สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 ตาร้อน

             หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อทนมองความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างชาวบ้านกับหมิงเป่าจูไม่ได้จึงเริ่มมีความคิดชั่วร้าย ระดมความคิดวางแผนการที่บ้านทุกวัน

             เมื่อเห็นว่าท่านหมอหลี่ก็หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ จากการจัดยาให้ชาวบ้านตามเทียบยาที่หมิงเป่าจูออกให้ก็เริ่มอิจฉาตาร้อน

             ทั้งสองต่างไม่อาจข่มตาหลับได้ตลอดคืน

             หลังจากปรึกษาหารือกัน ก็ตัดสินใจเสี่ยงดวงดูสักครา

             วันรุ่งขึ้น

             หวังซื่อไปที่บ้านของท่านหมอหลี่อย่างอุกอาจเพื่อขอส่วนแบ่งจากเขา

             ทันทีที่เดินเข้าไป ก็เห็นคนต่อแถวยาวเหยียดอยู่ที่หน้าประตูคนรอซื้อยาเบียดเสียดกันจนแทบจะเข้าออกไม่ได้

             หวังซื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ดวงตาก็สว่างวาบขึ้นมาหากสามารถขอแบ่งน้ำแกงข้น [1] มาสักถ้วยก็คงได้เงินไม่น้อยเลย

             “ท่านหมอหลี่ ท่านหมอหลี่” หวังซื่อเบียดฝูงชนเข้าไปในร้านทำให้ทุกคนต่างไม่พอใจ แต่นางก็หานำพาไม่

             “จะซื้อยาก็ไปรอข้างนอกโน่น ไม่เห็นหรือว่ามีคนต่อแถวอยู่เยอะแยะ” หลี่ฟู่กุ้ยไม่แม้แต่จะเงยหน้า พูดไปก็จัดยาให้ชาวบ้านไปด้วย

             “โธ่เอ๋ย ข้าไม่ได้มาซื้อยา แค่มีธุระจะคุยกับท่านเล็กน้อย” หวังซื่อเอ่ยพลางหัวเราะร่วน

             นางเป็นพวกรังแกคนอ่อนแอหวาดกลัวคนแข็งแกร่ง ท่าทีที่ปฏิบัติต่อหลี่ฟู่กุ้ยย่อมจะแตกต่างจากหมิงเป่าจู

             “มีอะไรก็พูดมาเถอะ” หลี่ฟู่กุ้ยมองมาปราดหนึ่งที่แท้ก็หวังซื่อ พวกเขาสองคนไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกัน นางจะมีธุระอะไรกับตนเองได้

             “ท่านทำงานของท่านไป ข้าไม่รีบ รอเสร็จงานแล้วข้าค่อยพูดก็ได้” หวังซื่อมองรอบด้าน วางตัวราวกับเป็นเจ้าของร้าน หาเก้าอี้นั่งอย่างไม่เกรงใจ

             ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน ก็มีชาวบ้านเข้ามาซื้อยาอีกหลายคน 

             “ไม่เห็นหรือว่ามีคนมาไม่ขาดสาย มีธุระอะไรก็รีบพูดมา ถ้าไม่มีก็กลับไปเสียข้ายุ่งจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว” หลี่ฟู่กุ้ยเห็นท่าทางของหวังซื่อก็รู้สึกรำคาญเหลือทนหมดอารมณ์จะคิดบัญชี ไหนเลยจะเสียเวลากับนางต่อไปอยากให้นางรีบพูดแล้วรีบไปให้พ้นๆ จะได้ไม่เสียเวลาทำมาหากิน

             เดิมทีหวังซื่อเลือกตำแหน่งที่สะดวกสบายสำหรับการนั่งรอนานๆ ไว้แล้ว พอได้ยินหลี่ฟู่กุ้ยกล่าวเช่นนี้ก็มองคนกลุ่มใหญ่ที่ประตู

             มีคนไม่น้อยเลยจริงๆ ทั้งยังมาเพิ่มตลอดเวลาทว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะคุยอย่างเปิดเผยดังนั้นหวังซื่อจึงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วลุกขึ้น

             “นี่ นี่ มีอะไรก็พูดตรงนี้ ตู้ยาคือที่สำคัญคนนอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้อย่างไร” 

             หวังซื่อเดินไปถึงหน้าตู้ พยายามจะอ้อมเข้าไปข้างในแต่ถูกหลี่ฟู่กุ้ยผลักออกมา

             “ได้ เช่นนั้นข้าจะพูดตรงนี้” หวังซื่อสะกดกลั้นอารมณ์ข่มใจไว้ได้ “เป็นอย่างไรบ้างช่วงนี้คงหาเงินได้ไม่น้อยเลยกระมัง”

             จือจื่อ [2] ดอกจินอิ๋น [3]...

             หลี่ฟู่กุ้ยกำลังจัดยา พอได้ยินคำกล่าวก็หันไปถามด้วยความประหลาดใจ “ข้าหาเงินได้หรือไม่ เกี่ยวอะไรกับเจ้า” พูดจบ ก็หันไปจัดยาต่อ

             “ฮึ จะไม่เกี่ยวกับข้าได้อย่างไร”

             ในร้านยังมีคนอีกสองคนรอซื้อยาอยู่พอได้ยินคำพูดของหวังซื่อก็เงยหน้ามองมา

             หวังซื่อเท้าแขนบนโต๊ะ เขย่งปลายเท้าพยายามยื่นทั้งตัวเข้าไปหาหลี่ฟู่กุ้ยก่อนกดเสียงกระซิบ “ท่านไม่ควรปันส่วนแบ่งให้ข้าสักหนึ่งส่วนหรือไร” 

             หลี่ฟู่กุ้ยหยุดสิ่งที่ทำอยู่ลงทันควันหันกลับมามองอีกฝ่ายอย่างงุนงง มอบส่วนแบ่งให้นาง?

             “ถือสิทธิ์อะไร” น้ำเสียงเจือแววเยาะหยัน “เจ้ามีส่วนร่วมในการตรวจโรคหรือจัดยากับเขาด้วยหรือ” สตรีนางนี้หิวเงินจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วกระมัง

             “กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรก็อาศัยที่หลานสาวข้าเป็นคนออกเทียบยานี้น่ะสิข้าย่อมมีสิทธิ์ในส่วนแบ่งของน้ำแกงข้นถ้วยนี้” หวังซื่อพูดฉะฉานมีเหตุผลเสียเต็มประดา

             ถ้อยคำและสีหน้าของหลี่ฟู่กุ้ยดึงดูดความสนใจของคนที่อยู่ด้านนอกให้ชะเง้อชะแง้ยื่นศีรษะเข้ามาดูกันเป็นแถวหวังซื่อรู้สึกเสียหน้าก็ขึ้นเสียงทันควันโดยไม่ปิดบังอีกต่อไป

             ทว่าคำพูดประโยคนี้ก็ทำให้ทุกคนที่อยู่โดยรอบเข้าใจจุดประสงค์การมาของนางอย่างชัดเจนต่างพากันหัวเราะทันที

             “หัวเราะอะไร หัวเราะอะไรกัน” หวังซื่อตวาดอย่างโกรธจัด

             “หลานสาวเจ้า?” 

             ตอนแรกหลี่ฟู่กุ้ยยังตระหนักไม่ได้แต่หลังจากครุ่นคิดสักพักก็เข้าใจแล้วว่านางหมายถึงผู้ใดใบหน้าเขากลาดเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน นางยังอุตส่าห์พูดออกมาได้ 

             “สะใภ้สกุลหมิง เจ้าช่างน่าขันยิ่งนักแม่หนูเป่าจูตัดขาดความสัมพันธ์กับเจ้าไปตั้งนานแล้วเหตุใดถึงยังกล่าวอ้างความเป็นญาติว่าเป็นลุงเป็นป้าสะใภ้กันอีกเล่า” ชาวบ้านบ้านเริ่มโห่ร้อง

             “คงไม่ใช่ว่าเห็นแม่หนูคนนั้นมีความสามารถเข้าหน่อยก็จะมาตามตอแยไม่เลิกราหรอกกระมัง”

             ...

             หวังซื่อถูกคนนี้พูดคำคนนั้นพูดคำก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธหายใจถี่กระชั้นไม่หยุด

             “ตัดความสัมพันธ์อะไรกัน ขาดอีกสิบตำลึงยังไม่ได้จ่ายเลย”

             เหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบวันนางจะดูว่านางเด็กสารเลวนั่นจะมีปัญญาจ่ายหรือไม่มิเช่นนั้นก็อย่าหวังจะดิ้นหลุดจากครอบครัวพวกเขาไปได้เลย

             “ผู้อื่นมีวิชาแพทย์ติดตัว ต้องกลัวด้วยหรือว่าจะหาสิบตำลึงมาไม่ได้”ชาวบ้านต่างหัวเราะครืนใหญ่ หลี่ฟู่กุ้ยเองก็หัวเราะตามไปด้วย

             ตอนเกิดเรื่อง คนที่มาซื้อยาเหล่านี้ล้วนอยู่ในเหตุการณ์ไม่แปลกสักนิดที่หมิงเป่าจูจะรับปากจ่ายยี่สิบตำลึงโดยไม่ลังเลเป็นใครมีความสามารถถึงเพียงนี้ก็ไม่ต้องกังวลใจอะไรทั้งนั้น

             แผนการที่หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อคำนวณมาอย่างดีเกรงว่าคงสูญเปล่าเสียแล้ว

             “ฮึ พวกเจ้าคอยดูไปเถอะ”

             เพียงไม่กี่วันท่าทีของชาวบ้านต่างเปลี่ยนไปจนเกินความคาดหมายของหวังซื่อพอรู้ว่าวันนี้คงไม่ได้เงินแน่แล้ว จึงสะบัดแขนจากไปอย่างรวดเร็ว

             “เพ้ย! พวกเห็นเงินแล้วตาโต” หลี่ฟู่กุ้ยถ่มน้ำลายรดพื้นแล้วจัดยาให้ชาวบ้านต่อ

             หวังซื่อไม่นึกว่าแผนการเริ่มต้นวันนี้จะไม่ได้ดีอย่างที่คาดไว้นอกจากขอเงินไม่ได้ ยังถูกคนหัวเราะเยาะ ต้องผิดหวังกลับไปเมื่อกลับมาถึงบ้านก็ลากหมิงเถี่ยจู้ไปปรับทุกข์ 

             ตอนนั้นหมิงเถี่ยจู้ยังเห็นอกเห็นใจปลอบนางอยู่หลายคำแต่หลังจากออกมาเดินเล่นในหมู่บ้านรอบหนึ่งกลับไปถึงบ้าน สีหน้าก็ดำเป็นก้นหม้อชี้หน้าด่าหวังซื่อสาดเสียเทเสีย 

             เรื่องที่หวังซื่อไปขอส่วนแบ่งจากหลี่ฟู่กุ้ยวันนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านแล้ว

             เขาออกไปข้างนอกเพียงแค่ชั่วจิบชาสั้นๆ ก็ถูกสตรีลิ้นยาวเหล่านั้นพูดเหน็บแนมจิกกัดอยู่หลายคำอับอายจนใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู จำต้องหันหลังกลับบ้านแทบไม่ทัน

             เขาพกพาความโกรธจากข้างนอก เมื่อกลับถึงบ้านก็ไประบายใส่หวังซื่อโดยตรง

             “ดูเรื่องโง่ๆ ที่เจ้าทำลงไปซิ! สกุลหมิงของพวกเราต้องอับอายขายหน้าหมดแล้ว”

             หวังซื่อไหนเลยจะใช่คนที่สามารถทนกล้ำกลืนต่อความโกรธปล่อยให้คนทุบตีดุด่าตามอำเภอใจได้ นางเข้าไปฉุดกระชากตบตีกับหมิงเถี่ยจู้ทันที ทั้งยังฝากรอยข่วนเลือดซิบไว้บนใบหน้าของเขาอีกหลายรอย 

             “หน็อย... เจ้าหมิงเถี่ยจู้ตัวดี ที่ข้าลำบากอยู่นี่ก็เพื่อผู้ใดไม่ใช่เพื่อครอบครัวนี้หรอกรึ เรื่องนี้จะโทษข้าคนเดียวได้อย่างไรในเมื่อเมื่อคืนพวกเราต่างก็ปรึกษาหารือกันแล้ว คนตัดสินใจก็คือเจ้า! อย่าคิดจะโยนถังมูลใส่หัวข้าคนเดียวไม่มีทาง!”

             ตอนนี้มาทำรังเกียจรังงอนว่านางทำขายหน้า

             แล้วตอนแรกไปมุดหัวอยู่ที่ใด 

             ความแสบร้อนบนใบหน้ายิ่งทำให้หมิงเถี่ยจู้บันดาลโทสะ

             สองสามีภรรยาลงไม้ลงมือกันอย่างหนักหน่วงทว่าความแข็งแกร่งของชายหญิงย่อมต่างกันลิบลับสุดท้ายหวังซื่อก็ถูกตบจนใบหน้าฟกช้ำดำเขียว นั่งร้องห่มร้องไห้ที่พื้นไม่ยอมลุกขึ้นมา

             หมิงเถี่ยจู้คร้านจะดูความน่ารำคาญของนางจึงกระแทกประตูอย่างแรงออกจากบ้าน เดินหลบเลี่ยงผู้คนไปแสวงหาไออุ่นที่บ้านของจ้าวจินจือ

             มีคำกล่าวว่าเรื่องดีไม่พ้นประตูเรือน เรื่องอื้อฉาวกระจายไปไกลพันลี้ 

             ข่าวที่ทั้งสองทะเลาะวิวาทกันแพร่กระจายไปทั่ว

             ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างมองเป็นเรื่องขบขัน พอได้หัวเราะแล้วก็ผ่านไปมีเพียงไม่กี่คนที่เห็นว่าหมิงเถี่ยจู้เป็นคนมีเหตุผล ซ้ำยังยกนิ้วให้เขาอีกด้วย

             เดิมทีหมิงเถี่ยจู้คิดว่าการถูกสตรีข่วนใบหน้าเป็นเรื่องที่น่าอดสูใจยิ่ง 

             แต่เวลานี้พลันรู้สึกว่าการตบตีหวังซื่อเสียบ้างก็เป็นทางเลือกที่ถูกต้อง

             ไม่เพียงแต่จะกู้หน้าคืนได้ ยังได้ระบายอารมณ์อีกด้วย

             แต่หลังจากกลับบ้านก็ไปปลอบประโลมหวังซื่ออยู่ครึ่งวันในที่สุดทั้งสองก็กลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม

             สตรีมักจะเต็มใจให้อภัยบุรุษของตนเองแล้วโยนความผิดพลาดทั้งหมดไปให้ผู้อื่นเสมอ 

             หวังซื่อก็คือตัวอย่าง นางให้อภัยหมิงเถี่ยจู้อย่างง่ายดายแต่กลับโทษว่าหมิงเป่าจูคือคนที่ทำร้ายตนเอง ทำให้นางขายหน้าซ้ำยังถูกตบตี  

             หลังจากคิดแค้นด้วยความจงเกลียดจงชัง ก็เริ่มขบคิดแผนการอีกครั้งสาบานกับตนเองว่าจะทำให้หมิงเป่าจูต้องตายอย่างน่าสังเวชให้จงได้

     

             เชิงอรรถ

             [1] ขอแบ่งน้ำแกงข้น หมายถึงขอแบ่งผลประโยชน์

             [2] จือจื่อ (Gardeniafruit) ชื่อไทยว่าพุดซ้อน พุดจีน หรือพุดใหญ่มีสรรพคุณช่วยระบายความร้อนขจัดไฟ ดับร้อนในเลือด ลดบวม ล้างพิษ ขจัดความชื้น

             [3] ดอกจินอิ๋นชื่อไทยว่าดอกสายน้ำผึ้งคือดอกตูมหรือดอกแรกแย้มแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lonicerajaponica Thunb. วงศ์ Caprifoliaceae มีรสหวานเย็น เข้าสู่เส้นลมปราณปอด หัวใจ และกระเพาะอาหาร ขจัดความร้อนและขับพิษกระจายลมร้อน

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199