วันที่ 49
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองหน้าด่านของเผ่ามนุษย์ ทำให้เกิดความผลกระทบเสียหายตามมาเป็นวงกว้าง
อย่างแรกคือจำนวนอาวุธและเชลยสงครามที่หายไป
มีการส่งกองทัพออกไล่ล่าในทันที แต่พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะตามหาสเลบและบานาที่มุดลงดินหนีไปแล้วได้
ต่อให้พวกเขาพยายามตรวจสอบการเคลื่อนไหวใต้ชั้นผิวดินมากแค่ไหน แต่มันก็เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทร
ปืนไรเฟิล M16 และชุดเกราะกันกระสุนจำนวนหนึ่งได้ถูกขโมยออกไป แถมยังต้องมาเสียเฮลิคอปเตอร์สามลำและรถถังอีกสองคันไปด้วย
นับว่าเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวงของเผ่ามนุษย์ เพราะการที่ถูกขโมยอาวุธไป นั่นก็คือมีความเป็นไปได้ที่จะถูกนำกลับมาใช้โจมตีกลับในวันหน้านั่นเอง
แต่ทว่าในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง
ณ ที่ศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ในเมืองหลวง ซึ่งเป็นอาคารคอนกรีตหนาทึบสูงสองชั้นพร้อมโดมเรือนกระจกขนาดยักษ์ เวลาเช้าตรู่ของวัน
“รายงานแบบนี้ใครเชื่อก็บ้าแล้ว”
ยะมะโตะกำลังพูดกับตัวเองเช่นนั้นอยู่ภายในอาคารดังกล่าว ก่อนที่จะโยนแฟ้มบันทึกข้อมูลทิ้งไปอย่างไม่ใยดีบนโต๊ะทำงานส่วนตัวของตนเอง
รายงานการมีตัวตนของเปอร์ไซด์นั้น ช่างดูโม้เกินความจริงจนยากที่จะเชื่อลงได้
ในรายงานนั้นระบุว่ามีเผ่าปักษาคนหนึ่งซึ่งสามารถบินทะลุเกราะหนาของเฮลิคอปเตอร์ มีพละกำลังสูง สามารถบินหลบลูกปืนได้ แถมยังมีร่างกายที่ตกไฟไม่ไหม้ และยังสามารถบินชนะจรวจนำวิถีได้อีกด้วย
รายงานเช่นนั้นจะมีใครยอมเชื่อจริง ๆ หรือ?
เขาคิดเช่นนั้น ก่อนจะหยิบรายงานอีกฉบับขึ้นมาดู
รายงานวิธีการต่อสู้ของเผ่ายักษา [บานา] กับเผ่าอาร์โธร์โพดา [สเลบ] และเผ่าภูติ [เอสเทอ]
รายงานได้ระบุว่ากระสุนปืนธรรมดานั้นไม่สามารถเจาะชั้นผิวของพวกยักษาได้ หากจะฆ่าพวกมัน จำเป็นต้องใช้กระสุนระดับขนาด 0.5 มิลลิเมตรขึ้นไป หรือไม่ก็กระสุนจำพวกต่อต้านรถถังที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง
ต่อมาคือรายงานของนักรบเผ่าอาร์โธร์โพดา
ถึงตอนแรกจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับรายงานที่ฟังดูโม้เกินจริงของ “นักรบสีดำ” จากแนวหน้าในสงคราม แต่พอได้เห็นข้อมูลที่เหมือนกันอีกครั้งในวันนี้ ก็ทำให้ยะมะโตะทราบได้ทันทีว่าพวกอาร์โธร์โพดากำลังพัฒนาอาวุธและชุดเกราะบางอย่างขึ้นมากันอยู่
แถมด้วยความที่พวกมันมีความสามารถในการดำดิน เลยทำให้เป็นปัญหาต่อการโจมตีพวกมัน
ยะมะโตะคิดว่าการที่พวกมันมุดดินมาลอบโจมตีใส่ข้างใต้ตัวรถถังได้นั้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ศัตรูคงรับรู้โดยสัญชาตญาณว่าจุดนั้นเป็นจุดที่เปราะบางที่สุดของรถถัง
แต่การเพิ่มความหนาของเกราะโดยใช่เหตุมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
เพิ่มเกราะก็แปลว่าเพิ่มน้ำหนักตัว ซึ่งนั่นจะทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง
เขาต้องออกแบบรถถังให้สมดุลมากที่สุด
แล้วนั่นก็ทำให้ยะมะโตะคิดถึงอาวุธต่อต้านเผ่าอาร์โธร์โพดาขึ้นมา
จากซากศพที่เก็บกลับมาจากสนามรบนั้น ทำให้เขารู้ว่าพวกนี้มีโครงสร้างคล้ายกับ [มด] ในโลกเดิมมาก
สิ่งที่ต่างออกไปคือขนาดตัวกับวิวัฒนาการณ์ที่ทำให้รับฟังและพูดออกเสียงได้
แต่ดูเหมือนว่าสัมผัสหนวดจะยังไม่ถูกลดบทบาทลง แล้วยังคงใช้งานได้มาจนถึงทุกวันนี้
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่าเขายิงคลื่นความถี่แทรกรบกวนลงไปใส่พวกมันละ?
ยะมะโตะไม่มีทางรู้ได้เลย เพราะว่าไม่มีเชลยศึกตัวเป็น ๆ มาให้ทดลอง นอกจากตั้งทฤษฏีแล้วเริ่มผลิตรถถังรุ่นต่อต้านเผ่าอาร์โธร์โพดาขึ้นมา
สุดท้ายคือรายงานของเผ่าภูติ
วิธีการโจมตีของพวกมันนั้นใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า [เวทมนต์]
แต่ยะมะโตะไม่เชื่อในเวทมนต์ และพยายามศึกษาหาคำตอบด้วยวิทยาศาสตร์
แต่จากการศึกษาจากศพที่เก็บกู้กลับมา ประกอบกับข้อมูลจากสนามรบ ทำให้เขารู้เพียงแค่ว่าเผ่านี้สามารถเสกอะไรได้ตามใจนึก บินได้ และมีปีกที่เรืองแสงตลอดเวลา
พวกมันไม่มีเพศสืบพันธุ์ ใช้ปีกฟอกเลือดแทนปอด และมีเลือดที่โปรงแสงไร้สีสัน
นี่คือทั้งหมดที่พวกเขารู้เกี่ยวกับเผ่าภูติ ส่วนข้อมูลวิธีการต่อสู้ อาวุธ และกลยุทธ์นั้น ล้วนแต่ยังดูน่ากังขาจนขาดความน่าเชื่อถือ
“ถึงจะไม่ใช่เผ่าที่ดูน่ากลัว แต่จะให้ประมาทไปก็คงไม่ดีอีก”
ยะมะโตะคิดเช่นนั้นพร้อมกับเปิดภาพวงจรปิดไปที่อีกห้องหนึ่ง
ภาพนั้นคือเหล่าทาสสงครามที่ถูกจับตัวมาใช้งาน
พวกมันกำลังทำงานเพาะปลูกพืชต่างโลกอยู่ภายในเรือนกระจก และถูกสอนให้พูดภาษามนุษย์เพื่อความสะดวกกับงานของทางนี้
พวกเผ่าปักษาถูกบังคับให้ถ่ายทอดความรู้เรื่องพืชศาสตร์ต่างโลกที่พวกเขารู้มาให้มนุษย์
พืชที่มีรูปร่างคล้ายปะการังและเหล่าพืชทะเลอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของดาวพวกเขา ล้วนแต่กำลังถูกถ่ายทอดมาให้มนุษย์อยู่
ผลไม้ที่มีเนื้อเป็นดินระเบิด TNT
ใบพืชทะเลที่สามารถกลายเป็นประจุไฟฟ้าแรงสูงได้เมื่อนำมาเสียดสีกับอากาศอย่างรวดเร็ว
ผลไม้รูปร่างคล้ายมะพร้าวที่ข้างในคือน้ำมันดิบ
รวมไปสารเคมีแปลก ๆ ที่พวกเราไม่รู้จัก
ยะมะโตะทึ่งกับความรู้ที่พวกชาวปักษามีมาก
พวกเขารู้จักวิธีใช้ของรอบตัวมาเป็นอาวุธได้ และมีความรู้เกี่ยวกับพืชทุกชนิดอย่างละเอียด
ถ้าหากพวกชาวปักษามีความรู้เชิงวิจัยทดลองเหมือนมนุษย์ ป่านนี้คงสามารถสร้างอาวุธที่ร้ายแรงขึ้นมาได้แล้ว
“จะให้พวกมันฉลาดไปมากกว่านี้ไม่ได้ คงต้องเตือนเบื้องบนเอาไว้ก่อน”
ยะมะโตะไม่เคยคิดประมาท และคิดว่านี่คือเรื่องใหญ่ที่ต้องเตือนผู้นำระดับสูง
จะใจอ่อนสอนองค์ความรู้และกระบวนการคิดของทางนี้ให้กับเผ่าปักษาไม่ได้เด็ดขาด
การที่พวกเราเรียนรู้จากเขาได้ ใช่ว่าพวกเขาจะไม่สามารถขโมยความรู้จากพวกเราไปได้
เหมือนอย่างที่ชาวญี่ปุ่นเคยชำแหละยานอวกาศของอเมริกาจนสามารถสร้างได้เองเช่นนั้น
ในวันเดียวกัน ณ ที่บ้านของเปอร์ไซด์
“ชา อร่อยจัง~”
“ปี้~”
เธอได้กลับมาถึงบ้านแล้ว
หลังจากบินหนีจรวดติดตามมาหนึ่งคืนเต็ม ในที่สุดเธอก็สมารถกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย
กลับเข้ามา แล้วนอนเป็นตายจนกระทั้งมังกรน้อยออกไซด์ต้องเข้ามาปลุก
หลังจากที่พักผ่อนจนพอใจแล้ว เธอก็เริ่มดื่มด่ำกับชาร้อน (?) ที่ชงทิ้งเอาไว้เมื่อสี่สิบวันก่อนอย่างออกรส
แน่นอนว่าเธอไม่ได้แจ้งใครเรื่องที่กลับมาถึงบ้านแล้ว จึงทำให้ไม่มีใครในเผ่ารับรู้ว่าเธอได้กลับมาถึงบ้านแล้ว...
วันที่ 50 ช่วงเวลาเที่ยงตรง ณ ทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่นอกเมืองหน้าด่านของเผ่ามนุษย์ไกลออกไปหลายสิบไมล์
สเลบกับบานาได้ผุดหัวขึ้นมาจากใต้ดิน
“ที่เหลือแกเดินเองแล้วกัน”
สเลบคิดที่จะทิ้งบานาเอาไว้กลางทุ่งหญ้าพร้อมอาวุธส่วนหนึ่ง แล้วปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรม
สเลบคิดดีแล้วว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด
ตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่าต่อให้มีชุดเกราะตัวใหม่ พวกเขาก็ยังไม่อาจต้านทานกองทัพของเผ่ามนุษย์ได้
วิธีเดียวที่จะสู้ได้ คงมีเพียงแค่การรวมพลังจากทุกเผ่าเข้าทำลายพวกมนุษย์เท่านั้น
แต่สำหรับเขาที่เคยบุกโจมตีไปทั่วมาตั้งแต่แรก คงยากที่จะผูกมิตรกับใครได้
ดังนั้นสู้ทิ้งอาวุธให้ แล้วปล่อยให้เผ่าอื่นตีกันเองจนเปิดช่องว่าง แล้วเข้าไปคว้าก้อนเค้กมาน่าจะดีกว่า
“ลาก่อน หวังว่าพระเจ้าจะมอบรอยยิ้มให้กับเจ้า”
สเลบกล่าวเช่นนั้น ก่อนที่จะมุดลงดินหายไปพร้อมกับอาวุธที่นำติดมาอีกครึ่งหนึ่ง
บานาที่หมดสติได้ลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นในอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา
เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ และผิวสัมผัสที่ไม่คุ้นเคย
“ผิวเกล็ดสีเขียว... อสูรปีก? ไม่สิ แกคือโทเมของแครอทหรือ? ”
มังกรเกล็ดสีเขียวอ่อนสายพันธุ์ที่ราบตัวหนึ่งกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า
บนหลังเกล็ดที่หยาบและแผ่กว้างนั้น มีร่างของบานานอนอยู่บนนั้นพร้อมกับอาวุธที่ติดมือมาด้วย
“ทำไม...ข้าถึงมาอยู่ที่นี่? แล้วเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง? ”
“กรร…”
ความทรงจำของบานานั้นเลือนรางมาก
เขาจำไม่ได้เลยว่าทำไมตัวเองถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้
“เจ้าช่วยข้าออกมาหรือ? ”
ถ้าจะให้สันนิษฐานแล้ว อย่างหนึ่งที่เป็นไปได้คือเจ้ามังกรของแครอทตัวนี้ได้ตามกลิ่นของแครอทจนถึงเมืองของมนุษย์
หลังจากนั้นก็บุกเข้ามาช่วยเหลือบานาที่เป็นพวกพ้องของแครอท แล้วพาหนีออกมา
“กรร? ”
ดูเหมือนว่าบานาจะคาดเดาผิด แต่หากมองไปที่ร่างกายของโทเม ก็จะพบว่ามันเต็มไปด้วยบาดแผลจำนวนมาก
บางทีมันคงไม่อยากให้เขาเป็นห่วง เลยทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าบานากำลังพูดถึงอะไร
บานาคิดเช่นนั้น
“อืม… แล้วใครที่เป็นคนรักษาแผลให้ข้ากันนะ? ”
หากมองดูที่แขนของตัวเองให้ดี ก็จะพบว่ามีใครสักคนรักษาบาดแผลให้กับเขาด้วย
หรือว่านี่จะเป็นฝีมือของสเลบหรือ?
บานาคิดเช่นนั้น
“...เอาเถอะ จะด้วยเหตุผลใดก็ช่าง รอดกลับไปได้ก็ดีแล้ว และไม่ต้องเป็นห่วงยัยแครอทที่เป็นนายของแกหรอกนะเจ้าโทเม เพราะป่านนี้คงล่วงหน้าไปเกิดที่เมืองของพวกเราแล้วละ”
บานาพูดออกมาอย่างผ่อนคลายเมื่อทราบว่าตัวเองปลอดภัยดีแล้ว
“ฝากพาข้ากลับบ้านทีนะเจ้าโทเม ต้องขอบคุณเจ้ามากที่ยอมเสี่ยงชีวิตมาช่วยพวกข้าในแดนศัตรูแบบนี้ เจ้าคืออสูรปีกที่ทรงเกียรติของพวกเรา แครอทต้องภูมิใจในตัวเจ้ามากแน่นอน”
เขาพูดเช่นนั้นก่อนที่จะปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง
ความจริงแล้วทั้งหมดที่เกิดขึ้รล้วนแต่เป็นเรื่องบังเอิญทั้งสิ้น
เจ้าโทเมมันไม่ได้คิดถึงเรื่องความซื่อสัตย์ต่อเจ้านายอะไรเลย แค่บังเอิญว่า [กลาส] กับ [มิลเลอร์] มังกรแม่ลูกผิวเกล็ดน้ำตาลซึ่งเป็นครอบครัวของมันนั้น กำลังบินกลับไปหาแอร์บาร์สที่เป็นผู้มีพระคุณของพวกเธอพอดี
ในฐานะพ่อบ้านมังกรใจกล้า มีหรือที่เจ้าโทเมจะกล้าขัดใจภรรยาสุดรักไม่ให้บินกลับไปหาพวกมนุษย์
และระหว่างเส้นทางบินกลับไปเมืองมนุษย์ มันก็เหลือบไปเห็นบานาที่นอนกลางทุ่งหญ้าพอดี
“ต้องเข้าไปช่วย” โทเมคิดเช่นนั้น แต่ถ้าเข้าไปช่วย มันก็ต้องทิ้งลูกเมียไปอีกครั้ง
หน้าที่กับครอบครัว สองสิ่งนี้กำลังทำให้เจ้าโทเมว้าวุ่นจิตใจ
ซึ่งสุดท้ายมันเลือกหน้าที่
โทเมบินเข้าไปขอภรรยาสุดรักเพื่อลาจากไปทำภารกิจของตนเองต่อ
แต่เธอไม่ยอม
“ระหว่างฉันกับงานใครสำคัญกว่ากันยะ! ” เธอพูดเช่นนั้น ก่อนที่จะข่วนใส่โทเมจนได้รับบาดแผลน่ากลัวกลับมา ก่อนจะพาลูกน้อยบินลาจากสามีที่น่าสงสารผู้นี้ไป
และนี่คือความจริงที่เกิดขึ้น
ในวันเดียวกัน ณ ช่วงเวลาบ่ายอ่อน ๆ
เอรีสกับเอสเทอได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งที่คริสตัลแห่งชีวิตของตนเอง
“เอรีส! ”
“แอร์บาร์สเองเรอะ? ”
บุรุษมาดเข้มผิวดำวิ่งเข้ามาหาเอรีสด้วยความห่วงใยพร้อมกับเสื้อผ้าของเธอ
เอรีสรีบสวมชุดปกปิดเรือนร่างของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะทอดสายตาไกลออกไปด้วยดวงตาที่ไร้วิญญาณ
เธอรู้สึกว่างเปล่า
ฝ่ายมนุษย์ทรยศในการรบครั้งล่าสุด และตัวเธอเองต้องมาถูกสหายร่วมรบเกลียดชัง
“... แอร์บาร์ส”
“มีอะไรหรือ? ”
“พวกเชลยที่จับตัวมาจากแนวหน้า… พวกเขาอยู่ที่ไหน? ”
เอรีสอยากจะเปิดอกคุยกับพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง
อยากจะพูดคุยให้หายสิ่งที่ค้างคาใจนี้
“พวกนั้นไม่อยู่แล้ว หนีไปสอง และตายไปหนึ่งนะ”
“ว่ายังไงนะ! ”
แต่ดูเหมือนว่าจะสายไปแล้ว
“เอรีส เธออาจจะสับสนอยู่ แต่ว่าช่วงที่เธอสลบไปมันเกิดขึ้นหลายเรื่องมาก ตอนนี้เธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ ที่เหลือเดียวผมจัดการให้เอง”
“...หลายเรื่อง? ”
“เออ… ความจริงคืออาทิตย์หน้าจะมีการออกทัพครั้งใหญ่นะ อีกเดียวคงมีคำสั่งลงมาอย่างเป็นทางการแล้วละ”
ดูเหมือนว่าชะตากรรมจะไม่ยอมให้เอรีสได้ไปปรับความเข้าใจกับพรรคพวกอีกต่อไปแล้วสิเนี่ย...
ส่วนทางด้านเอสเทอนั้น
“เข้าใจนะทุกคน ตอนนี้จะมามัวเล่นสนุกไม่ได้แล้ว อะไรที่ทำได้ก็ให้จัดการซะ และอย่าลืม [ขายอาวุธ] ให้กับพวกเผ่ายักษาไปรบด้วยดอง! ”
“ได้… ทางเราจะจัดการเรื่องการทูตกับเผ่ายักษาเองยัน~”
เธอที่คืนชีพกลับมานั้น ตอนนี้กำลังตั้งประชุมสภาด่วนอยู่
“ถ้าดูตามแผนที่โลกแล้ว พวกเราโชคดีมากที่มีเผ่ายักษาขั้นกลางนะกิว~”
วายุกระหน่ำ [ดิไลออน] ภูติผู้ชำนาญการควบคุมลมได้เอยด้วยน้ำเสียงที่ชั่วร้าย
“ใช่แล้ว เพราะฉะนั้นพวกเราควรทำตามแผนการของเอสเทอนะพวย~ มอบเทคโนโลยีบางอย่างให้พวกเผ่ายักษา แล้วปล่อยให้พวกนั้นฆ่ากันเองดีกว่าพวย~”
มหาวารี [จัสเซียร์] ภูติที่มีผมสีฟ้าทะเลยาวเรียบงดงามได้เอยด้วยน้ำเสียงที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าดิไลออน
“หุ หุ หุ แล้วระหว่างนั้นพวกเราก็ส่งหน่วยลับแทรกซึมไปทำลายคริสตัลแห่งชีวิตของทั้งสองเผ่าพร้อมกันไปเลย ส่วนพวกที่รอดชีวิต พวกเราก็จับมาเป็นสัตว์เลี้ยงของพวกเรากันดีไหมคะ? หุ หุ หุ พวกต่างเผ่าเชื่อใจไม่ได้หรอก นอกจากจับมาเป็นสัตว์เลี้ยงเท่านั้นค่ะ ยัน~”
ประธานาธิบดี [ลิลลี่] กำลังจินตนาการณ์ภาพของผู้นำเผ่ามนุษย์ [กัง] ที่โดนล่ามโซ่เอาไว้
ดูเหมือนว่าหลังจากที่เธอตายในสงครามพันธมิตรครั้งนั้น อีกทั้งข่าวเรื่องการทรยศของเผ่ามนุษย์ จะได้ไปเหยียบอะไรบางอย่างในจิตใจของเธอเข้าให้เสียแล้ว...
“ไม่มีคัดค้านแผนการนี้กันนะคะ งั้นพวกเรามาทำตามแผนของเอสเทอกันเถอะค่ะยัน~ มาทำให้เผ่ามนุษย์และยักษากลายเป็น [สัตว์เลี้ยง] ของพวกเราเผ่าภูติกันเถอะค่ะยัน~! ”
วันที่ 51 ของเกมส์แห่งสงคราม
บานาที่ขี่เจ้าโทเมได้กลับถึงเมืองหลวงของเผ่ายักษา ซึ่งตั้งอยู่เลยแนวเทือกเขาทางเหนือไกลออกไป
แครอทรีบออกมาต้อนรับบานาและพาตัวไปรักษาในทันที
อาวุธที่บานานำติดตัวกลับมานั้น ได้ถูกนำไปวิจัยด้วยคำสั่งของขุนนางแอปเปิล
แต่ข้อมูลที่บานานำกลับมานั้น กลับเป็นข่าวดีที่เป็นฝันร้ายของพวกเขา
พวกเขาคิดไม่ออกเลยว่าจะต้องใช้กลยุทธ์แบบไหนเพื่อต่อกรกับอาวุธที่เหนือสามัญสำนึกของเผ่ามนุษย์ได้
วันที่ 52 ของเกมส์แห่งสงคราม
เอรีสกับแอร์บาร์สถูกเรียกรวมพลเพื่อซ้อมรบใหญ่
ในวันเดียวกัน เผ่าภูติก็ได้เริ่มทำการติดต่อกับเผ่ายักษาอีกครั้ง
และเนื่องจากการทรยศของมนุษย์จากสงครามครั้งที่แล้ว จึงทำให้เหล่ายักษาไม่ค่อยไว้ใจพวกภูติเท่าไหรนัก
“พวกเรามาทำการค้ากันดีกว่ายัน~”
แต่ด้วยคำพูดนี้ของประธานาธิบดีลิลลี่ จึงทำให้เหล่าคณะขุนนางเปลี่ยนความคิดกัน
“หากเป็นการได้ผลประโยชน์ทั้งคู่ ยังดูน่ายินดีกว่าสัญญาจารึกบนเศษกระดาษที่ไร้ความหมาย”
และนี่คือคำพูดจากปากของผู้นำสูงสุดเผ่ายักษา [พระราชาดูเรียน]
“และถ้าอยากให้พวกเราต่อสู้ในฐานะประเทศกันชนของเจ้า เจ้าก็จงมอบทุกสิ่งที่มีให้พวกเราซะ ถ้าพวกเราแพ้ พวกเจ้าจะลำบากมิใช่หรือ? ”
และเมื่อได้ยินว่าจะพวกภูติต้องการแลกเปลี่ยนอาวุธของตนเอง กับแร่ที่เผ่ายักษาขุดขึ้นมา ราชาดูเรียนก็สามารถเข้าใจจุดประสงค์แอบแฝงของพวกเหล่าภูติได้ในทันที
“พูดอะไรของท่านค่ะยัน? พวกเราแค่จะทำการค้าเท่านั้นเองยัน~”
“ใช่ ๆ แค่ทำการค้าขายเท่านั้นสินะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
“ใช่ค่ะ แค่การค้าเท่านั้นเองค่ะ ยัน ยัน ยัน~”
วันที่ 53
ทาสสงครามชุดที่สองจากเผ่าปักษาได้ถูกส่งไปยังเมืองของเผ่ามนุษย์
แต่ทว่าทาสสงครามจำนวนเก้าแสนนายกลับมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ
“... ทำไมถึงมีแต่สตรีเพศละเนี่ย? ”
“ไม่ถูกใจหรือเจ้าคะ? ”
“เปล่า… เอาเถอะ ยังไงก็ใช้รบได้ไม่ต่างกันนั่นละ”
หากยังไม่ลืมกัน พวกเผ่าปักษานั้นมีสองเพศในร่างเดียว และหากตัดอวัยะเพศชายออก พวกเขาก็จะกลายเป็นสตรีเพศภายในไม่กี่วันถัดมา
ร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยกล้าม ได้ผอมเล็กลง
หน้าอกถูกดันตัวออกจนมีขนาดใหญ่ขึ้น แม้แต่น้ำเสียงเองก็ยังเปลี่ยนไปเป็นของสตรีเพศ
แผนการนารีพิฆาตของเผ่าปักษาได้เริ่มขึ้นแล้ว
วันที่ 54
เผ่ามนุษย์ได้ฝึกซ้อมรบร่วมกับพวกทาสสงครามอย่างรุนแรง
แน่นอนว่าพวกมนุษย์ไม่ยอมให้ชาวปักษาใช้ปืน ดังนั้นกลยุทธ์การโจมตีของพวกทาสสงครามจึงมีแค่กรงเล็บและธนูเท่านั้น
ผิดกับมนุษย์ที่ตอนนี้เปลี่ยนไปใช้ปืนกลกันทั้งกองทัพไปแล้ว
วันที่ 55
สเลบเดินทางถึงเมืองหลวงแห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ใต้สุดของทวีปติดริมทะเล
เมืองหลวงใหม่นี้ถูกสร้างอยู่ใต้ผิวดินลึกลงไป ทำให้ยากแก่การค้นหา
และใต้ผิวดินแห่งนี้ก็มีโพรงขนาดยักษ์ปรากฏอยู่
ที่นั่นคือเมืองหลวงแห่งที่สองของเผ่าอาร์โธร์โพดา
มีการจัดงานฉลองการกลับมาของผู้กล้าสีดำอย่างยิ่งใหญ่
อาวุธที่สเลบนำกลับมา ได้กลายเป็นต้นแบบวิจัยอาวุธรุ่นใหม่ของเผ่า
รวมไปถึงชุดเกราะรุ่นผลิตจำนวนมากแบบเดียวกับที่สเลบสวมใส่ ที่ได้ถูกปัดฝุ่นกลับมาเร่งผลิตกันอีกครั้งหนึ่ง
วันที่ 56
รถถังและเครื่องบินรบจำนวนอย่างละห้าสิบยูนิตได้ถูกผลิตพร้อมใช้งานจริงแล้ว
มีการขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากด้วยรถไฟสู่แนวหน้า
กำลังพลนาโตจำนวนห้าหมื่นนาย ทาสสงครามเผ่าปักษาอีกเก้าแสนนาย รวมไปถึงตัวเอรีสเอง ก็ได้เคลื่อนทัพมาในวันนี้เช่นกัน
เรือลำเลียงพลจำนวนสามลำได้ถูกแล่นเข้าเทียบท่าเรือของ [เมืองแห่งเทพ] ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่ติดกับเขตแดนของเผ่ายักษา
เรือขนาดใหญ่ได้แล่นเข้าสู่ทางสามแพร่งของแม่น้ำที่กว้างและลึกมากกว่ายี่สิบกิโลเมตร
ป้อมปราการของเผ่ายักษาที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อเห็นเรือขนาดใหญ่ของเผ่ามนุษย์ที่กำลังเข้าเทียบท่าอยู่อีกฟากของแม่น้ำ
ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท] ได้รีบส่งผู้นำสารไปแจ้งเมืองหลวง และเตรียมรับมือสงครามที่น่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ในทันที
และแล้วก็ถึงวันที่ 57 ของเกมส์แห่งสงคราม
“ทุกหน่วย เตรียมพร้อม”
เสียงของทอมได้ดังผ่านวิทยุสื่อสารไปทั่วทั้งกองทัพของเผ่ามนุษย์
ไม่มีดาบเหล็กกล้า ไม่มีชุดเกราะที่ส่องแสงทอประกาย
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากองทัพยักษา คือกองทัพในชุดลายพรางสีเขียวที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน
เรือลำเลียงพลจำนวนสามลำได้ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำ
แต่กระนั้นก็ยังมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดการเอาไว้
ฝ่ายยักษานั้นมีถึงหนึ่งแสนนาย แต่จำนวนพลที่บรรจุบนเรือลำเลียงนั้น น่าจะมีเพียงแค่ลำละหนึ่งร้อยแปดสิบนายเท่านั้น
มีสามลำ ก็คือมีแค่ห้าร้อยสี่สิบนาย
ส่วนกองทัพที่เหลืออีกประมาณห้าหมื่นนายกลับยืนรออยู่บนฝั่งอย่างใจเย็น
มีเรือลำเลียงพลแค่นั้นมันจะไปพออะไรกัน?
แต่กระนั้นเผ่ามนุษย์กลับพกความมั่นใจอันเต็มเปี่ยมมองตรงไปที่ป้อมปราการของเผ่ายักษา
แล้วลั่นเสียงอันดังก้องว่า---
“โจมตีได้! ”
ออกมาเช่นนั้