บทที่ 9
งำประกาย
“จวี๋ฮุ่ย จวี๋ฮุ่ย...”
เสียงเรียกของชายหนุ่มดังขึ้นหน้ารั้วทำให้จวี๋ฮุ่ยมองเห็นคนที่เรียกขาน เห็นว่าเป็เหอหลาง บุตรชายคนโตของเหอโถวนายพรานในหมู่บ้านจึงรีบออกไป
“แม่เ้าเป็อย่างไรแล้ว ดีขึ้นมากหรือไม่”
“ดีมากแล้ว ดีที่ได้เ้าช่วยเหลือ”
เหอหลางเห็นหญิงสาวหน้าตางดงามเดิมเข้ามาใกล้ก็พลันหน้าแดงซ่าน ขวยเขินจนมือไม้พันกัน
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว” จวี๋ฮุ่ยยิ้มรับ รู้สึกสบายใจที่ได้ช่วยเหลือคน
ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จิตใจดีมากจริงๆ ั้แ่หนแรกที่ช่วยนางซ่อมแซมบ้านหลังนี้ ทั้งเอ็นดูเหล่าเด็กๆ ของนาง มอบขนมมอบผลไม้ให้พวกเขาอย่างใจกว้าง เมื่อมีคนในหมู่บ้านป่วยไข้อาการทรุดหนักนางก็พร้อมช่วยเหลือ
สัปดาห์ก่อนได้ยินว่ามารดาเหอหลางป่วยหนัก นางจึงมอบรากโสมที่แฝงเศษเสี้ยวพลังเซียนให้เขา อาการจึงค่อยๆ ดีขึ้น
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยนั่นหมูป่าหรือ!”
เสียงของเอ้อร์เกอดังขึ้นทำให้จวี๋ฮุ่ยค่อยเห็นหมูป่าตัวโตที่อยู่ด้านหลังเหอหลาง
“อะ อืม ข้าล่าหมูป่ามาได้ จึงคิดอยากแบ่งให้เ้าสักหน่อย” เหอหลางมองจวี๋ฮุ่ยอย่างเหม่อลอยค่อยนึกขึ้นได้ว่าเขามาพบนางก็เพื่อแบ่งหมูให้
“ไม่ต้องแบ่งข้าหรอก เอาหมูไปบำรุงแม่เ้าเถิด ล่าหมูป่าไม่ใช่เื่ง่าย เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ข้าไม่กล้ารับ!”
จวี๋ฮุ่ยโบกไม้โบกมือปฏิเสธเสียงแข็ง สำหรับคนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้แล้ว การได้กินหมูหรือเนื้อถือเป็เื่ที่ต้องไตร่ตรองใคร่ครวญ ไม่ใช่กินได้บ่อยๆ เนื้อหมูครึ่งชั่งขายได้เงินเกือบยี่สิบอีแปะแล้ว!
“ไม่ได้! เ้าถือเป็ผู้มีพระคุณ วันนี้ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ต้องรับเนื้อหมูไป” เหอหลางก็ไม่ยอมเช่นกัน เห็นสีหน้ากังวลใจของนางแล้วเขาถึงค่อยพูดขึ้นด้วยความภูมิใจ
“พ่อข้าเป็นายพรานมาตลอดชีวิต ข้าสืบทอดวิชามามากมาย ทั้งข้าก็ยังโชคดี ไม่เป็อันตรายง่ายๆ”
“วันนี้โชคดีใช่ว่าวันหน้าจะโชคดี!”
จวี๋ฮุ่ยส่ายหัว รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องรับหมูป่าที่แลกมากับชีวิตของคนผู้หนึ่ง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าถ้อยคำนี้ทำให้ผู้ที่ได้ฟังคิดไปไกลว่านางห่วงใย ใบหน้าคมเข้มจึงขึ้นสีระเรื่อ เขาเบนสายตาหลบกระแอมไอออก มาปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง
“เ้าก็รับให้ข้าสบายใจหน่อยเถิด หากท่านแม่รู้ว่าข้าล่าหมูมาแล้วไม่แบ่งเ้าข้าต้องถูกท่านแม่ตีแน่”
ต้าเกอที่กลับมาจากสำนักศึกษาได้ไม่นานย่อมเห็นถึงเหตุการณ์เกรงอกเกรงใจหน้ารั้วบ้าน เหลือบมองโจวอี้ที่กำลังนั่งมองอยู่เงียบๆ แม้ใบหน้าของเขาจะยิ้มแย้มแต่ต้าเกอรู้ดีว่าเขาไม่ได้ยิ้ม
“มีอะไร”
โจวอี้ที่รับรู้ถึงสายตาที่มองมาก็หันมอง มุมปากยกสูงถามต้าเกอด้วยแววตานุ่มนวล
“ไม่ต้องยิ้มให้ข้า เ้าหลอกผู้อื่นได้แต่หลอกข้าไม่ได้หรอก” ต้าเกอเบือนหน้าหนี อยู่ร่วมกันมาหลายปี โจวอี้ผู้นี้แม้จะดูยิ้มแย้มนุ่มนวลแต่แท้จริงแล้วกลับเป็คนขี้อิจฉา ริษยา คิดเล็กคิดน้อยและใจแคบ ทั้งยังขี้หวง
โดยเฉพาะพี่สาวจวี๋ฮุ่ย!
ทุกคราที่โจวอี้ยิ้มล้วนเป็หนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม แววตาว่างเปล่าราบเรียบไร้ความรู้สึก คนที่เขายิ้มให้อย่างแท้จริงมีเพียงพี่สาวจวี๋ฮุ่ยเท่านั้น
อาจารย์ที่สำนักศึกษาบอกว่าคนประเภทนี้เป็คนเสแสร้ง ไม่ควรคบหา เขาก็อยากเชื่อฟังอาจารย์อยู่หรอกแต่ติดที่ว่าโจวอี้ผู้นี้เป็พวกพ้องที่เลิกคบหาด้วยก็ไม่ได้
โชคร้ายจริงๆ!
สุดท้ายแล้วเหอหลางหนักแน่นยิ่งนักจวี๋ฮุ่ยจึงต้องรับเนื้อหมูป่าส่วนหนึ่งจากเขา มองเหอหลางไปจากไปแล้วหลุบตามองเอ้อร์เกอที่กำลังมองเนื้อหมูด้วยแววตาเจิดจ้าเปล่งประกาย ในขณะที่จวี๋ฮุ่ยยกมือขึ้นคิดลูบหัวเอ้อร์เกอด้วยความเอ็นดูเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นดึงความสนใจ
“จวี๋ฮุ่ยหมูหรือ”
โจวอี้วิ่งเข้าหาจวี๋ฮุ่ย เบียดแทรกเอ้อร์เกอไปอีกทางหนึ่งอย่างแเี เอ้อร์เกอมองที่ยืนที่ถูกโจวอี้แย่งไปก็กะพริบตาปริบๆ สองหนแล้วขยับเท้าถอยห่างอีกสองก้าว ไม่กล้ายื้อแย่งพื้นที่คืนหรือขัดขวาง
“อือ วันนี้พวกเรากินอะไรกันดี หมูตุ๋นนุ่มๆ เคี่ยวกับน้ำผึ้งหวานๆ ดีหรือไม่”
“ดี!” เอ้อร์เกอได้ยินแล้วดวงตาก็ยิ่งทอความยินดี มองเนื้อหมูที่อยู่บนพื้นก็รีบร้องถาม
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยให้ข้านำหมูเก็บที่ห้องใต้ดินก่อนหรือไม่”
“เอาสิ”
เอ้อร์เกอเวลานี้ห่วงใยหมูมากเหลือเกิน กลัวว่าหมูจะเน่าเสียก็ไม่รอช้ารีบอุ้มหมูไปเก็บไว้ในห้องใต้ดินที่เก็บความเย็นเอาไว้
“จวี๋ฮุ่ยชอบหมูมากหรือ”
“ข้าชอบที่ใด พวกเ้าต่างหากที่ชอบ!”
จวี๋ฮุ่ยจิ้มนิ้วลงบนหน้าผากของโจวอี้ ลอบถอนใจผ่านมาเพียงพริบตาเดียว โจวอี้น้อยสูงไล่เลี่ยกับนางแล้ว
“เช่นนั้นข้าขึ้นเขาไปล่าหมูเช่นเดียวกับเขาบ้างดีหรือไม่”
จวี๋ฮุ่ยคิดอ้าปากห้ามกลัวว่าเขาจะขึ้นไปเป็อาหารสัตว์ร้ายเสียเปล่า รอบนอกเขาไม่อันตรายมีชาวบ้านขึ้นเขาเก็บฟืน เก็บผักหาสมุนไพรกันเป็ปกติ แต่หากเดินลึกเข้าไปใจกลางขุนเขาจะเป็ที่อาศัยของสัตว์ป่าดุร้าย หลายปีก่อนท่านพ่อของเหอหลางก็ถูกหมาป่าเล่นงานจนโชกเื แต่โชคดีที่รอดชีวิตกลับมาได้
พิจารณาโจวอี้ด้วยสีหน้าซับซ้อน โจวอี้น้อยไม่เฉลียวฉลาด ในภายภาคหน้าหากไม่มีวิชาความรู้ติดอยู่ในหัวก็ต้องมีฝีมือเลี้ยงตัวเองได้ เด็กๆ ในบ้านล้วนมีความฝันมีความทะเยอทะยาน เว้นแต่โจวอี้น้อยที่เพียงแค่อยากเกาะติดนางไปเรื่อยๆ
หากนางไม่กระตุ้นเขาสักหน่อย ก็อดกังวลเื่ในอนาคตของเขาไม่ได้
“ดี หากเ้าอยากเป็นายพรานข้าจะนำเ้าไปฝากกับเหอโถว ให้เขาพาเ้าขึ้นเขาล่าสัตว์ด้วย”
“ได้” โจวอี้ผงกหัวตอบรับ
“แต่วิชาพวกนี้ไม่อาจสอนกันได้ตรงๆ เ้าต้องคอยสังเกตเหอโถวให้มากๆ ดูให้มากๆ ระวังตัวให้มากๆ”
“เข้าใจแล้ว”
จวี๋ฮุ่ยพยักหน้าลง ใจหนึ่งกังวลอีกใจกลับห่วงใย หากไม่ให้เขาออกไปเผชิญลมฝนสักรอบเขาจะเติบโตได้อย่างไร
ถ้าชะตาของโจวอี้ต้องสิ้นอยู่ภายใต้คมเขี้ยวหมาป่าก็ถือว่าดี ได้ยินว่าด่านเคราะห์ของผู้อื่นมักเป็การอยู่ไม่สู้ตาย ทรมานจนแม้แต่ความตายก็ไม่อาจทำให้หลุดพ้น
หากเขากลายเป็อาหารของสัตว์ป่าก็ถือว่ายังโชคดีที่ไม่ต้องแบกรับด่านเคราะห์แสนเ็ปเ่าั้
ต้าเกอเห็นรอยยิ้มของโจวอี้แล้วขนพลันลุกชัน ลอบภาวนาให้เหอหลางไม่ถูกความใจแคบของโจวอี้เล่นงานจนเจ็บช้ำมากเกินไป
ผู้อื่นที่เข้าใกล้พี่สาวจวี๋ฮุ่ยไม่ว่าหญิงหรือชาย เด็กน้อยหัดคลานหรือคนแก่ผมขาวล้วนถูกโจวอี้ทำให้กระเจิงไปหมด แม้แต่บรรดาเหล่าน้องๆ ในบ้านโจวอี้ก็ยังหวง หากสนใจหรือว่าพูดคุยนานเกินไปเขาก็มักจะเสนอหน้าเข้าหา ดึงความสนใจจากพี่สาวจวี๋ฮุ่ยไปจนหมด
แล้วยิ่งเหอหลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คุยกับพี่สาวจวี๋ฮุ่ยอยู่นานสองนานเพียงนี้มีหรือที่โจวอี้จะไม่ขัดตา!
จวี๋ฮุ่ยเป็พวกคิดได้แล้วก็รีบลงมือทำเย็นวันนั้นนางนั่งจัดเตรียมเนื้อและไข่ หยิบเห็ดหูหนูขาวและโสมหนึ่งต้นจัดลงตะกร้า วางทับเงินหนึ่งพวงที่อยู่ก้นตะกร้าเพื่อเป็ของกำนัลสำหรับการฝากฝังโจวอี้
รุ่งเช้าจวี๋ฮุ่ยส่งต้าเกอและเสียวเสี่ยวไปยังสำนักศึกษา ตรวจดูว่าเสี่ยวหยางและฉู่จีกินข้าวกันเรียบร้อยแล้วจึงฝากบ้านไว้กับเอ้อร์เกอและซานซาน พาโจวอี้มุ่งไปยังบ้านของนายพรานแซ่เหอทันที
นายพรานแซ่เหอเป็นายพรานประจำหมู่บ้าน เขามีบุตรชายสองคน เหอหลางอายุราวสิบหกสิบเจ็ด ส่วนเหอเหลียงอายุสิบสอง รุ่นราวคราวเดียวกันกับโจวอี้
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ย”
จวี๋ฮุ่ยเคาะประตูหน้าบ้าน ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออกโดยเหอเหลียง นางยิ้มทักทาย ถามเขาด้วยใบหน้าสดใส
“ท่านพ่อกับท่านแม่อยู่หรือไม่”
“อื้อ! ข้าจะบอกท่านแม่ว่าพี่สาวมาเยี่ยม!”
จวี๋ฮุ่ยผงกหัวยิ้มรับ ติดสินบนเหอเหลียงด้วยลูกอมหนึ่งเม็ด ทำให้เขาตาเป็ประกายรีบวิ่งเข้าไปในบ้านแจ้งเื่ทันที
ไม่นานนักหลิวซื่อ [1] ก็ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า จับมือจวี๋ฮุ่ยแล้วพานางเข้าไปในบ้านด้วยท่าทีสนิทสนม
“ตายจริง นางหนูนี่ยังหน้าตางดงามเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย น่าริษยาจริงๆ!”
“หลิวซื่อล้อข้าเล่นเช่นนี้แสดงว่าร่างกายแข็งแรงดีแล้ว” ใบหน้าของจวี๋ฮุ่ยฉายความแง่งอนออกมาเล็กน้อย ท่าทางนี้เรียกเสียงหัวเราะของหลิวซื่อได้เป็อย่างดี
โจวอี้ดวงตามองยังมือของหลิวซื่อที่กุมมือจวี๋ฮุ่ยอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้มหน้าลงหลบซ่อนความคิดไม่ดีในใจ เดินตามนางเข้าไปด้านใน
“เพราะได้โสมที่เ้ามอบให้ร่างกายข้าถึงได้ดีขึ้น”
หลิวซื่อยิ้มแย้ม มองหญิงเบื้องหน้าที่เพิ่งนั่งลง ท่วงท่าหมดจด ใบหน้างดงาม สายตาเหลือบเห็นหนุ่มน้อยที่นั่งอยู่ข้างกันก็อมยิ้ม ทั้งนางยังเลี้ยงบรรดาน้องๆ ได้ดี มีบ้านใดบ้างที่ไม่อยากรับจวี๋ฮุ่ยเป็สะใภ้!
“หลิวซื่อข้ามาวันนี้ใช่เพราะมาเยี่ยมท่านเพียงอย่างเดียว ข้ามีเื่ต้องรบกวนสักหน่อย” จวี๋ฮุ่ยตีหน้าปั้นยาก ใบหน้าฉายความอึดอัดใจเล็กน้อย
“หากเ้าลำบากข้ายินดีช่วย ไม่ใช่เพราะเ้ามีบุญคุณต่อข้า แต่เพราะเ้าเป็เด็กดี” หลิวซื่อส่งยิ้มให้จวี๋ฮุ่ย รอยยิ้มนี้เปี่ยมไมตรีและจริงใจ
“เช่นนั้นข้าต้องรบกวนหลิวซื่อแล้วจริงๆ นี่โจวอี้เป็น้องชายของข้า ตอนนี้เขาอายุสิบเอ็ดแล้ว...”
จวี๋ฮุ่ยพูดออกมาเท่านี้ก็เงียบไป สีหน้าฉายความลำบากใจมากขึ้นอีก ค่อยพูดออกมา
“ข้าเป็สตรีตัวคนเดียว การเลี้ยงน้องๆ เจ็ดคนสำหรับข้าแล้วไม่ใช่เื่ยากลำบากอะไร แต่เื่ในอนาคตของพวกเขาทำให้ข้ากังวลมาก สำหรับต้าเกอหรือเอ้อร์เกอข้าไม่ห่วงนัก พวกเขามีความทะเยอทะยาน แต่สำหรับโจวอี้น้อยคนนี้กลับเอื่อยเฉื่อยนัก ทำให้ข้าห่วงอยู่เสมอว่าวันหน้าหากข้าไม่อยู่ก็กังวลเขาจะอยู่อย่างไร จวบจนเมื่อวานเหอหลางแบกหมูป่าตัวใหญ่ผ่านมา เขาถึงเกิดความเลื่อมใส” จวี๋ฮุ่ยพูดไปแล้วก็ถอนใจ รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
“ข้ารู้ว่าวิชาเหล่านี้สมควรถ่ายทอดให้คนในครอบครัวเท่านั้น แต่วันนี้ข้าต้องทำตัวไร้ยางอาย แบกหน้าหนาๆ มาพูดเื่นี้กับหลิวซื่อทำให้ข้าไม่สบายใจมากจริงๆ”
หลิวซื่อมองสีหน้าจืดเจื่อนของหญิงเบื้องหน้าก็ถอนใจยาว รู้สึกสงสารเวทนาจวี๋ฮุ่ยขึ้นมาอีก การที่ไม่มีบุรุษอยู่ในบ้านก็มักเป็เช่นนี้ ตระกูลที่ทำนาเหล่าเด็กๆ ก็จะรับ่ต่อการทำนาจากที่บ้าน หากเป็นายพรานเด็กๆ ก็รับ่ต่อสืบไป จวี๋ฮุ่ยเป็สตรีตัวคนเดียวทำได้เพียงนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว หลิวซื่อขบคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงพยักหน้ารับ
“เข้าใจแล้ว ข้าจะช่วยพูดกับตาแก่เหอให้เอง เ้าไม่ต้องกังวล”
“ขอบคุณหลิวซื่อ!”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วเสมือนเห็นท้องฟ้าเปิด ความรู้สึกหนักอึ้งมลายหายนางพยักหน้าหงึกๆ สีหน้าสดใสขึ้นทันตา
“ไม่เป็ไร ‘คนกันเอง’ ทั้งนั้น” หลิวซื่อโบกไม้โบกมือ รื่นเริงขึ้นมาทันตาเห็น
ถ้อยคำแฝงนัยของหลิวซื่อจวี๋ฮุ่ยย่อมฟังออก นางเพียงแค่ยิ้มแย้มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ มอบของที่ตระเตรียมมาให้กับหลิวซื่อแล้วจากไป
[1] ซื่อเป็การเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วด้วยแซ่เดิม ต่อท้ายด้วยคำว่าซื่อ (ตระกูล) โดยละชื่อไว้
ร่วมกิจกรรมแจกอีบุ๊กเื่นี้ฟรีได้ที่หน้าเพจ โรงน้ำชาสกุลเฉิน ได้เลยจ้า เงื่อนไขแจ้งไว้ที่โพสเพจแล้วน้าา
ลิขิตฟ้ามิอาจขวาง!
อีบุ๊กออกแล้วจ้าา
ฟีลกู๊ดนุ่มฟู ไม่ดราม่าเน้นอ่านสบายน้า
ตอนนี้มีโปรโมชันอยู่ด้วยน้า ราคา 199 บาท 636 หน้า (≈ 98,446 คำ)