ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

เล่มที่ 7 บทที่ 181 หนึ่งพันสามร้อยกิโลเมตรกลางทุ่งร้าง

        เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงทอดสายตามองตามทิศทางที่หลี่ฉางหมิงชี้ไปและเมื่อเห็นตำแหน่งที่ตั้งของเป้าหมายชัด ๆ ทั้งคู่ต่างก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง   

        ระดับของสัตว์อสูรในเขตทุ่งร้างนั้นมักจะแปรผันตามระยะห่างจากเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์   

        ยิ่งไกลออกไปพลังของพวกมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น   

        หากตัดพื้นที่เฉพาะอย่างป่าทึบหรือทะเลสาบที่มีความลึกเกินร้อยเมตรออกไป ระดับโดยประมาณจะแบ่งได้ดังนี้:  

        ในระยะ0-500กิโลเมตร ส่วนใหญ่จะเป็นระดับทหารอสูรและแม่ทัพอสูรระดับต้นซึ่งเป็นเขตที่ผู้ฝึกยุทธ์เข้ามาทำกิจกรรมกันบ่อยที่สุด   

        ระยะ500-1000กิโลเมตร จะเริ่มมีจ้าวอสูรปรากฏตัวให้เห็น   

        ส่วนจ้าวอสูรระดับสูงหรือแม้แต่สัตว์อสูรระดับราชาอสูรมักจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห่างออกไปเกินหนึ่งพันกิโลเมตรหรือไม่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตในทะเลลึกไปเลย   

        ทว่าจุดที่หลี่ฉางหมิงชี้อยู่นี้อยู่ห่างจากเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์ไปมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยกิโลเมตร!   

        การถลำลึกเข้าไปในเขตทุ่งร้างขนาดนี้มีโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับไหนก็ได้ทั้งนั้นและถ้าหากดวงกุดไปเจอกับตัวตนระดับสูงเข้าจริง ๆพวกเขาอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นกันหมด   

        ต่อให้หลี่ฉางหมิงจะเป็นถึงโหวแห่งยุทธ์ก็ตามที   

        “ผมรู้ว่าพวกคุณกังวลเรื่องอะไรคณบดีเฉียนถึงได้ให้ผมพกถุงกักวิญญาณใบนี้มาด้วยยังไงล่ะ”   

        “มีท่านซวนหนีหยกทมิฬอยู่ด้วยเชื่อว่าการรับประกันความปลอดภัยของพวกเราคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก”   

        พูดถึงโจโฉโจโฉก็มา   

        ซวนหนีหยกทมิฬที่เพิ่งกลับมามีสีหน้าเซ็งจัดเพราะมันไม่ได้ตัวหลวี่อีกลับมาด้วย   

        “มันหนีเก่งชะมัด... ฟุ่บเดียว... กลายเป็นควันไปเลย...”   

        ซวนหนีหยกทมิฬทำไม้ทำมืออธิบายให้ไป๋ฉางเซิงฟังเหมือนกำลังพยายามพิสูจน์สุดชีวิตว่าไม่ใช่เพราะลูกพี่อย่างมันไม่มีฝีมือนะแต่เป็นเพราะศัตรูหนีไวเกินไปต่างหาก   

        ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่มีความคิดจะตำหนิพี่ใหญ่ของตนอยู่แล้ว   

        ลำพังแค่ซวนหนีหยกทมิฬโผล่มาช่วยก็ดีแค่ไหนแล้วถ้ามันไม่มา พวกเขาก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสู้ตายอีกรอบ   

        “ไม่เป็นไรหรอกพี่แค่โดนไปทีหนึ่งแบบนั้นก็น่าจะให้บทเรียนที่ลืมไม่ลงกับมันได้แล้วล่ะ”   

        ไป๋ฉางเซิงเอ่ยปลอบใจพี่ชายร่วมสาบานพร้อมส่งสัญญาณว่าไม่ต้องเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ   

        “จริงค่ะ เมื่อสามปีก่อนหลวี่อีเคยมีประวัติหนีรอดจากเงื้อมมือของราชันยุทธ์หนึ่งท่านและเหล่าโหวแห่งยุทธ์มาแล้วการที่ครั้งนี้เขาจะหนีรอดไปได้อีกครั้งก็ถือเป็นเรื่องปกติ”   

        “แถมการฝืนหนีจากการไล่ล่าของราชาอสูรแบบนั้นเขาเองก็คงต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยเหมือนกัน”   

        เจียงจืออวี๋ช่วยพูดเสริมอีกแรง   

        ทว่าซวนหนีหยกทมิฬกลับดูเหมือนจะยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมันมองไปที่ไป๋ฉางเซิงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า:  

        “วางใจเถอะ... ฉันจะฆ่ามัน... ล้างแค้นให้เอง...”   

        เห็นซวนหนีหยกทมิฬเป็นเดือดเป็นร้อนแทนขนาดนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก   

        “เรื่องอื่นช่างมันเถอะพี่ ที่สำคัญคือตอนพี่ออกมาเนี่ย...ได้พกของอร่อยติดมือมาบ้างหรือเปล่า?”   

        ซวนหนีหยกทมิฬเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้มันรีบคว้าตัวไป๋ฉางเซิงแล้วลากเข้าไปในถุงกักวิญญาณทันที   

        ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือกล่องไม้ที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบหลายกล่องพร้อมกับขวดกระเบื้องอีกสิบกว่าขวด   

        “ของดีทั้งนั้น... นายกินเลย... เอาให้พุงกาง...”   

        ในเมื่อพี่ใหญ่เปิดทางให้ขนาดนี้ฉันก็ไม่เกรงใจละนะ   

        ไป๋ฉางเซิงหัวเราะหึๆ ก่อนจะทยอยเปิดกล่องไม้เหล่านั้นออกดู ภายในบรรจุเม็ดยาที่แยกเก็บไว้อย่างดีแค่เห็นก็รู้แล้วว่าราคาไม่ใช่เล่น ๆ   

        เดาว่าคงเป็นของที่คณบดีเฉียนตั้งใจเตรียมไว้ให้ซวนหนีหยกทมิฬโดยเฉพาะแต่ตอนนี้กลายเป็นว่าผลพลอยได้มาตกอยู่ที่ไป๋ฉางเซิงเสียอย่างนั้น   

        ทางด้านนอกถุงกักวิญญาณหลังจากเจียงจืออวี๋ตกลงรายละเอียดในการเดินทางครั้งนี้กับหลี่ฉางหมิงจนแน่ใจแล้วเธอก็ไม่ได้ลังเลอะไรอีกและตอบตกลงที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน   

        ทว่าก่อนจะออกเดินทางกลับมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้เจียงจืออวี๋ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น   

        ศพของหวังเหมิ่งหายไป!   

        เจียงจืออวี๋มั่นใจว่าความจำของตัวเองไม่พลาดศพของหวังเหมิ่งควรจะนอนอยู่ตรงตำแหน่งนี้แท้ ๆ แต่ตอนนี้นอกจากคราบเลือดสีคล้ำที่แห้งกรังบนพื้นซึ่งเป็นหลักฐานว่าหวังเหมิ่งเคยนอนอยู่ตรงนี้จริงๆ แล้ว กลับไม่เห็นร่องรอยของศพเขาเลยแม้แต่นิดเดียว   

        ร่องรอยแบบนี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยศพของหวังเหมิ่งต้องถูกใครบางคนเอาไปแน่นอน!   

        …………

        ในเวลาเดียวกันณ สถานที่ห่างออกไปจากพวกของเจียงจืออวี๋ราวห้าสิบกิโลเมตร   

        กลุ่มหมอกสีดำพลันปรากฏขึ้นก่อนจะคืนร่างเป็นมนุษย์ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเขาคนนั้นก็คือหลวี่อีที่เพิ่งหนีรอดจากน้ำมือของซวนหนีหยกทมิฬมาได้นั่นเอง   

        ทว่าในยามนี้ใบหน้าของหลวี่อีขาวซีดเผือด ไร้ซึ่งสีเลือดโดยสิ้นเชิง   

        “แค่ก... แค่ก...”   

        หลังจากไออย่างรุนแรงไปสองสามครั้งหลวี่อีก็หยิบยาพลังเลือดสองเม็ดออกมาจากแหวนมิติแล้วกลืนลงคอไปสิ่งนี้ช่วยให้สีหน้าของเขาดูดีขึ้นมาบ้าง ไม่ซีดเหมือนคนตายเท่าเมื่อครู่   

        “ราชาอสูรก็คือราชาอสูรจริง ๆ เมื่อกี้ฉันนึกว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่ซะแล้ว”   

        “ไม่สิ ถ้าไม่มีเคล็ดวิชาเต๋าคุ้มกาย ฉันคงตายไปแล้วจริง ๆ”   

        “เคล็ดวิชาเต๋า... เคล็ดวิชาเต๋า...”   

        เมื่อเอ่ยถึงคำว่าเคล็ดวิชาเต๋าแววตาของหลวี่อีก็สั่นไหวด้วยความปรารถนาอย่างไม่อาจบรรยายได้   

        เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าในมือของเจียงจืออวี๋ที่เป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้น จะมีของอย่าง‘เคล็ดวิชาเต๋า’ อยู่กับตัว   

        น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวทั้งที่เขากำลังจะได้มันมาครอบครองอยู่แล้วเชียว เจียงจืออวี๋ก็ถูกเขาขังไว้ไป๋ฉางเซิงก็ถูกจับได้แล้ว ขอเวลาอีกแค่ไม่กี่นาทีเจียงจืออวี๋ต้องยอมส่งมอบเคล็ดวิชาเต๋าให้แต่โดยดีแน่!   

        น่าเสียดาย...น่าเสียดายจริง ๆ!   

        ตอนนี้กลายเป็นว่านอกจากจะไม่ได้เคล็ดวิชาเต๋ามาแล้วแม้แต่เลือดบริสุทธิ์ในกายของเขาก็ยังเหือดแห้งไปเพราะต้องฝืนใช้เคล็ดวิชาเต๋าเพื่อหลบหนีความเสียหายหนักหนาขนาดนี้ หากต้องพักฟื้นด้วยตัวเองอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสามปีกว่าที่พลังจะกลับมาเหมือนเดิม!   

        แต่ว่า...   

        หลวี่อีสะบัดมือเรียกสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ออกมาจากแหวนมิติ   

        บนพื้นหญ้านุ่มนิ่มนั้นปรากฏร่างไร้วิญญาณที่มีสีม่วงคล้ำไปทั้งตัวลำคอบิดเบี้ยวผิดรูปในองศาที่ประหลาดตา เห็นได้ชัดว่าตายสนิทแบบไม่ต้องสงสัย   

        “พี่รอง... พี่รองที่รักของผม!”   

        “ทำไมพี่ถึงตายอนาถแบบนี้ล่ะเนี่ย!”   

        หลวี่อีมองศพที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นแล้วจู่ๆ ก็แผดเสียงร้องไห้โฮออกมา แต่หลังจากร้องได้ไม่กี่คำเขากลับระเบิดเสียงหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะนั้นท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีช่างดูน่าสยดสยองอย่างยิ่ง   

        “ในเมื่อเป็นแบบนี้ พี่ก็ช่วยมาเป็นสารอาหารให้ผมเพื่อช่วยฟื้นฟูเลือดในกายให้ผมหน่อยแล้วกันนะ”   

        “พี่ไม่รู้หรอกว่าผมอยากได้ตัวพี่มานานแค่ไหนแล้วแต่น่าเสียดายที่พี่แข็งแกร่งกว่าผม ผมเลยไม่มีโอกาสลงมือสักที”   

        “แต่ตอนนี้ดีเลย พี่ตายแล้ว ทุกอย่างของพี่ก็ต้องตกเป็นของผม”   

        “ฮ่า ๆ ๆ!”   

        หลวี่อีเอื้อมมือไปดึงหน้ากากสีดำออกลิ้นที่ยาวกว่าคนปกติทั่วไปมากยื่นออกมาเลียริมฝีปากก่อนจะฝังคมเขี้ยวลงบนลำคอที่หักพับของหวังเหมิ่งทันที   

        เวลาผ่านไปครู่ใหญ่หลวี่อีก็เงยหน้าขึ้นด้วยความพึงพอใจสีหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับเพิ่งได้ลิ้มรสสุราชั้นเลิศทว่าในความเคลิบเคลิ้มนั้นกลับมีความไม่พอใจและรังเกียจเจือปนอยู่ด้วย   

        “เลือดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับโหวแห่งยุทธ์นี่มันยอดเยี่ยมจริง ๆเสียดายที่มีสิ่งเจือปนที่ไม่ควรมีติดมาด้วยไอ้พิษพวกนี้ทำให้รสชาติอันโอชะเสียไปหมด”   

        “แต่ช่างเถอะ มีเลือดพวกนี้พลังที่สูญเสียไปเมื่อกี้ก็คงฟื้นกลับมาได้จนหมด”   

        “เจียงจืออวี๋... เธอต้องรอฉันก่อนนะ”   

        หลังจากสูบเลือดทุกหยดของหวังเหมิ่งจนร่างนั้นแห้งเหี่ยวหลวี่อีก็เตรียมจะโคจรพลังเลือดเพื่อปรับสภาวะร่างกายแต่ทว่ากลับได้ยินเสียงคำรามต่ำดังขึ้นไม่ไกล   

        เมื่อปรายตาไปมองเขาก็พบว่ามีเสือดาวที่มีลายจุดสีดำทั่วตัวกำลังจ้องมองเขาอยู่จากขนาดและค่าพลังเลือดของมัน ดูเหมือนจะเป็นเพียงทหารอสูรระดับสามเท่านั้น   

        หากเป็นเมื่อก่อนหลวี่อีคงไม่รังเกียจที่จะหาของหวานกินล้างปากหลังมื้อหลักแต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์นั้น   

        เขาคว้าศพที่แห้งเหี่ยวของหวังเหมิ่งขึ้นมาหลังจากถอดแหวนมิติออกจากนิ้วได้แล้ว เขาก็โยนซากนั้นทิ้งไปข้างหน้าทันที

         

คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน