เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงทอดสายตามองตามทิศทางที่หลี่ฉางหมิงชี้ไปและเมื่อเห็นตำแหน่งที่ตั้งของเป้าหมายชัด ๆ ทั้งคู่ต่างก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ระดับของสัตว์อสูรในเขตทุ่งร้างนั้นมักจะแปรผันตามระยะห่างจากเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์
ยิ่งไกลออกไปพลังของพวกมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
หากตัดพื้นที่เฉพาะอย่างป่าทึบหรือทะเลสาบที่มีความลึกเกินร้อยเมตรออกไป ระดับโดยประมาณจะแบ่งได้ดังนี้:
ในระยะ0-500กิโลเมตร ส่วนใหญ่จะเป็นระดับทหารอสูรและแม่ทัพอสูรระดับต้นซึ่งเป็นเขตที่ผู้ฝึกยุทธ์เข้ามาทำกิจกรรมกันบ่อยที่สุด
ระยะ500-1000กิโลเมตร จะเริ่มมีจ้าวอสูรปรากฏตัวให้เห็น
ส่วนจ้าวอสูรระดับสูงหรือแม้แต่สัตว์อสูรระดับราชาอสูรมักจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห่างออกไปเกินหนึ่งพันกิโลเมตรหรือไม่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตในทะเลลึกไปเลย
ทว่าจุดที่หลี่ฉางหมิงชี้อยู่นี้อยู่ห่างจากเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์ไปมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยกิโลเมตร!
การถลำลึกเข้าไปในเขตทุ่งร้างขนาดนี้มีโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับไหนก็ได้ทั้งนั้นและถ้าหากดวงกุดไปเจอกับตัวตนระดับสูงเข้าจริง ๆพวกเขาอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นกันหมด
ต่อให้หลี่ฉางหมิงจะเป็นถึงโหวแห่งยุทธ์ก็ตามที
“ผมรู้ว่าพวกคุณกังวลเรื่องอะไรคณบดีเฉียนถึงได้ให้ผมพกถุงกักวิญญาณใบนี้มาด้วยยังไงล่ะ”
“มีท่านซวนหนีหยกทมิฬอยู่ด้วยเชื่อว่าการรับประกันความปลอดภัยของพวกเราคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
พูดถึงโจโฉโจโฉก็มา
ซวนหนีหยกทมิฬที่เพิ่งกลับมามีสีหน้าเซ็งจัดเพราะมันไม่ได้ตัวหลวี่อีกลับมาด้วย
“มันหนีเก่งชะมัด... ฟุ่บเดียว... กลายเป็นควันไปเลย...”
ซวนหนีหยกทมิฬทำไม้ทำมืออธิบายให้ไป๋ฉางเซิงฟังเหมือนกำลังพยายามพิสูจน์สุดชีวิตว่าไม่ใช่เพราะลูกพี่อย่างมันไม่มีฝีมือนะแต่เป็นเพราะศัตรูหนีไวเกินไปต่างหาก
ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่มีความคิดจะตำหนิพี่ใหญ่ของตนอยู่แล้ว
ลำพังแค่ซวนหนีหยกทมิฬโผล่มาช่วยก็ดีแค่ไหนแล้วถ้ามันไม่มา พวกเขาก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสู้ตายอีกรอบ
“ไม่เป็นไรหรอกพี่แค่โดนไปทีหนึ่งแบบนั้นก็น่าจะให้บทเรียนที่ลืมไม่ลงกับมันได้แล้วล่ะ”
ไป๋ฉางเซิงเอ่ยปลอบใจพี่ชายร่วมสาบานพร้อมส่งสัญญาณว่าไม่ต้องเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ
“จริงค่ะ เมื่อสามปีก่อนหลวี่อีเคยมีประวัติหนีรอดจากเงื้อมมือของราชันยุทธ์หนึ่งท่านและเหล่าโหวแห่งยุทธ์มาแล้วการที่ครั้งนี้เขาจะหนีรอดไปได้อีกครั้งก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
“แถมการฝืนหนีจากการไล่ล่าของราชาอสูรแบบนั้นเขาเองก็คงต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยเหมือนกัน”
เจียงจืออวี๋ช่วยพูดเสริมอีกแรง
ทว่าซวนหนีหยกทมิฬกลับดูเหมือนจะยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมันมองไปที่ไป๋ฉางเซิงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า:
“วางใจเถอะ... ฉันจะฆ่ามัน... ล้างแค้นให้เอง...”
เห็นซวนหนีหยกทมิฬเป็นเดือดเป็นร้อนแทนขนาดนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก
“เรื่องอื่นช่างมันเถอะพี่ ที่สำคัญคือตอนพี่ออกมาเนี่ย...ได้พกของอร่อยติดมือมาบ้างหรือเปล่า?”
ซวนหนีหยกทมิฬเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้มันรีบคว้าตัวไป๋ฉางเซิงแล้วลากเข้าไปในถุงกักวิญญาณทันที
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือกล่องไม้ที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบหลายกล่องพร้อมกับขวดกระเบื้องอีกสิบกว่าขวด
“ของดีทั้งนั้น... นายกินเลย... เอาให้พุงกาง...”
ในเมื่อพี่ใหญ่เปิดทางให้ขนาดนี้ฉันก็ไม่เกรงใจละนะ
ไป๋ฉางเซิงหัวเราะหึๆ ก่อนจะทยอยเปิดกล่องไม้เหล่านั้นออกดู ภายในบรรจุเม็ดยาที่แยกเก็บไว้อย่างดีแค่เห็นก็รู้แล้วว่าราคาไม่ใช่เล่น ๆ
เดาว่าคงเป็นของที่คณบดีเฉียนตั้งใจเตรียมไว้ให้ซวนหนีหยกทมิฬโดยเฉพาะแต่ตอนนี้กลายเป็นว่าผลพลอยได้มาตกอยู่ที่ไป๋ฉางเซิงเสียอย่างนั้น
ทางด้านนอกถุงกักวิญญาณหลังจากเจียงจืออวี๋ตกลงรายละเอียดในการเดินทางครั้งนี้กับหลี่ฉางหมิงจนแน่ใจแล้วเธอก็ไม่ได้ลังเลอะไรอีกและตอบตกลงที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน
ทว่าก่อนจะออกเดินทางกลับมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้เจียงจืออวี๋ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
ศพของหวังเหมิ่งหายไป!
เจียงจืออวี๋มั่นใจว่าความจำของตัวเองไม่พลาดศพของหวังเหมิ่งควรจะนอนอยู่ตรงตำแหน่งนี้แท้ ๆ แต่ตอนนี้นอกจากคราบเลือดสีคล้ำที่แห้งกรังบนพื้นซึ่งเป็นหลักฐานว่าหวังเหมิ่งเคยนอนอยู่ตรงนี้จริงๆ แล้ว กลับไม่เห็นร่องรอยของศพเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ร่องรอยแบบนี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยศพของหวังเหมิ่งต้องถูกใครบางคนเอาไปแน่นอน!
…………
ในเวลาเดียวกันณ สถานที่ห่างออกไปจากพวกของเจียงจืออวี๋ราวห้าสิบกิโลเมตร
กลุ่มหมอกสีดำพลันปรากฏขึ้นก่อนจะคืนร่างเป็นมนุษย์ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเขาคนนั้นก็คือหลวี่อีที่เพิ่งหนีรอดจากน้ำมือของซวนหนีหยกทมิฬมาได้นั่นเอง
ทว่าในยามนี้ใบหน้าของหลวี่อีขาวซีดเผือด ไร้ซึ่งสีเลือดโดยสิ้นเชิง
“แค่ก... แค่ก...”
หลังจากไออย่างรุนแรงไปสองสามครั้งหลวี่อีก็หยิบยาพลังเลือดสองเม็ดออกมาจากแหวนมิติแล้วกลืนลงคอไปสิ่งนี้ช่วยให้สีหน้าของเขาดูดีขึ้นมาบ้าง ไม่ซีดเหมือนคนตายเท่าเมื่อครู่
“ราชาอสูรก็คือราชาอสูรจริง ๆ เมื่อกี้ฉันนึกว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่ซะแล้ว”
“ไม่สิ ถ้าไม่มีเคล็ดวิชาเต๋าคุ้มกาย ฉันคงตายไปแล้วจริง ๆ”
“เคล็ดวิชาเต๋า... เคล็ดวิชาเต๋า...”
เมื่อเอ่ยถึงคำว่าเคล็ดวิชาเต๋าแววตาของหลวี่อีก็สั่นไหวด้วยความปรารถนาอย่างไม่อาจบรรยายได้
เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าในมือของเจียงจืออวี๋ที่เป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้น จะมีของอย่าง‘เคล็ดวิชาเต๋า’ อยู่กับตัว
น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวทั้งที่เขากำลังจะได้มันมาครอบครองอยู่แล้วเชียว เจียงจืออวี๋ก็ถูกเขาขังไว้ไป๋ฉางเซิงก็ถูกจับได้แล้ว ขอเวลาอีกแค่ไม่กี่นาทีเจียงจืออวี๋ต้องยอมส่งมอบเคล็ดวิชาเต๋าให้แต่โดยดีแน่!
น่าเสียดาย...น่าเสียดายจริง ๆ!
ตอนนี้กลายเป็นว่านอกจากจะไม่ได้เคล็ดวิชาเต๋ามาแล้วแม้แต่เลือดบริสุทธิ์ในกายของเขาก็ยังเหือดแห้งไปเพราะต้องฝืนใช้เคล็ดวิชาเต๋าเพื่อหลบหนีความเสียหายหนักหนาขนาดนี้ หากต้องพักฟื้นด้วยตัวเองอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสามปีกว่าที่พลังจะกลับมาเหมือนเดิม!
แต่ว่า...
หลวี่อีสะบัดมือเรียกสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ออกมาจากแหวนมิติ
บนพื้นหญ้านุ่มนิ่มนั้นปรากฏร่างไร้วิญญาณที่มีสีม่วงคล้ำไปทั้งตัวลำคอบิดเบี้ยวผิดรูปในองศาที่ประหลาดตา เห็นได้ชัดว่าตายสนิทแบบไม่ต้องสงสัย
“พี่รอง... พี่รองที่รักของผม!”
“ทำไมพี่ถึงตายอนาถแบบนี้ล่ะเนี่ย!”
หลวี่อีมองศพที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นแล้วจู่ๆ ก็แผดเสียงร้องไห้โฮออกมา แต่หลังจากร้องได้ไม่กี่คำเขากลับระเบิดเสียงหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะนั้นท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีช่างดูน่าสยดสยองอย่างยิ่ง
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ พี่ก็ช่วยมาเป็นสารอาหารให้ผมเพื่อช่วยฟื้นฟูเลือดในกายให้ผมหน่อยแล้วกันนะ”
“พี่ไม่รู้หรอกว่าผมอยากได้ตัวพี่มานานแค่ไหนแล้วแต่น่าเสียดายที่พี่แข็งแกร่งกว่าผม ผมเลยไม่มีโอกาสลงมือสักที”
“แต่ตอนนี้ดีเลย พี่ตายแล้ว ทุกอย่างของพี่ก็ต้องตกเป็นของผม”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
หลวี่อีเอื้อมมือไปดึงหน้ากากสีดำออกลิ้นที่ยาวกว่าคนปกติทั่วไปมากยื่นออกมาเลียริมฝีปากก่อนจะฝังคมเขี้ยวลงบนลำคอที่หักพับของหวังเหมิ่งทันที
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่หลวี่อีก็เงยหน้าขึ้นด้วยความพึงพอใจสีหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับเพิ่งได้ลิ้มรสสุราชั้นเลิศทว่าในความเคลิบเคลิ้มนั้นกลับมีความไม่พอใจและรังเกียจเจือปนอยู่ด้วย
“เลือดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับโหวแห่งยุทธ์นี่มันยอดเยี่ยมจริง ๆเสียดายที่มีสิ่งเจือปนที่ไม่ควรมีติดมาด้วยไอ้พิษพวกนี้ทำให้รสชาติอันโอชะเสียไปหมด”
“แต่ช่างเถอะ มีเลือดพวกนี้พลังที่สูญเสียไปเมื่อกี้ก็คงฟื้นกลับมาได้จนหมด”
“เจียงจืออวี๋... เธอต้องรอฉันก่อนนะ”
หลังจากสูบเลือดทุกหยดของหวังเหมิ่งจนร่างนั้นแห้งเหี่ยวหลวี่อีก็เตรียมจะโคจรพลังเลือดเพื่อปรับสภาวะร่างกายแต่ทว่ากลับได้ยินเสียงคำรามต่ำดังขึ้นไม่ไกล
เมื่อปรายตาไปมองเขาก็พบว่ามีเสือดาวที่มีลายจุดสีดำทั่วตัวกำลังจ้องมองเขาอยู่จากขนาดและค่าพลังเลือดของมัน ดูเหมือนจะเป็นเพียงทหารอสูรระดับสามเท่านั้น
หากเป็นเมื่อก่อนหลวี่อีคงไม่รังเกียจที่จะหาของหวานกินล้างปากหลังมื้อหลักแต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์นั้น
เขาคว้าศพที่แห้งเหี่ยวของหวังเหมิ่งขึ้นมาหลังจากถอดแหวนมิติออกจากนิ้วได้แล้ว เขาก็โยนซากนั้นทิ้งไปข้างหน้าทันที