ท่านอ๋องหก และคนอื่นๆออกไปร่วมงานเลี้ยงที่ลานกว้างของหมู่บ้านกันแล้ว ส่วนฉัน เหยียนเหล่ย เลี่ยงซู และหยางเค่อ กำลังเดินตามหลังพวกเขาออกไป คืนนี้ทุกคนดูสนุกสนานครึกครื้น กลุ่มหนุ่มสาวกำลังเต้นรำอยู่รอบกองไฟ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ช่างดูแตกต่างไปจากวันก่อนๆที่มีแต่บรรยากาศอึมครึมกดดัน
เรานั่งลงที่โต๊ะที่มีซิ่นปิงกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่ ฉันกล่าวทักทายซิ่นปิงว่าไม่ได้พูดคุยกันหลายวันเลย ซิ่นปิงตอบว่าช่วงนี้เขากำลังยุ่งอยู่กับการช่วยชาวบ้านซ่อมแซมบ้านเรือน และบางวันเขาก็ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านเพราะออกไปกับกลุ่มคนโพกผ้า เพื่อไปตามล่าชงอวี้กับเจิ้งไฉที่ยังหาตัวไม่พบ
ในขณะที่เราพูดคุย ดื่มเหล้า และกินอาหารที่จัดวางอยู่บนโต๊ะ ก็เห็นชิงอิ๋งเดินมาในชุดสีแดงสดลวดลายบนผ้าเป็นสีดำขลิบทองดูหรูหราคมเข้มสวยงามโดดเด่นกว่าใคร ชิงอิ๋งเดินมาทักทายทุกคนและส่งยิ้มหวานให้กับเหยียนเหล่ย จากนั้นจึงเดินไปหาลุงสุ่ยที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ที่โต๊ะไม่ห่างกันนัก
จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ มีกลุ่มหญิงสาวเดินซุบซิบและหัวเราะมากับชิงอิ๋งในมือถือผ้าเช็ดหน้ามาด้วยคนละผืน พวกนางกับชิงอิ๋งเดินตรงหาเหยียนเหล่ยที่นั่งอยู่ข้างๆท่านอ๋อง แล้วชิงอิ๋งก็พูดเชื้อเชิญเหยียนเหล่ยให้ออกไปเต้นรำด้วยกัน พร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าในมือให้เหยียนเหล่ยจับปลายผ้าเช็ดอีกข้างหนึ่ง เป็นการเชิญชวนตามพิธีของหมู่บ้าน
เหยียนเหล่ยยิ้มเขิลอายที่ถูกเชิญออกไปเต้นรำ แล้วยื่นมือไปจับที่ปลายผ้าเช็ดหน้า เดินตามออกไปที่ลานกว้างเพื่อเต้นรำกับชิงอิ๋งต่อหน้าต่อตาฉัน ซิ่นปิงที่ไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของฉันกับเหยียนเหล่ยก็พูดขึ้นว่า ถ้าชิงอิ๋งได้แต่งงานกับเหยียนเหล่ยคงจะดีไม่น้อย เพราะเหยียนเหล่ยดูเป็นผู้ใหญ่ คงดูแลน้องสาวที่เอาแต่ใจของเขาได้เป็นอย่างดี และดูท่าทางชิงอิ๋งจะถูกใจในตัวเหยียนเหล่ยไม่น้อยเลย
เฝิ่นลู่จึงตีแขนซิ่นปิงให้หยุดพูด แล้วกระซิบเบาๆกับซิ่นปิงว่า ฉันกับเหยียนเหล่ยเป็นสามีภรรยากัน ซิ่นปิงถึงกับอุทานตกใจตาโตพูดไม่ออก หันมามองหน้าฉันที่แสดงออกทางสีหน้าว่าฉันรู้สึกไม่สบายใจ ซิ่นปิงรีบกล่าวขอโทษแทนชิงอิ๋งและบอกว่าเขาจะบอกเรื่องนี้ให้ชิงอิ๋งรู้ และทำท่าจะลุกออกไปบอกให้เขาทั้งสองคนหยุดเต้นรำ
ฉันจึงบอกซิ่นปิงว่าไม่เป็นไร แค่การเต้นรำฉันไม่คิดมากอะไร แต่ยกถ้วยเหล้าดื่มระงับอารมณ์หึงหวง พร้อมกับท่องคำว่า เชื่อใจ อยู่ในใจตลอด จากนั้นจึงหันมาฟังท่านอ๋องที่กำลังพูดคุยถึงเรื่องจะไปหุบเขาจันทร์ดับ และยังบอกอีกว่าอีกสองวันจะถึงคืนวันจันทร์ดับ พรุ่งนี้ท่านอ๋องจะไปพบกับแม่เฒ่าเพื่อรับผลท้อสวรรค์
ซิ่นปิงจึงเล่าให้เราฟังว่า เขาเคยแอบเข้าไปหุบเขาจันทร์ดับครั้งหนึ่ง แต่ไปได้แค่ที่ตีนเขาเพราะเกิดความหวาดกลัวจึงกลับออกมา แต่ครั้งนี้เขาจะเป็นคนนำทางพาพวกเราไปส่งที่ชายป่าหุบเขาจันทร์ดับแต่จะไม่ตามเข้าไปในหุบเขาด้วย แล้วลี่ถังก็ทักขึ้นว่า เหยียนเหล่ยกับชิงอิ๋งหายไปไหน เมื่อกี้ยังเห็นเหยียนเหล่ยกับชิงอิ๋งเต้นรำกันอยู่เลย
ซิ่นปิงจึงเรียกชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังเดินผ่านมาแล้วถามว่าเห็นชิงอิ๋งหรือไม่ ชาวบ้านคนนั้นตอบว่าเห็นชิงอิ๋งเดินคุยกับเหยียนเหล่ยไปทางเรือนพักของชิงอิ๋ง นั่นทำให้ใจฉันชาวาบหน้าร้อนขึ้นมาทันที ไม่อยากจะคิดมากว่าคนทั้งสองไปทำอะไรกันที่เรือนพัก จึงร้อนใจทำท่าจะลุกขึ้นเดินตามไปดู
ก็เห็นเหยียนเหล่ยเดินกลับมาพอดี แต่เขาเดินกลับมาคนเดียวไม่ได้มีชิงอิ๋งเดินตามมาด้วย เขาเดินมานั่งลงตรงที่ว่างข้างๆฉัน เพราะเลี่ยงซูลุกออกไปเข้าห้องน้ำ ฉันจึงถามเขาว่าเมื่อกี้เขาหายไปไหนกับชิงอิ๋ง เหยียนเหล่ยตอบว่าออกไปพูดคุยอะไรนิดหน่อยกับชิงอิ๋งแล้วเดินไปส่งที่เรือนพัก เพราะชิงอิ๋งบอกว่ารู้สึกเหนื่อยจากพิธีเมื่อตอนกลางวัน
ฉันจึงถามต่ออีกว่าพูดคุยกันเรื่องอะไร เหยียนเหล่ยกระซิบข้างหูฉันเบาๆว่า ชิงอิ๋งสารภาพว่านางชอบเขาอยากสานสัมพันธ์กับเขาให้มากกว่านี้ แต่เขาตอบชิงอิ๋งไปว่าเขามีฉันเป็นภรรยาอยู่แล้ว จึงไม่คิดจะสานสัมพันธ์กับหญิงคนอื่น นั่นจึงทำให้ฉันยิ้มได้คลายกังวลใจ
ในตอนเช้าฉันเดินตามท่านอ๋องไปที่เรือนของแม่เฒ่าด้วย เพื่อไปต่อรองกับแม่เฒ่าเรื่องมอบอายุขัยสามสิบปี ว่าฉันจะมอบให้หลังจากเหยียนเหล่ยกลับจากหุบเขาจันทร์ดับ แต่หลังจากที่เราพบกับแม่เฒ่าเสร็จแล้ว ฉันขอแยกกับท่านอ๋องเพื่อไปดูผลท้ออ่อนในสวนท้อสวรรค์ว่ายังติดผลปกติดีอยู่มั้ย และในขณะที่ยืนดูชื่นชมผลท้ออ่อนอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของชิงอิ๋งดังมาจากทางด้านหลังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า
ชิงอิ๋ง : เจ้าโกหกข้า!! ที่แท้เจ้ากับคุณชายต่งเป็นสามีภรรยากัน!!
มี่จื่อ : ก็เจ้าไม่เคยถามข้า!! แต่เจ้ากลับคิดเองเออเองว่าข้ากับเหยียนเหล่ยเป็นเพียงคู่รัก แล้วมาต่อว่าข้าทำไม?!
ชิงอิ๋ง : หึ!! เจ้ารู้อยู่แล้วว่าเขาจะปฏิเสธข้า เจ้าอยากเห็นข้าได้รับความอับอายใช่มั้ย?! เจ้ากำลังแอบหัวเราะเยาะข้าอยู่ล่ะสิ ข้ารู้!!
มี่จื่อ : ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น!
ชิงอิ๋ง : ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้ากับเขาเป็นแค่คู่รัก ไม่คิดว่าจะเป็นสามีภรรยากัน! เจ้าคิดจะกลั่นแกล้งข้า เจ้ามันคนเสแสร้งว่าจริงใจ แต่ลับหลังเจ้าหัวเราะเยาะข้า!
ชิงอิ๋งผลักไหล่ฉันจนเซคิดจะเอาเรื่อง เพราะโมโหคิดว่าฉันกลั่นแกล้งให้นางได้รับความอับอายที่ถูกเหยียนเหล่ยปฏิเสธความรักเมื่อคืน ทันไดนั้นก็ได้ยินเสียงซิ่นปิงตวาดชิงอิ๋งว่าให้หยุด พร้อมกับต่อว่าชิงอิ๋ง ให้หยุดกระทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้สักที ชิงอิ๋งจึงเดินสะบัดหน้าผละไปจากตรงนั้นด้วยความโมโห
ซิ่นปิงจึงกล่าวขอโทษฉันแทนชิงอิ๋งที่ทำกิริยาไม่ดี เพราะชิงอิ๋งถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก จึงมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ ฉันจึงถามเขาว่ามาเยี่ยมแม่เฒ่าเหรอ เขาตอบว่าพอดีเขามาพบกับแม่เฒ่าเพื่อรายงานเรื่องความคืบหน้าการซ่อมแซมบ้านเรือนของชาวบ้าน พอดีได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของชิงอิ๋งจึงเดินมาดู จากนั้นเราจึงแยกย้ายกันตรงนั้น
จนกระทั่งถึงวันคืนวันจันทร์ดับ กลุ่มคนที่จะไปหุบเขาจันทร์ดับออกมารวมตัวกันที่ท้ายหมู่บ้าน ฉันและกลุ่มเพื่อน รวมทั้งแม่เฒ่า ลุงสุ่ย และกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งเดินตามออกมาส่งกลุ่มคนที่ไปหุบเขาจันทร์ดับ รอเวลาให้หุบเขาจันทร์ดับปรากฏเป็นเงาดำทะมึนสูงตระหง่านอยู่บื้องหน้าไกลๆในความมืด
เราจึงกล่าวอวยพรให้ทุกคนเดินทางกลับมาด้วยความปลอดภัย แต่ฉันสังเกตว่าชิงอิ๋งไม่ได้ออกมาส่งทุกคนด้วยกัน จึงคิดว่าชิงอิ๋งอาจจะยังโกรธเคืองเรื่องที่ถูกเหยียนเหล่ยปฏิเสธความรัก และเมื่อทุกคนพร้อมกันแล้ว กลุ่มคนที่จะเข้าไปในหุบเขาจันทร์ดับ จึงควบม้ามุ่งหน้าไปหุบเขาจันทร์ดับทันที
ฉันและกลุ่มเพื่อนจึงแยกย้ายกันกลับไปที่เรือนพัก นั่งดื่มน้ำชาพูดคุยกันเพราะยังไม่ถึงเวลาเข้านอน และเพียงสักพักเดียวก็ได้ยินเสียงชาวบ้านร้องเรียกชื่อชิงอิ๋งดังโหวกเหวกเหมือนพวกเขากำลังตามหาชิงอิ๋ง เราจึงเดินออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก ก็พบจ้าวหลิววิ่งกระหืดกระหอบมาหาเรา
จิ่นเกอ : เกิดอะไรขึ้นรึพี่ชาย แม่นางชิงอิ๋งเป็นอะไร?
จ้าวหลิว : ชิงอิ๋งหายตัวไป! ข้ากับชาวบ้านตามหากันทั่วแล้วยังไม่เจอเลย! จึงมาหาที่นี่ ชิงอิ๋งอยู่กับพวกเจ้าหรือเปล่า?!
มี่จื่อ : เปล่า! ชิงอิ๋งอาจจะอยู่ที่บ้านแม่เฒ่า ไปหาที่นั่นหรือยัง
จ้าวหลิว : ข้าไปหามาแล้วก็ไม่เจอชิงอิ๋งที่นั่น แม่เฒ่าจึงสั่งให้คนตามหา
หลวนเฉิน : พวกเราจะออกไปช่วยกันตามหา!
พวกเราจึงช่วยกันออกตามหาชิงอิ๋งอีกครั้งก็ไม่พบตัว จึงเดินกลับไปที่บ้านของลุงสุ่ย พบแม่เฒ่ากับลุงสุ่ยกำลังยืนรออย่างร้อนใจที่ชิงอิ๋งหายตัวไป จ้าวหลิววิ่งกระหืดหระหอบมารายงานแม่เฒ่าว่า
คนงานหญิงที่ประจำอยู่ที่เรือนพยาบาล เห็นชิงอิ๋งมาหยิบยารักษาบาดแผลและแก้พิษนิลกาลเมื่อตอนเย็น แต่คนงานหญิงไม่ได้สอบถามอะไรชิงอิ๋ง เพราะคิดว่าชิงอิ๋งคงจะนำยาแก้พิษนิลกาฬไปให้กลุ่มคนที่จะไปหุบเขาจันทร์ดับ
จ้าวหลิวยังบอกอีกว่าเขาเข้าไปดูในห้องพักของชิงอิ๋งก็พบเสื้อผ้าถอดวางอยู่ ชิงอิ๋งคงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปข้างนอก เพราะกระบี่กับธนูของนางก็ไม่อยู่ด้วย ลุงสุ่ยจึงตกใจและอุทานขึ้นมาทันทีว่า ชิงอิ๋งคงจะแอบตามไปที่หุบเขาจันทร์ดับแน่ๆ!!
แม่เฒ่าที่เริ่มมีสีหน้าไม่ดีรีบพูดขึ้นทันทีว่านางจะออกไปตามชิงอิ๋งกลับมา แต่พวกเราทัดทานไว้ และอาสาจะออกไปตามชิงอิ๋งให้เองจะสะดวกกว่า และคิดว่าน่าจะยังตามไปทันก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในหุบเขา แต่จ้าวหลิวบอกว่าตอนนี้มีม้าเหลืออยู่คอกเพียงสองตัว ฉันจึงอาสาที่จะขี่ม้าออกไปตามชิงอิ๋ง เพราะฉันอยากพูดคุยกับชิงอิ๋งเรื่องที่เรากำลังมีปัญหากันอยู่พอดี
ซึ่งระหว่างกำลังเดินไปที่คอกม้าเพื่อนำม้าออกมาขี่ ฉันถามจ้าวหลิวว่าทำไมถึงเข้านอกออกในเรือนพักของชิงอิ๋งได้โดยง่ายและดูจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชิงอิ๋ง จ้าวหลิวตอบและยอมรับกับฉันว่า
เขาแอบชอบชิงอิ๋งมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขากับชิงอิ๋งสนิทสนมและเติบโตมาด้วยกันจนเขารู้ว่าชิงอิ๋งชอบอะไร และไม่ชอบอะไร จนกลายเป็นความรัก และเขาเองก็รู้ว่าชิงอิ๋งชอบเหยียนเหล่ย แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้แต่เขาก็ไม่อาจห้ามชิงอิ๋งได้ จึงได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ และพูดด้วยอารมณ์หึงหวงว่า ถ้าเหยียนเหล่ยทำให้ชิงอิ๋งเจ็บช้ำน้ำใจล่ะก็ เขาจะไม่ยอมให้อภัยเหยียนเหล่ยเด็ดขาด
ฉันจึงพูดให้จ้าวหลิวใจเย็นๆ จึงบอกความจริงกับจ้าวหลิวว่าเหยียนเหล่ยเป็นสามีของฉัน เขาไม่ได้มีใจให้ชิงอิ๋งเลย แต่ถ้าชิงอิ๋งจะเจ็บช้ำน้ำใจก็คงเป็นเพราะชิงอิ๋งหลงรักเหยียนเหล่ยเพียงฝ่ายเดียว และชิงอิ๋งจำเป็นต้องยอมตัดใจ
เมื่อจ้าวหลิวได้ยินดังนั้นก็ตกใจ แต่ก็แอบยิ้มดีใจที่รู้ว่าเหยียนเหล่ยมีภรรยา และมิได้มีใจให้ชิงอิ๋ง ซึ่งนั่นเขาก็หมดคู่แข่ง รอเพียงเวลาให้ชิงอิ๋งทำใจได้ และกลับมาสนิทสนมกันเหมือนเดิม
เราเร่งควบม้าไปให้ถึงบริเวณตีนเขาหุบเขาจันทร์ดับโดยเร็ว จนกระทั่งเราควบม้าวิ่งมาถึงเขตหุบเขาจันทร์ดับ ที่ตอนนี้มีหมอกลงปกคลุมบางๆ ฉันก็เริ่มมีอาการคันผิวหน้าและคันแขนยิบๆแต่ไม่มากนัก จ้าวหลิวบอกว่าเกิดจากหมอกพิษนิลกาลที่แผ่ปกคลุมไปทั่วหุบเขา
แล้วเราก็พบคนกลุ่มหนึ่งยืนถือคบไฟอยู่ที่บริเวณตีนเขา จึงพอจะเดาได้ว่าเป็นกลุ่มคนของท่านอ๋องหกกำลังยืนถกเถียงอะไรกันบางอย่าง เราจึงรีบลงจากหลังม้าแล้วรีบเดินเข้าไปหาพวกเขา ก็เห็นซิ่นปิงและคนอื่นๆกำลังยืนโต้เถียงอยู่กับชิงอิ๋งที่ปลอมตัวเป็นชายร่วมมาในขบวน พวกเขาพยายามบอกให้ชิงอิ๋งกลับหมู่บ้าน แต่ชิงอิ๋งยังดื้อดึงจะตามไปด้วยให้ได้
ฉันจึงบอกกับชิงอิ๋งว่า แม่เฒ่ากับลุงสุ่ยเป็นห่วงนางมาก และกำชับมาว่าให้พานางกลับหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ แต่ชิงอิ๋งกลับตวาดฉันด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองเพราะเคยมีปัญหากันมาก่อนหน้านี้แต่ยังไม่ได้สะสาง จึงเกิดการปะทะอารมณ์ใส่กัน
ชิงอิ๋ง : อย่ามาออกคำสั่ง! ข้าเป็นถึงธิดาเหม่ยเตี๋ย ข้าต้องการจะไปหุบเขาจันทร์ดับข้าก็จะไป เจ้าไม่ใช่เจ้าชีวิตข้าไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่ง
มี่จื่อ : ชิงอิ๋ง เจ้าจะดื้อรั้นไปเพื่ออะไร?! เพื่อให้เหยียนเหล่ยหันมาสนใจเจ้างั้นรึ?! สิ่งที่เจ้ากำลังทำมันเปล่าประโยชน์ เอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าๆ
ชิงอิ๋ง : ชีวิตเป็นของข้า ข้าไม่กลัวตาย ข้าจะตัดสินใจเองว่าเปล่าประโยชน์หรือไม่ ส่วนเจ้าน่ะถอยไป แล้วรีบกลับหมู่บ้านไปซะ!
หยางเค่อที่ร่วมอยู่ขบวนจึงพูดแทรกขึ้นมาเชิงแนะแนวทางให้ฉันว่า ให้ปล่อยชิงอิ๋งไปหุบเขาจันทร์ดับ ชิงอิ๋งจะได้ตายอย่างสมเกียรติธิดาเหม่ยเตี๋ย ซึ่งเป็นการดีเสียอีกที่ฉันจะได้อยู่ครอบครองหมู่บ้านไม้ดำ เพราะที่หมู่บ้านไม้ดำมีทรัพยากรแร่ที่มีค่ามากมาย ถ้าฉันเก็บเอาออกไปขายในเมืองหลวงรับรองว่าฉันต้องรวยเป็นเศรษฐีแน่ๆ
อีกทั้งฉันจะได้เป็นธิดาหยางเถาเพียงคนเดียว ไม่มีชิงอิ๋งมาคอยคอยเกะกะขวางทางรวย ทุกคนในหมู่บ้านต้องยอมก้มหัวให้ฉันอยู่แล้ว พูดจบหยางเค่อก็ขยิบตาส่งสัญญาณให้ฉันรับมุกเหมือนส่งบทให้ฉันพูดต่อ
มี่จื่อ : เออ! จริงด้วย! ชิงอิ๋งเจ้าตายไปซะก็ดี ข้าจะได้ไม่มีคู่แข่งคู่เปรียบเทียบ ทั้งสมบัติและของทุกอย่างของเจ้าจะกลายเป็นของข้า ครอบครัวที่แสนดีของเจ้าก็จะกลายเป็นครอบครัวของข้า ในเมื่อเจ้าไม่อยากอยู่ดูแลพวกเขาแล้ว ข้าจะดูแลต่อให้เอง
ชิงอิ๋ง : เจ้าสองคนช่างมีความคิดที่ชั่วช้ายิ่งนัก ไม่รู้ว่าคุณชายต่งรักคนอย่างเจ้าไปได้อย่างไรมี่จื่อ?!
มี่จื่อ : อ่อ! อันที่จริงตอนนี้ข้าก็ยังรักเหยียนเหล่ยมาก แต่ถ้าเขาต้องตาย ข้าก็จะจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ ตอนมีชีวิตเจ้ามิอาจเคียงคู่เขาได้ ข้าก็จะยอมให้เจ้าเคียงคู่เขาตอนนอนในหลุมก็แล้วกัน อีกอย่างคนอย่างข้าไม่เศร้าใจอะไรนานนัก ชีวิตข้าเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
ชิงอิ๋ง : เจ้า!!!
ชิงอิ๋งง้างมือจะตบหน้าฉัน แต่ฉันเรียกเชือกดอกท้อพุ่งออกมาพันข้อมือชิงอิ๋งให้เงื้อมมือค้างไว้ไม่ให้ตบ แล้วพูดกับชิงอิ๋งอีกว่า ตอนนี้ฉันสามารถควบคุมพลังหมื่นบุปผาได้ดั่งใจนางสู้ฉันไม่ได้หรอก มีแต่จะเจ็บตัวเปล่าๆ ทางที่ดีกลับไปที่หมู่บ้านกับฉันจะดีกว่า และพูดกับชิงอิ๋งอีกว่า
มี่จื่อ : ต่อให้ตอนนี้เจ้าตายไปต่อหน้าเหยียนเหล่ยเขาก็แค่รู้สึกเสียใจที่เจ้าตาย แต่ไม่นานเขาก็จะลืม แต่แม่เฒ่า ลุงสุ่ย ซิ่นปิงพี่ชายของเจ้าและคนในหมู่บ้าน คนที่รักเจ้าอย่างบริสุทธิ์ใจพวกเขาต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะลืมเจ้า กว่าจะคลายความเสียใจต้องใช้เวลานานหนึ่งปีรึ? หรือสิบปีกันล่ะ? หรือต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อลืมเจ้า ลองคิดดูให้ดีว่าสมควรแล้วรึที่เจ้าจะเสียสละชีวิตเพื่อให้ได้ตายเคียงคู่ชายที่เขาไม่เคยมีเจ้าอยู่ในหัวใจ
ชิงอิ๋ง : ข้า....ข้า....
มี่จื่อ : รักคนที่เขารักเจ้าจะดีกว่า จ้าวหลิวคือคนที่รักเจ้าจนหมดหัวใจ เขาหลงรักเจ้าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขาคือคนที่รู้ใจเจ้ามากที่สุด และเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างเจ้ามาตลอด
จ้าวหลิว : ชิงอิ๋ง ข้ารักเจ้าจริงๆนะ แต่ข้าไม่กล้าบอกกับเจ้า ข้ากลัวว่าถ้าเจ้ารู้แล้วอาจจะไม่ยอมรับเพราะเจ้ามองข้าเป็นเพื่อนมาตลอด แต่ถ้าเจ้าจะยอมให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ตัวเอง ข้าก็จะดีใจมากๆและข้าก็ต้องการโอกาสนั้น กลับหมู่บ้านไปกับข้าเถอะ แม่เฒ่า ลุงสุ่ย และทุกคนในหมู่บ้านเป็นห่วงเจ้ามาก
ชิงอิ๋งกำลังยืนอึ้งที่ได้ยินคำสารภาพรักจากจ้าวหลิว จึงมีท่าทีอ่อนลงและพูดพึมพำกับตัวเองเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าจ้าวหลิวหลงรักนางมาตั้งแต่เด็ก ทุกคนจึงเกลี้ยกล่อมชิงอิ๋งอยู่ครู่หนึ่งนางจึงยอมและจะกลับไปที่หมู่บ้านกับจ้าวหลิว
ในขณะที่ฉันกำลังจะขึ้นขี่ม้า เหยียนเหล่ยเดินเข้ามาดึงแขนฉันไว้ แล้วถามฉันด้วยสีหน้าจริงจังว่า ที่ฉันพูดกับหยางเค่อว่าถ้าเขาตายฉันจะเสียใจไม่นานนั้นพูดจริงเหรอ เพราะเป็นคำพูดที่เสียดแทงหัวใจเขามาก ฉันจึงหัวเราะเบาๆแล้วตอบว่านั่นคือการแสดงเพื่อให้ชิงอิ๋งยอบกลับหมู่บ้าน แต่ที่จ้าวหลิวหลงรักชิงอิ๋งนั้นเป็นเรื่องจริง
จากนั้นฉันก็พูดย้ำกับเหยียนเหล่ยอีกครั้งว่าให้ระมัดระวังตัว ฉันจะรอเขากลับมาและกำลังจะก้าวเข้าปีนขึ้นขี่ม้า แต่ทันใดนั้นชงอวี้กระโดดโผล่ออกมาจากเงามืด ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเขาแอบอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ชงอวี้พุ่งเป้าเข้าโจมตีฉันทันที