ปฐมบท
[ดาราจักรทางช้างเผือก: ระบบสุริยะชั้นใน]
------
[หอบังคับการยานธงกองกำลังพิทักษ์อุดร
“ทั้งหมดทำความเคารพ! ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์อุดร หนึ่งในสี่แม่ทัพแห่งจตุโลกบาล แม่ทัพกุเวร!”
ประตูทางเข้าหอบังคับการเลื่อนเปิดออก ปรากฏประกายสีทองเคลื่อนผ่านเข้ามา เหล่าทหารในชุดสีเงินนับร้อยต่างยืนขึ้นพนมมือแสดงความเคารพ
ใบหน้าเหลี่ยมคมสันของแม่ทัพใหญ่สงบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ คิ้วทั้งสองขมวดเป็ปม มองเห็นแต้มจุดสีแดงกลางหว่างคิ้วเด่นชัด ดวงตาของเขาฉายแววเด็ดขาดดุดัน แม่ทัพใหญ่กวาดตามองเหล่าทหารที่ยืนเรียงรายลดหลั่นรอบหอบังคับการทรงกลม ก่อนที่ร่างของเขาในอาภรณ์สีทองระยิบระยับ จะก้าวเดินตรงไปยังดวงแก้วสีดำที่ลอยอยู่เหนือพื้นกลางหอบังคับการ
“ต้นเรือ! รายงานสถานการณ์มาซิ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ต้นเรือผู้มีใบหน้าขาวนวลเปล่งรัศมีสีเหลืองเรืองจางๆ โบกมือเหนือดวงแก้วสีดำ แล้วก็พลันปรากฏจุดสีเขียวเรืองแสงขึ้นบนผิวโค้งของดวงแก้ว
“เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนเราได้ตรวจพบการสั่นไหวของมิติอวกาศเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นการสั่นไหวของมันก็เริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้น คาดว่าน่าจะเกิดจากการพยายามบิดผันมิติของอวกาศเพื่อเคลื่อนย้ายวัตถุขนาดใหญ่ขอรับ”
“การเคลื่อนย้ายวัตถุขนาดใหญ่ผ่านมิติ? ไม่น่าเป็ไปได้... แม้แต่วิทยาการที่ล้ำหน้าที่สุดของพวกเรายังทำไม่ได้เลย!”
“เปิดเครื่องตรวจจับพิสัยไกล!” แม่ทัพสั่ง
“รับทราบ! เปิดเครื่องตรวจจับพิสัยไกล!” ต้นเรือร้องทวนคำสั่ง พร้อมกับวาดมือไปมาเหนือดวงแก้ว
ดวงแก้วสีดำปรากฏตัวอักษรสีเขียวขึ้น ก่อนจะเกิดเส้นลำแสงกระจายออกเป็วงกลมคล้ายวงกระเพื่อมบนผิวน้ำ
“...! ตรวจพบการบิดผันของมิติ ที่ระยะห่างสามพันหกร้อยเส้น ทำมุมสามสิบหกองศาขอรับ!”
“ประมวลภาพขึ้นแสดงบนจอ”
จอภาพทรงรีขนาดใหญ่เหนือศีรษะ ปรากฏภาพมวลอวกาศบิดตัว จนเห็นเป็รอยแตกที่พร่าเลือนตัดกับห้วงอวกาศสีดำ
“...!”
“ตรวจพบคลื่นสัญญานจากด้านหลังของมิติบิดผัน--เป็วัตถุขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่ออกมา ไม่สามารถระบุที่มาของวัตถุได้ขอรับ!” ต้นเรือรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ในที่สุดก็ยอมเผยตัวออกมาจนได้นะ”
แล้วสิ่งที่ไม่รู้ที่มา ก็ค่อยๆ แทรกผ่านออกมาตรงรอยแยกของมิติ เผยให้เห็นวัตถุคล้ายทรงกระบอกขนาดใหญ่มหึมา พื้นผิวของมันเป็แผ่นเกราะสีดำแวววาว เรียงต่อกันคล้ายเกล็ดปลาไปจนจรดส่วนท้ายที่เรียวคอดลง และมีเส้นสีแดงเรืองแสงวิ่งไปตามช่องว่างระหว่างเกราะมองดูคล้ายกับเป็เส้นเืฝอยของสิ่งมีชีวิต
“...!”
“เครื่องพิเคราะห์ผลรายงานออกมาว่า วัตถุประหลาดนี้มีความยาวเส้นรอบวงที่เก้าสิบสี่จุดสองเส้น ความยาวจากส่วนหัวถึงท้ายสองร้อยห้าสิบเส้น มันมีขนาดใหญ่กว่ายานของเราเกือบสิบเท่าขอรับ!”
“...!” แม่ทัพกุเวรขมวดคิ้วเพิ่มขึ้น “ออกคำสั่งให้ยานรบทุกลำเข้าประจำตำแหน่ง จัดรูปขบวนพร้อมรบ...!”
“รับทราบ! ยานรบทุกลำเข้าประจำตำแหน่ง จัดรูปขบวนพร้อมรบ...!” ต้นเรือทวนคำสั่งเสียงดัง
แล้วดวงแก้วสีดำที่อยู่กลางหอบังคับการ ก็ปรากฏภาพจุดแสงสีเขียวสามสิบสามจุดกระจายตัวออกบนผิวโค้งของดวงแก้ว
“ยืนยันยานรบทั้งสามสิบสามลำ อยู่ในตำแหน่งที่กำหนดแล้วขอรับ!”
แม่ทัพกุเวรพยักหน้าเมื่อได้ยิน ดวงตาของเขายังจ้องเขม็งไปที่จอภาพ้า ซึ่งกำลังเผยภาพยานรบทั้งสามสิบสามลำ จัดเรียงขบวนเป็รูปปีกกา โดยมียานธงลำนี้ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงศูนย์กลาง ยานแต่ละลำล้วนมีรูปร่างเป็ทรงกลม ผิวด้านนอกเป็โลหะสีเงิน ตัดกับสีดำอันมืดมิด และเวิ้งว้างของห้วงอวกาศโดยรอบ
“เปิดช่องสัญญาณสื่อสาร ส่งข้อความไปหามัน!”
ต้นเรือวาดมือเหนือดวงแก้วเพื่อเปิดช่องสัญญาณสื่อสาร
“... ถึงยานไม่ระบุที่มา” แม่ทัพกุเวรเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น
“นี่คือเสียงจากแม่ทัพกุเวร ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์อุดร ผู้รักษาเขตแดนทิศเหนือแห่งสามโลก และหนึ่งในสี่แม่ทัพแห่งจตุโลกบาล ผู้พิทักษ์สมดุลย์แห่งวัฏสังสาร... ข้าขอเตือนว่า ท่านกำลังรุกล้ำเข้ามาใกล้อาณาเขตของสามโลก ข้าขอให้ท่านจงประกาศตน และแจ้งถึงสาเหตุในการมาของท่าน...”
“- - -”
แม่ทัพกุเวรนิ่วหน้าเมื่อไม่มีสัญญาณเสียงตอบกลับมา
“... เปิดข้อความทวนซ้ำอีกครั้ง และส่งออกไปใหม่ในทุกคลื่นความถี่”
“รับทราบ! ส่งข้อความซ้ำออกไปในทุกคลื่นความถี่!”
“- - -”
“ไม่มีสัญญาณตอบกลับมาเช่นเดิมขอรับ...” ต้นเรือรายงาน
“เตรียมบันทึกข้อความใหม่!” แม่ทัพเอ่ยขึ้น
“ในเมื่อท่านไม่ยอมประกาศตนและที่มา ข้าขอเตือนเป็ครั้งสุดท้ายว่า การปรากฏขึ้นของท่านนั้น กำลังทำให้สมดุลย์แห่งวัฏสังสารของทั้งสามโลกแปรปรวน ข้าแม่ทัพกุเวรขอสั่งให้ท่านจงถอยกลับไปบัดเดี๋ยวนี้... มิเช่นนั้นกองกำลังพิทักษ์อุดรจะเริ่มทำการโจมตี และจะไม่ขอรับผิดชอบต่อชีวิต และทรัพย์สินของท่าน... ขอย้ำว่า นี้คือการเตือนครั้งสุดท้าย”
“- - -”
“มันไม่ตอบขอรับ... แต่-กลับเพิ่มความเร็วตรงเข้ามา ระยะห่างที่สองพันหนึ่งร้อยเส้น-หนึ่งพันเส้น--เร็วมากขอรับ”
“!!!”
“แม้ยานของมันจะมีขนาดใหญ่โตมหึมา แต่ก็มีเพียงแค่ลำเดียว บังอาจกล้าดูแคลนกองกำลังพิทักษ์อุดรของข้าเชียวรึ”
“แจ้งยานทุกลำเตรียมพร้อมยิงลำแสงแหวกนภา!”
“รับทราบ! ยานทุกลำเตรียมยิงลำแสงแหวกนภา!”
ทหารนับร้อยคนในหอบังคับการ ต่างยื่นฝ่ามือออกมาประทับทาบกับแท่นตรงหน้าของพวกเขา แล้วถ่ายทอดพลังปราณจิตไปตามท่อโลหะที่เชื่อมต่อไปถึงดวงแก้วสีดำกลางหอบังคับการ ดวงแก้วก็พลันปรากฏแถบแสงสีเหลืองสว่างวาบขึ้นมาจากด้านล่าง
แม่ทัพกุเวรจ้องมองไปยังจอภาพ้า ซึ่งกำลังแสดงภาพของยานรบทุกลำ ซึ่งผิวนอกของตัวยานกำลังขยับเปิดอ้าออก ราวกับกลีบของดอกบัวที่กำลังผลิบาน มันคือ ‘ป้อมปืนปทุมมา’ อาวุธที่ควบคุมด้วยพลังปราณจิต ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยกองวิทยาการของกองกำลังจตุโลกบาล อันสร้างชื่อและนำชัยชนะมาสู่กองกำลังนี้ในทุกสมรภูมิ
“พร้อมเมื่อไรยิงได้ทันที” แม่ทัพร้องสั่ง
“ป้อมปืนประทุมมาพร้อม! เตรียมยิงลำแสงแหวกนภาในสิบวินาที-เก้า-แปด-เจ็ด-”
แถบแสงสีเหลืองบนดวงแก้วไล่ระดับความสูงขึ้นทีละนิด
“สี่-สาม-สอง-หนึ่ง--ยิงได้...!”
ลำแสงสีเหลืองทั้งสามสิบสามเส้น ถูกยิงออกมาพร้อมกันจากปืนรูปดอกบัวบาน มันพุ่งอย่างรวดเร็วตรงเข้าสู่เป้าหมายขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามา
ตูมมม!! ตูมมม!! ตูมมม!! ตูมมม!!
เสียงะเิดังรัวขึ้นสนั่นหวั่นไหว ยานลึกลับถูกลำแสงซัดเข้าใส่อย่างจัง ั้แ่ส่วนหัวของมันจนถึงส่วนท้าย ห้วงอวกาศถูกอาบย้อมไปด้วยแสงเจิดจ้าสีเหลืองทองอยู่ชั่วขณะ จวบจนกระทั่งเสียงะเิสงบลง จึงเผยให้เห็นวัตถุขนาดมหึมานั้น... มันยังคงเคลื่อนที่ตรงเข้ามาโดยปราศจากร่องรอยความเสียหายใดๆ
“ไม่ได้ผลเลยรึ! ไม่น่าเชื่อ...!”
ทันใด ยานลึกลับนั้น ก็เคลื่อนที่ขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วราวกับงูเลื้อย พร้อมกับเส้นลำแสงสีแดงตามลำตัวของมันก็เปล่งประกายขึ้น ก่อนที่ส่วนหัวจะฉีกแยกออกจากกันราวกับเป็ปากของอสรพิษ มองเห็นด้านในที่มีดวงแสงสีแดงกลมขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้น
“!!!!”
“ยานทุกลำเปิดม่านกำแพงแก้วปราณจิต! เตรียมรับการโจมตี!” แม่ทัพกุเวระโ
“รับทราบ! ยานทุกลำเปิดม่านกำแพงแก้-”
ยังไม่ทันขาดคำ ลำแสงสีแดงขนาดใหญ่ก็ถูกยิงออกมาจากวัตถุลึกลับนั้นทันที
ซูมมม! เปรี้ยงงงงง!!
ลำแสงสีแดงกวาดซัดเข้าใส่กองยานทั้งสามสิบสามลำในทีเดียว เกิดเสียงดังสนั่นราวกับห้วงอวกาศกำลังฉีกขาดออกจากกัน
ยานธงของแม่ทัพถูกลำแสงซัดเข้าใส่อย่างจัง ลำตัวยานซีกซ้ายฉีกหลุดกระเด็นลอยออกไป ก่อนที่ม่านกำแพงแก้วจะก่อเรียงตัวขึ้นป้องกันส่วนที่เหลือไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
“รายงานความเสียหาย!” แม่ทัพะโสั่ง ภายในยานกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
“--ยานของเราได้รับความเสียหายถึงเจ็ดสิบส่วน-ลำตัวยานซีกซ้ายฉีกขาด--ระบบแรงโน้มถ่วงภายในอยู่ในขั้นวิกฤติ--ไม่สามารถประเมินจำนวนทหารที่สูญเสียได้ขอรับ แต่คาดว่าน่าจะสูญเสียไปมากกว่าสองในสาม--และระบบยิงตอบโต้เสียหายถึงร้อยส่วน ไม่สามารถทำการยิงได้แล้วขอรับ!!” ต้นเรือรายงานเสียงตื่นตระหนก
“!!!” แม่ทัพกุเวรมีใบหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด “สั่งการให้ยานที่เหลือทุกลำ ระดมยิงลำแสงแหวกนภาอีกครั้ง คราวนี้ให้ทุกลำกำหนดเป้าเล็งยิงไปยังตำแหน่งเดียวกัน... ดูซิว่าเกราะของมันจะทนการโจมตีเข้าสู่ตำแหน่งเดียวพร้อมกันได้รึไม่!”
“...!” นายทหารต้นเรือยืนนิ่ง
“รีบถ่ายทอดคำสั่งสิ! มัวชักช้าอะไร!” แม่ทัพตวาดก้อง
“เอ่อ... ข้า-ไม่พบสัญญาณของยานลำอื่นเลย--ขอรับ” ทหารเทพกล่าวเสียงสั่น “นอกจากยานของเราแล้ว ยานทุกลำถูกทำลายหมดสิ้นไม่เหลือเลยขอรับ--”
“!!!!”
“นี่มันอะไรกัน...! การโจมตีเพียงครั้งเดียวของมัน ทำลายกองยานของข้าจนหมดเลยรึนี่... มันเป็ตัวอะไรกันแน่”
“มันเคลื่อนที่มุ่งตรงมาหาเราแล้วขอรับ! ระยะห่างเหลือเพียงห้าร้อยเส้นเท่านั้น... หากถูกมันโจมตีเข้าอีกเพียงแค่ครั้งเดียว ยะ-ยานของเราต้องพินาศแน่ขอรับ!” ต้นเรือรายงาน
“!!!”
“... ทุกคนจงฟัง!” แม่ทัพะโเสียงดัง
เขากัดฟันพูดออกมา “ข้าขอสั่งให้ทุกคนสละยาน... ข้าจะไม่ยอมให้ทหารของข้าต้องตายไปมากกว่าอีกแล้ว...”
“!!!” ต้นเรือยังคงยืนตกตะลึง
“ข้าสั่งให้สละยาน เดี๋ยวนี้!”
ต้นเรือสดุ้งโหยง ก่อนจะะโสั่งไปที่ดวงแก้ว “สละยาน! ขอย้ำให้ทหารทุกนายสละยาน!”
ทหารที่ยังรอดชีวิต ต่างพากันวิ่งประคองร่างเพื่อนที่าเ็ขึ้นยานชูชีพขนาดเล็กที่ท้ายลำ ก่อนที่จะพากันดีดตัวออกไปจากยานอย่างรวดเร็ว ทหารทุกนายต่างหันกลับไปมองยานธง ซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพใกล้พังพินาศด้วยน้ำตานองใบหน้า
“เ้าก็รีบไปได้แล้ว...” แม่ทัพหันมาพูดกับต้นเรือที่ยืนรีรออยู่
ต้นเรือมองไปที่ผู้บัญชาการ ซึ่งยังคงยืนจ้องไปที่จอภาพ
“แล้ว--ท่านไม่ไปด้วยกันรึขอรับ...” ต้นเรือเอ่ยขึ้น
“... เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของข้าทำให้กองกำลังของพวกเราต้องพินาศสิ้น แต่ข้าจะไม่ยอมให้เกียรติยศของพวกเราสูญสิ้นไปด้วยหรอก... ข้าจะกอบกู้ศักดิ์ศรีของกองกำลังพิทักษ์อุดรด้วยตัวของข้าเอง...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“...! แต่--หากต้องสูญเสียท่านซึ่งเป็หนึ่งในสี่จตุโลกบาลไป... มันจะเป็การสูญเสียที่มากเกินไปนะขอรับ” ต้นเรือพูด
“ข้าได้ตัดสินใจแล้ว...อย่างไรข้าก็ไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านเข้าสู่เขตแดนของทั้งสามโลกได้เด็ดขาด”
“... ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะอยู่กับท่านด้วย”
“โสมะ” แม่ทัพกุเวรเอ่ยชื่อของต้นเรือออกมา “เ้าจงไปเสียเถอะ หน้าที่นี้เป็ความรับผิดชอบของข้า ข้าจำต้องหยุดยั้งมัน เพื่อรักษาสมดุลย์แห่งวัฏสังสารไว้ให้ได้”
“แต่... ข้า--”
“จงรีบไปได้แล้ว นี่คือคำสั่ง!”
“...” ต้นเรือก้มหน้า ฝืนใจก้าวถอยหลังออกไป
“โสมะ...ข้ามีคำพูดสุดท้ายมอบให้เ้า” เสียงแม่ทัพดังขึ้น
“ภายหลังจากนี้ เมื่อไม่มีกองกำลังพิทักษ์อุดรแล้ว ความชั่วร้ายต่างๆ ย่อมมีหนทางเล็ดลอดเข้าสู่สามโลกได้ ความวุ่นวายจะต้องเกิดขึ้นที่ใดสักแห่ง และมันจะต้องลุกลามไปทั่วทั้งสามโลก ข้าหวังว่า เ้าจะยังคงทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องทั้งสามโลกต่อไป โสมะ เ้ารับปากกับข้าได้หรือไม่ว่า เ้าจะทำหน้าที่นั้นแทนข้า...”
“ข้ารับปากขอรับ ท่านแม่ทัพ” โสมะพูด แล้วน้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลออกมา
“ดี หากวัฏสังสารยังคงอยู่ วันข้างหน้าเราอาจจะได้พบกันอีก... จงรีบไปเถอะโสมะ”
“เป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมรบกับท่าน” โสมะเอ่ยขึ้นเสียงสั่น ก่อนจะหมุนตัววิ่งจากไป
เมื่อมองดูจนโสมะวิ่งจากไปแล้ว แม่ทัพกุเวรก็หันกลับไปมองที่จอภาพ้า มันกำลังแสดงภาพวัตถุลึกลับนั้น ซึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามาจนใกล้จะประชิดกับยานธงลำนี้แล้ว
แม่ทัพกุเวรเดินตรงไปที่ดวงแก้วสีดำ เขายกมือขึ้นพนม รีดเค้นพลังปราณจิตออกมา ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีทอง พร้อมกับเกิดสายลมหมุนวนขึ้น จนอาภรณ์สีทองของเขาโป่งพองขึ้น
“จงรับไป นี่คือพลังของข้า” แม่ทัพเอ่ยขึ้นพลางแยกเขี้ยว ก่อนจะประทับฝ่ามือลงไปที่ดวงแก้ว
ดวงแก้วสีดำเรืองแสงสีทองสว่างจ้าไปทั้วทั้งหอบังคับการ มันสั่นไหวอย่างรุนแรงหนักหน่วงก่อนจะเกิดรอยปริแตกขึ้น ดวงแสงสีทองเจิดจ้าขยายตัวใหญ่ขึ้นจนห่อหุ้มร่างของจอมพลกุเวร และหอบังคับการ
“คลื่นิญญาทลายดารา!”
แม่ทัพกุเวรร้องะโก้อง พร้อมกับะเิลำแสงสีทองออกมาจากร่าง
ลำแสงสีทองขนาดใหญ่ทะลุลำตัวยานออกมาสู่ห้วงอวกาศ พุ่งเจาะเข้าใส่ส่วนหัวของยานลึกลับนั้นอย่างรุนแรง พลังอันมหาศาลของมันหมุนทะลวงไปจรดถึงส่วนหางของวัตถุประหลาดนั้น
วัตถุลึกลับขนาดมหึมา ถูกคว้านฉีกทำลายออกเป็ชิ้นๆ เกิดะเิขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอวกาศ ตามมาด้วยคลื่นกระแทกจากการะเิที่แผ่กระจายออกมาจนห้วงอวกาศบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ แรงะเิส่งผลให้เศษซากชิ้นส่วนพุ่งกระจัดกระจายออกไปทั่ว หลายชิ้นพุ่งไปกระแทกใส่ยานชูชีพ จนเกิดการะเิขนาดเล็กตามมาอีกหลายระลอก
... แล้วไม่นานทุกอย่างก็สงบลง...เศษซากชิ้นน้อยใหญ่ลอยเคว้งคว้างเอื่อยเฉื่อย ห้วงอวกาศสีดำมีแค่เพียงความเงียบสงัด และเย็นะเืไร้ซึ่งสัญญาณของชีวิต...
.
.
.
.
‘อุ๊ยคำ’ แหงนหน้าขึ้นมองดูห่าฝนดาวตกเบื้องบน ที่กำลังวิ่งพาดผ่านท้องฟ้าอันมืดมิดลงมานับหมื่นนับแสนดวง นางจ้องมองมันด้วยความพิศวงใจ พลางนึกค้นไปในความทรงจำของนาง นางมั่นใจว่าไม่เคยพบเห็นปรากฏการณ์ฝนดาวตกมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน... นี่มันเป็ลางบอกเหตุอาเพศอันใดกันหนอ
นางเอื้อมมือที่แห้งเหี่ยวออกไปหยิบกระดูกไก่เสี่ยงทายขึ้นมา แล้วโยนมันลงไปบนพื้นข้างกองไฟ หญิงชราเบิกตาที่ฝ้าฟางก้มมองดู ก่อนจะหรี่ตาลงขณะใช้ความคิด
“อุแว้! อุแว้!” เสียงทารกแรกเกิดร้องดังแทรกซ้อนขึ้นมา
“...!”
“เป็ป้อจายๆ หลานสาวท่านคลอดลูกออกมาเป็ป้อจายเน้อ แม่อุ๊ย!” เสียงนังจำปีดังออกมาจากกระท่อมไม้ด้านหลัง
แม่อุ๊ยยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างพอใจ ทารกที่ร้องได้เสียงดังเพียงนี้ คงต้องแข็งแรงเป็แน่แท้ แต่แล้วรอยยิ้มของนางนั้น ก็หายวูบไปทันที เมื่อนางพลันนึกไปถึงกระดูกไก่เสี่ยงทายบนพื้น
“...”
“เหลนของข้าเอ้ย... ดวงชะตาของเอ็งช่างแปลกพิสดารยิ่งนัก... ภายภาคหน้าจะดีหรือร้ายเยี่ยงไรคงต้องคอยดูกันต่อไป...”
แม่อุ๊ยรำพึงขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะใช้ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้น มองเหม่อผ่านกองไฟออกไปยังความมืดมิดของป่ายามค่ำคืน...
..................................
..................................
*อุ๊ย คือคำเรียก ผู้สูงอายุ ในภาษาเหนือ ใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
*หน่วยวัดความยาวแบบไทยโบราณ
1 โยชน์ = 400 เส้น = 16 กิโลเมตร
1 เส้น = 20 วา = 40 เมตร
1 วา = 4 ศอก = 2 เมตร
1 ศอก = 2 คืบ = 50 เิเ
1 คืบ = 10 นิ้ว = 25 เิเ
.............