ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่171 ข้าจัดเตรียมมันไว้ให้เจ้า

            หนิงเฟยหลงที่กำลังออกจากเมืองบังเอิญพบเจอหลี่ฮุ่ยหลัน ซ่งจิ่นติ้งจิ๋นหลี่ และซือจี๋เป็นความบังเอิญที่ไม่บังเอิญเมื่อพวกเขาตั้งใจมารอสหายอยู่ก่อนแล้ว

             

            “ท่านอ๋องพวกข้าขอติดตามท่านไปด้วย” ซ่งจิ่นติ้งกล่าวขึ้น

             

            “ไม่ได้ ! ภารกิจนี้อันตรายเกินไป พวกเจ้าไปด้วยไม่ได้ !”หนิงเฟยหลงปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ทันใดนั้นเสียงสตรีหนึ่งเดียวก็ดังขึ้น

             

            “ไร้สาระ ! หากว่าเป็นภารกิจอันตรายไยเจ้าไปได้ แต่พวกข้าเข้าร่วมด้วยไม่ได้หากเจ้าไม่ยอมให้พวกเราตามไป เช่นนั้นพวกข้าคงได้แต่ไปด้วยตนเอง”หลี่ฮุ่ยหลันถลึงตาใส่ชายหนุ่มพลางเชิดหน้าขึ้น

             

            หนิงเฟยหลงหางคิ้วกระตุกยิก ๆ ‘นางอีกแล้ว !’เขาเผยรอยยิ้มที่ดูไม่คล้ายรอยยิ้มให้ “ได้ แต่หากใครเป็นเหตุให้ภารกิจต้องล้มเหลวอย่าหาว่าข้าโหดร้าย!"

             

            “ตกลง !”ทั้งสี่กล่าวพร้อมกัน

             

            หนิงเฟยหลงควบม้านำไปพร้อมสหายทั้งสี่และหน่วยเฟิงอีกสามสิบคนมุ่งสู่ดินแดนซ่งเดิม

             

            ...

             

            เวลาผ่านไปสามวันในที่สุดพวกเขาก็เข้าสู่ชายแดนการป้องกันชายแดนหนาแน่นมากทหารเยว่ประจำการที่ป้อมหนันเฉิงอย่างแข็งขันยากที่จะแทรกตัวเข้าไปแม้แต่ประชาชนที่สัญจรยังต้องตรวจแล้วตรวจอีกจึงจะเข้าไปได้ไม่ต้องกล่าวถึงบุคคลผู้น่าสงสัยเลย ทั้งในทหารด้วยกันเองยังมีการนับจำนวนเป็นประจำเรียกขานรหัสลับแต่ละหน่วยรหัสนี้จะเปลี่ยนไปทุกชั่วยาม

             

            “ท่านอ๋องการเข้าไปในด่านแทบเป็นไปไม่ได้เลย เราคงต้องหาวิธีอื่นแล้ว”หนึ่งในหน่วยเฟิงรายงานหลังเข้าไปสอดแนมหน้าด่านครึ่งวัน

             

            “ทหารชายแดนขยันขันแข็งมาก เจ้ารู้หรือไม่ผู้บัญชาการเป็นใคร ?”

             

            หน่วยเฟิงผู้นั้นไม่อาจตอบได้แม้แต่เข้าใกล้ยังไม่ได้นับประสาอะไรกับสืบข่าวด้านใน

             

            “เช่นนั้นก็ปีนเขาเถอะ”หนิงเฟยหลงไม่อยากเสียเวลาที่หน้าด่านนานเขาเลือกหลีกเลี่ยงการปะทะโดยเฉพาะ

             

            เทือกเขาซุ้ยซานที่ทอดยาวจากตะวันตกสู่ตะวันออก แม้ไม่อาจเรียกว่าสูงที่สุดในหนานโจวแต่อย่างไรมันก็สูงอยู่ดี การเคลื่อนที่จึงเป็นไปอย่างช้า ๆ

             

            ซ่งจิ่นติ้งรู้สึกอึดอัดกับการเดินทางเล็กน้อยตลอดทางมาพวกเขาแทบไม่ได้สื่อสารกันเลยนอกเสียจากคำสั่งเท่านั้นจึงแสร้งเอ่ยขึ้นแสดงความคิดเห็นหวังทำลายบรรยากาศอันเคร่งเครียดเสียบ้าง

             

            “ทางขึ้นเขามีความยากลำบากเพียงสูงชันที่เหลือนั้นไร้กังวลพวกเยว่คงคิดไม่ถึงว่าเราจะยอมเสียเวลาห้าวันสละม้าปีนเขาเช่นนี้พวกมันต้องคิดไม่ถึงแน่”

             

            ทว่าหลังกล่าวจบพวกเขาไม่ต้องรอนานเลยทหารเยว่ห้ากองร้อยวิ่งกรูกันเข้ามาปิดล้อมทั้งสี่ทิศไว้

             

            ซ่งจิ่นติ้งใบหน้าด้านชา มองทหารเยว่เหล่านั้นตาปริบ ๆยกมืออุดปากแทบไม่ทัน หลี่ฮุ่ยหลันถลึงตาใส่เชิงตำหนิ ทุกคนเข้าสู่สภาวะเตรียมต่อสู้อย่างรวดเร็ว

             

            หนิงเฟยหลงม่านตาหดแคบเขามีจิตสัมผัสที่ทรงพลังกว่าผู้อื่นย่อมตรวจจับผู้คนได้ตั้งแต่ระยะไกลก่อนหน้านี้กำลังจะออกคำสั่ง แต่กลับถูกซ่งจิ่นติ้งแย่งพูดเสียอย่างนั้นและที่สำคัญเวลานี้เขารับรู้ได้ถึงระดับพลังยุทธ์ที่ไม่ธรรมดาของทหารเยว่กลุ่มนี้พวกมันล้วนแล้วแต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์กำเนิดพลังขั้นเจ็ดขึ้นไป

             

            ทั้งผู้ที่มีวรยุทธ์สูงสุดยังอยู่ขั้นเก้าแล้วผู้นำทั้งห้าล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นเก้า !

             

            แม้ว่าหน่วยเฟิงทั้งสามสิบคนจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์แก่นแท้พลังหมดแล้ว แต่ยังไม่อาจเทียบทหารทั้งห้ากองร้อยนี้มากนักที่นี่มีเพียงขั้นเก้าหนึ่งคน ขั้นแปดสามคน ขั้นเจ็ดหกคนที่เหลือล้วนอยู่ต่ำกว่าขั้นเจ็ดลงมา หากสู้กันจริง ๆหน่วยเฟิงย่อมต้องรับแรงกดดันที่มหาศาล !

             

            “ตั้งค่ายกระบี่ขั้นเก้าคุมกระบี่ พวกท่านทั้งสี่อยู่ในค่ายกลกระบี่ ข้าจะออกไปจัดการกับหัวหน้ากองทั้งห้าเอง”หนิงเฟยหลงทะยานร่างออกไปท่ามกลางทหารนับร้อยหน่วยเฟิงทำตามคำสั่งตั้งค่ายกลขึ้นตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

             

            สหายทั้งสี่เห็นหนิงเฟยหลงกระโจนเข้าไปกลางข้าศึกก็ให้นึกกังวลหลี่ฮุ่ยหลันไม่อาจปล่อยให้หนิงเฟยหลงเข้าไปสู้ผู้เดียวได้ นางก้าวออกจากค่ายกลหยิบแส้คู่กายกวัดแกว่งวงเพลิงกระจายออกเข้าฟาดทหารเยว่ล้มตายลง

             

            ซ่งจิ่นติ้งเองก็สวมบทบาทพยัคฆ์เรียกทวนคู่ใจพุ่งพรวดออกไปสังหารทหารเยว่ต่างคนต่างไม่ยอมแพ้กันพากันออกลวดลายฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์เว้นจิ๋นหลี่และซืออี๋ที่คอยช่วยในค่ายกลกระบี่

             

            หนิงเฟยหลงแน่นอนว่าย่อมต้องเห็นหลี่ฮุ่ยหลัน และซ่งจิ่นติ้งที่ขัดคำสั่งแต่ตนเองไม่มีเวลามาห่วงแล้ว เขาต้องจัดการกับนายกองทั้งห้าก่อน หนิงเฟยหลงใช้ร่างลมหวนก้าวขึ้นเหยียบศีรษะทหารเยว่มุ่งตรงไปยังนายกองผู้หนึ่งแน่นอนว่าฝีมือตอนนี้ของเขาแก่นแท้พลังย่อมไม่เป็นอุปสรรค

             

            แต่เขาก็ต้องแปลกใจกับกองทหารเหล่านี้เมื่อความแข็งแกร่งไม่ได้มีเพียงจำนวน แต่เป็นความสามารถที่แท้จริง

             

            ตูม !!

             

            หนิงเฟยหลงกระโดดถอยร่นออกมาหน้าเปลี่ยนสี เมื่อครู่เกือบไปแล้วหากเขาไม่ระวังคงต้องบาดเจ็บหนักแน่ ทหารเยว่พวกนี้นอกจากพลังฝีมือสูงส่งแล้วยังฝึกฝนกระบวนรบมาอย่างดีเมื่อครู่ใช้ค่ายกลบางอย่างโจมตีเขาด้วย

             

            รูปขบวนที่สะเปะสะปะก็เปลี่ยนไปกลายเป็นรูปร่างคล้ายพยัคฆ์

             

            หนิงเฟยหลงหน้าซีดเขาสัมผัสได้ถึงวิกฤตประการหนึ่งรีบใช้ก้าวชมจันทร์เข้าประชิดตัวทหารเยว่ทันทีเขาไม่มีเวลามาประเมินค่ายกล รู้เพียงแต่ต้องสังหารให้มันเกิดช่องโหว่ให้ได้ !

             

            สะบั้นสายลม !

             

            ปัง !

             

            ห้วงอากาศสั่นไหวหนิงเฟยหลงโดนแรงสะท้อนถอยไปสามก้าวดวงตาแข็งกร้าวขึ้น

             

            “บัดซบ !ของวิเศษใดกัน ?”เขารู้ได้ทันทีว่าเมื่อครู่ต้องเป็นของวิเศษที่มีคุณสมบัติป้องกันเป็นแน่หาไม่แล้วแค่ทหารกำเนิดพลังผู้หนึ่งไหนเลยจะแข็งแกร่งปานนี้ได้และของชิ้นนี้คงต้องเป็นสมบัติระดับปฐพีไม่ผิด !

             

            “หนานอ๋อง..หนิงเฟยหลงในที่สุดเราก็ได้พบกันสักที ข้าสงสัยว่าท่านจะชอบกองทหารนี้นะข้าจัดเตรียมให้ท่านเอง แต่ดูเหมือนสถานการณ์ของท่านจะไม่ดีเท่าไหร่นักนะ” เสียงนี้กล่าวจบก็ตามมาด้วยการระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยผู้ที่ปรากฏตัวสวมอาภรณ์หรูหราเนื้อผ้าอย่างดีแวววาวดูก็รู้ว่าฐานะย่อมต้องไม่ธรรมดา

             

            “เจ้าเป็นใคร ?”หนิงเฟยหลงนอกจากจะเรียกกระบี่ร่วงโรยแล้วเข้ายังเลือกสวมเกราะว่างเปล่าในทันทีการต่อสู้กับเหรินจูหงคราวก่อนได้สอนประสบการณ์ที่เลวร้ายให้เขาไว้เขาจะไม่ประมาทอีก

             

            ชายผู้นั้นหันกลับมามองหนิงเฟยหลงด้วยสายตาดูแคลนยกมุมปากยิ้มเยาะ “ข้าเหรินหานหลิ่ง”

             

            “บุตรชายเหรินจูหง ?”เมื่อบุรุษผู้นี้หันมาหนิงเฟยหลงก็เห็นใบหน้าวัยกลางคนเยื้องย่างเข้าสู่วัยชราอายุของเหรินหานหลิ่งคงไม่น้อยแล้วจึงพอสันนิษฐานได้

             

            “เจ้ารู้นามผู้ที่จะสังหารตนเองแล้วคงสบายใจได้แล้วสินะ ไปตายซะ !” เหรินหานหลิ่งเร่งเกิดค่าย เขาชี้มือทำปางมุทราไปยังใจกลางค่ายกล“ค่ายกลพยัคฆ์หิมะจุติ !”

             

            “โฮก !!!!!!!!”

             

            เสียงคำรามอสูรร้ายดังสนั่นปราการบรรพตอันแข็งแกร่งสั่นสะท้านด้วยอานุภาพแห่งพยัคฆ์หิมะที่ก่อเกิดจากยอดฝีมือขอบเขตแดนพลังเกือบห้าร้อยและชนชั้นพิภพผู้เป็นหัวใจหลัก พลังอำนาจจึงสั่นสะเทือนผืนปฐพีได้ !

             

            “แข็งแกร่งมาก !” หนิงเฟยหลงเบิกตากว้าง เขาตื่นตะลึงกับพลังของค่ายกลนี้ค่ายกลกระบี่ที่ตั้งขึ้นแตกกระจายหน่วยเฟิงกระเด็นไปคนละทางตัวกระทบพื้นกระอักโลหิตออกมาหลายคำซ่งจิ่นติ้ง และหลี่ฮุ่ยหลันก็เหลือกำลังจะทานทนกระดอนตามหน่วยเฟิงสามสิบนั้นไป

             

            เหรินหานหลิ่งทอดสายตามองชายหนุ่มผู้ยืนโดดเดี่ยวด้วยความประหลาดใจ แม้นว่าเขาเป็นผู้ยืนอยู่ที่นั่นก็สมควรต้องบาดเจ็บอย่างรุนแรงพลังเสียงคำรามของพยัคฆ์หิมะทรงพลังเกินไปแม้แต่เข้าสู่พิภพขั้นที่สามก็ยากจะต้านทานโดยไม่เป็นอะไรทว่าชายหนุ่มเบื้องหน้านี้ร่างกาย และจิตวิญญาณทำมาจากอะไรกันถึงไม่เป็นไรเลย ?

             

            “เข้าสู่พิภพขั้นหนึ่ง ?” หนิงเฟยหลงมองไปยังเหรินหานหลิ่งด้วยความแปลกใจถึงแม้เขาจะมีสัมผัสที่แข็งแกร่งแต่ก่อนที่เหรินหานหลิ่งลงมือเขาไม่อาจสัมผัสได้ถึงระดับขั้นพลังเลยไม่รู้ว่ามีของดีอะไรปกปิดพลังยุทธ์ไว้ได้มิดชิดถึงเพียงนี้

             

            ‘ไม่น่าล่ะ มันถึงมีความมั่นใจจะสังหารข้า ฝันไปเถอะ !’ หนิงเฟยหลงเผยแววตาคมกริบประหนึ่งดวงตาคือกระบี่มือที่ถือกระบี่ร่วงโรยกระชับขึ้น

             

            “เจ้าลงมือแล้ว ขอข้าลองบ้าง !” เหรินหานหลิ่งจู่ ๆ ก็รู้สึกแย่ขึ้นมาหนังตากระตุกถี่

             

            “ตาย !!!!”

             

            หนิงเฟยหลงฟันกระบี่ออกเจตนารมณ์กระบี่ประสานจิตเจตจำนงบ้าคลั่งอัดกระบี่พุ่งพรวดเข้าใส่เหรินหานหลิ่งอย่างบ้าคลั่ง !

             

            เหรินหานหลิ่งยิ้มเย้ย มันทำมือท่องคาถาชี้ไปยังชายหนุ่มพยัคฆ์ก็พลันขยับกายยกกงเล็บตะปบปราณกระบี่อย่างง่าย

             

            ปัง !!!!

             

            “!!!!!!!” กงเล็บพยัคฆ์มีรอยร้าวเหรินหานหลิ่งถ่างตามองอย่างไม่เชื่อสายตา ขยี้ตาแรง ๆ อีกคราก็ยังเหมือนเดิมมันสูดหายใจลึกลูบอกปลอบใจตนเองแล้วแสร้งพูดขึ้น “มันก็แค่รอยร้าวเท่านั้นอย่างไรเสียเจ้าก็ทำสิ่งใดไปมากกว่านี้ไม่ได้เมื่อใดที่เจ้าสิ้นกำลังข้าจะบดขยี้พวกเจ้าให้สิ้น !”

             

            หนิงเฟยหลงไม่พูดพร่ำเขาเก็บกระบี่แล้วเดินจากไปท่ามกลางสายตาทหารนับร้อยที่งุนงงหลงเข้าใจว่า ชายหนุ่มคงยอมรับชะตากรรมแต่โดยดีหรือไม่ก็เตรียมหนี ทว่าความจริงแล้ว...

             

            ตุบ ! เสียงของมีน้ำหนักมากหล่นดังฟังชัดทุกคนล้วนได้ยินโดยเฉพาะนายกองทั้งห้าที่อยู่ใกล้ที่สุดยิ่งอกสั่นขวัญหาย

             

            “คะ..คุณชาย...เหริน ตายแล้ว ! เขาลงมือแต่เมื่อใด ?” หนึ่งในห้าโพล่งขึ้น ทหารเกือบห้าร้อยพลันตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายพากันมองมายังแผ่นหลังบุรุษผู้หนึ่งที่ค่อย ๆ เดินอย่างช้า ๆแต่มั่นคงไปยังเหล่าคนที่นอนหมอบอยู่ด้วยความตื่นกลัว

             

            ถึงแม้พวกมันจะมีจำนวนเยอะกว่า แต่ก็ยังหวั่นเกรงภายนอกค่ายกลที่แข็งแกร่งมีใครบ้างที่สามารถสังหารผู้ควบคุมค่ายกลที่ถูกปกป้องอย่างแน่นหนาด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวได้บ้าง?

             

            ต้องรู้ว่าค่ายกลนี้ถูกสร้างขึ้นจากผู้ฝึกยุทธ์ถึงห้าร้อยคนห้าร้อยคนเชียวนะ ทั้งผู้ควบคุมยังเป็นถึงแดนพิภพจะไม่มีฝีมือเลยกระนั้น ?เหตุใดถึงโดนฆ่าได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังตายไม่รู้ตัว นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว !

             

            น่ากลัวเกินไป !

             

            ทหารห้าร้อยนายพากันตื่นกลัวจนวิ่งหนีไปคนละทางนายกองทั้งห้าแม้มีความสามารถก็ไม่อาจสงบจิตสงบใจได้คราแรกมาอย่างพยัคฆ์สุดท้ายกลายเป็นพยัคฆ์หัวขาดกงเล็บร้าวใช้การไม่ได้ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าอดสูตั้งแต่ที่พวกมันทำภารกิจมายังไม่เคยเจอใครที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อน

             

            หลังจากที่พวกมันไปแล้วหนิงเฟยหลงก็เลิกแสร้งทำเป็นสูงส่งถอนหายใจยาว “เกือบไปแล้วอันตรายนัก”

             

            เขานึกสนุกเดินไปยังหลี่ฮุ่ยหลันมองนางที่สลบอยู่แล้วยิ้มขึ้น “ศิษย์พี่ท่านช่างซุกซนนักข้าคงต้องให้บทเรียนท่านบ้าง”

             

            “เพี๊ยะ !”

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน