ย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย

    ผลไม้แห่งความสุข

    นั้นไง!...สมิธพูดได้ไม่นานเขาได้ยินเสียงดังโหวกแหวกมาแต่ไกลแม้ตัวเขาจะอยู่ที่ฟาร์มก็ตาม สมิธรีบไปดูในทันทีว่าเกิดปัญหาอะไรซึ่งกรีนชิลดก็ไม่พลาดเรื่องสนุกในมุมมองเขาเช่นกัน

     

    “เจ้าว่าจะมีคนตายไหม?” กรีนชิลดถามสมิธด้วยความสงสัย

     

    “ไม่แน่ถ้ามันบานปลาย” หากสถานการณ์มันย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ สมิธมั่นใจได้เลยว่าเหตุการณ์นั้นจะต้องมีผู้เสียชีวิตอย่างและเขาเข้าใจถึงความรุนแรงเหล่านั้นดีเขาจะไม่ตัดสินใครทั้งนั้น บางคนเสียครอบครัว บางคนพิการ บางคนสิ้นหวังดำดิ่งสุดขีด อารมณ์ด้านลบมากมายต่างระเบิดใส่กันและกัน

     

    เมื่อสมิธและกรีนชิลดมาถึงสถานที่เกิดเหตุสิ่งที่พวกเขาเห็นคือนายอำเภอเคนเนดีและนายตรวจอีกคนพยายามแยกชายทั้งสองออกจากกัน ซึ่งชายทั้งสองที่ว่าเป็นผู้คนต่างเมืองแถมสภาพร่างกายเรียกได้ว่าบาดเจ็บสาหัสโดยเฉพาะชายหนึ่งหัวแตกร้ายแรงทำให้เลือดชโลมไปทั่วทั้งหัว ส่วนอีกคนคิ้วแตกปากแตกคอแดงช้ำรุนแรง สภาพโดยรวมของทั้งสองนับว่าย่ำแย่

     

    สิ่งที่สมิธสงสัยมากที่สุดไม่ใช่ใครเริ่มก่อนหรือใครเป็นฝ่ายชนะแต่เป็นเหตุผลมากกว่า ว่าด้วยเหตุผลอะไรทำไมถึงต้องเกิดการทะเลาะขึ้น สมิธจึงถามหนึ่งในผู้อยู่เหตุการณ์และได้ข้อสรุปดังนี้

     

    “เจ้าหัวแตกนั้นร้องไห้เรื่องที่ภรรยาและลูกชายเสียชีวิตจากการบุกโจมตีของมอนสเตอร์ แล้วเจ้าคิ้วแตกนั้นเองที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เองก็เศร้าเสียใจเหมือนกันที่สุนัทของมันก็เสียชีวิตจากการบุกโจมตีมอนสเตอร์ อย่างไรก็ตาม...เรื่องมันเริ่มที่เจ้าหนุ่มคิ้วแตกนั้นไประบายความเศร้าให้ชายหัวแตกฟัง แต่เหมือนชายหัวแตกจะไม่มีอารมณ์มานั่งฟังคนอื่นเพราะตัวเองก็กำลังเสียใจอยู่เหมือนกัน ที่นี้ชายหัวแตกได้บ่นออกมาว่า ‘ก็แค่สุนัท’ หลังได้ฟังเรื่องระบายของชายคิ้วแตกจนจบ เมื่อชายคิ้วแตกได้ยินแบบนี้ก็ปรี๊ดแตกโกรธสุดขีดเลย ต่างฝ่ายต่างพากันข่มอีกฝ่ายว่าใครสูญเสียมากกว่ากัน อีกฝ่ายก็ภรรยาและลูกชายส่วนอีกฝ่ายก็สุนัทเพื่อนที่ดีที่สุดและหนึ่งในสมาชิกครอบครัว การทะเลาะกันด้วยคำพูดข่มกันไปมาเริ่มรุนแรงขึ้นจนในที่สุด ก็นั้นแหละเป็นไปตามที่นายเห็นเลยสภาพเละทั้งคู่”

     

    เมื่อสมิธได้ฟังเหตุผลของการทะเลาะจบเขาเลือกที่จะเงียบไม่ขอออกความคิดเห็นอะไรทั้งนั้นต่างฝ่ายมีเหตุผลที่ลึกซึ่งของกันและกัน

     

    เรื่องวุ่นวายจบลงด้วยดีด้วยการที่นายอำเภอเคนเนดีจับทั้งคู่ไปขังเพื่อสงบสติอารมณ์ ถึงแม้สถานการณ์จะสงบลงแล้วแต่สมิธก็ยังเลือกที่จะไม่ไปไหนเพราะเขาอยากตะช่วยคนเหล่านี้เท่าที่ทำได้แม้จะช่วยสัก 1% ก็ยังดี

     

    สมิธนำ แตงโมงทะเลือด สตรอว์เบอร์รีเมล่อน แอปเปิ้ลแห่งสายรุ้ง ออกมาเป็นจำนวนมาก สมิธและกรีนชิลดเริ่มทำการแจกจ่ายให้กับทุกคน แม้ในตอนแรกทุกคนจะดูงง ๆ ว่าผลไม้อะไรกันทำไมหน้าตาแปลกประหลาด สมิธจึงตัดสินใจกินให้ดูว่ามันสามารถกินได้ปกติไม่มีพิษหรือเป็นอันตรายอะไร

     

    “ว้าวอร่อยมาก ดูน้ำแตงโมงนี้สิอย่างกับเลือด”

     

    “สตรอว์เบอร์รีลูกใหญ่เป็นบ้า แถมรสชาติยังเหมือนเมล่อนอีก”

     

    “แอปเปิ้ลนี้กินแล้วสดชื่นจัง”

     

    “ดูผิวของฉันสิเปล่งประกายออกมาเลยหลังกินสตรอว์เบอร์รี”

     

    “กินแตงโมนี้แล้วรู้สึกว่าร่างกายเบาลงอย่างน่าเหลื่อเชื่อ”

     

    บรรยากาศภายในค่ายผู้อพยพครึกครื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากกินผลไม้ของสมิธเข้าไป ภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ค่อยดูมีความหวังขึ้นหน่อยเพราะตอนแรกมันเต็มไปด้วยความรู้สึกด้านลบและบรรยากาศที่หนักอึ้ง

     

    “ทำได้ดีมากเจ้าหลานชาย ลุงขอลองกินมั้งสิ!” สก๊อตที่เฝ้าดูอยู่ไกล ๆ เห็นถึงการกระทำของสมิธที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศภายในค่ายได้อย่างมหัศจรรย์ แล้วก็สงสัยเป็นอย่างมาอีกด้วยว่าผลไม้อะไรที่ทำให้คนที่แสนจะสิ่งหวังมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ในทันที

     

    “นี้ครับลองเลย แล้วลุงจะชอบ” สมิธยื่นผลไม้ทั้ง 3 ชนิดให้กับลุงสก๊อตได้ลิ้มลองและก็เป็นไปตามคาดเมื่อลุงสก๊อตได้ลองกินผลไม้ทั้ง 3 ชนิด สีหน้าของลุงสก๊อตแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังมีความสุขและเพลิดเพลินอย่างที่สุด

     

    “หลานคิดจะขายผลไม้พวกนี้ไหม?” สิ่งแรกที่แว่บเข้ามาในหัวของมันเลยคือผลไม้ที่มีความอร่อยระดับสุดยอดขนาดนี้และเหมือนจะมีคุณสมบัติพิเศษซ่อนอีก หากนำไปขายตั้งราคาสัก 10 เท่าของราคาปกติมันยังคิดว่าขายออกอย่างแน่นอน

     

    “แน่นอนคิดสิครับ! แต่ผลผลิตของผมยังน้อยอยู่ในตอนนี้ถ้าจะคงเป็นครั้งต่อไป ซึ่งผลผลิตครั้งต่อไปใกล้พร้อมจะเก็บเกี่ยวแล้ว” สมิธพอจะเดาได้ว่าเป้าหมายของการถามลุงสก๊อตคืออะไร

     

    “ถ้างั้น…!” สก๊อตลำบากใจที่จะพูดเหมือนกันว่าตัวมันอยากจะเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายผลไม้นี้ให้กับหลานชายสมิธ หากเป็นคนอื่นมันคงพูดไปแล้วแต่นี้เป็นลูกชายของเพื่อนสนิทมันจึงลำบากใจพอสมควร

     

    “เดี๋ยวผมโทรหาลุงแล้วกัน ตอนที่ผมอยากขาย”