ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 58 บุคคลลึกลับนัดพบ

            หลังไปจากลานสวนเมเปิ้ลแล้ว ฉู่เหินก็เดินกลับต่อ

            ยังไม่ทันได้พบอาจารย์ซีหลานก็ไปก่อความขัดแย้งกับศิษย์ใต้อาณัตินางอย่างอู่เจ๋อเสียแล้วแต่ฉู่เหินไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาวมาแต่ไหนแต่ไร หากอู่เจ๋อกล้ารังแกเขา ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บงำอดกลั้น

            ครู่ให้หลัง ฉู่เหินก็มาถึงลานสวนด้านหน้าของสำนักยุทธ

            ตลอดเส้นทางจะมีคนพูดคุยกันถึงเรื่องประชุมใหญ่ดาวชิงดวงคืนพรุ่งนี้เสมอ

            “เฮ้อ ถึงกำหนดไอ้ประชุมใหญ่ดาวชิงดวงเฮงซวยนั่นอีกแล้ววันอัปยศของศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์แท้ๆ!”

            “อัปยศก็อัปยศเถอะวะ! อย่างไรเสียคืนพรุ่งนี้ข้าก็ไม่ไปแน่”

            “ใช่แล้ว ไปก็ขายขี้หน้าเปล่าๆ สู้ไม่ไปเสียดีกว่า”

            ...

            ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นแล้วฉู่เหินก็รู้สึกอาดูรขึ้นมาจางๆ อย่างไร้สาเหตุ

            มาตรแม้นอยู่สำนักดาราสวรรค์แต่คนมากมายกลับเอาศักดิ์ศรีของตนไปแขวนไว้รวมกันกับสำนัก หาได้รู้ไม่ว่าหากสำนักดาราสวรรค์ขายขี้หน้า ศิษย์ในสำนักทุกคนย่อมจะหมดราศีไปด้วย

            “ศิษย์น้องฉู่เหิน...”

            เสียงตะโกนอันคุ้นเคยลอยมา สองร่างเดินเข้ามาหา ฮ่าวจึกับมู่เฟิงนั่นปะไร

            “ศิษย์พี่ฮ่าวจึ” ฉู่เหินยิ้มน้อยๆ แล้วก็ต้องอึ้งเขาชี้แขนอีกฝ่ายแล้วถาม “นี่มันอะไรกันนี่ท่าน?”

            แขนฮ่าวจึแปะกอเอี๊ยะหนาๆ เอาไว้ตามจุดที่ต้องรักษาบาดแผลแต่ที่น่าประหลาดก็คือกอเอี๊ยะกลับผูกเป็นโบสองอันเสียนี่

            มู่เฟิงข้างกันเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาชอบใจนัก “แฮ่ๆ เป็นอย่างไรเล่า?ฝีมือข้าไม่เลวเลยใช่ไหม!”

            ฉู่เหินหน้ามืดให้มู่เฟิงเปลี่ยนยาให้ฮ่าวจึเป็นการเลือกที่ผิดมหันต์จริงด้วย

            แต่ฮ่าวจึไม่ได้ถือสาหาความ เขาเล่า“ศิษย์พี่กู้ชิงผู้นั้นมาช่วยข้าเรื่องขั้นตอนเข้าสำนักแล้วข้าเป็นหนึ่งในศิษย์สำนักดาราสวรรค์แล้ว”

            ฉู่เหินพยักหน้า “ท่านไม่ถือสาก็ดีแล้ว”

            “จะไปถือสาได้อย่างไรเล่า? สำนักดาราสวรรค์เมื่อก่อนก็เป็นสำนักยุทธขั้นสูงที่เลอเลิศมิหนำซ้ำการทดสอบเข้าสำนักของเด็กใหม่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสำนักจันทร์สกาวเห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่เลวเลย”

            “ฮะๆ พูดได้ดีนี่ เจ้าหนู” มู่เฟิงตบบ่าฮ่าวจึ“ที่นี่ดีมากจริงอย่างเจ้าว่า โดยเฉพาะซีหลานหนึ่งในสี่โฉมสะคราญแห่งนครหลวงกับไป๋อวี่เยว่หนึ่งในหกมุกเม็ดงามเป้าหมายอันสูงสุดของเสี่ยวเฟิงเฟิงผู้นี้”

            ฉู่เหินทั้งเคืองทั้งขำ อ้าปากเป็นพูดถึงผู้หญิงเจ้ามู่เฟิงนี่ช่างแน่นอนจริงแท้

            ระหว่างสนทนาปราศรัย เสียงเอะอะก็ดังจากอีกฟากหนึ่งของลาน

            ชายกลางคนแต่งตัวอย่างอาจารย์แปะป้ายประกาศไว้บนกระดานข่าวสาร

            “ประกาศอะไรกันอีกเล่านี่?” มู่เฟิงกระซิบกระซาบแล้ววิ่งไปสำรวจ

            ฉู่เหินและฮ่าวจึเองก็เดินเข้าไปบ้างอารามอยากรู้อยากเห็น

            เห็นประกาศนั้นกล่าวถึงเรื่องของ ‘ประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาว’ พรุ่งนี้

            เนื้อหาโดยรวมคือพรุ่งนี้ให้ศิษย์ใหม่ของสำนักดาราสวรรค์มุ่งหน้าไปยังหอจวินไหลพบปะสื่อสารประลองวิชากับศิษย์ใหม่ของสำนักยุทธขั้นสูงแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวง

            “ข้านึกว่าจะเป็นเรื่องดีๆ อันใดเสียอีก! ที่แท้ก็ใส่หน้ากากพบปะเอาหน้าให้สำนักตัวเองนี่เอง!”

            มู่เฟิงเอียงคอกลอกตาสองสามที พึมพำกับตนเอง“ประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาวน่าจะมีโฉมงามไปเข้าร่วมไม่น้อยไม่แน่ว่าอาจมีสาวงามสองสามคนที่ลุ่มหลงจนแข้งขาอ่อนเพราะความหล่อเหลาของข้า ใช่นครหลวงตั้งใหญ่โต ต้องมีสักคนที่ตาบอด เอ่อ...ตาแหลม”

            “ศิษย์น้องฉู่เหิน เจ้าจะเข้าร่วมประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาวไหม?” ฮ่าวจึถามขึ้นกะทันหัน

            “ทำไมเล่า?”

            “คือว่า ข้ากลัวว่าสองพี่น้องเฮ่อนั่นจะทำมิดีมิร้ายกับเจ้า ข้าว่า...”

            ฉู่เหินเพียงยิ้มเท่านั้น ไม่ได้เอื้อนเอ่ยเป็นอื่น “วางใจเถิดท่าน! การนี้ข้าเตรียมรับมือไว้แล้ว”

            ...

            ใกล้ยามสายัณห์ ฉู่เหินฝึกเพลงหอกที่ลานแสดงยุทธเสร็จแล้วจึงกลับไปที่พัก

            มู่เฟิงกับฮ่าวจึเหมือนจะยังไม่กลับกันมา

            กระนั้น เมื่อฉู่เหินเปิดประตูห้องตนเองศิษย์ใหม่คนหนึ่งกลับตะโกนเรียกเขาจากนอกเรือน “ศิษย์พี่ฉู่เหิน ท่านอยู่ที่นี่ไหม?”

            “ใครกัน?” ฉู่เหินถามอย่างประหลาดใจ

            “ศิษย์พี่ฉู่เหิน...” คนผู้นั้นเดินเข้ามาส่งกระดาษใบหนึ่งให้ฉู่เหิน“ศิษย์พี่ เมื่อครู่มีคนข้างนอกฝากข้ามาส่งให้ท่าน”

            “โอ๊ะ?” ฉู่เหินประหลาดใจเล็กน้อย มือรับกระดาษมาอย่างงุนงง“คนผู้นั้นคือใคร?”

            “ข้าไม่ทราบแล้ว อายุพอกันกับข้าและยังบอกด้วยว่ามาจากที่เดียวกันกับท่าน”

            อายุพอกัน มาจากที่เดียวกัน...

            เมืองหลินเหยียนกระนั้นหรือ?

            ฉู่เหินหรี่ตาเล็กน้อยด้วยสับสน บุรุษหนุ่มคลี่กระดาษนั้นออกมาเห็นเป็นข้อความสั้นๆ ง่ายๆ เพียงว่า

            “ก่อนฟ้าจะมืด พบกันที่ทะเลสาบใบไม้โรย ณ เมืองทิศประจิมเคยรู้จักกันมาแต่ครั้งเมืองหลินเหยียน

            รู้จักกันมาแต่ครั้งเมืองหลินเหยียน?

            ใครกัน?

            ฉู่เหินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาสับสนยิ่งกว่าเดิม ใครเป็นคนเขียนกัน? ลายมือไม่คุ้นนัก เคยเห็นมาก่อนหรือเปล่าหนอ? ฉู่เหินก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

            กระนั้น ว่ากันตามจริงวินาทีที่ฉู่เหินเห็นกระดาษแผ่นนี้เขาก็หวนนึกถึงเรื่องที่ตนถูกใส่ความในเมืองหลินเหยียนขึ้นมาแล้ว

            กระดาษแผ่นเดียวนี่เองที่ทำให้เขาไปยังจุดนัดพบที่ศาลาคว้าเมเปิ้ล

            ไม่นึกเลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะเป็นความทรงจำที่ฉู่เหินจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

            ทว่า เขาแน่ใจได้ว่าเย่โยวไม่ใช่ผู้เขียนข้อความนี้

            แต่หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้นมาเมืองหลินเหยียนก็ไร้แล้วซึ่งผู้เป็นสหายของฉู่เหิน

            จะไปดีไหม?

            หรือจะเป็นกับดักอีกแล้ว?

            เห็นท้องฟ้าเริ่มมัวหม่น ฉู่เหินก็ยังลังเล

            ...

            ยามเย็น!

            ม่านรัตติกาลโรยตัว ถนนหนทางสว่างไสวด้วยแสงโคมแวววาวพราวระยับ

            ทะเลสาบใบไม้โรยที่เมืองทิศประจิม!

            ทิวทัศน์ตรึงตา ลมเย็นพัดพาแสนสบาย

            ต้นหลิวปกคลุมข้างฝั่งทะเลสาบ สายลมเย็นโบกโบยราวกับร่ายรำใบไม้โรยปลิวล่องแล้วร่วงหล่น เกิดเป็นวงคลื่นกระเพื่อมไหวบนผิวทะเลสาบ

            ภัตตาคารอันงดงามหรูหราตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบใบไม้โรย

            ภัตตาคารโอ่โถงโอฬาร ประดับตกแต่งอลังการเมื่อแสงโคมวับวาวสาดส่องสอดรับกันก็ยิ่งมลังเมลืองโชติช่วง มองจากที่ไกลตาดูคลับคล้ายพระราชวังสักแห่งก็มิปาน

            ภัตตาคารนี้มีนามว่าภัตตาคารจันทร์รอน!

            เป็นหนึ่งในภัตตาคารหรูที่เลื่องชื่อที่สุดแห่งนครหลวงผู้จะเหยียบย่างขึ้นภัตตาคารจันทร์รอนได้ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นสูงมีอันจะกินในเมืองหลวงทั้งสิ้นประโคมดนตรีและนางรำร่ายรำมิได้ขาด ทั้งอู้ฟู่และฟุ้งเฟ้อเป็นที่ยิ่ง

            ...

            ห้วงเวลานี้ บนหาดเล็กๆ ข้างทะเลสาบห่างจากภัตตาคารจันทร์รอนไปร้อยเมตร

            ฉู่เหินจิบน้ำชาหอมกรุ่น จ้องมองผืนทะเลสาบเบื้องหน้าอย่างสงบ

            ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ผู้คนไม่น้อยมาเดินเล่นกันอยู่ริมทะเลสาบใบไม้โรย

            ยามฉู่เหินดื่มชาถ้วยที่สามเสร็จสิ้นร่างหนุ่มแน่นก็นั่งลงตรงตำแหน่งตรงข้ามกันในพลัน “ดื่มชาให้น้อยหน่อยจะดีกว่าประเดี๋ยวกลางค่ำกลางคืนจะนอนไม่หลับ”

            เสียงอันอ่อนโยนเจือแววดื้อรั้นอยู่ในที

            เขาเป็นบุรุษหนุ่มเครื่องหน้าหล่อเหลา รูปลักษณ์เย็นชาสุดขั้ว แต่กระนั้นใบหน้านี้กลับคุ้นตาฉู่เหินยิ่งนัก

            “เดิมข้าก็ไม่ค่อยจะหลับในยามค่ำคืนอยู่แล้ว” ฉู่เหินตอบดวงตาทรหดสบตาอีกฝ่าย ลำคอเคลื่อนไหวเปล่งเป็นคำพูดอันชัดเจน “นายน้อยเหลียงไม่ได้พบกันนาน”

            นายน้อยเหลียง!

            เคยรู้จักกันแต่ครั้งอยู่เมืองหลินเหยียนคนเดียวในเมืองหลินเหยียนที่ทำให้ฉู่เหินเรียกว่านายน้อยเหลียงได้นั้นย่อมคือนายน้อยใหญ่แห่งตระกูลเหลียง เหลียงอี้หมิง

            เหลียงอี้หมิง คนรู้จักตั้งแต่ยามอยู่สำนักเส้าจง

            หนึ่งในสี่อัจฉริยะเส้าจงเวลานั้นเช่นเดียวกันกับฉู่เหิน เย่โยว และหลิ่วเซียว

            “ฮะๆ พี่ฉู่ สบายดีนะ” เหลียงอี้หมิงหัวเราะร่าเริง

            เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายแล้วชายหนุ่มยิ่งนึกไม่ถึงว่าคนผู้นัดตนมาจะเป็นเหลียงอี้หมิงก่อนหน้านี้ยามอยู่สำนักเส้าจงพวกเขาแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเลยนับประสาอะไรกับตอนนี้

            “ท่านมาหาข้าด้วยธุระอันใด?” ฉู่เหินถาม

            “ข้านึกว่าท่านจะกลับเมืองหลินเหยียน แต่ไม่นึกว่าจะไปสำนักดาราสวรรค์แต่หากให้ข้าเลือกล่ะก็ บางทีก็อาจเป็นเหมือนเช่นท่านยอมลงหลักปักฐานในสำนักที่แย่ที่สุดของเมืองหลวงดีกว่ากลับไปเป็นขี้ปากชาวบ้านร้านตลาด”

            เหลียงอี้หมิงยกกาน้ำชาข้างกายขึ้นมารินน้ำชาให้ตนเอง

            “วันนี้ท่านคงไม่ได้มาที่นี่เพื่อสนทนาเรื่องเก่ากับข้ากระมัง? เหมือนว่าพวกเราจะไม่มีเรื่องเก่าอันใดให้สนทนาได้...”

            “ฮะๆ” เหลียงอี้หมิงยกยิ้มจาง ชี้ไปยังภัตตาคารจันทร์รอนแล้วเปรย “พี่ฉู่ท่านดูทางนั้นเสียก่อน...”

            ดูทางนั้นเสียก่อน?

            ฉู่เหินมองไปตามทิศที่อีกฝ่ายชี้ไปเห็นหนุ่มสาวเยาว์วัยบุคลิกไม่สามัญในอาภรณ์หรูเดินเข้าไปในประตูใหญ่ภัตตาคารจันทร์รอน

            “นางหรือ?”

            ฉู่เหินขมวดคิ้ว แม้จะห่างกันร้อยเมตรแต่ฉู่เหินก็เห็นร่างเย่โยวในทันที

            เย่โยวสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อน ผมยาวสลวยปรกไหล่ บุคลิกสูงส่งสง่างามดูเด่นเป็นราศี แสงโคมพราวระยับอาบไล้ให้ยิ่งงดงามต้องใจ

            ข้างกายเย่โยวยังมีบุรุษหนุ่มที่สนามพลังไม่ธรรมดาเดินติดจะใกล้ชิดกับนางด้วย

            ...

            พลันนั้น ฉู่เหินหรี่นัยน์ตา แววน่ากลัวอันเยียบเย็นเรืองรองในดวงตา

            เขาพบทันทีว่าหลังเสื้อหรูหราของชายผู้นั้นยังมีลวดลายหนึ่ง ลวดลายภาพ ‘สุริยันร้อนแรง’ ภาพนั้นช่างล่องลอยและกำแหงดุจเดียวกับกรงจักรทองกางใบมีดแหลมคม

            เพียงเห็นภาพนั้น ใบหน้าฉู่เหินราวลุกลามอาบเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็ง

            “ฮะๆ พี่ฉู่ท่านนี่ยากลืมรักเก่า!”

            เหลียงอี้หมิงไม่รู้ความในใจฉู่เหิน เขาจึงนึกว่าฉู่เหินยังชอบพอเย่โยวเมื่อเห็นเย่โยวอยู่กับชายอื่นถึงได้นึกโกรธ

            ความจริงแล้ว ฉู่เหินไม่ได้มองเย่โยวสลักสำคัญอีกต่อไป

            มิตรภาพและความรักระหว่างคนทั้งสองมลายหายสิ้นไปตั้งแต่คืนที่ฉู่เหินถูกทำร้ายแล้ว

            ครั้นเห็นฉู่เหินไม่ได้เอ่ยปากอันใด เหลียงอี้หมิงก็คลี่ยิ้มบางก่อนว่าต่อ

            “คนผู้นั้นคือ ‘เหวยชิงฝาน’ นายน้อยใหญ่แห่งตระกูลเหวย หนึ่งในอัจฉริยะผู้เลื่องลือของเมืองหลวงว่ากันว่าพลังเข้าระดับเชื่อมเมล็ดพันธุ์แล้ว ส่วนจะกี่ขั้นกันแน่นั้นไม่รู้ชัดได้ตระกูลเหวยทรงอิทธิพลอย่างยิ่งที่นี่ หากถามว่าแน่แค่ไหนข้าก็บอกได้แค่ว่ามากพอบดขยี้จวนแม่ทัพท่านกับตระกูลเหลียงข้าได้โดยไม่ต้องออกแรงเป่าลมเลย...”

            

             ……………………………

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน