ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 95 ปิดฉากการปะทะครั้งใหญ่

            หลินเฮ่ายวนก้มลงมองไปทางเฉินเฉาเกอที่อยู่ด้านล่างพร้อมกับค่อยๆเอ่ยปากขึ้นว่า “เจ้าทำผลงานได้ดีจริงๆ วันนี้โดยเฉพาะการเด็ดหัวของผู้นำฝ่ายศัตรูทั้งสองคนนั่นนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจเลยทีเดียว”

            พอหลินหยางได้ยินอย่างนั้นแล้วก็แอบทอดถอนใจออกมาดูท่าทางครั้งนี้เขาจะไม่สามารถจัดการไอ้สวะนี้ได้แล้ว

            เพราะต่อให้เขาเลือกที่จะถอดหน้ากากลงตั้งแต่ตอนนี้แต่เขาก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะใช้ยืนยันได้ว่าเขาต่างหากที่เป็นลูกชายที่แท้จริงของหลินเฮ่ายวนและนั่นอาจจะทำให้เฉินเฉาเกอรู้สึกตัวได้ก่อนแล้วหนีหายไปก็เป็นได้

            และหลินหยางตอนนี้ก็ยังดูไม่ออกด้วยว่าพลังชั่วร้ายที่อยู่ในตัวของเฉินเฉาเกอนั่นมันมีต้นกำเนิดมาจากไหน

            ส่วนเฉินเฉาเกอในตอนนี้นั้นดีใจจนแทบจะตัวลอยแล้วใบหน้าของมันในตอนนี้ก็คือใบหน้าของเด็กน้อยที่ดีใจเวลาถูกผู้เป็นพ่อชื่นชม

            หลินเฮ่ายวนยังกล่าวต่ออีกกว่า “บางทีข้าก็แอบคิดนะว่า ถ้าเจ้าเป็นลูกชายของข้าจริงๆ มันก็คงจะดี...ถ้ามีเจ้าเป็นผู้นำอาณาจักรชูอวิ๋นละก็อาณาจักรของเราจะต้องเติบโตแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอนแต่ประชาชนชาวเมืองของเราคงจะต้องตกระกำลำบากกันไม่น้อยเลย...”

            เอ๊ะ เอ๊ะ?

            องค์จักรพรรดิกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่?

            ผู้คนรอบๆ นั้นรู้สึกสับสนคำพูดของหลินเฮ่ายวนนั้นเป็นดั่งระเบิดที่ทิ้งลงกลางกลุ่มคน

            รอยยิ้มของเฉินเฉาเกอพลันมลายหายไปจากใบหน้าของเขาความรู้สึกเย็นเยือกพลันเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งตัวจนหนาวสั่นไปถึงกระดูก

            หลินเฮ่ายวนยังคงพูดต่อไปด้วยท่าทางเรียบเฉยว่า“แต่น่าเสียดายความอำมหิตของเจ้ามันมากเกินกว่าที่ข้าจะรับได้การเล่นเกมของเจ้าคงต้องยุติแต่เพียงเท่านี้แล้วล่ะนะ...เฉิน เฉา เกอ!!”

            เปรี้ยงง

            เฉินเฉาเกอรู้สึกราวกับมีอสนีบาตสายหนึ่งฟาดผ่าลงมากลางใจเขาจนถูกย่างเกรียมไปทั้งตัว

            “นี่...นี่มันเป็นไปไม่ได้...”

            หลินเฮ่ายวนรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาอยู่แล้วหรือ?

            แล้วมันจะยังรับเลี้ยงดูแลเขาอีกทำไมเล่า?

            หลินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ หลินเฮ่ายวนเองก็ตกใจเหมือนกัน

            ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเบื้องหลังนี้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้างแต่สิ่งเดียวที่เขามั่นใจมากก็คือ

            ผู้เป็นพ่อของเขาคนนี้มีมันสมองที่ฉลาดล้ำยิ่งกว่าที่เขาเคยคิดไว้อยู่หลายเท่าเลย

            หลินเฮ่ายวนมองไปทางเฉินเฉาเกอด้วยท่าทางเรียบเฉยท่าทางหวาดกลัวของอีกฝ่ายนั้นไม่มีความหมายสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อยเหมือนกับผู้ปกครองโลกหล้าที่กำลังมองดูตัวตลกที่กำลังเล่นโชว์ปาหี่อยู่ก็เท่านั้น

            ส่วนเฉินเฉาเกอนั้นรีบดึงสติกลับจากความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างรวดเร็ว

            เขาไม่คิดที่จะเล่นละครลิงโง่ๆ นั่นอีกต่อไปแล้วบรรยากาศรอบตัวของมันพลันเปลี่ยนไปเป็นมืดหม่นเย็นเยือกกัดฟันจ้องไปทางหลินเฮ่ายวนแล้วกล่าวขึ้นว่า

            “ท่านมองออกตั้งแต่เมื่อไหร่...ข้าว่าข้าทำลายหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอดีตของข้าไปหมดแล้วนะ...”

            หลินเฮ่ายวนส่ายหัว “ไม่จำเป็นต้องมองออกหรอก...ข้าก็แค่เจอตัวจริงแล้วก็เท่านั้นเอง ถ้าอย่างนั้นตัวเจ้าก็ย่อมต้องเป็นตัวปลอมอยู่แล้ว”

            จอมราชันผู้ที่สามารถควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือได้ผู้นี้ในที่สุดก็แย้มรอยยิ้มออกมาพลางหันไปมองทางหลินหยาง จากนั้นจึงยื่นมือออกไปเคาะที่บริเวณส่วนหัวของชุดเกราะราชันเหล็กขาวจนเกิดเป็นเสียงดังปึง

            “เจ้าเด็กบ้านี่เมื่อไหร่เจ้าจะยอมให้บิดาเห็นหน้าจริงๆ ของเจ้าสักทีนะ หืม!”

            เฮ้ยย!!

            ผู้คนทั้งหมดพลันตกตะลึงกันอย่างไร้เสียง

            นายกรัฐมนตรีผู้สูงวัยอย่างสื่อซือหมิงกำลังจะถูกโรคหัวใจกำเริบเล่นงานเพราะตกใจกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้วแม้แต่เหล่าคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับหลินหยางมาโดยตลอดอย่างพวกของเวินติ่งเทียนยังเบิกตาโต

            เวินชิงชิงถึงกับพึมพำออกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อว่า“หลินอี้... เจ้าเจ้าเป็นองค์ชาย?”

            โอ...

            หลินหยางเริ่มเดาได้ตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้วว่าตัวตนของเขาน่าจะถูกจักรพรรดิผู้เป็นพ่อของเขาผู้นี้มองออกแล้วเหมือนกันแต่การที่ต้องมาเปิดเผยตัวตนในสถานการณ์แบบนี้... มันก็ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเลย!

            รู้สึกราวกับว่าแผนการทั้งหมดที่ตัวเองวางเอาไว้มันไม่ต่างอะไรกับเรื่องเล่นๆในสายตาของผู้เป็นพ่อแม้แต่ตัวเขาเองยังเดาไม่ออกเลยว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกหลินเฮ่ายวนมองออกตั้งแต่เมื่อไหร่

            แต่สุดท้ายเขาก็ยอมปลดเกราะส่วนหัวออกเผยให้เห็นใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเฉินเฉาเกอมากถึงแปดส่วน

            เพียงแต่สีหน้าของเขาในตอนนี้ดูหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

            หลินเฮ่ายวนมองไปที่หลินหยางด้วยสีหน้าภาคภูมิใจอย่างสุดซึ้งแถมยังเหมือนกับว่าเขาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ชอบใจของหลินหยางเลยพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า

            “ไม่เอาน่า เด็กน้อยการที่ข้าจะมองเจ้าออกมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ความรู้สึกแข็งกร้าวที่แฝงอยู่ในดวงตาของเจ้าน่ะมันเหมือนกับอวี่เวยไม่มีผิด”

            คำพูดประโยคนี้ทำให้หลินหยางเข้าใจเรื่องราวหลายๆอย่างมากขึ้นเยอะเลย

            อย่างน้อยภายในใจของหลินเฮ่ายวนก็ยังไม่เคยลืมมารดาของเขาไปอย่างน้อยมันก็ช่วยให้ความรู้สึกที่เขามีต่อผู้เป็นพ่อคนนี้ดีขึ้นมาบ้าง

            แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องแบบนั้น

            ตรงหลุมลึกบริเวณด้านล่างนั้นเฉินเฉาเกอตกใจกับความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมาจนตัวสั่นไปหมด

            “หลินหยาง... เจ้า เจ้ายังไม่ตาย!!”

            คำพูดของเฉินเฉาเกอเท่ากับว่ามันสารภาพความผิดออกมาแล้ว

            เป็นมันเองที่แย่งชิงฐานะองค์ชายมาจากหลินหยางเสพสุขกับชีวิตอันสุขสบายที่ได้รับความรักใคร่ดูแลจากคนรอบข้างซึ่งแต่เดิมแล้วต้องเป็นของหลินหยางแถมมันยังมีหน้ามาสาบานอย่างหน้าด้านๆ ว่าจะปกป้องเสด็จพ่ออะไรนั่นอีกทั้งที่เป็นตัวมันเองแท้ๆ ที่คิดร้ายกับหลินเฮ่ายวน

            อย่างไอ้สวะนี่คงไม่สามารถใช้แค่คำว่าไร้ยางอายมาอธิบายมันได้แล้ว...คนอย่างมันนี่ชั่วยันเงาเลยจริงๆ

            หลินหยางมองไปทางเฉินเฉาเกอ

            เขารอวันนี้มานานมากเหลือเกิน

            หลินเฮ่ายวนที่อยู่ข้างๆ เองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเท่ากับว่าเขาปล่อยให้หลินหยางเป็นคนจัดการสะสางหนี้แค้นครั้งนี้ด้วยตัวเอง

            คนรอบข้างนั้นยังคงสับสนกับเรื่องราวที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนี้อยู่แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาแน่ใจก็คือ เจ้าชายตัวปลอมผู้นี้มันสมควรตายเป็นหมื่นๆ ครั้งอย่างแน่นอน

            “ฆ่ามันซะ!”

            “ไม่ต้องจับมันมาทรมานก่อน!”

            เสียงพูดที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเริ่มดังขึ้นหลินหยางที่มองลงไปจากเบื้องบนนั้น มีแววตาที่เย็นชาดุจดั่งน้ำแข็งหมื่นปี

            “เฉินเฉาเกอมาถึงตอนนี้แล้ว เจ้าคงได้ไปพบพ่อของเจ้าอย่างสบายใจแล้วล่ะ”

            หลินหยางค่อยๆ ยกดาบเฟิ่งอู่ในมือขึ้นถึงแม้ว่าในมือของเฉินเฉาเกอนั้นจะยังถือโล่ทรงกลมสุดแข็งแกร่งนั่นเอาไว้อยู่ก็ตามแต่หลินหยางก็มั่นใจมากว่าจะสามารถลงมือจัดการสังหารไอ้โจรสวะนี้ได้อย่างแน่นอน

            เฉินเฉาเกอตอนนี้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีทางหนีสำหรับมันแล้ว

            แต่ในเวลาแบบนี้มันกลับยังสามารถหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นได้อยู่อีก“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่คิดเลย ไม่คิดเลยจริงๆ สุดท้ายแล้วคนอย่างข้ากลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับไอ้โง่อย่างเจ้า...หลินหยาง ตอนนั้นข้ามองเจ้าผิดไปจริงๆ! แต่ว่า เจ้าคิดหรือว่าแกจะสามารถฆ่าคนอย่างข้าได้?ฮ่าฮ่า เจ้าคิดง่ายไปแล้ว...”

            ในขณะเดียวกันนั้นเองร่างกายของมันก็พลันบังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น

            ร่างกายของมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเนื้อเริ่มปูดบวมขึ้นทีละส่วนๆ มีอยู่หลายส่วนที่มันขยายใหญ่ขึ้นจนกล้ามเนื้อฉีกขาดเผยให้เห็นเส้นเลือดสีแดงสดที่อยู่ข้างใน

            แววตาของมันเปลี่ยนไปจนดูโหดเหี้ยมดุจปีศาจร้ายไม่เหลือเป็นมนุษย์อยู่เลยแม้แต่น้อยเหลือแต่เพียงสัตว์ร้ายแห่งความตายอันบ้าคลั่งเท่านั้น

            ไม่มีใครเคยเห็นอะไรที่มันน่ากลัวขนาดนี้มาก่อนเลย

            ไอ้เฉินเฉาเกอนี่มันไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้วจริงๆมนุษย์ธรรมดาที่ไหนจะสามารถเปลี่ยนตัวเองให้มีสภาพแบบนั้นได้อีกทั้งร่างกายของมันเริ่มเกิดอาการเน่าเปื่อยขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับส่งกลิ่นเหม็นเน่าจนแสบจมูกออกมาสภาพของมันไม่ต่างอะไรกับซากศพเลยสักนิด

            มันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่า! หลินหยาง ข้าไม่มีทางถูกเจ้าฆ่าได้หรอก!! ทั้งชาตินี้เจ้าอย่าหวังว่าจะล้างแค้นได้เลยสักวันหนึ่ง ข้าจะต้องกลับมา กลับมาจับเจ้าถลกหนัง เลาะกระดูก จากนั้นก็ค่อยๆ กินมันลงไปทีละชิ้นๆให้เจ้าตายอย่างทรมาน! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! แล้วก็พวกเจ้าด้วยฝากไว้ก่อนเถอะ ครั้งต่อไปที่ข้ากลับมา พวกเจ้าทุกคนจะต้องตาย จะต้องตายทั้งหมด! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

            ความบ้าคลั่งดุจอสูรกายบนตัวของเฉินเฉาเกอนั้นถึงกับสามารถทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีได้นั่นต่างหาก พลังที่แท้จริงที่มันเก็บซ่อนไว้ในร่างกายมาโดยตลอด!

            คงมีแต่สวรรค์ที่จะรู้ว่าไอ้สวะนี่มันไปได้พลังที่แสนชั่วร้ายและแข็งแกร่งนี่มาจากไหนแต่ผู้คนที่ยืนดูเหตุการณ์นี้อยู่ ต่างก็มั่นใจว่า แม้แต่หลินหยางเองก็คงไม่สามารถจัดการเฉินเฉาเกอในสภาพแบบนี้ได้โดยง่ายแน่

            แต่ในวินาทีนั้นเองเฉินเฉาเกอก็หยุดคำรามอย่างเกรี้ยวกราดลงอย่างกะทันหัน

            ต่อให้มันเป็นอสูรกายแต่บนโลกนี้ยังมีสิ่งที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าอสูรกายอยู่

            นั่นก็คือ หลินหยาง

            เขาหยิบเอาขนนกอัคคีของปี้ฟังขึ้นมาถือไว้บนมืออีกครั้ง

            ไอ้บ้าเอ๊ย!

            อาวุธที่ทรงพลังอย่างไร้เหตุผลแบบนั้นมันยังมีอยู่อีกชิ้นอย่างนั้นหรือ!!

            ฟึบ

            ต้วนเทียนหยารีบคุ้มกันคนทั้งหมดล่าถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็วส่วนหลินหยางนั้นยืนอยู่บนภูเขาหินแร่ขนาดใหญ่อันสูงชันที่อยู่ห่างไกลออกไปเขาจ้องมองไปที่เฉินเฉาเกอที่เมื่อครู่นี้มีท่าทีโอหังสุดขีดด้วยสายตาเย็นชาจากนั้นก็สะบัดมือเบาๆ ทีหนึ่ง

            ขนนกอัคคีของปี้ฟังนั้นปลิวไสวไปตามสายลมแต่พลังที่มันแผ่ออกมานั้นมหาศาลจนน่ากลัวดุจดั่งอาวุธมหาประลัยล้างโลกก็ไม่ปาน

            “โฮกก!!”

            เฉินเฉาเกอที่อยู่ด้านล่างนั้นพอต้องเผชิญหน้ากับขนนกอัคคีแสนน่ากลัวนั่นเข้า ก็ทำได้แค่สาปแช่งหลินหยางในใจซ้ำๆเป็นพันๆ หมื่นๆ ครั้งพร้อมกับคำรามเสียงดังกึกก้องดุจอสูรร้ายออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดเท่านั้น

            มันรีบยกโล่ในมือขึ้นมาป้องกันทันทีนี่คือโอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่มันมีอยู่แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ไม่ได้เหมือนครั้งก่อน ภายในใจกลางหลุมระเบิดขนาดใหญ่นั่นจะช่วยให้แรงระเบิดที่เกิดจากขนนกอัคคีนั้นรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว

            ตูม!!

            ระเบิดแล้ว

            เกิดการระเบิดที่รุนแรงจนยากจะอธิบายได้ขึ้นอีกครั้ง

            ประชาชนชาวเมืองอวิ๋นเฉิงทุกคนล้วนรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนอันรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองนี้ท่ามกลางท้องนภายามรัตติกาลสีดำนี้ก็เกิดแสงสว่างจ้าราวกับพระอาทิตย์ส่องแสงยามกลางวันขึ้นอีกครั้ง

            โดยเฉพาะการระเบิดครั้งนี้นั้นเกิดขึ้นภายในหลุมลึกพลังอันมหาศาลที่ขนนกอัคคีปลดปล่อยออกมาจึงไม่ได้กระจายออกไปยังรอบข้างแต่มันพุ่งขึ้นฟ้าแทนจนกลายเป็นเสาเพลิงขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่พุ่งขึ้นสูงจนเหมือนกับว่ามันจะเชื่อมต่อไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าพลังงานความร้อนอันไร้ขีดจำกัดได้เปลี่ยนให้ภายในหลุมนั่นกลายเป็นดั่งขุมนรกโลกันตร์นอกจากจะทำให้หลุมนั่นขยายใหญ่ขึ้นจนมีรัศมีกว้างกว่าร้อยเมตรแล้วมันยังหลอมเอาหินแร่ทั้งหมดที่อยู่ในนั้นให้กลายเป็นเหล็กเหลวร้อนๆ ดุจลาวาไม่มีทางที่สิ่งมีชีวิตจะสามารถหลุดรอดออกจากขุมนรกนั่นไปได้อย่างแน่นอน

            หลังจากเกิดการระเบิดไปประมาณหนึ่งนาที

            ในที่สุดทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

            พระราชวังของราชวงศ์ชูอวิ๋นเกิดความเสียหายขึ้นอย่างหนักพระตำหนักยงเหอและพื้นที่รอบๆ ข้างล้วนถูกทำลายจนเหลือแต่เพียงซากปรักหักพังบนท้องฟ้ามีแต่เศษฝุ่นผงลอยล่องอยู่เต็มอากาศ

            แต่สิ่งที่ผู้คนเป็นห่วงมากที่สุดก็คือไอ้เฉินเฉาเกอนั่นมันตายแล้วรึยังจึงรีบพากันมาตรวจสอบทันที

            หลินหยางได้มายืนอยู่ตรงขอบหลุมแล้วเขามองไปที่ก้นหลุมขนาดมหึมานี้โดยไม่พูดอะไร

            หลังจากความร้อนที่เกิดจากการระเบิดค่อยๆเย็นลงแล้ว แร่ธาตุต่างๆ ที่ถูกหลอมเหลวจนกลายเป็นลาวาสีแดงสดไปเมื่อครู่นี้ก็เย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนมันเปลี่ยนสภาพกลับมาเป็นของแข็งอีกครั้งก้นหลุมตอนนี้จึงมีบ่อผลึกโปร่งใสสีแดงสดขนาดเล็กเกิดขึ้น

            ข้างในนั้นผลึกโปร่งใสนั้นสามารถมองเห็นเศษชิ้นส่วนสีดำส่วนหนึ่งที่ถูกหลอมรวมอยู่ในนั้นมันคือเศษซากของโล่ที่เฉินเฉาเกอถือเมื่อครู่ซึ่งมันทนต่อแรงระเบิดและความร้อนอันมหาศาลไม่ไหวจนปริแตกกลายเป็นเศษซากในที่สุด

            ส่วนศพของเฉินเฉาเกอก็อยู่ท่ามกลางเศษซากของโล่นั้นด้วยเช่นกันร่างกายมันถูกไฟเผาไหม้จนเกรียม ไม่เหลือสภาพของมนุษย์อยู่เลยแม้แต่นิดเดียวเหมือนกับเนื้อเน่าๆ ที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก

            ตายแล้ว...

            ในที่สุด ไอ้โคตรคนชั่วที่หมื่นปีจะมีสักคนผู้นี้ก็ถูกปลิดชีพลงเสียที

            ผู้คนที่กำลังมองดูสภาพศพที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมนั่นแล้วก็เหมือนจะยังสามารถจินตนาการได้ว่าไอ้สวะนี่มันต้องดิ้นรนอย่างทุกข์ทรมานแค่ไหนก่อนที่มันจะตายจากไป

            เป็นความทรมานที่เกิดจากการถูกไฟเพลิงโลกันตร์อันร้อนแรงค่อยๆแผดเผาทีละส่วนๆ อย่างแสนเจ็บปวด เป็นความทรมานอันแสนสิ้นหวังที่ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่มีทางหนีรอดออกมาได้หนึ่งนาทีเต็มๆ ที่มันต้องถูกเผาไหม้อยู่อย่างนั้น แต่สำหรับไอ้โจรชั่วนี่น่าจะรู้สึกยาวนานราวหมื่นปี

            ใบหน้าบนซากศพของเฉินเฉาเกอในตอนนี้ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังและความโกรธแค้นชิงชังถึงแม้ว่ามันจะตายไปแล้วก็ตาม แต่บรรยากาศอันแสนน่ากลัวที่ตัวมันปล่อยออกมาก็ยังคงน่ากลัวจนขนลุกอยู่ดี

            “เหอะ!! แค่นี้ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับคนชั่วๆ อย่างไอ้เวรนี่น่ะ!”

            หัวหน้าองครักษ์หลินไท่เป่ยนั้นรู้สึกโกรธแค้นมากที่สุดจึงอดไม่ได้ที่จะถุยน้ำลายลงไปในหลุมลึกหนึ่งที

            “ช่างเถอะ ช่างเถอะคนมันก็ตายไปแล้ว อีกทั้งเจ้าเฉินเฉาเกอนี่ยังชั่วร้ายขนาดนี้วิญญาณของมันย่อมต้องตกลงไปในนรกขุมที่ 18 อยู่แล้วหนีไม่พ้นต้องทนทุกข์ทรมานไปตราบชั่วกัลปาวสานอย่างแน่นอน”

            ท่านนายกรัฐมนตรีสื่อซือหมิงค่อยๆ หลับตาลงแล้วก็พูดขึ้นอย่างนั้นพร้อมทอดถอนใจออกมา