‘สุสานแห่งความตาย’ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานของเหล่าเนโครแมนเซอร์ และเป็นความหวังสูงสุดของคณะเดินทางที่พยายามดั้นด้นฝ่าภยันตรายต่าง ๆ ในป่าทมิฬเพื่อตามหาสถานที่แห่งนี้ หานซั่วสำรวจสิ่งแวดล้อมทุกซอกทุกมุมตามคำอธิบายที่แฟนนี่เคยให้ไว้ เขาจึงมั่นใจว่าที่นี่คือสุสานแห่งความตายในตำนาน
ไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้หานซั่วจะรู้สึกคุ้นเคยและเชื่อมโยงกับสถานที่แห่งนี้อย่างน่าประหลาด เป็นเพราะหานซั่วเองก็เป็นผู้ใช้เวทสายเดียวกัน กระแสพลังเวทมนตร์แห่งความตายที่หนาแน่นอยู่ในบริเวณนี้ รวมทั้งกลิ่นอายจากภาพลวงตาของโครงกระดูกสีขาว ล้วนเป็นสิ่งที่หานซั่วเคยชินอยู่แล้ว
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ พยายามเก็บรายละเอียดทุกอย่าง แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเพราะจู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า ผู้ที่ค้นพบสุสานแห่งความตาย สุดท้ายจะลงเอยด้วยความตายในที่สุด
‘ในเมื่ออุตส่าห์ได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ควรเข้าไปดีไหมนะ?’
สุสานแห่งความตายเป็นสถานที่ที่เหล่าจอมขมังเวทเนโครแมนเซอร์เคยศึกษาเกี่ยวกับเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตาย ในยุคสมัยที่เวทมนตร์สายนี้รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด แต่เมื่อเหล่าเนโครแมนเซอร์ล้วนตายลง สุสานแห่งความตายจึงอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อที่นี่เป็นสถานที่ค้นคว้าของเหล่าเนโครแมนเซอร์ ความลับที่ยังไม่มีใครค้นพบเกี่ยวกับศาสตร์นี้ต้องซ่อนเร้นอยู่ตรงไหนสักแห่ง สิ่งนี้ช่างดึงดูดใจเสียเหลือเกินสำหรับมือใหม่อย่างหานซั่ว เขาจึงพยายามตัดสินใจเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน ว่าจะยอมเสี่ยงกับการผจญภัยครั้งนี้หรือไม่
เวลาผ่านไปไม่นาน หานซั่วก็เดินตรงไปยังสุสานแห่งความตายด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว ย่างกรายลงไปบนกองกระดูกสีขาวในที่สุด เมื่อเขาก้าวต่อไปภายในสุสานอีกเพียงไม่กี่ก้าว จู่ ๆ ลูกแก้วสีเขียวเข้มที่ลอยสูงอยู่ในอากาศก็ลอยกลับเข้ามาในกล่องหยกเอง และแสงสีเขียวที่เคยส่องแสงอาบพื้นที่โดยรอบก็หายไปในชั่วพริบตา
หานซั่วรีบมองไปรอบ ๆ ก่อนจะตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น พื้นที่รอบนอกที่เขาเพิ่งกวาดตามองไปเมื่อครู่เปลี่ยนไปแล้ว และกลับคืนสู่ภาพที่เขาเห็นในตอนแรกเมื่อมาถึงพื้นที่นี้ มีเพียงสิ่งแวดล้อมใกล้เคียง จนถึงจุดที่หานซั่วยืนอยู่เท่านั้นที่ยังคงเป็นฉากเดิมที่เต็มไปด้วยความตายอันมืดมน
หานซั่วจ้องมองลูกแก้วในมือ เขาเข้าใจในทันทีว่าลูกแก้วลูกนี้เปรียบเสมือนบัตรผ่านในการเข้าสู่สุสานแห่งความตาย และใช้เปิดประตูไปยังสุสาน พื้นที่ทั้งหมดของสุสานถูกปกคลุมและซ่อนไว้ภายใต้พื้นที่ปิดผนึก หากมองจากภายนอก จะไม่มีใครสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ได้เลย ต่อให้มีใครบางคนเข้ามาใกล้ ก็จะไม่สามารถมองเห็น ไม่สนใจ และเดินทางผ่านไปในที่สุด
อย่างไรก็ดี ใครก็ตามที่ครอบครองลูกแก้วลูกนี้ จะเป็นผู้เดียวที่สามารถเผยตัวตนแท้จริงของสุสานแห่งความตาย พร้อมทั้งซ่อนพื้นที่สุสานทั้งหมดไว้ภายใต้ม่านบังตาแห่งความเงียบและเปลี่ยวร้าง
ซากกระดูกแตกหักดังกรอบแกรบใต้เท้าของเขา เสียงนั้นทำลายบรรยากาศที่แสนสงบและเปลี่ยวเหงาจนหานซั่วถึงกับขนลุกไปทั้งร่าง โชคดีที่เขาบรรลุ 'อาณาจักรพลังรูปธรรม' แล้ว จึงทำให้ใจชื้นขึ้นบ้างเวลาอยู่ในสถานที่ประหลาดแบบนี้ เขาเดินต่อไปยังสุสานแห่งความตายโดยไม่สนสิ่งใดอีกเลย
ไม่นานนัก เขาก็มายืนอยู่เบื้องหน้าสุสาน มีคูน้ำรายล้อมรอบสุสานเป็นวงกลม และมีน้ำสีดำสนิทราวน้ำหมึกไหลเวียนอยู่ภายใน สะพานที่ทำจากกระดูกสีขาวแขวนห้อยอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหนือคูน้ำนั้น
ปราศจากความลังเล มือของหานซั่วกำกล่องหยกที่บรรจุลูกแก้วไว้แน่น เขาค่อย ๆ ก้าวเดินไปบนสะพานกระดูกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ตรงไปยังประตูสุสานแห่งความตายอย่าง ช้า ๆ --- สะพานแกว่งไปมา ทำให้เขาเสียสมดุลเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในคูน้ำเบื้องล่างคืออะไร แต่เพียงเหลือบมองแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอทำให้รู้สึกวาบไปทั้งหลัง ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าน้ำนิ่งสีดำสนิทราวน้ำหมึกในคูน้ำอันตรายเป็นอย่างมาก
ขณะที่หานซั่วเดินอยู่บนสะพาน ลูกแก้วในกล่องหยกก็ส่องประกายแสงสีเขียวออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ ราวกับว่ามันคือพลังเยียวยาความผิดปกติในการเคลื่อนไหว เพราะอยู่ดี ๆ สะพานที่โคลงเคลงไปมาก็หยุดนิ่งทันทีที่แสงสีเขียววาบขึ้น และช่องว่างขนาดใหญ่บนสะพาน อยู่ดี ๆ ก็เติมเต็มขึ้นมาเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างกระดูกให้ต่อติดกัน
หานซั่วเดินไปถึงประตูในที่สุด มีรูปสลักเป็นรูปโครงกระดูกของอัศวินปีศาจขนาดมหึมาบนหลังม้า รูปสลักแบบเดียวกันทั้งคู่ยืนขนาบทั้งสองข้างของประตูสีเทาขนาดใหญ่ที่ทำจากวัสดุใดก็มิอาจรู้ได้
อัศวินปีศาจเป็นอสูรมิติมืดที่มีพลังทำลายล้างในการสู้รบสูงมาก หากเนโครแมนเซอร์ที่ไม่ได้อยู่ในระดับจอมขมังเวทขึ้นไปจะไม่มีวันอัญเชิญได้ ดูจากโครงกระดูกขนาดใหญ่ของอัศวินปีศาจและรูปร่างม้าศึกของมัน หานซั่วแทบจะพูดได้ว่าทั้งสองตนนี้ต้องเป็นผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดในบรรดาอสูรมิติมืดทั้งมวลอย่างแน่นอน
มีสัญลักษณ์เวทมนตร์ที่ประณีตและลึกลับซับซ้อนมากมายจารึกอยู่บนประตูสีเทาทั้งสองบาน ตรงกลางที่เชื่อมระหว่างประตูทั้งสองมีช่องกลม ๆ เล็ก ๆ ช่องหนึ่งคล้ายที่สำหรับใส่กุญแจที่ใช้เปิดประตู
ทันใดนั้นเอง จู่ ๆ ลูกแก้วสีเขียวเข้มในกล่องที่หานซั่วบีบแน่นอยู่ในมือก็ยิงลำแสงสีเขียวไปยังช่องว่างกลม ๆ ที่อยู่กลางประตูนั้น หานซั่วเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขารีบยกกล่องหยกขึ้นมา ก่อนจะเทลูกแก้วใส่เข้าไปที่ช่องนั้นอย่างช้า ๆ
ในขั้นตอนนี้ หานซั่วพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้มือสัมผัสโดนลูกแก้ว เพราะรู้ดีว่ามันไม่ใช่ลูกแก้วธรรมดา และยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเนื้อหรือผิวบังเอิญไปสัมผัส เพราะฉะนั้น เขาจึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสมันด้วยมือเปล่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อใส่ลูกแก้วเข้าไปในช่อง เสียงคำรามเอี๊ยดอ๊าดของประตูก็ลั่นดังขึ้นขณะที่มันเปิดอ้าออกอย่างรวดเร็ว ช่องกลมนั้นเปิดประตูให้โดยอัตโนมัติ และลูกแก้วที่ใส่เข้าไป กลับมาปรากฏอยู่ในกล่องหยกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฝุ่นควันและสัมผัสอันมืดมนจากภายในฟุ้งกระจายออกมาพร้อมกับประตูที่เปิดออก ทำเอาหานซั่วไอแค่ก ๆ ไปหลายครั้งก่อนจะควบคุมตัวเองได้และพยายามมองสิ่งที่อยู่ภายใน
ห้องโถงขนาดใหญ่ในสุสานแห่งความตาย มีห้องจำนวนหกห้องพร้อมประตูที่ปิดแน่นเรียงรายอยู่โดยรอบ ห้องโถงนี้ค่อนข้างกว้าง ขนาดประมาณสนามบาสเกตบอล เพดานยกสูงเป็นพิเศษ และมีวงเวทเป็นรูปดาวหกแฉกขนาดใหญ่อยู่บนพื้นตรงกลาง คล้ายคลึงจนเกือบเหมือนวงเวทที่หานซั่วใช้เดินทางเคลื่อนย้ายจากวิทยาลัยไปสู่เมืองซาโจสกี้ ทว่าตรงกลางนั้นกลับเป็นภาพวาดโบราณเกี่ยวกับเวทมนตร์ที่น่าดึงดูดใจอย่างประหลาด
นอกจากวงเวทรูปดาวหกแฉกแล้ว ห้องโถงทั้งห้องก็ไม่หลงเหลืออะไรอยู่อีก มีเพียงเสาเวทมนตร์ไม่กี่ต้นที่ยังคงค้ำยันโครงสร้างอาคารเอาไว้ และกองกระดูกแตกหักสองสามกองตรงมุมห้อง
กลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรงอบอวลในอากาศ หานซั่วรอที่ประตูพักหนึ่ง และค่อย ๆ ก้าวเข้าไปเมื่อรู้สึกว่ากลิ่นค่อย ๆ จางลงเพราะประตูที่เปิดออกช่วยระบายอากาศที่อยู่ภายใน
ภายในห้องโถงที่มีเพียงเพดานสูงขึ้นไป แต่ละแฉกของดาวหกแฉกในวงเวทล้วนชี้ไปยังประตูห้องทั้งหก เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ และพบว่าไม่มีสิ่งมีค่าใดอยู่เลย เขาจึงหันไปสนใจประตูห้องที่ปิดอยู่แทน
ห้องที่หนึ่ง สอง สาม...
เมื่อสำรวจครบ หานซั่วก็ออกมามือเปล่า ดูจากลักษณะห้องแล้ว คล้ายจะเป็นเพียงห้องเก็บของทั้งหกห้องมากกว่า และไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย
เขากลับมายังห้องโถงใหญ่ และเริ่มนึกย้อนไปว่าแฟนนี่เคยพูดอะไรไว้บ้าง นอกจากเรื่องลักษณะภายนอกโดยทั่วไปแล้ว หานซั่วจำได้ว่าสุสานแห่งความตายเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่อยู่เหนือพื้นดิน ขณะที่ส่วนใหญ่จะถูกฝังลึกลงไปใต้พื้นดิน ดังนั้น ความลับที่แท้จริงต้องอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของสุสานอย่างแน่นอน
แต่หานซั่วกลับมองไม่เห็นอุโมงค์ หรือบันไดใด ๆ ที่ทอดลงสู่พื้นที่เบื้องล่างเลย ทั้ง ๆ ที่เข้ามาในห้องโถงใหญ่และสำรวจห้องทั้งหกห้องแล้ว เขาสับสนไปหมด จึงพยายามครุ่นคิดดูอีกครั้ง
ไม่นานนัก หานซั่วก็นึกได้ว่าลูกแก้วในกล่องที่เขาถืออยู่เป็นกุญแจ เขาจึงยืนขึ้นทันที และสำรวจรอบ ๆ ห้องโถงอีกครั้ง รวมทั้งห้องทั้งหกห้อง
ในที่สุด หานซั่วก็พบช่องกลมอีกช่องที่มุมห้องห้องหนึ่ง เขาดีใจจนเนื้อเต้น เสียงคำรามลั่นดังขึ้นอีกครั้งทันทีที่ใส่ลูกแก้วลงไปในช่องนั้น เมื่อกำแพงห้องเปิดแยกออก เผยให้เห็นอุโมงค์มืดที่อยู่เบื้องหลัง แท่งสีเงินจำนวนหกแท่ง ทำขึ้นจากวัสดุประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งหินและไม้ เรียงรายอยู่บนขั้นบันไดแรกของอุโมงค์ และทุกแท่งมีขั้วเชื่อมต่อที่ปลายแต่ละด้านราวกับถูกสร้างมาเพื่อประกอบเข้าด้วยกัน
นอกจากแท่งสีเงินหกแท่ง ยังมีเศษกระดาษบาง ๆ อีกหนึ่งแผ่น เป็นรูปสัญลักษณ์เวทมนตร์โบราณและข้อความจากลายมือหวัด ๆ ที่เขียนขึ้นด้วยความเร่งรีบ หานซั่วหยิบมันขึ้นมา
เขาค่อย ๆ อ่านข้อความนั้นอย่างระมัดระวัง จึงได้รู้ว่าแท่งสีเงินทั้งหกแท่งสามารถนำมาต่อกันเป็นรูปดาวหกแฉก ใช้เพื่อเป็นสื่อเชื่อมต่อโดยตรงกับวงเวทเคลื่อนย้ายที่อยู่ภายในห้องโถง หากคนผู้นั้นไม่มีพลังจิตเพียงพอ จะไม่สามารถเดินทางต่อไปยังชั้นที่ลึกกว่านี้ได้
นอกเหนือจากนั้นแล้ว หานซั่วก็ไม่พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นอีกบนกระดาษแผ่นนั้น
หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่ง หานซั่วก็เก็บแท่งสีเงินทั้งหกแท่งไว้ ค่อย ๆ เดินเข้าไปในอุโมงค์ ทันใดนั้นเอง ราวกับมีม่านพลังที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นมาพร้อมกับแสงสีเขียวที่กระเพื่อมเป็นระลอก ส่งผลให้หานซั่วกระเด้งออกมา ศีรษะของเขาเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก เขารู้ซึ้งทันทีว่าสิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษแผ่นบางนั้นเป็นความจริง พลังจิตของเขายังอ่อนแอเกินไป จึงถูกกันไม่ให้เข้าสู่ชั้นที่ลึกลงไปกว่านี้
หานซั่วจึงจำต้องออกมานอกห้องพร้อมกับสาปแช่งด้วยเสียงแผ่วเบา เขาทำตามคำแนะนำบนกระดาษโดยต่อแท่งสีเงินให้เป็นรูปดาวหกแฉกและวางมันลงบนพื้น เข้าไปยืนกลางวงเวทขนาดเล็ก พยายามเปิดใช้มันด้วยพลังจิต และจู่ ๆ หานซั่วก็ไปโผล่อยู่บนใจกลางวงเวทขนาดใหญ่ของห้องโถงในพริบตาเดียวที่แสงสีขาวสว่างวาบขึ้น
หานซั่วลองทำวิธีเดียวกันอีกครั้ง เขาถ่ายเทพลังจิตลงในวงเวทขนาดใหญ่ของห้องโถง และถูกส่งกลับไปยังห้องเดิมทันทีเมื่อเปิดใช้วงเวทสำเร็จ ตรงใจกลางวงเวทรูปดาวหกแฉกขนาดเล็กนั้นเอง
เมื่อลองทบทวนดูอีกครั้ง เขาคิดว่าด้วยเวลาที่มีอยู่ไม่มากนี้ เขาไม่อาจเข้าไปในอุโมงค์และสำรวจสุสานแห่งความตายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่โชคดีเหลือเกินที่เขาได้แท่งสีเงินวิเศษกับลูกแก้วนี้มา ทำให้เขาสามารถกลับเข้ามาที่นี่ได้เสมอไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ตาม การค้นพบนี้จึงทำให้เขาตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุด พร้อมกับตัดสินใจว่าจะใช้ที่นี่เป็นฐานลับของตัวเอง
เมื่อยังไม่สามารถค้นหาความลับของสถานที่แห่งนี้ได้ชั่วคราว หานซั่วจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็เก็บแท่งสีเงินทั้งหกแท่งไว้ที่หลัง เก็บกระดาษแผ่นบางใส่ไว้ในกระเป๋า และเดินออกจากสุสานแห่งความตายพร้อมกับกำกล่องหยกไว้แน่นเช่นเดียวกับตอนที่เข้ามา
เมื่อเดินออกมาได้อย่างปลอดภัย หานซั่วหันกลับไปมองก็พบว่าภาพที่เห็นกลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนตอนที่เขามาถึงที่นี่ครั้งแรก ทั้งทุ่งวัชพืช พุ่มไม้หนาแน่น และต้นไม้ที่สูงตระหง่านยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง บรรยากาศรอบข้างยังคงเปลี่ยวร้างและเงียบสนิท
รอยยิ้มน้อย ๆ อย่างพึงพอใจปรากฏบนหน้าของหานซั่ว พลางคิดว่าในที่สุด การผจญภัยในป่าทมิฬก็สิ้นสุดลงเสียที
เขาได้ย่างกรายเข้าไปในสุสานแห่งความตายในตำนานเพราะโชคช่วยแท้ ๆ และปริศนาของสุสานนี้จะเป็นของเขาเพียงคนเดียว ไม่ใช่ใครอื่น ไม่แม้กระทั่งนักเรียนหรืออาจารย์สาขาศาสตร์แห่งความตายคนใดก็ตาม...
*****************************