เอ่ยขึ้น "ข้าไม่อาจยอมรับได้ ข้าอยากท้าประลอง ว่าข้าคู่ควรที่จะได้ไปร่วมงานประลอง" ต้วนอี้ไม่อาจยอมรับได้

    เขาเองก็เลื่อนขั้นพลังเป็นวีรชนระดับปลายเหมือนกันเหตุใดไม่ถูกคัดเลือก



    เจ้าสำนักเทพอสูร ตวาดต้วนอี้ทันที "เจ้าจะไม่รับฟังคำของเหล่าเจ้าสำนักหรือต้วนอี้"



    แต่ท่านอาจารย์ "ข้าเองก็ไม่อ่อนด้อยกว่าคนอื่นๆ เช่นกัน ให้โอกาสข้าเถอะ"



    เจ้าสำนักเทพอสูรเริ่มมีโทสะ "เจ้ายังคิกจะเถียงอีก กลับไปฝึกฝนต่อเสีย"



    เจ้าสำนักเซียนเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้าสำนักเทพอสูรพอแล้ว ลูกศิษย์ของเจ้าอยากจะท้าใครประลองใน5คนนี้ เลือกเอา ข้าจะให้โอกาสกับเจ้า"



    ต้วนอี้ที่ได้ยินเจ้าสำนักเซียนเอ่ยพูด เขาไม่เก็บอาการอีกต่อไป ดีใจเป็นอย่างมาก

    ก่อนที่จะกวาดตามองไปที่พวก ซีเผิง อี้เฉิน เวินรั่วเจียง ชิงอี้ ปาโม่จือ พวกเขาที่เห็นสายตาของต้วนอี้ถึงกับ

    ไม่อยากสบตาไม่มีใครอยากถูกท้าประลอง



    ต้วนอี้ ยกยิ้มมาที่อี้เฉิน ก่อนจะยกมือชี้ไปที่อี้เฉิน "เจ้าข้าขอท้าเจ้า อี้เฉิน"



    อี้เฉินที่ได้ยินถึงกับถอนหายใจยาว เหตุใดเป็นข้าอีกแล้ว "เจ้าคิดให้ดีนะ ต้วนอี้ ข้าจะไม่ออมปราณพลังหากเจ้าเลือกข้า"



    ต้วนอี้ มีท่าทีลังเลเล็กน้อยเขาไม่รู้ อี้เฉินมีพลังอยู่ในระดับไหน การต่อสู้ของอี้เฉินที่เขาเห็นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เอาจริง



    เวินรั่วเจียงนางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "เจ้าคิดให้ดี ถ้าเจ้า ท้าข้าประลอง ข้าจะ ฆ่าเจ้าเสียต้วนอี้"



    ซีเผิง ชิงอี้ ปาโม่จือ ก็พูดแบบเดียวกันเมื่อเห็น ต้วนอี้มีท่าทีลังเล "หากเจ้าท้าข้าประลองข้า ก็จะฆ่าเจ้าเหมือนกัน"

    พวกเขาต่างปล่อยจิตสังหารกดดันต้วนอี้



    ต้วนอี้ ถึงกับหน้ามืดทะมึนไอ้พวกนี้มันเห็นเราอ่อนแอนิดหน่อย คิดจะข่มขู่ "พวกเจ้าไม่ต้องข่มขู่ข้าเลย ข้าเลือกอี้เฉิน

    เจ้าออกมาซะ เจ้าข่มขู่ข้าไม่ได้ผลหรอก"



    ต้วนอี้ ก้าวเดินขึ้นลานประลองด้านหน้าสำนักเซียนทันที ก่อนจะกวักมือเรียกอี้เฉินให้ขึ้นมา



    เขาเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงโอหัง"เจ้าอย่ามัวชักช้าหรือจะยอมแพ้เลยก็ได้ ข้าจะได้ไม่เสียเวลา"



    อี้เฉินก้าวเดินขึ้นลานประลอง ก่อนจะระเบิดปราณพลังสีเลือดหลั่งไหลออกมา กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

    ทุกการก้าวเดินอี้เฉินกดดันไปยัง ต้วนอี้ อย่างรุนแรง



    ต้วนอี้ เริ่มหวาดหวั่น เหมือนเขาเลือกคู่ต่อสู้ผิดคน อย่างไรอย่างนั้น



        แม้แต่ลูกศิษย์สำนักนอกที่มาดูยังใจสั่นสะท้าน "นั้นมันปราณพลังอะไรกันข้าไม่เคยเห็นปราณพลังแบบนี้มาก่อน มันหยั่งกับมีเลือดหลั่งไหลออกมาอย่างไรอย่างนั้น"
    "ข้าเคยเห็นเขาต่อสู้กับคนสำนักศักดิ์สิทธิ์ แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้ปลดปล่อยปราณพลังออกมามากขนาดนี้ หรือคนผู้นี้เก็บซ่อนปราณพลังไว้"



    เจ้าสำนักบางคนยังขมวดคิ้วมุ่น เหตุใดปราณพลังของไอ้เด็กนี่มันถึงมีแรงกดดันมากขนาดนี้

    เจ้าสำนักเทพอสูรเอ่ยพูด "ไอ้เด็กนี่มันซ่อนปราณพลังไว้ลึกมาก จริงๆ"



    เจ้าสำนักจันทราเอ่ยเสียงเรียบ "สำนักเซียนเราอาจจะมีม้ามืดอีกคน ก็เป็นได้"



    อี้เฉินไม่คิดซ่อนปราณพลังอีกต่อไป ทันทีที่เขาขึ้นลานประลองไปได้ เขาก็พุ่งทะยานเข้าใส่ ต้วนอี้ อย่างรวดเร็วก่อนจะปล่อยหมัดเข้าโจมตี

    ต้วนอี้ ยังตกตะลึงกับปราณพลังอี้เฉินไม่หาย เขาคิดจะต่อสู้ด้านกายากับอี้เฉิน



    เขารีบยกฝ่ามือปัดป้องหมัดของอี้เฉินทันที เสียง"ตูม"ดังก้อง หมัดที่ห่อหุ้มปราณพลังทั้งสอง เสียดสีกันอย่างรุนแรง ก่อนที่ทั้งคู่จะลอยกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง



    ต้วนอี้ ยันร่างขึ้นมาได้ "ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เป็นไปได้อย่างไร เพียงแค่การโจมตีเดียวถึงกับทำให้ข้าบาดเจ็บ"

    ต้วนอี้ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง แขนของเขาที่รับการโจมตีของอี้เฉินถึงกับ ชาหนึบ โดนแรงอัดกระแทกจนบาดเจ็บ




    ฝูงชนที่ชมการประลอง ยังใจสั่นสะท้าน "เหตุใดไอ้เด็กผมขาวนั้นมันถึงมีพลังกายา มากขนาดนี้"
    บางคนถึงกับอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง



    ต้วนอี้ไม่ยอมแพ้ แปลงกายเป็นสิงโตทองคำตัวขนาดเท่าบ้านหลังหนึ่ง พุ่งเข้าโจมตีอี้เฉินอย่างรวดเร็ว

    "เอากรงเล็บของข้าไปกินสะ" ความเร็วของสิงโตทองคำนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก พุ่งออกไปเป็นแสงสีทองก่อนจะง้างกรงเล็บตบอี้เฉิน



         อี้เฉินยกยิ้ม เขาไม่ได้หลบเลี่ยงการโจมตีของต้วนอี้ ก่อนจะเอาฝ่ามือที่ห่อหุ้มปราณพลัง เข้าจับอุ้มเท้าที่พุ่งเข้ามา
    ต้วนอี้พยาม กดอุ้มเท้าสุดแรงหมาย บดขยี้ให้อี้เฉินแหลกคาเท้าบาดเจ็บหนัก แต่กรงเล็บของเขา ที่ตะปบเข้าใส่อี้เฉินไปกลับไม่สามารถขยับเข้าไปโจมตีอี้เฉินได้ คิดจะถอยหนีก็ถอยไม่ออก ถูกอี้เฉินบีบอุ้มเท้าไว้แน่น
    "เจ้าเจ้า ปล่อยข้านะ"ต้วนอี้คำรามด้วยความแค้นเคือง



    "เจ้าออกไปซะ ต้วนอี้" อี้เฉินเหวี่ยงต้วนอี้ ออกไปอย่างแรง ต้วนอี้ รอยกระเด็นออกไปชนกับค่ายกลป้องกันทันที



    "ตูม"ดังก้อง แม้แต่ค่ายกลยังแตกร้าวเล็กๆ

    ต้วนอี้ มีเลือดไหลซึมที่มุมปาก เดือดดาลสุดแสน ตัวเขาแพ้ราบคาบ ก่อนจะกลับร่างมนุษย์ แล้วเดินจากไป




    หลายๆ คนที่ชมการประลองต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างไม่คิด ต้วนอี้จะแพ้ง่ายดายขนาดนี้

    "เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็รู้ผลแล้ว พลังกายาของไอ้เด็กผมขาวนั้นมันมีมากขนาดไหนกันแน่ ถึงขนาดทำให้สิงโตทองคำลอยกระเด็นออกไปได้"



    แม้แต่เหล่าเจ้าสำนักยังเอ่ยชม "เจ้าทำได้ไม่เลว"



    "เจ้าสำนักอักษร ลูกศิษย์ของเจ้าไม่เลวจริงๆ"



    แม้แต่เจ้าสำนักเซียนยัง ส่ายหัวเสียดายไม่ได้อี้เฉินมาเป็นศิษย์ "ไอ้เด็กคนนี้มันโอหังใช่ย่อยกล้าปิดบังข้า"



    ซีเผิงกับเวินรั่วเจียง ที่อยู่กับอี้เฉินภายในสุสานเทพตัวพวกเขารู้ดีอี้เฉินนั้นกายาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หากคิดสู้ด้วยพลังกายากับอี้เฉินไม่น่าจะมีลูกศิษย์คนใดในที่นี้ ชนะเขาได้

    คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน