ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับอาณาจักรอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะข่าวการถูกสังหารของกษัตริย์ซือหยวนไห่และนักเวททั้งหมดที่ถูกลูกธนูของเผ่าเอลฟ์สังหารรวมถึงตัวตนของเฟยหลงที่เป็นถึงนักเวทของอาณาจักรเจิ้นสุ่ยและยังเป็นคู่หมั้นขององค์หญิงฟางเซียนบุตรสาวเพียงคนเดียวของกษัตริย์ฟางเหวินเทียนอีกด้วย
หลังจากนั้นเพียงครึ่งเดือนสำนักมังกรเพลิงได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อีกสองแห่งโดยเป็นสำนักมังกรเพลิงสาขาที่อยู่ในอาณาจักรเจิ้นสุ่ยเองและอีกสาขาอยู่ในเมืองเมฆาตะวันตก
เผ่าเอลฟ์ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรเจิ้นสุ่ยพวกเขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวอีกต่อไป กษัตริย์ฟางเหวินเทียนได้ประกาศให้เผ่าเอลฟ์ทุกคนเป็นประชากรชั้นสูงของอาณาจักรและสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับทุกคนได้อย่างปกติเผ่าเอลฟ์ที่ทราบข่าวพวกเขาจึงรีบเดินทางมายังอาณาจักรเจิ้นสุ่ยในทันทีเมื่อมาถึงพวกเขาทั้งหมดต่างได้รับการต้อนรับอย่างดีเสมือนตระกูลขุนนางชั้นสูงของอาณาจักรเลยทีเดียว
เผ่าเอลฟ์ได้รับมอบพื้นที่ผืนหนึ่งกว้างกว่าหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตรเพื่อให้พวกเขาอยู่อาศัยพวกเขาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับชาวเมืองได้อย่างปกติ
กษัตริย์ฟางเหวินเทียนต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเผ่าเอลฟ์และเฟยหลงเองก็ไม่อยากให้เผ่าเอลฟ์ต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไปการยกฐานะประชากรชั้นสูงให้กับเผ่าเอลฟ์นั้นทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะล่วงเกินเผ่าเอลฟ์อีกต่อไป
ข่าวนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปหลายอาณาจักรเพราะอาณาจักรเจิ้นสุ่ยตอนนี้เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดการประกาศให้เผ่าเอลฟ์เป็นประชากรชั้นสูงนั้นทำให้หลาย ๆ อาณาจักรเริ่มหวั่นเกรงโดยเฉพาะเหล่าขุนนางของอาณาจักรอื่นที่มีคนของเผ่าเอลฟ์ไว้ในครอบครองพวกเขารีบปลดปล่อยเผ่าเอลฟ์พวกนั้นในทันทีเมื่อทราบข่าว เพราะหวั่นเกรงว่าอาณาจักรของพวกเขาจะประกาศให้เผ่าเอลฟ์เป็นประชากรชั้นสูงเช่นเดียวกันหากเป็นเช่นนั้นจริงพวกเขาจะมีความผิดในทันที
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันจำนวนประชากรของเผ่าเอลฟ์ทะยอยเดินทางมาถึงอาณาจักรเจิ้นสุ่ยมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีเผ่าเอลฟ์เกือบหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียวที่เดินทางมาถึงอาณาจักรเจิ้นสุ่ยแห่งนี้หลาย ๆ ครอบครัวได้พบหน้ากันอีกครั้งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งของเผ่าเอลฟ์ไหลรินทุกครั้งเมื่อมีคนของเผ่าเอลฟ์สามารถเดินทางมาถึงยังอาณาจักรเจิ้นสุ่ยได้อย่างปลอดภัย
ยังมีเจ้าเมืองหลายเมืองของอาณาจักรเมฆาตะวันตกที่ยังคงแข็งข้อไม่อยากจะยอมจำนนให้กับอาณาจักรเจิ้นสุ่ยแต่เมื่อเฟยหลงนั่งบนหลังเสี่ยวเทียนไปเยี่ยมเยือนเมืองพวกนั้นพร้อมกับปลดเจ้าเมืองเหล่านั้นให้เป็นสามัญชนพร้อมกับขับไล่ออกจากอาณาจักรเจิ้นสุ่ยในทันที
แม้จะไม่พอใจแต่เมื่อเห็นเสี่ยวเทียนพวกเขากลับไม่กล้าพูดอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่คนที่ดีใจกลับเป็นชาวบ้าน เพราะหลังจากที่อาณาจักรเมฆาตะวันตกหลอมรวมกับอาณาจักรเจิ้นสุ่ยกษัตริย์ฟางเหวินเทียนได้ประกาศยกเลิกการเก็บภาษีแบบเดิมของอาณาจักรเมฆาตะวันตกในทันทีและประกาศใช้การจัดเก็บภาษีของอาณาจักรเจิ้นสุ่ยแทน
ภาษีที่ชาวบ้านต้องจ่ายนั้นเป็นจำนวนเงินที่น้อยเป็นอย่างมากอีกทั้งยังได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินให้พวกเขาอย่างทั่วถึงจนพวกเขาแทบไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง
แต่พวกที่หวาดกลัวมากที่สุดเห็นทีจะเป็นพวกขุนนางทั้งหลายเพราะบทลงโทษที่พวกเขาจะได้รับนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากหากพวกเขาคิดจะฉ้อราษฏร์บังหลวง อีกทั้งชาวบ้านทั่วไปยังสามารถเอาผิดขุนนางที่ทำผิดได้อีกด้วย
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนกษัตริย์ฟางเหวินเทียนได้ทำการจัดงานเลี้ยงขึ้นโดยองค์หญิงฟางเซียนได้ถูกเชิญกลับมาจากสำนักหงส์ฟ้าในทันที
ทันทีที่ฟางเซียนได้ทราบข่าวเขาพร้อมกับเจ้าสำนักหงส์ฟ้าพร้อมกับศิษย์สำนักหงส์ฟ้าอีกจำนวนหนึ่งเดินทางมายังอาณาจักรเจิ้นสุ่ยในทันทีเพื่อแสดงความยินดีให้กับกษัตริย์ฟางเหวินเทียน
กษัตริย์อาณาจักรอื่นๆ รวมถึงสำนักและตระกูลใหญ่ต่าง ๆรีบส่งตัวแทนและของกำนัลมาร่วมแสดงความยินดีกับกษัตริย์ฟางเหวินเทียนหลังจากได้รับข่าวการจัดงานเลี้ยงในครั้งนี้โดยอาณาจักรเจิ้นสุ่ยได้ส่งเทียบเชิญไปยังทุกอาณาจักรรวมถึงสำนักและตระกูลใหญ่ต่าง ๆ ที่อยู่ภายในอาณาจักรและนอกอาณาจักร
หลังจากที่องค์หญิงฟางเซียนกลับมาเขาต้องผิดหวังเล็กน้อยเมื่อพบว่าเฟยหลงนั้นยังไม่กลับมาเขายังคงติดภารกิจอยู่ในเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรเมฆาตะวันตกเดิมอยู่
“ฟางเซียนไหนหละคู่หมั้นของเจ้าข้าได้ยินว่าเขาเป็นนักเวทด้วยเช่นนั้นหรือ?”
“ตอนนี้เขาไม่อยู่ ยังติดภารกิจอยู่ท่านพ่อให้เขาไปเจรจากับเหล่าเจ้าเมืองที่ยังไม่ยอมจำนนกกับอาณาจักรเจิ้นสุ่ยของพวกเราอยู่”
“ศิษย์น้องข้าว่าเขาคงไปมีคนอื่นแล้วกระมัง”
“ฉินอวี๋เจ้าหุบปากไปเลยนะ หากเจ้ายังคงพูดเช่นนี้กับศิษย์น้องข้าจะขอให้ท่านอาจารย์ส่งตัวเจ้ากลับไปทันที”
“ข้าก็แค่พูดไปตามที่ข้าคิดเท่านั้นหรือว่าสิ่งที่ข้าคิดผิดด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“ฟางเซียนเจ้าอย่าได้ไปฟังฉินอวี๋ให้มากเขาคงอิจฉาคู่หมั้นของเจ้ามากกว่า”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ข้านะหรือจะไปอิจฉาคู่หมั้นของศิษย์น้องฟางเซียนข้าเป็นถึงองค์ชายของอาณาจักรมังกรสวรรค์ เจ้าหนุ่มนั่นจะเอาอะไรมาเทียบกับข้าได้”
“ตำแหน่งของเขาอาจจะเทียบกับเจ้าไม่ได้แต่ความสามารถของเขาเหนือกว่าเจ้าอย่างแน่นอนหากเจ้ายังไม่อยากกลับไปก่อนงานเลี้ยงจะเริ่ม ข้าขอสั่งให้เจ้าหุบปากของเจ้าเสียเพราะเฟยหลงเป็นสหายของข้าเช่นกัน”เสียงขององค์ชายใหญ่ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขาที่กำลังคุยกัน
“ท่านพี่ท่านกลับมาแล้ว”
“คารวะองค์ชายใหญ่”
“เจ้าไม่ต้องกังวลไปยังไงเสียเฟยหลงก็คือเฟยหลงอยู่วันยังค่ำ เจ้าเองก็รู้นิสัยของเขาดีอยู่แล้วหากใครดีกับเขา เขาจะดีกลับมายิ่งกว่า หากใครคิดเป็นศัตรูของเขาอนาคตคงจบไม่สวยเป็นแน่ แม้แต่อาณาจักรเมฆาตะวันตกที่แต่ละอาณาจักรหวั่นเกรงเขายังสามารถทำให้ล่มสลายได้ เจ้ารู้เหตุผลหรือไม่ว่าเขาทำเพราะอะไร”
“ต่อให้พวกเจ้าเดายังไงก็เดาไม่ถูกหรอกก็เพราะกษัตริย์ซือหยวนไห่จับตัวคนของเผ่าเอลฟ์ไปและเพื่อนของเขาที่ชื่อบาเอลก็เป็นเผ่าเอลฟ์ยังไงละ”
“อะไรนะเพียงแค่เผ่าเอลฟ์ถึงกับเปิดสงครามกับอาณาจักรเมฆาตะวันตก” ฉินอวี้เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มซีดด้วยความหวาดกลัว
“ใช่นี่แค่เพื่อนของเขาเองนะหากเป็นคู่หมั้นของเขาอย่างฟางเซียนเจ้าคิดดูเอาเองก็แล้วกันว่าจะเป็นอย่างไรแม้แต่บุตรชายของกษัตริย์ซือหยวนไห่ยังถูกสังหาร”
“พอเถอะท่านพี่ดูสิฉินอวี้หน้าซีดไปหมดแล้ว พวกเรารีบไปหาท่านปู่กับท่านย่ากันเถอะข้าไม่ได้เจอพวกท่านนานแล้ว ศิษย์พี่พวกไปพักผ่อนกันก่อนเถอะข้าขอตัวไปเฝ้าท่านปู่กับท่านย่าก่อน”
“ได้สิศิษย์น้องเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะพาฉินอวี้กลับไปเอง”
ฟางเซียนรีบดึงแขนพี่ใหญ่ของเขาไปยังตำหนักของปู่และย่าของเขาในทันทีส่วนผู้ที่ติดตามองค์ชายใหญ่พลันแยกย้ายกันไปพักผ่อนทุกคนต่างรู้ดีว่าหากองค์หญิงฟางเซียนดึงตัวองค์ชายใหญ่ไปแล้วคงยากที่องค์ชายใหญ่จะได้กลับมาง่ายๆ อย่างแน่นอน
แต่ขณะที่พวกเขากำลังจะเดินจากไป
ก๊าซซซ!!!
เสียงของเสี่ยวเทียนดังมาแต่ไกลฟางเซียนที่กำลังจะไปยังตำหนักของปู่และย่าของเขาพลันหยุดเดินในทันทีองค์ชายใหญ่เองก็เผลอยกยิ้มออกมาในทันทีเพราะคนที่นั่งบนหลังของเสี่ยวเทียนนั้นคือเฟยหลงและบาเอลนั่นเอง ฉินอวี้แหงนมองขึ้นไปเมื่อพบกับเสี่ยวเทียนเข่าของเขาแทบจะทรุดลงไปในทันที
เสี่ยวเทียนค่อยๆ ทะยานลงยังลานหน้าตำหนักรับรองของเฟยหลง ฟางเซียนรีบลากแขนของพี่ชายของเขาเปลี่ยนทิศไปยังตำหนักของเฟยหลงในทันทีศิษย์ของสำนักหงส์ฟ้ารีบติดตามไปอย่างรวดเร็ว
“เฟยหลงเจ้ากลับมาแล้ว”ทันทีที่เฟยหลงลงมาจากหลังของเสี่ยวเทียนองค์ชายใหญ่และองค์หญิงฟางเซียนเองก็มาถึงที่นั่นเช่นเดียวกัน เสียงขององค์หญิงฟางเซียนพลันทำให้เฟยหลงหันมามองในทันทีเสี่ยวเทียนเมื่อเห็นองค์หญิงฟางเซียนมันพลันเอาหัวขนาดมหึมาของมันก้มลงมาหาองค์หญิงฟางเซียนและองค์ชายใหญ่ในทันที
“ข้าพึ่งจะมาถึงท่านมาถึงนานหรือยัง?”
“อื่มข้ามาถึงได้สองสามวันแล้ว สองคนนี้เป็นศิษย์พี่ของข้าพวกเขาเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงฉลองในครั้งนี้ด้วย”
“ซูเฟยฉินอวี้ นี่เฟยหลงคู่หมั้นของข้าที่พวกเจ้าถามถึงยังไงหละ”
“คารวะคุณชายเฟยหลง”
“ไม่จำเป็นหรอกพวกเราคนกันเองทั้งนั้นทำตัวตามสบาย”
“จริงสิข้าลืมแนะนำเพื่อนของข้า นี่บาเอล เขาเป็นเผ่าเอลฟ์”
“บาเอลนี่คู่หมั้นของข้าองค์หญิงฟางเซียนพวกเราไปเยี่ยมท่านปู่กับท่านย่าขององค์หญิงกันก่อนแล้วค่อยกลับมาดื่มกับองค์ชายใหญ่ก็แล้วกัน”
“ได้สิข้าเองก็มีผลไม้แห่งชีวิตมาให้พวกเขาด้วยเจ้าคงไม่ว่าข้านะหากข้าจะมอบให้กับพวกเขาเพื่อตอบแทนที่พวกเจ้าช่วยเหลือเผ่าเอลฟ์ของข้า”
“ได้สิ เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ ”
หลังจากที่ทั้งสี่คนจากไปฉินอวี้พลันสงสัยขึ้นมาในทันที
“ซูเฟยเจ้ารู้จักผลไม้แห่งชีวิตหรือไม่ ข้ารู้สึกว่าชื่อมันคุ้น ๆ หูยังไงชอบกล”
“นั่นนะสิข้าเองก็ไม่ค่อยจะแน่ใจ พวกเราลองไปถามอาจารย์ดูก็แล้วกันไปกันเถอะพวกเราไปหาอาจารย์กันก่อน ป่านนี้อาจารย์คงบ่นเป็นหมีกินผึ้งแล้วกระมัง”
เมื่อพวกเขากลับมาถึงที่พักก็เป็นดังเช่นที่ซูเฟยคาดการณ์เอาไว้ไม่ผิดเพี้ยนอาจารย์ของเขาบ่นตั้งแต่เห็นหน้าทั้งสองคนในทันที เพราะตอนนี้คนของอาณาจักรอื่น ๆเริ่มเดินทางมาถึงกันแล้ว อาจารย์ของเขาไม่ต้องการให้ศิษย์ทั้งสองสร้างความลำบากใจให้กับฟางเซียนโดยเฉพาะฉินอวี้
ทั้งสองคนทนฟังอาจารย์ของเขาบ่นนานกว่าครึ่งชั่วโมงอารมณ์ของอาจารย์ของเขาจึงได้เย็นลงและเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง