วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 36  การท้าประลอง

            ยามนั้นเย่เหม่ยนางพุ่งทะยานลงมาหาเจ้าอู่เฉินราวกับเป็นพญามังกรอันน่าเกรงขาม และด้วยเพลงหมัดชุดนี้ นางย่อมเอาชนะคู่ต่อสู้ที่รออยู่ได้เป็นแน่ ทว่า….บางอย่างที่ไม่คิดก็พลันเกิดขึ้น

            

            แทนที่อู่เฉินจะโดนเล่นงานจนพ่ายแพ้ แต่มันกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเย่เหม่ยพุ่งผ่านร่างของมันไปหน้าตาเฉยก่อนจะปะทะเข้ากับต้นไม้แถวนั้น จนเกิดเสียงโครมใหญ่ แล้วนางก็เคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาดไปเล่นงานต้นไม้ต้นอื่น บางที่ก็พุ่งไปโจมตีฝูงวานรอัคคี แต่เนื่องจากเป็นการโจมตีที่พิลึกพิลั่น พวกมันจะพากันกระโดดหลบได้อย่างง่ายดาย

            

            ซือคงอี้หวงที่เห็นเช่นนั้นก็พ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมา ก่อนจะส่ายศีรษะ ด้วยใบหน้าที่เอือมระอา และในยามนั้นเองก็ได้มีเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลังของอาวุโสในชุดขาว

            

            "เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าเจ้าอู่เฉิน ยังฝึกวิชาเคล็ดวิชาอมนุษย์หมูป่าคลั่งไม่แตกฉานใช่หรือไม่ ยามนี้ข้าว่าหลานสาวท่านเองก็ยังฝึกเพลงหมัดธารามังกรทลายเก้าขุนเขาไม่ถึงขั้นเหมือนกันนะ"

            

            "เฮ้ออออ…อออ ดูท่าทางท่านจะกล่าวได้ถูกต้อง เย่เหม่ยยังฝึกเพลงหมัดธารามังกรขั้นที่ห้าไม่สมบูรณ์จริง ๆ เช่นนั้นนางจึงไม่สามารถควบคุมจิตปราณมังกรวารีได้ดังใจ ช่างน่าขายหน้า น่าขายหน้ายิ่งนัก"

            

            ซือคงอี้หวงกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวังก่อนที่มันจะก้มลงไปหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งตรงพื้นขึ้นมา จากนั้นก็ใช้นิ้วดีดให้ก้อนหินก้อนนั้นพลันพุ่งไปยังร่างเย่เหม่ย เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวที่นางมิอาจควบคุมได้

            

            และพอเย่เหม่ยถูกหยุดเคลื่อนไหว เจ้าอู่เฉินก็คิดจะตรงเข้าไปเล่นงานนางคืนบ้าง ทว่า…เสียงของคนผู้หนึ่งก็ตวาดดังกึกก้อง แถมยังแฝงไปด้วยจิตปราณอันมหาศาลจนทำให้กระท่อมไม้ด้านหลังโยกสะเทือน

            

            "พอได้แล้วเจ้าเด็กโง่...!! สิ่งที่เจ้าอยู่ในยามนี้ ยังสร้างความอับอายให้ข้าไม่พอรึ…!!!" อู่เฉิน กับพวกอมนุษย์หมูป่าตัวอื่น ๆ พอได้ยินเสียงนั้น พวกมันก็รีบหันไปมอง ก่อนจะพลันหน้าซีดตัวสั่นไปตาม ๆ กัน

            

            "ผะ ผะ ผะ ผู้เฒ่าอาวุโส ทะ ท่านมาได้อย่างไรกัน…!!"

            

            เจ้าอู่เฉินเบิกตากว้าง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยตื่นตกใจสุดขีด แล้ว จากนั้นเงาร่างอันใหญ่โตในชุดผ้าสีน้ำตาลเก่า ๆ ก็เดินออกมาจากทางด้านหลังของ ซือคงอี้หวง 

            

            คนผู้นี้มีใบหน้าเป็นหมูป่าเหมือนกับพวกของอู่เฉิน หากแต่มีคิ้วยาวสีขาว กับขนทั่วร่างออกเป็นสีดอกเลา ซึ่งบ่งบอกถึงอายุที่มากโข ทว่าร่างกายนั้นยังเต็มไปด้วยมัดกล้าม ไม่มีส่วนไหนที่ดูหย่อนย่านแห้งเหี่ยวแม้แต่น้อย นามของมันคือ เถาอิงฉีเมิน มีตำแหน่งเป็นผู้เฒ่าอาวุโสของเผ่าอมนุษย์หมูป่า แถมยังเป็นสหายเก่าแก่ของ ซือคงอี้หวงอีกด้วย

            

            "ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าห้ามมารบกวนท่านซือโดยเด็ดขาด แล้วไฉนพวกเจ้าถึงกล้าขัดคำสั่งข้า ตอบมา…!!"

            

            เถาอิงฉีเมินแค่นถามเจ้าอู่เฉินด้วยท่าทางโกรษจัด ยามนี้แววตาของอมุษย์หมูป่าอาวุโวตัวแดงก่ำสาดประกายแห่งความน่ากลัวยิ่งนัก เพราะขนาดเจ้ายงซัน และพรรคพวกวานรอัคคีที่ยืนอยู่ห่าง ๆ ก็ยังตัวสั่นระริก เพราะแรงกดดันของจิตปราณอันมหาศาลที่แผ่ออกมา

            

            "นะ นี่หรือผู้อาวุโสเฒ่าของเผ่าอมนุษย์หมูป่า แข็งแกร่ง และน่าสะพรึงกลัว ๆ พอ ๆ กับผู้อาวุโสของเผ่าเราเลย" เจ้ายงซันเอ่ยพึมพำขึ้น ในขณะที่ขาของมันสั่นพั่บ ๆ อย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อกาฬก็แตกซ่านเต็มหน้าผาก 

            

            "เหวอออ…ออออ พวกข้าผิดไปแล้วผู้อาวุโส พวกข้าผิดไปแล้วยกโทษให้พวกข้าด้วย" เจ้าอู่เฉินร้องเสียงหลงก่อนที่มันจะทิ้งอาวุธลง จากนั้นก็ก้มหัวโขกกับพื้นเป็นสิบ ๆ ครั้ง ซึ่งเจ้าอมนุษย์หมูป่าตัวอื่นก็พลันทำตาม อย่างไม่รอช้า

            

            "ตอนทำไม่คิด ที่ตอนนี้จะมาขอโทษ พวกเจ้านี่มัน…!!"

            

            "เอาเถิด เอาเถิด ท่านเถาอิง เรื่องมันผ่านไปแล้ว ข้าไม่ถือสาหาความพวกเขาหรอก แต่วันหลังแค่อย่ามารบกวนข้าก็พอ"

            

            ซือคงอี้หวงเอามือไพร่หลังก่อนแย้มยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ 

            

            "เช่นนั้นข้าจะต้องขอขอบใจท่านซือมากที่ไม่ถือสาเจ้าเด็กพวกนี้ และข้าต้องขออภัยแทนพวกมันด้วย ต่อไปท่านไม่ต้องห่วงข้าจะสั่งสอนพวกมันให้รู้จักสัมมาคารวะยิ่งกว่านี้"

            

            "ขอบใจท่านเถาอิงเช่นกัน จริงสิเรายังมีนัดแข่งเดินหมากกันในอีกเจ็ดวันท่านยังไม่ลืมใช่หรือไม่"

            

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าจะลืมได้เยี่ยงไร นัดสำคัญของเรา ครานี้แหละข้าต้องเป็นฝ่ายชนะท่านซืออย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้นอีกเจ็ดวันเจอกันที่ศาลาบนเขาตามเดิม ยามนี้ข้าขอตัวเอาไอ้เจ้าพวกกลับไปอมรมสั่งสอนที่เผ่าก่อน"

            

            เถาอิงฉีเมินหัวร่ออย่างอารมณ์ดี ก่อนที่มันจะยกสองมือขึ้นประสาน เพื่อกล่าวลา ซือคงอี้หวง จากนั้นมันก็พลันหมุนกายเดินจากไป พร้อมกับพวกของเจ้าอู่เฉิน ซึ่งพอมองแล้วก็ดูน่าขันไม่น้อย เพราะยามที่พวกมันมาตอนแรกนั้น ช่างดูดุดัน ทว่า..ยามจากไป กลับตัวงอ คอตก ไหล่ตก หูตก ปราสจากความน่าเกรงขามที่เคยมีแม้แต่น้อย…

            

            และเมื่อเผ่าของอมนุษย์หมูป่าคล้อยหลังไปหมดแล้ว ซือคงอี้หวงก็หันมาทางเจ้า ยงซัน กับพลพรรควานรอัคคี แล้วเอ่ยถามขึ้น

            

            "สหายเจ้าจากไปแล้ว แล้วพวกเจ้าล่ะจะเอาอย่างไรต่อ จะสู้ต่อหรือ...?"

            

            พอได้ฟังคำถามเจ้ายงซันก๊มีท่าทางเลิ่กลั่ก

            

            สู้..? สู้กับผู้ใด เย่เหม่ยหรือ..? เจ้ายงซันครุ่นคิดในใจ 

            

            หากมันสู้กับนางจริง ถามว่าสู้ได้หรือไม่ คำตอบคือ..มิมีผู้ใดล่วงรู้ผลแพ้ชนะที่จะเกิดขึ้น เพราะถึงแม้ว่าขั้นฝนการฝึกฝนของมันจะเหนือกว่าของเย่เหม่ยหนึ่งขั้น ทว่า…ด้วยปราณธาตุในการต่อสู้นั้น ดูเหมือนธาตุอัคคีของมันจะด้อยกว่าธาตุวารีอยู่หลายส่วน ทั้งสองสิ่งจึงกินกันไม่ลง

            

            แล้วถ้าไม่สู้กับเย่เหม่ย จะให้สู้กับซือคงอี้หวงรึ..?

            

            ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลานัก เพราะชายชราลึกลับผู้นี้ ขนาดผู้อาวุโสของเผ่าอมนุษย์หมูป่า กับ ผู้อาวุโสของเผ่ามันยังให้ความนับถือ แสดงว่าฝีมือคงไม่ด้อยไปกว่ากัน แล้วไฉนเลยฝีมืออย่างมันจะเทียบเคียง ถ้าเช่นนั้นก็คงเหลือแต่ผู้เดียวแล้ว ที่มันจะสู้ไหว..

            

            "อ้าว เป็นเช่นไรยงซัน ข้าถามเจ้าไม่ได้ยินหรือ หากไม่สู้ก็จง..."

            

            "สู้ ข้าจะสู้ แต่มิใช่กับท่านหรือเย่เหม่ย"

            

            

            

            ซือคงอี้หวงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง ทว่า..เขายังไม่ทันจะถามจบ เจ้ายงซันก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

            

            "ไม่สู้กับข้า และไม่ใช่เย่เหม่ย หรือว่าเจ้าต้องการสู้กับเจ้าหนุ่มที่นอนอยู่ภายในกระท่อมของข้ายามนี้"

            

            "ผู้อาวุโสเข้าใจถูกต้องแล้ว ข้าต้องการสู้กับมัน ก่อนหน้าข้าทำร้ายมันบาดเจ็บ แต่มันกลับรอดชีวิตอยู่ได้ แสดงว่าเป็นมนุษย์ผู้มีฝีมือลึกล้ำ ยามนี้มันได้รับการรักษาจากท่าน ข้าคาดว่ามันคงจะฟื้นตัวในไม่ช้า และในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าในฐานะจ่าฝูงของเผ่าวานรอขอปะมือกับมันให้รู้แพ้ รู้ชนะ เพื่อจะได้ไม่เสียเกียรติของเผ่า และร่วมไปถึงชื่อเสียงของผู้อาวุโสเผ่าเราด้วย ไม่ทราบว่าความคิดของข้าเช่นนี้ ผู้อาวุโสซือเห็นเป็นเช่นไร"

            

            คำกล่าวของยงซันฟังดูมีน้ำหนักไม่น้อย และยิ่งมันอ้างถึงผู้อาวุโสของเผ่าที่เป็นสหายกับ ซือคงอี้หวงแล้ว ก็ยากนักที่เขาจะตอบปฏิเสธ แม้นซือคงอี้หวงจะทราบดีว่า หากห่าวหราน ปะมือกับยงซันจริง ๆ ห่าวหรานย่อมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างแน่นอน แม้ว่าเขาจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ได้รับบาดเจ็บก็ตาม  แต่จะให้ปฏิเสธ ก็ไร้ความหมายเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุดเมื่อห่าวหรานก้าวพ้นจากกระท่อมแห่งนี้ไป เขาย่อมถูก เจ้ายงซันกับฝูงวานรอัคคีเล่นงานอยู่ดี

            

            ไม่ว่าซือคงอี้หวงจะตอบแบบไหน ห่าวหรานก็มีแต่เสีย กับเสีย

            

            "อ้าว เป็นเช่นไรผู้อาวุโสซือ ข้าถามท่าน ท่านไม่ได้ยินหรือ" 

            

            เจ้ายงซันยิ้มเย้ยก่อนกล่าววาจาล้อเลียนซือคงอี้หวง ที่เอ่ยถามมันก่อนหน้านี่ ซึ่งนั้นก็ทำให้เย่เหม่ยที่เห็นโกรธมาก นางกำหมัดแน่น และเตรียมจะเข้าไปเล่นงานเจ้ายงซัน ทว่า….เย่เหม่ยก็โดนปู่ของนางยกมือขวางไว้ ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาว่า

            

            "ต่อสู้ตัดสินให้รู้แพ้รู้ชนะหรือ… น่าสนุกดี หากเจ้าประสงค์เช่นนั้น ข้าก็ไม่ขัดข้อง ทว่า…."

            

            "ทว่าอันใดผู้อาวุโสซือ"

            

            "ทว่า…ข้ามีข้อแม้อยู่สองข้อ ให้เจ้ารับปากเสียก่อน หากเจ้าไม่รับเสนอของข้า ก็อย่าหวังว่าจะได้ประลองกับเจ้าหนุ่มผู้นี้ และอย่าได้แม้แต่จะคิดลอบทำร้ายเขา เมื่อยามเขาออกจากป่า เพราะข้าอาจจะเป็นผู้ไปส่งเจ้าหนุ่มผู้นี้ให้ถึงที่หมายด้วยตนเอง…"

            

            พอเจ้ายงซันได้ฟังมันก็ชะงังนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มั่นอกมั่นใจออกมา

            

            "ข้อเสนอหรือ ย่อมได้ผู้อาวุโสประสงค์จะให้รับปากเรื่องใดจงเอ่ยบอกมา"

            

            "วิเศษ วิเศษนัก พูดจากันง่าย ๆ เช่นนี้ข้าชอบ ข้อเสนอของข้าหาใช่เรื่องยากเย็นอันใด เจ้าสามารถทำได้แน่นอน ข้อแรก หากเจ้าหนุ่มผู้นี้เอาชนะเจ้าได้ เจ้า และพวกเจ้าทุกตัวห้ามไปหาเรื่องเขาอีก"

            

            "โอ้ ข้านึกว่าเรื่องอันใด ฮ่า ๆ ๆ ๆ ได้แน่นอน หากมันชนะข้าได้จริง ๆ นะ่นะ ข้าขอให้เอาหัวเป็นประกันว่าจะไม่ตามต่อแยมันอีก ร่วมถึงพรรคพวกของข้าทุกตัวด้วย"

            

            "ยอดเยี่ยม ข้าถือว่าเจ้ารับปากแล้วนะ"

            

            "เช่นนั้นข้อแม้ขอที่สองเล่า คือเรื่องใด"

            

            ยงซันเอ่ยถาม ส่วนซือคงอี้นิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนที่มันจะยกมือขึ้นมาลูบเครายาวสีขาวเบา ๆ จากนั้งจึงเอ่ยเสียงเรียบออกมาว่า

            

            "ข้อแม้ข้อที่สองก็คือ หากเจ้าพ่ายแพ้ เจ้าจะต้องมอบ กระบี่ฟ้าเมฆาม่วง ให้เจ้าหนุ่มผู้นี้ด้วย"

            

            พอเจ้ายงซันได้ฟังมันก็ตกใจเล็กน้อย 

            

            "กระบี่ฟ้าเมฆาม่วงรึ...?"

            

            "ใช่แล้ว กระบี่เล่นนั้นที่เก็บอยู่คลังอาวุธของเผ่าเจ้า"

            

            เจ้ายงซันขมวดมุ่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่มันจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ

            

            "หากท่านต้องการเช่นนั้นข้าก็ตกลง"

            

            ยามนี้เจ้ายงซันตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต่อสู้กับห่าวหราน มนุษย์ผู้คนแรกที่รอดจากโจมตีของมัน ทว่า…พวกวานรอัคคีตัวอื่นที่มาด้วยกลับมีสีหน้าเป็นกังวลคล้ายกลัวอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะมีพวกมันตัวหนึ่งมีเอ่ยถามเจ้ายงซันเบา ๆ ว่า

            

            "ลูกพี่ ลูกพี่ท่านคิดดีแล้วหรือที่จะเช่นนี้"

            

            "หือ...? ยงซุนเจ้ามีปัญหาอันใด หรือเจ้าเกรงว่าข้าจะแพ้ไอ้เด็กผู้นั้น"

            

            "ข้าหาได้คิดเช่นนั้น ลูกพี่แต่ข้าเป็นห่วงเรื่องกระบี่เล่มนั้นต่างหาก ลูกพี่ก็ทราบดี มิใช่หรือว่าท่านผู้เฒ่าห้ามนักห้ามหนา ว่าไม่ให้วานรตัวใดในเผ่าไปแตะต้องกระบี่เล่นนั้น หากท่านผู้เฒ่าทราบเรื่องข้าเกรงว่า…."

            

            "เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก อาวุธในคลังของเรามีเป็นร้อยเป็นพันชิ้น หากจะหายไปสักอย่างสองอย่าง ผู้เฒ่าไม่มีทางรู้หรอก และอีกอย่างข้าไม่คิดว่ากระบี่เล่มนั้นมันจะมีค่าอันใดด้วย เพราะถ้ามันสำคัญจริง มีหรือที่จะถูกวางทิ้งไว้กับพื้นอย่างไร้ค่าเช่นนั้น เจ้าเลิกห่วงเถิด"

            

            เจ้ายงซันเอ่ยปากกับลูกน้องของมันอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันมานัดเวลาต่อสู้ และกล่าวลา ซือคงอี้หวง จากนั้นพวกวานรอัคคีทุกตัวก็หมุนกาย หันหลังกระโดจนขึ้นต้นไม้หายลับไปจนหมด

            

            ยามจึงเหลือเพียงแค่ ปู่ กับหลานสาวเพียงสองคนที่ยืนอยู่หน้ากระท่อมไม่ไผ่หลังงาม

            

            "ท่านปู่คิดอันใดอยู่กันแน่ ไฉนถึงให้เจ้าหนุ่มผู้นั้นไป สู้กับเจ้ายงซัน ท่านปู่อยากให้เขาตายหรือ..." เย่เหม่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            

            "ตายรึ...? ไม่เลยข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย การต่อสู้ในครั้งนี้จะไม่มีผู้ใดตาย หากจะมีก็คงเพียงการบาดเจ็บ ซึ่งก็ไม่น่าห่วงอันใด เจ้าหาได้ต้องกังวลเรื่องนั้นไม่ จริงสิ ยามนี้ปู่มีงานอยากให้เจ้าทำ"

            

            "งานอันใด"

            

            ซือคงอี้หวงล้วงมือเข้าไปในเสื้อก่อนจะหยิบกระดาษ กับพู่กันออกมาเขียนอะไรบางอย่างแล้วส่งให้เย่เหม่ย ซึ่งนางก็รับไปอ่านจะมีท่าทางตกใจนิดหน่อย

            

            "หือ...? นี่มัน ท่านปู่จะให้ข้าไปหาสมุนไพรพวกนี้ ยามนี้หรือเจ้าคะ"

            

            "ถูกต้องแล้ว หากเราทั้งสองไม่ประสงค์ให้เจ้าหนุ่มผู้นี้ตาย ก็ต้องใช้ของพวกนี้เท่านั้น"

            

            "งั้นหลานเข้าใจแล้ว ขอเวลาข้าสักครึ่งชั่วยาม แล้วข้าจะรีบกลับมา"

            

            เย่เหม่ยกล่าวขึ้นก่อนที่นางจะหมุนกาย พุ่งทะยานขึ้นยอดไม้ แล้วหายลับเข้าไปในป่า เพื่อตามหาสมุนไพรที่ซิอคงอี้หวงเขียนในกระดาษ..

            

            จบตอน


    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน