ตอนที่ 35 ผู้มีพรสวรรค์?
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ภายในบ้านหลังสีขาวทรงโมเดลที่ไม่พื้นที่ไม่กี่ตารางวา
ชายวัยกลางคนสวมผ้ากันเปื้อน กำลังขยับตะหลิวทอดไข่เจียวของโปรดของลูกชาย บนศีรษะของเขามีเส้นผมสีขาวอยู่จำนวนไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าเขากำลังแก่ขึ้น
เสียงของกระทะดังก๋องแก๊งไปมา
ชายวัยกลางคนหันหลังกลับไปเมื่อหูของเขาได้ยินเสียงเดินลงมาจากชั้นสอง
“เฟิร์ส นั่นที่โต๊ะเลยลูกพ่อกำลังทอดไข่เจียวของโปรดของลูกเสร็จแล้ว” คุณหมอสมคิดกล่าวออกไปอย่างมีรอยยิ้ม
เขามีความสุขเป็นอย่างมากที่ลูกชายของเขาได้กลับมาอีกครั้ง
เด็กหนุ่มร่างผอมบางเดินลงมาจากชั้นบนด้วยเส้นผมที่แห้งหมาดๆ เห็นได้ชัดว่าเขาพึ่งจะอาบน้ำมา ร่างบางเดินไปที่โต๊ะกินข้าวและเห็นว่ามีของกินวางไว้ก่อนหน้านี้แล้วสองสามอย่าง
มันคือต้มยำทะเล ผัดกะเพราหมูสับ และข้าวผัดปู
ทั้งหมดล้วนเป็นของโปรดของเขา
เด็กหนุ่มอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าพ่อของเขาต้องการเอาใจเขาอยู่
เฟิร์สรับรู้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาเองก็ต้องการให้พ่อมีความสุข
แล้วไม่นานคุณหมอสมคิดก็ยกไข่เจียวอันฟูฟ่องน่าอร่อยหอมฉุยมาวาง
“ได้แล้ว ของโปรดของลูก” สมคิดเอ่ยพร้อมกับนั่งลงยังเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับเฟิร์ส เขาหยิบช้อนและส้อมไปตักเอาไข่เจียวแล้ววางลงไปที่จานของลูกชาย
“กินสิ” คนเป็นพ่อกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุข
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เป็นบิดา เฟิร์สไม่ได้เย็นชาเหมือนเช่นทุกที
เขายังคงแสดงท่าทางเป็นลูกรักของพ่อดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา
แต่เมื่อเด็กหนุ่มตักไข่เจียวผสมกับข้าวเข้าปาก หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
“พ่อใส่เกลือลงไปเท่าไหร่?” เฟิร์สถาม
“หืม ... มีอะไรอย่างนั้นหรอ?”
“ลองชิม”
สมคิดตักไข่เจียวที่เขาทำขึ้นมากิน วินาทีนั้นสีหน้าของเขาก็ไม่ต่างไปจากลูกชาย
“แหวะ เฟิร์สกินเข้าไปได้ยังไง ทำไมไม่บอกพ่อว่ามันเค็มขนาดนี้”
“แล้วตอนทำทำไมพ่อไม่ลองชิมก่อนเล่า”
“เอ๊ะ เจ้าเด็กนี่! ไข่ยังไม่สุกแล้วจะให้พ่อชิมได้ยังไงกัน”
“ผมชักเริ่มไม่แน่ใจอาหารอย่างอื่นที่พ่อทำแล้ว” เฟิร์สเริ่มหรี่ตาลงและมองอาหารอีกสามอย่างอย่างไม่แน่ใจ
“ชิชะ อย่ามาดูถูกฝีมือพ่อนะเฟ้ย พ่อแค่ทำพลาดแค่จานเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพลาดทุกจาน”
“แล้วผมจะแน่ใจได้ยังไง ทุกทีพ่อก็ไม่เคยทำอาหารอยู่แล้ว ไหง๋วันนี้นึกคึกอยากทำขึ้นมาได้ ผีอะไรเข้าสิงพ่อ”
“ไอ่เด็กนี่ชักเอาใหญ่ นี่พ่อเอ็งนะโว้ย ไม่กินก็ไม่ต้องกิน ฉันจะเททิ้งให้หมด”
“โอ๋ๆ อย่างอนสิพ่อ กินสิ เฟิร์สจะกินให้หมดเลย”
แม้พวกเขาจะมีกันอยู่แค่สองคน แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนั้นเริ่มคึกครื้นมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เดิมเฟิร์สกับพ่อก็สนิทกันอยู่แล้ว มาตอนนั้นทุกอย่างก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่ถึงอย่างนั้น ...
“คิดถึงแม่เนอะ” เฟิร์สพูด หลังจากนั้นเขาก็หยุดไปเหมือนกับจะคิดอะไรขึ้นมาได้
สายตาของเด็กหนุ่มมองไปยังพ่อของเขา
ชายวัยกลางคนหยุดมือจากการตักน้ำต้มยำ ก่อนจะวางช้อนลงแล้วใช้แขนเสื้อของเขาเช็ดขอบดวงตาที่มีน้ำไหลซึมออกมา
เขาไม่ต้องการให้ลูกชายเห็น
แต่มันไม่ทันแล้ว
เฟิร์สไม่ได้พูดคำใดออกมา เขาปล่อยให้พ่อของเขาเช็ดน้ำตาไป
“เจ้าเด็กบ้านี่ ...” คุณหมอสมคิดเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลก เขาไม่ต้องการให้ลูกชายรู้สึกเศร้าไปกับเขา รวมถึงเขากำลังรู้สึกอายด้วย
เฟิร์สยิ้มให้กับภาพตรงหน้าแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“พ่อวางใจเถอะ สักวันผมจะทำให้แม่ฟื้นขึ้นมา แล้วพวกเราสามคนจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน”
คำพูดของเฟิร์สทำให้คนเป็นพ่อนิ่งไป ความรู้สึกตื้นตันพลันปะทุออกมา แต่ทว่าเขากลับไม่สามารถแสดงมันออกมาได้
ยังไม่ทันที่สมคิดจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมา เฟิร์สก็พูดขึ้นอีก
“พ่อครับ ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะเป็นเวเนเตอร์ระดับสูงครับ”
ท่าทางของคุณหมอสมคิดดูตกใจเป็นอย่างมากกับคำพูดนี้
“ลูกพูดอะไรออกมา”
คนเป็นพ่อไม่คิดเลยว่าลูกชายของเขาจะคิดเช่นนี้ หลังจากผ่านเหตุการณ์อันน่าตกใจนี้มาไม่กี่วัน
“ผมตั้งใจไว้แล้วครับพ่อ ถ้าวันหนึ่งผมสามารถเข้าไปในอบิสระดับสีน้ำเงินได้ วันนั้นแม่จะกลับมาอยู่พร้อมหน้ากับพวกเราผมขอสัญญา”
“แต่เฟิร์ส ... นั่นมันอันตรายมากนะลูก อีกอย่าง ...”
ยังไม่ทันที่คุณหมอสมคิดจะได้เอ่ยจบ เฟิร์สก็กระตุ้นพลังสปีริตของตนเองจนทำให้เผยสัญลักษณ์ดาราขาวสามแฉกออกมา
ดวงตาของผู้เป็นพ่อเบิกกว้างขึ้น เขามองภาพนี้อย่างไม่เชื่อในสายตาตัวเอง
“เวเนเตอร์ดาราขาวสามแฉก! เป็นไปได้ยังไง? มันไม่บ่มเพาะได้เร็วไปหน่อยหรอ?” คุณหมอสมคิดกล่าวพึมพำกับตัวเอง
เขาย่อมรู้ว่าการบ่มเพาะนั้นยากเย็นเพียงใด กว่าจะดูดซับแกนสปีริตแต่ละก้อนได้ต้องใช้เวลาไปมากมายเท่าใด
ต่อให้ทำการบ่มเพาะทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีทางที่จะรวดเร็วขนาดนี้
เฟิร์สพึ่งตื่นจากนิทรามาได้แค่สี่เดือนเท่านั้น หากเขาบรรลุขั้นสองแฉกได้เวลานี้คงจะไม่มีอะไรแปลกนัก แต่การบรรลุขั้นสามแฉกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
เว้นเสียแต่ว่า ...
สายตาของคุณหมอสมคิดมองไปที่ลูกชายอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“เฟิร์ส นี่ลูกเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างนั้นหรอ?” เขาเอ่ยถามออกมา
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้เขาได้ยินเรื่องราวจากเก่งกาจว่าเฟิร์สเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ แม้ตอนนั้นเขาจะรู้สึกแปลกใจ แต่เนื่องจากความเสียใจเขาจึงไม่ต้องการคิดถึงเรื่องนี้
แต่ผู้มีความสามารถพิเศษกับผู้มีพรสวรรค์นั้นต่างกัน
สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษพวกเขาเหล่านั้นอาจจะถนัดในด้านการต่อสู้ หรือการใช้พลังเหนือธรรมชาติ พลังอื่นๆ ที่พวกเขาสามารถฝึกฝนขึ้นมาได้ หรือแม้แต่ผู้มีพลังพิเศษมาตั้งแต่กำเนิด
แต่ผู้มีพรสวรรค์นั้นต่างออกไป พวกเขาเกิดมาเพื่อเป็นผู้บ่มเพาะพลังสปีริตมาโดยกำเนิด พวกเขาดั่งลูกรักของพระเจ้า สามารถดูดซับแกนสปีริตได้อย่างรวดเร็ว
หากคนธรรมดาดูดซับแกนสปีริตได้วันละสองถึงสามก้อน หรือระดับที่สูงกว่าจะทำให้ปริมาณการดูดซับสูงมากขึ้นกว่าเดิม แต่ผู้มีพรสวรรค์นั้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาดูดซับแกนสปีริตได้เหมือนการกินอาหาร
ข้าวหนึ่งจากมีเม็ดข้าวกี่เม็ด ผู้มีพรสวรรค์สามารถทำเช่นนั้น
พวกเขาดูดซับแกนสปีริตได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้รับผลกระทบจากพลังที่ดูดซับมากเกินไป ทำให้การบ่มเพาะของพวกเขานั้นพัฒนาได้รวดเร็วมาก
ว่ากันว่าในโลกนี้มีผู้มีพรสวรรค์เพียงไม่กี่คนเท่านั้น และพวกเขาเหล่านั้นต่างขึ้นเป็นระดับสูงในกลุ่มเวเนเตอร์ระดับโลก
แม้แต่เด็กหนุ่มที่อายุเท่ากับเฟิร์สก็ยังสามารถติดท็อปร้อยของเวเนเตอร์ระดับโลกได้
เฟิร์สเองก็พอจะรู้ความหมายที่บิดาของตนกล่าวออกมา
‘ผู้มีพรสวรรค์หรอ? ถ้าฉันใช้วงแหวนดาวเคลื่อนดาราคล้อยแล้วเป็นผู้มีพรสวรรค์ นั่นก็คงใช่ มันอาจไม่ผิดนัก’ เฟิร์สคิดในใจ
จากนั้นเด็กหนุ่มก็มองไปยังใบหน้าของผู้เป็นบิดาด้วยแววตาที่จริงจัง
“พ่อครับ ตั้งแต่นี้ไปผมจะใช้วงเงินที่นิวโฮปให้กู้ บ่มเพาะพลังสปีริตครับ นั่นอาจทำให้ผมบ่มเพาะไปถึงดาราขาวเจ็ดแฉกได้ เมื่อถึงตอนนั้นผมจะลงเทรดอีกครั้ง”
เฟิร์สไม่ได้ตอบคำถามของคุณหมอสมคิด แต่เขากลับเอ่ยความตั้งใจออกมา
“กู้เงินจากนิวโฮป ลูกรู้ถึงผลที่จะตามมาใช่ไหม?”
“ครับผมรู้ดี ต่อให้ผมต้องไปเป็นมือเท้าให้กับนิวโฮป แต่ผมก็เชื่อว่าสักวันผมอาจจะไถ่ตัวเองออกมาได้ รวมถึงไถ่ตัวของพ่อด้วย พ่อก็รู้ว่าเวเนเตอร์ระดับสูงรายได้ดีขนาดไหน” เฟิร์สกล่าวและยิ้มออกมา
ภายในหัวของเขากำลังคิดถึงฐานะทางการเงินของเก่งกาจที่เขาได้เห็น แน่นอนว่าคนคนนั้นร่ำรวยมาก เขาเชื่อว่าเงินเหล่านั้นไม่ได้มาจากเงินของก้องเกียรติผู้เป็นเพื่อนของเขา