ตอนนี้เรื่องของบิดาไป๋ฝูฉวีถือว่ายังพูดได้อย่างไม่ชัดเจนท่านแม่ที่อยู่เหนือหัวก็ยังเป็นโสเภณีชั้นต่ำ นี่มัน...
นายหญิงเฉินยืนมองไป๋ฝูฉวีที่ล้มลงไปทรุดอยู่บนพื้นอย่างพังทลายด้วยคำพูดของนางมุมปากถูกยกขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงการอยู่เหนือความสงสารเวทนาเอาไว้
การแต่งตัวของนางดูประณีตมากมวยผมที่อยู่ด้านบนมิได้หลุดลุ่ยลงมาสีแดงฉานที่ย้อมอยู่ตรงเล็บก็ไม่หลุดหายหรือจางลง เมื่อเทียบกับท่าทีจนมุมของไป๋ฝูฉวีตรงหน้าทำให้รู้สึกได้ถึงความต่างกันราวฟ้ากับเหว
เฉินเหลียนเอ๋อร์ที่สติกลับมาแล้วมิอาจทนต่อไปได้นางทุบมือลงที่บานประตูพร้อมกับร้องตะโกนสุดเสียง “เปิดประตู! ท่านแม่เปิดประตู! ข้าอยากเข้าไป!”
ท่าทางอันสมบูรณ์แบบของนายหญิงเฉินพลันแตกร้าวด้วยเสียงเรียกของเฉินเหลียนเอ๋อร์ ความคิดนับพันถาโถมเข้ามาในใจ... เดิมทีนางไม่อยากให้เฉินเหลียนเอ๋อร์ต้องมารับรู้เรื่องนี้เรื่องราวในวันวานพูดออกมามีแต่จะทำให้เจ็บปวด ในเมื่อเรื่องราววุ่นวายที่เคยเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มิอาจแสร้งว่าไม่มีอยู่ได้แต่อย่างน้อยนายหญิงเฉินก็อยากสร้างสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่มีความสุขให้กับเฉินเหลียนเอ๋อร์
ให้โทษใครหรือ?
เรื่องราวทั้งหมดมิใช่ว่าต้องโทษต้นตอที่ชั่วร้ายไป๋เหมยและไป๋ฝูฉวีหรอกหรือ
นายหญิงเฉินมองไป๋ฝูฉวีที่ทรุดอยู่ตรงพื้นหัวใจเต้นเร็วขึ้น หากไม่เกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้น วันนี้นางก็อยากบีบคอคนที่สร้างภัยพิบัติต่อชีวิตให้มันจบๆไป
ในเมื่อเฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ยินชัดเจนแล้วเช่นนั้นควรทำอย่างไรดี?
ความคิดมากมายผุดเข้ามาในหัวของนายหญิงเฉินสุดท้ายนางก็คิดออก... เดิมทีเฉินเหลียนเอ๋อร์โดนนางตามใจจนเกินไป มนุษยสัมพันธ์ของผู้คนในหลายๆสิ่งก็ยังรู้จักไม่มากพอ เพราะเหตุนั้นจึงโดนตัวร้ายอย่างไป๋ฝูฉวีผู้นี้หลอกจนหัวหมุน
วันนี้ให้นางรู้ก็ไม่มีอะไรที่ไม่ดีหากนางพลาดไปครั้งหนึ่งก็ฉลาดขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ทำให้นายหญิงเฉินลดความกังวลว่านางจะโดนผู้คนภายนอกรังแกไปด้วย
ด้วยเหตุนี้นายหญิงเฉินจึงเดินไปเปิดประตูให้เฉินเหลียนเอ๋อร์เดินเข้ามา
ทันทีที่เฉินเหลียนเอ๋อร์เดินเข้ามานางไม่ได้สนใจนายหญิงเฉินเลยสักนิด สายตาเอาแต่มองไปรอบๆเห็นได้ชัดว่านางกำลังมองหาว่าไป๋ฝูฉวีอยู่ที่ไหน
ไม่นานนางก็เห็นไป๋ฝูฉวีนั่งร้องไห้จมทุกข์อยู่ที่ริมหน้าต่างดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ น้ำตาที่อาบสองแก้มราวกับอาบไปด้วยไฟของความโกรธ “ฝู... ไป๋ฝูฉวีที่ท่านแม่ของข้าพูดเป็นเรื่องจริงหรือ?!”
ไป๋ฝูฉวีไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับเฉินเหลียนเอ๋อร์อย่างไรใบหน้าของนางยิ่งดูเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตใจสับสนวุ่นวายเหมือนด้ายที่พันกัน และสุดท้ายก็มีเพียงความเจ็บปวดเกิดขึ้น
เฉินเหลียนเอ๋อร์เดินเข้ามาด้วยความโกรธดูราวกับอยากลงมือกับไป๋ฝูฉวี แต่โดนนายหญิงเฉินรั้งเอาไว้เสียก่อน
หากไม่ถูกบีบจนไม่มีวิธีอื่นใดจนต้องจำใจทำเช่นนี้ นายหญิงเฉินก็ไม่อยากให้เฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธขึ้นสมองจนลงไม้ลงมือราวกับหญิงปากร้ายบ้าบิ่นเป็นแน่
เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในหอเทียนเซียงครั้งนี้ได้ทำลายชื่อเสียงที่เมืองซูโจวไปด้วยแต่ยังดีที่เมืองหยางโจวอยู่ห่างออกไปหน่อย หากได้รับการสั่งสอน เกรงว่าในภายภาคหน้าก็มิน่าจะเป็นปัญหาอะไร
“เจ้าอย่าได้โกรธไป หุนหันพลันแล่นเป็นเพียงทางเลือกที่เลวร้าย ไยต้องทำเช่นนั้นกันดูอย่างมารดาของเจ้าสิ”
นายหญิงเฉินปลอบประโลมให้เฉินเหลียนเอ๋อร์สงบลงอย่างใจเย็นให้นางยืนอยู่ที่เดิมโดยห้ามลงมือ
หูของไป๋ฝูฉวีได้ยินคำสั่งสอนของนายหญิงเฉินอย่างชัดเจนมันยิ่งทำให้นางอดคิดถึงมารดาของตนขึ้นมาไม่ได้
ท่านแม่ไป๋เคยสั่งสอนอะไรกับไป๋ฝูฉวีบ้างหรือไม่?
สอนให้นางชอบในความฟุ่มเฟือยสอนให้นางใช้ประโยชน์จากหัวใจของมนุษย์ สอนให้นางปีนขึ้นไปโดยใช้ทุกวิถีทางสอนให้นางใช้ความงามของตนเพื่อล่อลวงบุรุษ นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้วเคยสอนนางเกี่ยวกับเรื่องใดอีกบ้าง?
ไม่มีอะไรเลย
หากมิใช่ความปรารถนาอันแรงกล้าที่เกิดขึ้นในใจของไป๋ฝูฉวีนางกับท่านแม่ไป๋ก็คงเป็นเหมือนกัน กลายเป็นสตรีที่มีเพียงความโลภแต่ไร้ซึ่งความคิด
เพียงแต่การที่นายหญิงเฉินแสดงความรักความห่วงใยของมารดาเรื่องคุณค่าของชีวิตเช่นนี้นางมิเคยได้พบจากคำแนะนำของผู้เป็นมารดามาก่อน
จู่ๆไป๋ฝูฉวีก็ได้ร้องไห้เสียงดังออกมาอีกครั้ง
ทว่าท่ามกลางความมืดมิดจากเสียงร้องไห้นางได้ยินเสียงรองเท้าที่เดินเข้ามาช้าๆ
นางมิจำเป็นต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่าต้องเป็นนายหญิงเฉิน
แต่ไหนแต่ไรนายหญิงเฉินมิเคยปรานีและเห็นอกเห็นใจไป๋ฝูฉวีเลยแม้แต่น้อย
นางหยุดลงที่ด้านหน้าของไป๋ฝูฉวีเพียงสามก้าวจากนั้นก็เอ่ยเสียงเบาว่า “ไป๋เหมยในยามนั้นยึดติดกับเรื่องชนชั้นต่ำอยากมีความสัมพันธ์กับชนชั้นสูงแม้รับเงินของสกุลเฉินของข้าไปแล้วแต่ก็ยังพลิกลิ้น หากต้องเข้าพบกับทางการข้าเกรงว่ามันจะไม่ใช่แค่เรื่องของชนชั้นสูงและชนชั้นต่ำอีก”
นี่หมายความว่าอย่างไร?
สมองที่เคยใช้การได้ดีของไป๋ฝูฉวีตอนนี้มันกลับคิดตามไม่ได้แล้ว ในแววตาของนางมีความสับสนแฝงเอาไว้การร้องไห้ทำให้คอของนางแหบแห้ง ทำได้เพียงมองด้วยดวงตาแดงก่ำพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงติดขัด“ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร?”
“ไม่มีสิ่งใดที่น่าสนใจหรอกเพียงแต่หลังจากนี้ข้าจะขอถามคำถามเจ้าสักสองสามข้อ หากเจ้ายังคงเสแสร้งอยู่อีกข้าก็ไม่นึกรังเกียจที่ส่งเจ้าและมารดาของเจ้า เข้าไปลิ้มรสชาติของจวนว่าการ”
นายหญิงเฉินแย้มรอยยิ้ม
ไป๋ฝูฉวีไม่เคยกลัวนายหญิงเฉินเท่าตอนนี้มาก่อน
คำพูดเหล่านี้เหมือนกับการตบจากนายหญิงเฉินเมื่อครู่ที่ทำให้นางอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีและยังรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนักเหมือนเป็นก้างปลาชิ้นใหญ่ขวางอยู่ที่ลำคอ กลืนเข้าไปก็ไม่ได้ จะให้คายก็คายไม่ออกทำได้เพียงไอออกมาเป็นเลือดเท่านั้น
ท้ายที่สุดไป๋ฝูฉวีก็ทำได้เพียงยอมแพ้ต่อความกลัวและความหวั่นเกรงเมื่อเห็นดวงตาที่แฝงรอยยิ้มของนายหญิงเฉิน มันดูน่ากลัวยิ่งกว่าความเย็นชาที่ไร้รอยยิ้มเสียอีกนางจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ
“จงเชื่อฟัง มิเช่นนั้นข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสว่า สิ่งใดที่เรียกว่าไม่มีทางที่จะฟื้นตลอดไป”
นายหญิงเฉินมิใช่คนใจร้ายไม่เช่นนั้นไป๋ฝูฉวีและไป๋เหมยคงตายไปตั้งนานแล้ว
“คำถามแรก เจ้ามาที่สถานศึกษาของตระกูลหยวนเพื่อสิ่งใด?”
ในตอนที่ไป๋ฝูฉวีได้ยินคำถามนี้กล่าวตามตรงว่านางเกือบโกหกออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองไปยังใบหน้าของนายหญิงเฉินจู่ๆ ก็เข้าใจว่าหากตนพูดจาเพ้อเจ้อต่อไป มีความเป็นไปได้ว่าความเห็นใจต่อตนที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของนายหญิงเฉินจะขาดสะบั้นดังนั้นจึงเปลี่ยนคำพูดและกล่าวความจริงออกมา
“ท่านแม่บอกกับข้าว่า พี่หญิงเหลียนเอ๋อร์...”
นางพูดยังไม่ทันจบนายหญิงเฉินก็ทำเสียงฮึดฮัดออกมาไป๋ฝูฉวีสั่นไปทั้งตัว นางรู้ได้ในทันทีว่านายหญิงเฉินไม่ต้องการให้ตนเรียกเฉินเหลียนเอ๋อร์ว่าพี่หญิงดังนั้นนางจึงเปลี่ยนคำพูดอีกครั้ง
“ท่านแม่บอกข้าว่า บุตรสาวคนโตของตระกูลเฉินจะไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาตระกูลหยวนจึงบอกให้ข้าไปสอบที่นั่น เพื่อดูว่าจะสามารถเข้าไปตีสนิทกับบุตรสาวคนโตของตระกูลเฉินได้หรือไม่เพราะนางอยู่กับความยากจนมานานพอแล้ว ต้องการให้ตระกูลเฉินได้สัมผัสอย่างที่นางและข้าต้องพบเจอไม่มากก็น้อย”
มันคือเรื่องจริงนี่คือความคิดที่แท้จริงของไป๋เหมย
จากความประหยัดสู่ความฟุ้งเฟ้อนั้นง่ายนักหากจะกลับจากความฟุ้งเฟ้อสู่ความประหยัดนั้นยากนักแล
ไป๋เหมยเคยเป็นอันดับต้นๆตอนเป็นบ้านเล็กของผู้อื่นก็เป็นช่วงเวลาที่สง่างามแม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะพบเจอกับความลำบาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางลืมชีวิตอันฟุ้งเฟ้อไปได้เลยเมื่อรู้ว่าบุตรสาวคนโตของตระกูลเฉินกำลังจะไปศึกษาที่สถานศึกษาตระกูลหยวน ก็พยายามอย่างเต็มที่ให้ไป๋ฝูฉวีเข้าร่วมการสอบด้วยเช่นกัน
หนึ่งสิ่งในชีวิตนี้ที่มารดาไป๋ทำถูกต้องนอกจากฟุ่มเฟือยเรื่องอาหารและเสื้อผ้า ก็คือการเชิญอาจารย์มาสอนหนังสือให้ไป๋ฝูฉวี
ความจริงแล้วในตอนนั้นนางไม่ได้คิดไกลถึงเพียงนี้แต่เห็นว่าไป๋ฝูฉวียิ่งโตใบหน้าก็ยิ่งงดงาม ความคิดที่สกปรกได้เกิดขึ้น นางต้องการนำไป๋ฝูฉวีไปขายเป็นหญิงบริการที่เมืองซูโจว
ทว่าหญิงบริการและโสเภณีนั้นต่างกันหญิงบริการมักจะได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี รูปร่างหน้าตาสวยงาม รู้จักบทกวีรู้จักท่วงทำนอง ผิวบางนุ่มนวล มิเคยพบเจอความลำบาก การส่งหญิงบริการให้คนระดับสูงถือเป็นสิ่งที่เห็นกันชินตาไป๋เหมยคิดว่าให้การศึกษาต่อไป๋ฝูฉวีสักหน่อย เมื่อได้รับการเลี้ยงดูที่ดี ภายหลังนางอาจขายได้ราคาดีทีเดียว
ทว่าความคิดนี้มีเพียงไป๋เหมยเท่านั้นที่รู้ตัวนางเองไม่กล้าบอกมันกับไป๋ฝูฉวี
บังเอิญที่ไป๋ฝูฉวีมีพรสวรรค์ด้านการเรียนรู้เมื่อรวมกับไป๋เหมยที่ไม่รู้ว่าไปได้ข่าวมาจากที่ใด ถึงได้ยินมาว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ต้องไปเรียนที่สถานศึกษาตระกูลหยวนทันใดนั้นนางก็เปลี่ยนใจ จากที่จะขายไป๋ฝูฉวีไปเป็นหญิงบริการ ก็เป็นตั้งใจให้ไป๋ฝูฉวีไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาตระกูลหยวนและใกล้ชิดกับเฉินเหลียนเอ๋อร์
“นอกจากนี้เล่า?”
นายหญิงเฉินชำเลืองตามองไปยังไป๋ฝูฉวีทำให้เหมือนจะรู้ว่าในใจของนางซ่อนสิ่งใดอยู่ จึงเอ่ยถามอีกครั้ง
ไป๋ฝูฉวีรู้ว่าเส้นทางที่นางเดินนั้นน้อยกว่านายหญิงเฉินยิ่งดังนั้นจึงเอ่ยอย่างผิดแล้วไม่แก้ไขออกไป “ท่านแม่บอกว่าหากข้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุตรสาวคนโตของตระกูลเฉินไม่แน่ว่าภายหลังอาจสามารถลงมือกับนางได้ ถึงเวลานั้นจะได้กลับไปยังตระกูลเฉินสะดวกสักหน่อย”
นายหญิงเฉินยกถ้วยชาที่ไม่รู้ว่าไปนำมาจากมุมไหนของห้องรับรองขึ้นมาจิบ
นางได้ยินคำพูดของไป๋ฝูฉวีไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา เพียงจิบชาอย่างใจเย็น ท่วงท่าดูสง่างามและน่ามอง ทำให้ไป๋ฝูฉวีรู้สึกละอายใจมากยิ่งขึ้น
นายหญิงเฉินไม่ได้กล่าวสิ่งใดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะอดกลั้นเอาไว้ได้แม้ว่านางจะเชื่อฟังนายหญิงเฉินโดยไม่เดินเข้าไปลงมือ แต่นางถูกไป๋ฝูฉวีทำให้โกรธจนสับสนไปหมดแล้วส่งผลให้อดไม่ได้จนต้องเอ่ยถามนางออกไป “เช่นนั้นการที่เข้ามาใกล้ชิดกับข้า เป็นเพราะข้าคือคุณหนูของตระกูลเฉินแต่ไม่ได้เป็นความลึกซึ้งเช่นพี่น้องตั้งแต่แรกหรือ?”
ไป๋ฝูฉวีมิได้ตอบรับคำก้มหน้าลงพร้อมกับน้ำตาที่รินไหล ในแววตายังมีความไม่เต็มใจและการเย้ยหยันเจืออยู่
เรื่องนี้ยังต้องถามอีกหรือ?
เฉินเหลียนเอ๋อร์โง่เหมือนหมูเหตุใดต้องโทษตนที่หลอกลวงนางด้วยเล่า?
หากไม่ไหวนางก็อยากจะบอกกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ ในครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้พบกัน ตนเห็นเงาของนางมาแต่ไกลก็รู้ได้ว่านางเป็นคนที่หลงใหลในการต่อสู้กับความอยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้นจึงทำให้ทั้งสองคนได้พบกัน
สีหน้าของเฉินเหลียนเอ๋อร์จะต้องดูดีมากกว่าตอนนี้เป็นแน่หัวใจอันแสนมืดมนของไป๋ฝูฉวีปรารถนาที่จะเห็นใบหน้าของเฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธเคืองและทำอะไรไม่ถูกเป็นที่สุดราวกับการทำเช่นนั้นจะทำให้นางรู้สึกมีความสุขมากกว่านี้
หากนางได้เป็นบุตรสาวที่ถูกต้องตามกฎของตระกูลเฉินนางจะไม่มีวันเป็นเช่นเฉินเหลียนเอ๋อร์แน่
น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีคำว่าหากแม้ว่านางจะโกรธ ก็ทำได้เพียงหลั่งน้ำตาของความบ้าคลั่งอย่างไม่เต็มใจออกมาเท่านั้น
“ห้าร้อยตำลึงในตอนนั้นเล่า?”
นายหญิงเฉินกล่าวออกมาอีกครั้ง
ห้าร้อยตำลึงเป็นเงินจำนวนมากพอที่ครอบครัวสามคนสามารถอยู่อย่างสงบสุขไปตลอดชีวิตหากพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์ เหตุใดถึงได้ใช้เงินห้าร้อยตำลึงจนหมดเกลี้ยง และยามนี้ยังมีหน้ากลับมาที่ตระกูลเฉินอีก?
นายท่านเฉินนึกเสียดายช่วงเวลาที่ตนได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับไป๋เหมยถึงแม้ว่าเขาจะไม่ยอมรับในตัวบุตรคนนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องการให้เงินค่าเลี้ยงดูและค่าปิดปากไป
นายหญิงเฉินอยากจัดการปัญหานี้ให้จบจึงได้ให้เงินห้าร้อยตำลึงไปแต่ใครจะคิดว่าจิตใจของคนโลภไม่มีสิ้นสุดราวกับงูจะกลืนช้างของไป๋เหมยจะน่ารังเกียจได้มากถึงเพียงนี้!