เมื่อทั้งคู่ สืบฝีเท้าออกมาจากความวุ่นวาย มาหลบซ่อน ภายใต้รอยแตกของพื้นพสุธา บริเวณเนินเขา ท่ามกลางทุ่งโล่ง ไกลสุดลูกหูลูกตา
โม่กวาง ไต่ถามอี้เฉินออกมาในทันใด เนื่องด้วยเขาไม่ได้กลับไปยัง ฐานที่มั่นสงครามอย่างเทือกเขาบรรพต มาร่วมเดือนแล้ว จากการตรวจสอบเส้นทางของศัตรู เขาจึงยึดที่มั่นแห่งนี้ สลักค่ายกลสังหารเหล่าศัตรูขึ้นมา ทำให้โม่กวางไม่รับรู้เรื่องราว ข่าวคราวของอี้เฉินแม้แต่น้อย “เจ้า มาเข้าร่วมสงครามมหาทวีป ตั้งแต่เมื่อใด อี้เฉิน”
อี้เฉินครั้นได้ยินคำพูดของโม่กวาง เขามีสีหน้าแปลกใจอยู่ในกรอบสายตาไม่น้อย ก่อนบอกกล่าวชายหนุ่ม ออกไปอย่างไม่ได้ปิดบัง “น่าจะราวๆ หนึ่งเดือนได้แล้วกระมัง โม่กวาง แล้วเหตุใด เจ้ามาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้เพียงผู้เดียว”
โม่กวางคลี่ยิ้มออกมากว้าง “ข้าเองก็อยากได้สมุนไพรตอบแทนจากศึกสงครามมหาทวีปเช่นกัน เพียงแค่ข้า วางค่ายกลสังหาร ข้าก็สามารถได้ค่าตอบแทนจากการ ฆ่าสังหารพวกต่างดินแดน ไม่น้อยแล้วอี้เฉิน ข้าจึงไม่ลังเลที่จะทำมัน”
อี้เฉินได้ยิน เขาถึงกับส่ายหัว กับการกระทำที่บุ่มบ่ามของโม่กวาง “ด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงมีชื่อ ติดอันดับบนแท่นศิลาสงคราม สินะโม่กวาง เจ้าช่างไม่กลัวตาย จริงๆ”
โม่กวางเชิดหน้าขึ้นมาในทันใด พร้อมกล่าวพูดด้วย น้ำเสียงขึงขังจริงจังขึ้นมา “อี้เฉินเจ้าเองก็เห็น ชื่อของข้าแล้วสินะ ฮ่าๆๆ มันเท่ไม่เบา ใช่ไม่เล่า สหายของข้า”
อี้เฉินได้ยินเขายิ้มหน้าเจื่อนในทันใด ก่อนจะโยน สมุนไพรจากภายในแหวนมิติ ออกไปให้ โม่กวางได้ใช้ฟื้นคืนปราณพลัง สมุนไพรส่วนใหญ่ ที่อี้เฉินได้ มา ก็มาจากการต่อสู้กับกลุ่มคนต่างดินแดน ก่อนหน้านี้ ที่เขาได้เก็บแหวนมิติ จากพวกกลุ่มคนที่ตายตก มาบางส่วน อี้เฉินจึงไม่ได้เสียดาย ที่จะมอบมันให้กับมิตรสหายของเขา ทว่า ระดับ สมุนไพรเหล่านั้น อาจจะน้อยไปบ้าง เกรงว่าของล้ำค่าจริงๆ พวกเขาจะเก็บซ่อนไว้ภายในทะเลความรู้ ตายตกไปพร้อมกับพวกเขาหมดแล้ว
ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยเตือนโม่กวาง “ช่วงนี้ เจ้าอย่าพึ่ง เคลื่อนไหวดีกว่าโม่กวาง ไม่ช้าฝั่งศัตรู จะต้องเดือดดาล ตามหาพวกเราเป็นแน่”
โม่กวางมองอี้เฉินด้วยสายตาคมกล้า ก่อนจะจ้องมองกายาอี้เฉิน ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง ก่อนเขาจะหดดวงตาจนเล็กแคบ “เจ้า! เจ้า! อี้เฉินหรือว่า เจ้าเข้าไปปะทะกับ เหล่าทหารกองร้อยพวกนั้น ซึ่งๆ หน้ามา” ชายหนุ่มกล่าวออกมา ด้วยความไม่อยากเชื่อ หากเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่แปลกที่พวกเขา จะถูกศัตรูต่างดินแดน จับตามอง
อี้เฉินพยักหน้า ขานรับ ทำให้โม่กวางหน้าตื่นตะลึง “ข้าคิดว่า ข้าใจกล้าห่อฟ้าแล้วนะ ที่กล้าลอบสังหารพวกมัน ไม่คิดเจ้าจะเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูต่างดินแดน อย่างไม่มี หวาดเกรงเช่นนี้ อี้เฉิน”
สิ้นคำพูดของโม่กวาง เขาดูดซับสมุนไพรที่อี้เฉินมอบให้ พร้อมกับนั่งจำศีลฟื้นปราณพลังในทันใด ทว่าระหว่างที่นั่งปิดขั้นพลัง โม่กวาง อดที่จะครุ่นคิด ถึงเรื่องที่อี้เฉิน กล่าวเตือนไม่ได้ ก่อนเขาจะขับเคลื่อนฝ่ามือ สลักค่ายกลสังหาร บริเวณที่พวกเขาอยู่ขึ้นมาช้าๆ
ให้สถานที่ ที่อี้เฉินกับโม่กวางอยู่ กลายเป็นเขตแดนสังหาร แม้แต่อี้เฉินที่เห็นการกระทำของโม่กวาง รอบคอบไม่น้อย เขายังยกยิ้มขึ้นมามองชม ไม่ได้ห้ามปราม ชายหนุ่มในกรอบสายตา แต่อย่างใด
จนวัฏจักร เต๋าแห่งการสร้าง โม่กวาง เริ่มจะก่อร่างขึ้นมาที่หลังของโม่กวาง อย่างไม่รู้ตัว หมุนวนโคจร เนืองๆ ขึ้นมาไม่ขาดสาย
อี้เฉินที่สัมผัสได้ ถึงวัฏจักรเต๋าแห่งการสร้าง ก่อร่างขึ้นมา เขาถึงกับต้องเปิดเปลือกตาขึ้นมามองโม่กวาง แม้ว่าเขาจะมีวัฏจักรเต๋าแห่งชีวิต ก่อร่างขึ้นมาได้เช่นกัน ทว่ามันก็ยังถือว่า ไม่เด่นชัดเท่าของโม่กวาง กับคนอื่นๆ ประหนึ่งมันขาดหายอะไรบางอย่างไป
แถมเมล็ดพันธุ์ ภายในกายเองก็เหมือนว่าจะบกพร่อง ตั้งแต่ที่เขาถูกไฟเทพเผาผลาญในยามอดีต จนบัดนี้มันก็ยัง ไม่กลับมาสมบูรณ์ เกรงว่าไม่ช้าหาก เขาเดินไปในเส้นทางข้างหน้า อย่างไม่มีหยุดยั้ง ไม่ช้าเขาจะต้อง เจอเข้ากับคอขวด ที่ยากจะข้ามผ่านไปได้ อย่างไม่ต้องสงสัย
****
ภายในค่ายทหารของฝั่งศัตรูต่างดินแดน เริ่มที่จะเกิดความวุ่นวายในเวลาไม่ถึง ครึ่งชั่วยาม ที่พวกผู้สูงส่งประชุมกัน รอบด้านต่างก็ตึงเครียด เมื่อได้ยินรายงานของทั้งสามกองร้อย จากปากนายกองผู้สูงส่ง
จากการโจมตีที่กะทันหันของอี้เฉิน พร้อมกับชายผู้หนึ่งที่ไม่ทราบนาม ขับเคลื่อนค่ายกลฆ่าสังหาร ส่งให้กองร้อย ที่ถูกส่งออกไปเสริมกำลังรบในจุดยุทธศาสตร์หลักของเทือกเขาบรรพต ต่างก็พากันผิดแผนวันเดียว ไปถึงสามกองร้อย นักรบไม่น้อยตายตก ลงไปด้วยความอัปยศอดสู เสียขวัญกันไม่น้อย หากปล่อยไว้เช่นนี้ จะกลายเป็นพวกเขาที่เดินไปตามเกมของ อี้เฉิน หลายคนจึงไม่ยินยอมให้มันเกิดขึ้น
หากข่าวคราวนี้ถูกรายงานไปยังเบื้องสูงละก็ พวกเขาได้ถูกคาดโทษทัณฑ์ อย่างไม่ต้องสงสัย
เฉินหมิง มองหน้า จินเทียนตี้ ด้วยสายตาเลิ่กลั่ก“เราจะรายงานข่าวนี้ไปยังเบื้องสูง ให้พวกเขารับรู้จริงหรือ พวกเขาจะไม่ว่าพวกเรา ไร้น้ำยาหรอกหรือหากรายงาน ออกไปเช่นนี้ตรงๆ”
คนอื่นๆ ได้ยิน ต่างก็พยักหน้า กับคำพูดของ เฉินหมิง ก่อนจินเทียนตี้ จะกล่าวพูดพร้อมยกยิ้มบาง ออกมา ไม่มีท่าทีอับอายแต่อย่างใด “พวกเจ้าก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือ? ว่าอี้เฉินผู้นั้นเป็นตัวยุ่งยาก ไม่ใช่ อะไรที่พวกเราจะกำจัดเขาได้ง่ายๆ หากปล่อยอี้เฉินไว้ เกรงว่าจะทำให้ ชื่อเสียงของพวกเราป่นปี้ พังพินาศมากกว่า มันคือตัวหายนะอย่างแท้จริง”
ครั้นคำพูดนั้นดังออกมาจากปาก จินเทียนตี้ มันก็ทำให้ผู้สูงส่ง ต่างหน้ามืดครึ้มพยักหน้ากันด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ก่อนจะมีผู้สูงส่ง ยอมรับในข้อเสนอ คนอื่นๆ เองก็ไม่มีใครกล่าวค้านอีกต่อไป
“ดี..ดีปล่อยให้พวกเบื้องสูงจัดการ อี้เฉินไปแล้วกัน พวกเราจะได้จดจ่อกับสงครามมหาทวีปด้านหน้า บุกยึดจุดยุทธศาสตร์ เทือกเขาบรรพต ชิงความได้เปรียบในศึกสงครามมหาทวีป ..พวกผู้สูงส่งของต่างดินแดนเทพ เองก็ร้ายกาจไม่เบา พวกเราไม่อาจ ประมาทพวกมันได้ในยามนี้ โดยเฉพาะเจ้าราชันสิบทิศ อะไรนั่น ที่ปะทะกับ ผู้สูงส่งของเราได้อย่างสูสี”
“อืมๆ เช่นนั้นโปรดท่านรายงานเบื้องสูงเถอะ จินเทียนตี้”
เมื่อการประชุมได้ข้อสรุป จินเทียนตี้ เขาสืบฝีเท้ากลับไปยังชายแดนจักรวรรดิ รายงานสถานการณ์สู้รบ ให้เบื้องสูงรับรู้ในทันใด ...ทว่าเมื่อ จินเทียนตี้ ได้เอ่ยชื่ออี้เฉินกลาง สถานที่ประชุมของ เหล่าผู้อาวุโสชราผู้ที่อยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ เทียบเท่าขั้นเจ้าสำนัก ของจักรวรรดิซูถู ก็มีสีหน้าเกร็ง เครียดขึ้นมาในทันใด ก่อนน้ำเสียงที่แหบพร่า ของชายชราท่านหนึ่งจะกล่าวขึ้นมา
“เจ้าหมดธุระแล้วใช่หรือไม่ เรื่องอี้เฉินผู้นั้น ข้าจะส่งคนไปจัดการเขาเอง เช่นนั้นเจ้า จงตั้งใจทำสงคราม บุกยึดจุดยุทธศาสตร์ เทือกเขาบรรพต ที่พวกคนดินแดนเทพตั้งมั่นเถอะ ไม่ช้าพวกเราจะเหยียบย่ำ ไปยัง เขตทะเลทราย ซินเจียง ไปเยือนหน้าปราการทมิฬ ที่พวกมันเชื่อมั่นนักหนา ว่าไม่มีใครข้ามผ่านไปได้”
จินเทียนตี้ ที่รายงานคำพูดออกไปเสร็จสิ้น ก่อนที่เขาจะกลับออกมา จากสถานที่ประชุม ด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ เขาไม่คิดว่า กลุ่มผู้สูงส่งอย่างพวกเขา จะไม่ถูกเหล่าผู้เฒ่าชราภายในสถานที่ประชุม ต่อว่าคาดโทษ พวกเขา แถมยังไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดมากมาย
‘เกรงว่าอี้เฉินผู้นี้ จะเป็นที่หมายตาของเบื้องสูง บางกลุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย จากปฏิกิริยาของพวกเขาภายในห้องประชุม’
จินเทียนตี้ ตบหน้าตนเองเรียกสติกลับมาอีกครา เลิกคิดเรื่องราวของอี้เฉิน ปล่อยให้พวกเบื้องสูงเป็นคนจัดการ
แม้ว่าเขาจะคิดจนหัวหมุน ระหว่างเดินทาง มากเท่าใด ก็ไม่อาจหาจุดเชื่อมโยงของอี้เฉิน กับพวกเขาคนทวีปมืดได้แม้เพียงนิด
แต่จินเทียนตี้ เขากลับมีความรู้สึกว่า หากปล่อยอี้เฉินผู้นี้ได้เติบใหญ่ มีเวลาให้เขาเพียงพอ ได้กลายเป็นหงส์ มังกรโบยบินออกไปบนท้องฟ้าสูง เขาจะเป็นภัยร้ายของ ทวีปมืดอย่างไม่ต้องสงสัย