พอถึงโรงพยาบาลหยางจิ่วก็รีบเดินเข้าไปติดต่อสอบถามถึงคุณพ่อโจวกับเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์เมื่อเจ้าหน้าที่บอกว่าคุณพ่อโจวออกจากห้องฉุกเฉินมาอยู่ในห้องพักฟื้นแล้วจิตใจที่สุดแสนจะหนักอึ้งของเธอก็พลันผ่อนคลายขึ้นมาในทันที
“เสี่ยวถง”เสียงของคุณแม่โจวทั้งสั่นเครือและแผ่วเบาทำให้สวีอี้ถงรีบเดินตรงเข้าไปกอดคุณแม่โจวในทันที
“คุณแม่”สวีอี้ถงพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่สุดท้ายก็อดกลั้นเอาไว้ไม่ไหวต้องหลั่งน้ำตาออกมา
“เขาไม่เป็นอะไรแล้วพ่อของแกหนังเหนียวจะตายไป”แม้ว่าจะพูดเช่นนี้แต่น้ำเสียงที่ยังคงสั่นสะท้านอยู่ของคุณแม่โจวก็ทำให้สวีอี้ถงรับรู้ได้ดีว่าในใจของคุณแม่โจวนั้นมีความหวาดหวั่นมากเพียงใด
“คุณพ่อออกจากห้องฉุกเฉินแล้วก็คงจะไม่เป็นอันตรายอะไรแล้วล่ะค่ะ”สวีอี้ถงพูดพลางพยักหน้าเพื่อปลอบใจตนเองและคุณแม่โจวแล้วหลังจากนั้นก็พากันเดินเข้าไปดูอาการของคุณพ่อโจวที่ยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในห้องพักฟื้น
“คุณหมอครับอาการของคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”เสียงของหยางจิ่วที่สอบถามคุณหมอที่เดินเข้ามาในห้องทำให้ทุกคนต่างหันไปมองทางเขาเป็นตาเดียว
“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับแต่ก็ต้องเฝ้าติดตามอาการอยู่เป็นระยะ”เมื่อคุณหมอพูดจบก็ตรงเข้าไปตรวจดูอาการของคุณพ่อโจวที่ยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ความดันปกติอัตราการเต้นของหัวใจก็คงที่แล้วคงไม่น่าจะมีอะไรแล้วแต่ถ้ามีความผิดปกติอะไรก็สามารถเรียกเจ้าหน้าที่ได้เลยนะครับ”คุณหมอพูดขึ้นหลังจากที่ก้มหน้าลงไปอ่านรายงานผลการตรวจวัดความดันและอัตราการเต้นของหัวใจเสร็จเรียบร้อยแล้วทำให้สวีอี้ถงและคุณแม่โจวหันไปมองหน้ากันแล้วก็พากันถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ขอบคุณคุณหมอมากครับ”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้ทั้งสวีอี้ถงและคุณแม่โจวต่างก็พากันหันไปพูดจาขอบคุณทั้งคุณหมอและพยาบาลด้วยความนอบน้อมพอคุณหมอและพยาบาลออกจากห้องไปแล้วทั้งสองแม่ลูกต่างก็พากันไปยืนดูอาการของคุณพ่อโจวอย่างใกล้ชิดในทันที
“ขอบคุณอาจิ่วมากนะที่ช่วยเป็นธุระเรื่องโรงพยาบาลให้”เมื่อคุณแม่โจวพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็เงยหน้าขึ้นมามองคนทั้งคู่ด้วยความประหลาดใจในทันทีคุณแม่โจวจึงได้หันมาอธิบายให้เธอเข้าใจ
“ตอนที่พ่อของแกประสบอุบัติเหตุมีคนที่เห็นเหตุการณ์รีบมาบอกแม่ที่บ้านแม่เองก็ทำอะไรไม่ถูกโชคดีที่ลูกน้องของอาจิ่วเอาอาหารของที่ร้านมาส่งให้ที่บ้านพอดีแม่ก็เลยรีบบอกเขาเขาก็เลยรีบส่งข่าวไปบอกอาจิ่วแล้วก็รีบพาแม่ไปที่โรงพยาบาลที่พ่อแกถูกส่งไปรักษาพออาจิ่วรู้ก็บอกให้เขาช่วยเดินเรื่องย้ายโรงพยาบาลให้โดยมีอาจิ่วคอยประสานงานให้อีกทีดังนั้นพ่อของแกก็เลยได้ย้ายมารักษาตัวที่นี่ พอเดินเรื่องเสร็จแล้วพนักงานของอาจิ่วคนนั้นจึงได้ขอตัวกลับไปทำงานส่วนแม่ก็นั่งรอเฝ้าติดตามอาการของพ่อแกอยู่ที่นี่จนแกมาถึงนี่แหละ”เมื่อคุณแม่โจวพูดเช่นนี้หยางจิ่วจึงได้พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เมื่อก่อนผมมีเรื่องชกต่อยเป็นประจำเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นโรงพยาบาลแห่งนี้รักษาดีที่สุดทั้งหมอและพยาบาลก็ดูแลคนไข้เป็นอย่างดีผมก็เลยคิดว่าถ้าย้ายคุณพ่อมารักษาที่นี่ได้ก็น่าจะดีกว่าโรงพยาบาลที่คุณพ่อถูกส่งตัวไปรักษา”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็มองเขาด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณคุณมากนะคะ”
“คุณพ่อของคุณก็เป็นเหมือนกับคุณพ่อของผมคุณจะมาขอบอกขอบใจด้วยท่าทีซาบซึ้งใจขนาดนี้ไปทำไมกัน” หยางจิ่วพูดพลางยิ้มออกมาส่วนสวีอี้ถงเมื่อเห็นว่าคุณพ่อโจวไม่เป็นอะไรแล้วก็พลันนึกได้ว่าวันนี้ตั้งใจว่าจะเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดให้กับโจวเสี่ยวเหมย
“พี่เสี่ยวเหมยล่ะคะเธอจะรู้ไหมว่าตอนนี้คุณพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้”เมื่อสวีอี้ถงพูดเช่นนี้คุณแม่โจวก็ส่ายหน้าในทันทีส่วนหยางจิ่วเองก็ส่ายหน้าเช่นเดียวกันสวีอี้ถงจึงได้แต่ทอดถอนใจออกมา
“ตอนนี้พี่น่าจะอยู่ที่บ้านแล้วและก็คงจะพบว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้านไปสอบถามเพื่อนบ้านพวกเขาก็คงจะบอกว่าไม่รู้ป่านนี้พี่คงจะร้อนใจมากแล้วกระมัง” เมื่อเธอพูดเช่นนี้หยางจิ่วก็รีบอาสาในทันที
“เดี๋ยวผมออกไปโทรศัพท์บอกให้ลูกน้องของผมไปรับพี่สาวของคุณที่บ้านก็แล้วกัน”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็พยักหน้า
“หาคนที่สุภาพหน่อยก็แล้วกันนะคะอย่างลูกพี่ลูกน้องของคุณสองคนนั้นคุณก็ไม่ต้องส่งพวกเขาไปหรอกประเดี๋ยวพวกเขาจะทำให้พี่เสี่ยวเหมยตกใจและหวาดกลัวพวกเขาจนไม่กล้าติดตามมาด้วย”คำพูดของสวีอี้ถงทำให้หยางจิ่วรีบพยักหน้าพลางขานรับในทันที
“ผมเข้าใจแล้วคุณอยู่ดุอาการของคุณพ่อเป็นเพื่อนคุณแม่ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปโทรศัพท์หาอาโก่วก่อนวันนี้ก็เป็นเขาที่พาคุณแม่มาโรงพยาบาลเขาน่าจะเหมาะสมมากที่สุดที่จะไปรับพี่สาวของคุณมาที่นี่”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็พยักหน้าพลางทอดถอนใจออกมา คุณพ่อโจวพ้นขีดอันตรายแล้วเช่นนี้เคราะห์ร้ายที่เธอกังวลว่าจะเกิดขึ้นกับคุณพ่อโจวก็พลันจางหายแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังหวาดกลัวอยู่ดีว่าตอนจบของตัวละครในนิยายจะวนเวียนเข้ามาหาคนที่เธอรักถึงแม้ว่าเธอจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องบางอย่างแต่เธอรู้ดีว่าทุกการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้เรื่องราวในนิยายเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกันเธออยากให้พระเอกและนางเอกอย่างโจวเสี่ยวเหมยและลู่อวิ๋นลงเอยกันด้วยดีแต่เธอไม่อยากให้ตัวละครบางตัวต้องมีจุดจบอย่างในนิยาย
เธอไม่อยากให้แม่สามีและน้องสาวของสามีต้องตายเพราะน้ำมือของเธอเธอไม่อยากให้หยางจิ่วต้องกลายเป็นตัวร้ายแล้วต้องจบชีวิตลงในคุกแต่ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เธอกระทำมันก็ทำให้เธอก็มีความกังวลว่าเธอจะทำให้ชีวิตของทุกตัวละครเกิดความเปลี่ยนแปลงมากจนเกินไปแล้วตัวละครแต่ละตัวที่เธอรักจะต้องพบกับความเลวร้ายในชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็น
ตอนที่คุณพ่อโจวได้สติโจวเสี่ยวเหมยก็มาถึงโรงพยาบาลพอดีน้ำตาแห่งความเสียใจของโจวเสี่ยวเหมยทำให้ทั้งคุณแม่โจวและสวีอี้ถงพลันร้องไห้ตามไปอีกครั้งหนึ่งโชคดีที่คุณพ่อโจวพยายามฝืนตนเองแล้วตำหนิลูกและภรรยาออกมาด้วยน้ำเสียงดุดันทำให้คนเจ้าน้ำตาทั้งสามคนสามารถเก็บงำน้ำตาของตนเองไปได้ในทันทีสุด
“ฉันยังไม่ตายจะร้องไห้กันมากขนาดนี้ไปทำไมน้ำตาของพวกเธอมันอาจจะเป็นการสาปแช่งฉันก็ได้พวกเธอไม่กลัวว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือ”คำพูดประโยคนี้ของคุณพ่อโจวถือว่าเป็นคำพูดที่ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่งสวีอี้ถงแอบเห็นหยางจิ่วยกนิ้วชมเชยให้คุณพ่อโจว ท่าทีของเขาทำให้เธอต้องรีบหันไปขึงตาดุใส่เขาในทันทีเขาจึงได้ยอมสงวนท่าทีของตนเองอีกครั้งแล้ววางตัวเป็นลูกเขยที่ดีที่มาให้กำลังใจพ่อตาให้หายจากอาการบาดเจ็บเฉกเช่นที่ควรจะเป็นได้เสียที
“วันนี้นอกจากจะไม่มีของขวัญให้ลูกแล้วยังทำให้ลูกต้องนั่งร้องไห้ที่โรงพยาบาลอีก” คุณพ่อโจวพูดออกมาด้วยความรู้สึกผิดเดิมทีเขาแค่ต้องการจะออกไปซื้อของขวัญให้ลูกสาวคนโตแต่ตอนนี้นอกจากจะไม่รู้ว่าของขวัญที่เขาซื้อหายไปไหนแล้วเขายังทำให้ลูกสาวทั้งสองและภรรยาของเขาต้องมานั่งร้องไห้เฝ้าเขาอยู่ที่โรงพยาบาลอีกด้วย
“แค่คุณพ่อไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ก็ถือว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับหนูแล้วล่ะค่ะ”คำพูดของโจวเสี่ยวเหมยทำให้คุณพ่อโจวยิ้มออกมาสายตาของเขามองเลยไปที่ด้านหลังของลูกสาวแล้วพบว่ามีชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งติดตามมาด้วยแล้วก็นิ่วหน้า
“นี่คือคุณลู่ค่ะเขาเป็นลูกชายของเจ้านายของหนูค่ะ”โจวเสี่ยวเหมยแนะนำด้วยท่าทีขัดเขินเช่นนี้ทำให้คุณพ่อโจวทอดถอนใจออกมาในทันทีเพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มทางด้านหลังไม่มีทางเป็นแค่ลูกชายของเจ้านายอย่างที่ลูกสาวพูด
“สวัสดีครับผมชื่อลู่อวิ๋นครับตอนนี้ผมกำลังคบหากับเสี่ยวเหมยอยู่ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”เมื่อลู่อวิ๋นพูดเช่นนี้คุณพ่อโจวก็ทอดถอนใจออกมาแล้วจังได้หันไปมองหยางจิ่วแล้วพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“อาจิ่วเป็นลูกชายของเจ้านายของเสี่ยวถงเหมือนกันพวกลูกนี่สมแล้วที่เป็นพี่น้องกันนะ หมายปองลูกชายของเจ้านายตัวเองกันทั้งคู่”คำพูดของคุณพ่อโจวทำให้ทุกคนในห้องพักฟื้นต่างก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขันถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างแตกต่างแต่ตอนนี้สิ่งที่ทั้งลู่อวิ๋นและหยางจิ่วมีเหมือนกันก็คือพวกเขาล้วนเป็นลูกชายของเจ้านายของหญิงสาวทั้งสองคน
แม้ว่าสวีอี้ถงจะร่วมวงหัวเราะขบขันไปด้วยแต่ในใจของเธอกลับไม่ได้รู้สึกขบขันมากถึงขนาดนั้นเพียงแต่เสียงขบขันของคนรอบข้างและใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคุณพ่อของเธอทำให้เธอต้องส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจมากกว่าตอนนี้เธอรู้สึกโล่งใจที่คุณพ่อโจวปลอดภัยและเธอก็เชื่อว่าทุกคนในห้องต่างก็พากันโล่งใจเช่นเดียวกันโดยเฉพาะคุณแม่โจวที่ในตอนนี้แม้ว่าจะร่วมวงหัวเราะด้วยแต่ก็แอบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาบนใบหน้าด้วยความโล่งใจ