หวังอี้และเด็กหญิงเดินทางมาเรื่อยๆจนถึงชายขอบแคว้นชิวที่ห่างไปไม่ไกลก็เป็ชายแดน2 แคว้นชิว-เยี่ยน หลายเดือนนี้ทำให้พวกเขาสนิทกันมากขึ้นแต่บัดนี้เขาหลงทางอยู่ในป่า
“กลับมาที่เดิมอีกแล้ว ทำไมเป็เช่นนี้”
เด็กหญิงที่หวังอี้แบกบนหลังอยู่ เธอสังเกตมาสักพักแล้วเธอจึงพูดว่า
“ต้นไม้พวกนี้มันเรียงเป็วงวนที่คดเคี้ยวจากภายนอกเข้าใน”
"นั่นทำให้เราถูกหลอกให้เดินตามขอบจะถูกนำไปในทิศทางหมุนเรื่อยๆ"
หวังอี้มองตามคำพูดเด็กหญิงแล้วพูดว่า
“ค่ายกลหรือ?”
เด็กหญิงพยักหน้า
“ใช่ค่ายกลแน่นอนพี่ดูต้นไม้คู่ตรงนั้นดีๆ มันสมมาตรหันหน้าเข้าหากันตามแนวตั้ง”
หวังอี้ฉุกคิดได้จึงพูดแทรก
“นั่นจึงทำให้เกิดภาพสะท้อน"
"ใช่พวกเราที่เดินอยู่กลางเส้นจะเห็นทางซ้ำและคิดว่าเดินตรงไป แต่จริงๆทางถูกแยกออกด้านข้าง"
เด็กหญิงชี้ไปที่กิ่งไม้ที่พาดซ้อนกันเหมือนซุ้ม
"ตรงนั้นคือประตูธรรมชาติซ้อนกันเป็ชั้นๆทำให้มีจุดที่เหมือนทางออกแต่จริงๆ เป็ทางตัน"
"ต้นไม้หลักแต่ละต้นห่างประมาณ 6 - 12 ฉื่อ(2–4 เมตร)แล้วใช้การทางเดินแคบๆนั่นสร้างวังวน"
หวังอี้เริ่มสำรวจรอบๆ
“อ่อยังงี้นี่เอง เขา(ผู้สร้างค่ายกล)วางต้นสูงที่มีโคนแข็งตั้งแนวด้านนอกเป็เสากรอบเพื่อบดบังท้องฟ้าและดวงดาว"
"ส่วนชั้นกลางใช้เป็ต้นที่กิ่งย้อยต่ำทำเป็ซุ้มอุโมงค์"
"ชั้นล่างเขาาใช้พุ่มไม้ จัดให้เป็แนวเพื่อบิดเบือนมุมมอง ฝังซ่อนเส้นทางจริง"
แล้วหวังอี้ก็เดินไปดูที่ซอกหินพบว่ามีบ่อตื้นๆถูกขุดไว้หลายจุด มีหมอกควันฟุ้งออกมาน้ำค้างถูกจัดวางแนวให้ตกลงหยดรวมกันที่บ่อนี้
หวังอี้ยิ้มเขาล้วงมือลงไปในบ่อ งมหาสักพักก็ได้ใบไม้สมุนไพรบางอย่างขึ้นมามือเขามีแต่ควันและไอเย็น
"ใช้ใบหมอกโบราณสร้างหมดนี่เอง "
หวังอี้เอาตำราค่ายกลสำนักท่านเมฆามาอ่านทบทวนแล้วในที่สุดเขาก็หาทางออกได้
แต่พอเดินไปที่ทางออกหวังอี้ก็หยุดนิ่ง เด็กหญิงสงสัยจึงถาม
“พี่อี้หยุดทำไม?”
หวังอี้หันหลังมามองเข้าไปในค่ายกลธรรมชาติอีกครั้ง
“ค่ายกลนี่โบราณมาก ผู้สร้างค่ายกลย่อมเป็ผู้ทรงภูมิ”
เด็กหญิงยิ้มและพูดสนับสนุน
“นั่นหมายถึงที่นี่ต้องมีอะไรซ่อนไว้”
“ถูกต้อง”
หวังอี้และเด็กหญิงจึงเดินกลับเข้ามาใช้เวลาหาไม่นานก็เจอค่ายกลชั้นกลาง พวกเขาโชคดีค่ายกลชั้นกลางทรุดโทรมแล้วจึงผ่านไปได้ไม่ยาก
เหลือค่ายกลชั้นใน
ชั้นในนี่มีจัดวางเป็วงแหวนแปดทิศด้วยหินแผ่นจารึกอักขระวางตามทิศทั้งแปด ห่างจาก 15-20 ก้าวเป็ระยะเท่ากันหมด
หวังอี้โชคดีมีตำราและเด็กหญิงช่วยจนในที่สุดเขาก็ฝ่าทั้งหมดเข้ามาได้ แต่ก็เป็เวลากลางคืนเมฆเต็มท้องฟ้าบดบังแสงจันทร์และดวงดาว
เขาใช้ปราณสร้างลูกไฟเล็กๆลอยบนฝ่ามือพอให้มีแสงสว่างสลัวๆ
ภาพเบื้องหน้าคือเศษกองไม้ที่เก่ามากๆมีลำธารน้ำใสเล็กๆไหลผ่าน
“ซากกองไม้นั่นน่าจะเคยเป็กระท่อม เคยมีผู้อาศัยที่นี่เมื่อนานมาแล้ว”
แล้วจู่ๆลมก็พัดแรง เมฆบนฟ้าเคลื่อนออกแสงจันทร์จึงสาดส่องลงมา
เด็กทั้ง 2 อ้าปากค้าง
“สวนสมุนไพร!”
ทุ่งสมุนไพรเซียนหายากมากมายเบ่งบานเต็มไปหมดทั้งเนิน
เด็กหญิงรีบวิ่งไปเด็ดอันหนึ่งขึ้นมา
“ดอกบัวหยกฟ้า, หญ้าจันทราม่วง สมุนไพรระดับ 3แม้แต่ต้นฮวิ๋นฮวาก็มี!”
หวังอี้เดินมา ต้นอวิ๋นฮวาออกลูกสีม่วงสว่างเต็มต้น
“ผลอวิ๋นฮวาสามารถเสริมปราณเร่งให้เลื่อนขั้นเร็วขึ้นได้”
หวังอี้เด็ดมากิน 1 ลูกแล้วปราณพุ่งพล่าน เขารีบลงนั่งสมาธิเข้าฌานทันที
ทั้งคู่ตัดสินใจพักอยู่ที่นี่ 1เดือนเพื่อให้หวังอี้กินผลอวิ๋นฮวาฝึกปราณทุกๆวัน
ส่วนเด็กหญิงเธอเก็บสมุนไพรมากมายมาปรุงยาๆไหนต้องใช้ปราณช่วยเธอก็ให้หวังอี้มาช่วย
“เ้าไม่มีรากิญญาเหรอ?”
“มีสิ”
“แล้วทำไมจึงไม่ฝึกเซียน?”
“ข้า...”
“ถ้าลำบากใจก็ไม่ต้องพูด”
หวังอี้ลูบศีรษะเด็กหญิงด้วยความเอ็นดู
1เดือนนี้หวังอี้กินทั้งผลอวิ๋นฮวาและยาที่เด็กหญิงปรุงให้ ที่นี่นอกจากมีสมุนไพรวิเศษหลากหลายแล้วพลังหยินหยางก็สมดุลมาก
ในที่สุดหวังอี้ก็บรรลุระดับ 1 รวมปราณ ขั้นกลางสูงสุดได้สำเร็จ
เด็กหญิงดีใจเข้ามากอดพี่ชายร่างโย่ง
“ดีใจด้วยพี่อี้แต่ข้าก็นึกว่าท่านจะบรรลุขั้นปลาย หรือเลื่อนไปถึงระดับ 2 ปราณพื้นฐานเสียอีก”
หวังอี้ยิ้มบางๆ
“ภายในจิตเต๋าข้ามันไม่ปกติน่ะ พื้นที่มันกว้างกว่าปกติจึงทำให้กว่าจะรวมปราณได้ต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านได้”
“มิน่า ท่านถึงใช้ปราณกระบี่เซียนทรงพลังนั่นได้”
“พลังนั่นระดับ 2 ปราณพื้นฐาน ไม่สิ! ต่อให้เป็ระดับ3 แกนปราณก็ต้องใ”
“อยากเห็นพี่บรรลุระดับ 4 หยวนอิงจัง ข้าอยากรู้ว่าทารกิญญาของพี่จะเป็อะไร?”
หวังอี้ลูบศีรษะเด็กหญิง
“ไกลไป เอาให้ขึ้นระดับ 2ปราณพื้นฐานให้ได้ก่อนดีกว่า”
“บันไดต้องขึ้นทีละก้าวนะ”
สายๆวันนี้หวังอี้นั่นอ่านตำราเต๋าท่านเซียนขนมเคลือบน้ำตาลไม่รู้สิข้าอ่านตำราท่านทีไรแล้วข้าใจสงบอย่างบอกไม่ถูก
การอ่านตำราท่านก่อนนั่งสมาธิเข้าฌานข้ารู้สึกถึงเต๋า
เขาใช้วิชาอัญเชิญเล่น คราวนี้เป็ลูกสุนัขพอมันออกมาก็อ้อนหวังอี้ใหญ่ เด็กหญิงเห็นก็เข้ามากอดเ้าหมาน้อยแล้วก็วิ่งเล่นกับมันปล่อยให้หวังอี้นั่งสมาธิเข้าฌานไป
บ่ายคล้อยหวังอี้ถูกเด็กหญิงเขย่าให้ตื่น
“มีอะไรหรือ?”
เด็กหญิงดึงแขนหวังอี้ให้ลุกแล้วจูงมือมาที่ซากกองไม้เก่าซึ่งเ้าหมาน้อยมันคุ้ยจนเป็โพลงแล้วคาบสิ่งหนึ่งขึ้นมา
“ถุงสมบัติเซียน?”
มันเป็ถุงสมบัติเซียนที่เก่ามากๆ หากไม่มีพลังเซียนมันคงขาดวิ่นไปตามกาลเวลานานแล้ว
หวังอี้ลังเลใจว่าด้านในมีอะไร เขาคิดนานจนเด็กหญิงรำคาญจับมือเขามาล้วงลงไป
ด้านในว่าง งมก็ไม่มีอะไรสงสัยจะเป็แค่กระเป๋าเปล่าเสียแล้วกระมัง
แต่แล้วมือก็ไปแตะสิ่งๆหนึ่งที่คุ้นเคย หวังอี้รีบดึงขั้นมา
“ตำรา?”
หวังอี้เปิดอ่านโดยมีเด็กหญิงและเ้าหมาน้อยดูตามเธอทำหน้าผิดหวัง
“มันก็ตำราเต๋าธรรมดาๆนี่คะท่านพี่ ว้าแย่จังนึกว่าจะเจอของวิเศษ”
เด็กมองหวังอี้ เขาปากสั่น มือสั่นมีน้ำตาเอ่อที่ขอบตาเกือบจะร้องไห้
“วิเศษ! นี่คือสมบัติวิเศษ!!”
“ไม่ผิดแน่ สำนวนการเขียนนี้”
หวังอี้เปิดไปที่หน้าสุดท้ายทันใดนั้นเกิดละอองน้ำใสๆออกมาจากตำรา มันห่อหุ้มบางอย่างไม่ให้ผุพังไปกับกาลเวลา
“ถังหู่ลู่(ขนมเคลือบน้ำตาล)?”
หวังอี้ยิ้มจนร้องไห้เขาจับถังหูลู่ที่มีเพียงผลเดียวนั้นมาเคี้ยว
“อร่อย! ฮือๆ อร่อยมาก”
เด็กหญิงมองด้วยใบหน้างงๆปราณวารีโบราณนั้นปกป้องขนมเคลือบน้ำตาลและตำราเต๋าแสนธรรมดานี่ไว้ทำไม? พี่อี้ร้องไห้ดีใจทำไม?
ค่ำวันนั้นหวังอี้วาง 2 ตำราแล้วโค้งศีรษะคำนับ
“ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็ผู้ใด แต่สำหรับข้าแล้วท่านคือครูของข้า”
“ทุกถ้อยคำที่ท่านเขียนบันทึกไว้ สำหรับข้าแล้วมีค่ายิ่งกว่าสมบัติ์”
“โปรดรับการคาราวะจากข้าด้วย”
“อาจารย์...”
หวังอี้มีใจปิติมาก คืนนั้นเขานั่งสมาธิเขาฌานด้วยใจที่โปร่งโล่งเด็กหญิงอ้าปากค้าง สมุนไพรเซียนทุกต้นคายปราณวารีเป็หยดน้ำใสๆออกมา แล้วมันค่อยๆลอยเข้าไปจิตของหวังอี้
“ช่างลึกล้ำนัก ซ่อนปราณไว้ในธรรมชาติ”
หวังอี้กางฝ่ามือออก ปราณวารีโบราณนั้นไหลผ่านรากปัญญาจนสว่างไสวละอองน้ำมากมายไหลออกจากฝ่ามือไม่ได้ทำร้ายสิ่งใดแม้นแต่ต้นหญ้า
แต่มันค่อยๆรวมตัวกันเป็แผ่นสี่เหลี่ยมสร้างจากวารีลอยเหนือพื้นนิดหน่อย
หวังอี้เอานิ้วไปจิ้มๆก่อนที่จะเอาขาขึ้นไปเหยียบแล้วมันเริ่มพาเขาเคลื่อนที่เหนือพื้นไปข้างหน้า
หวังอี้ยื่นมือให้เด็กหญิง
“ขึ้นมาสิ”
“อื้อ!”
เด็กหญิงจับมือพี่ชายร่างโย่งขึ้นบนแผ่นน้ำแล้วหวังอี้ก็ควบคุมมันเหาะขึ้นฟ้าสูง ลมตีหน้าพวกเขาอย่างแรง
“เหาะได้! เหาะได้แล้ว!”
“พี่อี้! มันสูงมากข้ากลัว!”
เด็กหญิงกลัวจริงๆเธอกอดเอวพี่ชายแน่น แต่เป็หวังอี้ที่ดื้อ ให้แผ่นน้ำนั้นทะลุเมฆขึ้นไปพอทั้งคู่เห็นดวงจันทร์สวยงามแล้วพวกเขาก็อ้าปากค้าง
“สวยจัง”
“ไม่คิดว่าในชีวิตข้าจะได้เห็นดวงจันทร์ใกล้ๆเช่นนี้”
“ข้าด้วย”
ทั้งสองนั่งมองความสวยงามของดวงจันทร์อยู่นานก่อนจะให้แผ่นน้ำลอยต่ำลงมาที่พื้น
แผ่นน้ำสลายเป็ละอองแล้วเข้าไปในจิตหวังอี้เขามีอาการเพลียจนร่างโอนเอนคล้ายจะเป็ลม เด็กหญิงจึงประคองให้เขานั่งลง
“พี่ยังระดับต่ำเกินไปเ้าลอยล่องนี่เป็ปราณวารีของเซียนระดับสูง คงใช้นานๆไม่ได้นะ”
“ลอยล่อง?”
เด็กหญิงยิ้ม
“ใช่! ข้าตั้งชื่อให้มันไง”
“มันเป็แผ่นน้ำ ในชื่อจะไม่มีน้ำหรือวารีสักหน่อยหรือ?”
“ไม่เอาข้าตั้งแล้ว มันชื่อลอยล่อง!”
“จ๊ะๆ ลอยล่องก็ลอยล่อง”
เด็กหญิงดีใจเข้ามาหอมแก้มหวังอี้อีกแล้ว
3 วันต่อมาหวังอี้และเด็กหญิงก็ออกเดินทางต่อ....
.
.
.
เพิ่มอรรถรสในการอ่านนิยาย
บ้านและสวนสมุนไพรแห่งนี้เป็หลินเซียนเคยมาอยู่และปลูกไว้(ตอนนั้นอยู่ระดับ 4 หยวนอิง ขั้นกลาง) มีปรากฏในเื่ เดินวิถีเซียน ตอนที่ 62 และ 65