เบกก์ที่กำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่สะดุ้งเฮือกใหญ่ หันขวับไปมองทูก้าในทันที
‘เขากำลังถามหาข้าอยู่งั้นหรือ!’
สีหน้าของเบกก์เต็มไปด้วยความลังเล เหงื่อผุดขึ้นทั่วร่าง เขาไม่แน่ใจว่าควรแสดงตัวออกไปหรือไม่
สิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งส่งผลให้กำลังใจของกองทัพตนตกฮวบ ซ้ำร้ายยังมาติดกับดักของเผ่าพันธุ์มูนควีนที่ส่งพวกเขากระจัดกระจายไปทั่วดินแดนกิ่งไม้แห่งนี้อีกจึงทำให้เวลานี้กองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่
‘ออกไปหรือไม่ไปดี’สมองของเบกก์ทำงานอย่างหนัก แต่เมื่อเขาก้มลงมองสภาพร่างกายอันน่าสังเวชของตนก็ทำให้เบกก์ตัดสินใจได้ในทันที
‘ข้ามีโอกาสตายสูงมากในสงครามครั้งนี้ แล้วยังจะลังเลอะไรอีก!’
“ข้าเป็นคนพูดเองขอรับ!”
ทูก้ารีบหันไปมองอย่างดีใจ เขาพึ่งรู้ว่าตนโชคดีมากก็วันนี้ มีเพียงหนึ่งพันคนที่ถูกสุ่มออกมาจากคนจำนวนมหาศาล แต่หนึ่งในคนที่เขาต้องการกลับมาอยู่ที่นี่ได้อย่างน่าอัศจรรย์!
แต่เมื่อเห็นสภาพพิการไปครึ่งตัวของเบกก์ก็ทำให้คิ้วกระตุก
‘เจ้านี่คงไม่แกล้งแสดงตัวออกมาเพราะหวังบางอย่างจากข้าหรอกนะ?’
ทูก้าจงใจแสดงพลังออกมา อาศัยเวลาแค่ชั่วลมหายใจก็ไปโผล่อยู่ที่หน้าของเบกก์ในระยะประชิด สองมือยกขึ้นกดบ่าของเบกก์เบาๆ แต่หนักหน่วงสำหรับเบกก์จนเขาต้องทรุดตัวลงกระแทกเข่ากระทบเปลือกไม้เสียงดัง
“เจ้าคงจะไม่ได้โกหกข้าหรอกนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นทั้งเจ้าและเผ่าพันธุ์ของเจ้าข้าไม่เอาไว้แน่!”ทูก้าพูดเสียงเหี้ยม ถึงจะขี้ขลาดแค่ไหนถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 บารมีที่มีจึงมากพอจะสะกดเบกก์ให้หวาดกลัวได้
เมื่อเห็นเบกก์อึกอักก็เริ่มทำให้ทูก้าใจเสีย เขากลัวว่าเบกก์จะพูดออกมาว่าจริงๆแล้วเขาโกหก
‘ไม่ได้! จะปล่อยให้เจ้าพิการนี่พูดออกมาไม่ได้ ไม่อย่างนั้นแผนข้าก็ล่มพอดี!’
“ฮ่าๆๆ ข้าล้อเล้นนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากข้าเชื่อว่าเจ้าคงไม่กล้าจะโกหกหรอก เอาละ! ตามข้ามา ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าส่วนตัว”พูดจบทูก้าก็ออกเดินนำไปในทันที
เบกก์มีท่าทีลังเลแต่สุดท้ายก็เดินตามไปแต่โดยดีท่ามกลางสายตาทหารนับพันคน
ทั้งคู่ไม่ได้เดินไปไกลนัก พวกเขาแค่เว้นระยะให้ไกลจากผู้อื่นหน่อยเท่านั้น ทูก้าจึงเลือกเดินไปคุยกับเบกก์ที่หลังต้นไม้ตนหนึ่ง
ทูก้าไม่ได้ถามว่าสิ่งที่เบกก์พูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่เนื่องจากกลัวว่ามันจะเป็นเรื่องโกหก แต่กับถามว่า
“คนทรยศที่เจ้าว่าได้อยู่ที่แห่งนี้หรือเปล่า?”
เบกก์เหงื่อแตกพลั่ก พยายามข่มความตื่นเต้นที่ผสมปนเปไปกับความหวาดกลัวในใจ เบนสายตาเหลือบไปมองทหารนับพันคนที่ยืนออกันอยู่
จากที่กวาดตามองเขาไม่เห็นร่างในชุดคลุมของวาสแต่อย่างใด อันที่จริงขอแค่วาสเปลี่ยนการแต่งตัวเบกก์ก็ไม่สามารถจำวาสได้แล้ว เพราะว่าเบกก์นั้นไม่เคยเห็นหน้าตาจริงๆของวาสเลยสักครั้ง
“มะ..ไม่อยู่ขอรับ”เบกก์พูดเสียงแผ่วโดยไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด เขาก้มหน้างุดไม่กล้าเผชิญหน้ากับสายตาของทูก้า
ทูก้าที่ได้ยินคำพูดของเบกก์ก็มีสีหน้าจริงจังแต่ในลิงโลด เขาคิดว่าจะดวงซวยได้ตัวคนทรยศมาอยู่ที่แห่งนี้เสียแล้ว
หากคนทรยศมาอยู่ที่แห่งนี้ นอกจากจะทำให้ทูก้าต้องระวังหลังตลอดเวลาแล้ว ก็จะทำให้แผนการถ่วงเวลารอกำลังเสริมของเขานั้นล่มอย่างไม่เป็นท่าอีกด้วย แต่เพื่อแสดงตัวเป็นผู้นำที่ดีทูก้าจึงได้แต่ตีหน้าเข้มแล้วถามออกไปว่า
“ช่างน่าเสียดาย! ถ้าอย่างนั้���หากเจ้าเจอคนทรยศที่ว่าเจ้าจะสามารถระบุตัวมันได้ทันทีรึเปล่า”เบกก์พยักหน้าถี่โดยไม่ต้องคิดแม้ความจริงจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม ใครจะโง่พอที่จะส่ายหน้าปฏิเสธกัน หากทำอย่างนั้นเขาคงไม่พ้นโดนทูก้ากุดหัวในตอนนี้เป็นแน่
“ดี! ถ้าอย่างนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการตามหาตัวคนทรยศให้เร็วที่สุดโดยการเดินทางไปหาพรรคพวกของเราที่กระจัดกระจายไปเพื่อค้นหาตัวคนทรยศที่อาจจะแฝงตัวอยู่กับพวกเขา และเนื่องจากเจ้าเป็นคนเดียวที่รู้เกี่ยวกับตัวตนของทรยศดังนั้นข้าจะให้ความคุ้มครองเจ้าเป็นการส่วนตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตายก่อนที่จะระบุตัวคนทรยศได้”
เบกก์แทบจะกระโดดตัวลอย เขายังไม่ทันได้ขอแต่ทูก้ากลับเสนอสิ่งที่เขาต้องการที่สุดมาเองจึงทำให้เขานั้นมีความสุขเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณขอรับ! ข้ารับปากว่าหากเจอคนทรยศเมื่อไหร่จะแจ้งให้ท่านทราบทันที!”
เมื่อพูดคุยกันเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็เดินกลับไปหาเหล่าทหารที่รอคอยอยู่ด้วยอารมณ์ปิติยินดีคล้ายๆกัน
ทูก้าแจ้งความประสงค์เรื่องตามหาคนทรยศให้ทุกคนทราบ เขาสั่งให้ทหารทุกนายเตรียมความพร้อมออกเดินทาง แต่เพื่อถ่วงเวลาให้นานที่สุดทูก้าจึงใช้อาการบาดเจ็บของทหารบางคนในการยืดเยื้ออ้างว่ารอให้ทหารฟื้นตัวจึงใช้เวลาอยู่ที่เดิมกว่า3วันถึงจะออกเดินทาง
ในระหว่างที่ทูก้ากำลังออกคำสั่งต่างๆอยู่นั้น เบกก์ที่ยืนอยู่ข้างๆไม่ได้รู้ตัวเลยว่าได้ตกเป็นเป้าสายตาของนายทหารที่ดูธรรมดาๆคนหนึ่งอยู่!
เหล่าทหารพอรู้ว่าจะต้องอยู่สถานที่แห่งนี้เป็นเวลาสามวันก็พากันแยกย้ายไปพื้นที่รอบๆ และเริ่มตั้งกระโจมเพื่อพักผ่อนและรักษาตัวโดยมีบางส่วนอาสาไปทำหน้าที่เป็นแพทย์สนาม
ที่ใต้ร่มไม้ต้นหนึ่งมีทหารคนหนึ่งมือสองข้างขยับพันแผลให้ทหารที่ขาหักอย่างชำนาญพร้อมเอ่ยปลอบประโลมและยื่นยารักษาขวดหนึ่งให้อย่างใจกว้าง ก่อนจะไปปฐมพยาบาลทหารคนอื่นต่อ
เสียงฝักดาบที่กระทบกับเกราะขาดังขึ้นเป็นจังหวะ เกราะครบชุดสีเทาหม่นซีดๆที่คล้ายกับทหารอีกหลายคนและดาบเหล็กธรรมดาที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นรวมถึงไม่มีออร่าของนักรบกลายพันธุ์แสดงออกมาให้เห็นทำให้ทหารนายนี้ดูธรรรมดาอย่างถึงที่สุด
เขากวาดตามองรอบๆราวกับกำลังหาผู้บาดเจ็บ
แต่นัยน์ตาสีดำที่มองผ่านช่องว่างของหมวกเหล็กมานั้นดูน่าขนลุกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยสิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาระยะหนึ่งนั้นคือภาพเบกก์ที่ยืนยิ้มหน้าบานอยู่
‘ต้องหาโอกาสฆ่ามันให้ได้!!!’
ในเวลาเดียวกัน อีกสถานที่แห่งหนึ่ง
การกระจัดกระจายของกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนส่งผลให้ความแข็งแกร่งของกองทัพลดลงอย่างยิ่งยวด
อย่างไรก็ตาม กองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนก็ไม่ใช่กองทัพที่จะถูกทำลายได้ด้วยกลยุทธ์เพียงแค่นี้!
สิ่งเดียวที่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนไม่เคยขาดแคลนก็คือข้ารับใช้ นับวันยิ่งจะมีเผ่าพันธุ์จำนวนมากส่งตัวแทนมาสวามิภักดิ์โดยที่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนไม่จำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง สิ่งเดียวที่พวกเขาลงมือทำด้วยตัวเองก็คือการเปิดปากสั่งการเท่านั้น
ใครผลงานดีได้รับรางวัล ส่วนใครที่ทำไม่ได้ตามคำสั่งก็มีเพียงบทลงโทษที่รุนแรงรอคอยอยู่
เพราะฉะนั้นทหารทุกคนของกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนจึงรู้ดีว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่หลังจากพ่ายแพ้สงครามมีเพียงความตายหรือการตกเป็นทาสตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่เท่านั้น!
ต่อให้เป็นนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ถ้าหากล้มเหลวก็จะต้องเผชิญหน้ากับบทลงโทษอันรุนแรงเช่นเดียวกัน!
บนกิ่งไม้หนาใหญ่กิ่งหนึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยจากการทำลายล้าง ทั้งกิ่งถูกเคลือบไปด้วยผลึกสีน้ำเงินราวกับเป็นคริสตัลแท่งใหญ่ เจ้าของผลงานก็คือผู้ที่มีดวงตาสีน้ำเงินอันลุ่มลึกคู่หนึ่งกำลังเต็มไปด้วยโทสะ
นอกจากความโกรธแล้ว ในใจลึกๆของเขาก็แอบซ่อนความวิตกกังวลไว้อยู่
เมดิสยืนอยู่อย่างเดียวดายอยู่บนกิ่งไม้ยักษ์ที่แหว่งหายไปครึ่งหนึ่ง รอบข้างเงียบสนิทไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตอื่น
ไม่ใช่ว่าไม่มีทหารถูกส่งมาสถานที่เดียวกับเขา เพียงแต่ว่าทหารเหล่านั้นได้ถูกเมดิสลงมือสังหารระบายอารมณ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
แต่ถึงอย่างนั้นโทสะที่เขามีก็ดูไม่ลดลงสักเท่าไหร่!
ทางเดียวที่จะหยุดโทสะนี้ได้ก็คือการนำเลือดของเผ่าพันธุ์มูนควีนมาล้างมันออกไป!
ตูม!
ด้วยประสาทสัมผัสของนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ทำให้เมดิสได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากทิศทางหนึ่ง
อากาศบริเวณนั้นบิดเบี้ยวไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาสภาพเดิม
ดวงตาสีน้ำเงินหรี่ลงจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่ง เบนสายตาลงไปเบื้องล่างราวกับสามารถมองทะลุหมู่เมฆหนาได้
ต่อจากนั้นไม่กี่นาที สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกลุ่มแสงจำนวนมหาศาลที่พุ่งขึ้นมาจากผืนดินเบื้องล่าง ก่อนจะกระจัดกระจายไปทั่วดินแดนกิ่งไม้!
และก็มีกลุ่มหนึ่งที่มุ่งหน้ามายังตำแหน่งที่เมดิสยืนอยู่!
ทหารจำนวนเกือบหนึ่งพันนายได้ถูกส่งตัวมาที่นี่ด้วยความมึนงง จนไม่ได้สังเกตถึงการคงอยู่ของเมดิสเสียด้วยซ้ำ
ทว่าก่อนที่เมดิสจะได้อ้าปากเอื้อนเอ่ยคำใด สัญชาตญาณของเขาก็รับรู้ได้ถึงแสงสว่างดวงหนึ่งที่พุ่งเข้ามา และดวงแสงนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังระดับเดียวกับเขาอยู่!
ตึง!
กิ่งไม้ยักษ์สั่นสะเทือนยกใหญ่ ก่อนจะมีเสียงคำรามกึกก้องออกมาว่า
“โธ่เว้ย! มันเป็นกับดัก!”ผู้เอ่ยประโยคนี้ก็คือเจ้าของปากขนาดใหญ่ซึ่งเป็นถึงหนึ่งในสามแม่ทัพเหมือนกับเมดิส
ดองเต้!
“หือ....”หลังจากตั้งสติได้เป็นไปไม่ได้ที่ดองเต้จะไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของเมดิส
ดวงตาสองคู่จ้องประสานกันนิ่ง
อากาศคล้ายกำลังจะปริแตกจากการจ้องมองของสองแม่ทัพที่ไม่ค่อยจะถูกชะตากัน
เหล่าทหารที่มึนงงพลันได้สติ ก่อนจะพากันขดตัวด้วยความหวาดกลัวพยายามถอยห่างออกจากสองแม่ทัพที่ยืนจ้องกันอยู่ให้มากที่สุด!