ตอนที่หนึ่งร้อยหก Aftermath 4
ข้อดีของการได้อยู่ฝ่ายราชวงศ์และฝ่ายทหารที่มีคนมากกว่านั้นมีข้อดีกว่าการอยู่ฝ่ายอาชญากรที่ต้องๆหลบๆซ่อนๆ
หากในการทำภารกิจต่างๆผมเจอพวกราชวงศ์หรือทหาร
ผมต้องพยายามหลบซ่อนตัวอย่างมากที่สุด
แต่หากเวลาเราอยู่ฝ่ายราชวงศ์หรือทหารแล้ว
โครม
ปึง
ประตูและกำแพงที่ยึดติดนั้นกระเด็นออกมาตามแรงมือของผม
พวกเขาคิดง่ายๆว่าการขังตัวอยู่ในบ้านหรือปราสาทของตนเองนั้นจะทำให้พวกเขารอดไปได้
พวกเขาคิดถูกถ้าพวกเขาจะไม่เจอกับผม
ที่สามารถดึงประตูหรือพังกำแพงทุกกำแพงที่ผมเจอได้
หากกำแพงนั้นไม่ใช่กำแพงเวทมนตร์
บรรดาทหารของขุนนางที่ทรยศปากอ้าตาค้างเมื่อเห็นประตูปราสาทของตนเองนั้นพังคาสายตาของตนเอง
ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบ
คัลกล่าวว่า
“ขัดขืนก็ได้ ข้าไม่ฆ่าพวกเจ้าหรอกแค่หักแขนหักขาเท่านั้นล่ะ”
คัลกล่าวอย่างอ่อนโยน
โครม
คัลโยนประตูที่พังคามือของตนเองไปไว้ด้านข้าง
“ใครต้องการโดนหักแขนขาคนแรก?”
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
พวกเขาคุกเข่าลงและกล่าวว่า
“พวกข้ายอมแพ้แล้วท่านคัลโปรดเมตตาพวกข้าด้วยเถอะ”
ด้วยสาเหตุบางประการ
พวกเขากลับคุกเข่าลงยอมให้จับกุมแต่โดยดี
ถึงกับมีพวกทหารองครักษ์ของขุนนางที่ทรยศช่วยจับมัดเอามาส่งให้ผมด้วยซ้ำ
แปลกจริงๆแฮะ
ปรกติผมต้องฆ่าทหารองครักษ์จนถึงคนสุดท้ายก่อนพวกเขาถึงค่อยจะคิดว่าควรจะยอมแพ้
ในสถานการณ์ที่วุ่นวายเช่นนี้หลังจากจัดการกับเหตุการณ์ในวังจนสงบแล้ว
ผมเลยมาช่วยปราบปรามความวุ่นวายภายนอกราชวัง
เป็นการเตือนว่าอำนาจยังอยู่ในมือของราชินีนะ
อย่าได้คิดขัดขืนหรือก่อเรื่องวุ่นวายเป็นอันขาด
ด้วยความร่วมมือระหว่างผมและการสอบปากคำพวกสายลับ
ทำให้เราสามารถจับกุมคนที่เป็นสายลับแบบปรกติและคนที่เป็นสาวกแวมไพร์หรือพวกองค์กรอาชญากรรมธรรมดาได้
จากการที่ท่านเวเนียร์คุยกับราชินีออโรร่า
สรุปได้ว่าเธอจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หากพวกผู้ถือคบเพลิงที่เหลือจะเดินทางออกจากเมืองไปในยี่สิบสี่ชั่วโมงและไม่กลับมาอีก
ท่าทางราชินีออโรร่านั้นจะเป็นเอทิสม์มากกว่าผมอีกที่สามารถหาเรื่องสาวกของเทพเจ้าได้มากขนาดนั้นโดยไม่กลัวเทพเจ้าโกรธ
แต่ผมยักไหล่
นี่มันเมืองของเธอ
ไม่เกี่ยวกับผม
สิ่งที่ผมผลักดันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“เจ้าบอกว่าจะให้ข้าอภัยให้กับคนทรยศหรือ?”
สายตาของราชินีออโรร่ากลายเป็นสีขาวและเส้นผมปลิวพุ่งขึ้นไปข้างบนเพราะความโกรธอีกครั้ง