การตัดสินใจของเหล่าหญิงสาว
ผลลัพธ์ของการต่อสู้ถูกส่งกลับไปถึงผู้นำตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ในทันที พร้อมกับภาพสุดท้ายที่ถูกบันทึกเอาไว้ (*ขอแก้นิดนะครับ ตอนที่แล้วดันนับตระกูลเขี้ยวทองคำซ้ำสองรอบ เลยทำให้กลายเป็น 6 ตระกูล)
ภาพของเทพมังกรที่ยิ่งใหญ่ราวกับภูเขาและภาพของกรงเล็บที่ตบฟาดลงมาอย่างดุดัน ภาพนั้นคือภาพสุดท้ายที่พวกมันได้เห็นจากอุปกรณ์บันทึกภาพเพราะทันทีที่กรงเล็บตบฟาดลงมา ผู้ที่ลอบบันทึกภาพการต่อสู้ก็ถูกคลื่นพลังระเบิดเข้าใส่จนตายไปพร้อมกัน
เหตุที่ภาพยังถูกส่งกลับมานั้นก็เพราะมันเป็นการส่งผ่านระยะไกลด้วยเวทมนตร์พิเศษ
บรรยากาศภายในห้องประชุมดิ่งลงจนกลายเป็นความเงียบงัน สีหน้าของผู้นำตระกูลทั้ง 5 ซีดขาวปราศจากเลือด ความมั่นใจของพวกมัน ความคาดหวังและความโลภ ทั้งหมดทั้งมวลถูกทำลายไปจนหมดสิ้นเพราะภาพของกรงเล็บที่ตบฟาดลงมาเบื้องหน้า
หลังจากเงียบงันไปนาน ผู้นำของตระกูลโฮลี่บลัดก็สงบลงและลุกขึ้นยืน
“ตระกูลโฮลี่บลัดขอถอนตัว”
คำพูดที่แสนเรียบง่ายนี้เรียกสติของผู้นำตระกูลที่เหลือให้กลับคืนมา สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนแปลงไป มีทั้งความประหลาดใจ ความรู้สึกว่างเปล่าและความโกรธเกรี้ยวอำมหิต
“เจ้ากล้า!!”
เสียงคำรามดังมาจากผู้นำของตระกูลเทพยุทธ์ พร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลจากผู้นำของตระกูลเขี้ยวทองคำ
ทั้งสองตระกูลร่วมมือกันมานานจึงมีความเข้าใจกันมากเป็นพิเศษ พวกมันตระหนักได้ในทันทีว่าหากปล่อยให้ใครถอนตัวจากไปได้ พันธมิตรของพวกมันจะล่มสลายลงในทันที
ทว่าสีหน้าของผู้นำของตระกูลโฮลี่บลัดยังคงนิ่งเฉย สายตาของมันเย็นเยียบลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะมองไปด้านข้าง ผู้นำของอีกสองตระกูลก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
“ตระกูลล้านแมลงขอถอนตัว!”
“ตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุขอถอนตัว!”
ทันทีที่ทั้งสองพูดออกมา บรรยากาศภายในห้องประชุมก็หยุดนิ่งไป สีหน้าของผู้นำของตระกูลเทพยุทธ์และตระกูลเขี้ยวทองคำแข็งค้างไปทันที ใบหน้าของพวกมันแดงก่ำ ก่อนจะซีดลงอย่างรวดเร็ว
ไม่มีคำตอบใดๆ ตอบรับกลับมา ทว่าผู้นำของตระกูลโฮลี่บลัดก็ไม่ได้ใส่ใจ มันหันไปหาผู้นำทั้งสองที่ลอบจับมือกันเอาไว้จากนั้นจึงพากันจากไปโดยที่ผู้นำตระกูลทั้งสองไม่อาจทำอะไรได้
ถึงตอนนี้พวกมันถึงได้รู้ว่าพันธมิตรที่พวกมันดึงตัวเข้ามานั้น ได้ลอบจับมือกันต่อต้านพวกมันมาตั้งแต่แรก
เมื่อพวกมันตระหนักถึงเรื่องนี้ ความเย็นเยือกสายหนึ่งก็แล่นไปตามกระดูกสันหลังของพวกมัน จนทำให้สีหน้าของพวกมันซีดขาว ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ผู้นำตระกูลทั้งสองทำได้เพียงสบตากันด้วยสีหน้าที่น่าเกลียด ก่อนที่พวกมันจะแยกจากกันไปอย่างเงียบงัน
ในวันนั้นพันธมิตร 5 ตระกูลใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ก็พังทลายลงอย่างเงียบงันพร้อมกับความหวังทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นการบุกโจมตีตระกูลอันดูวเดธหรือตระกูลเทพมังกร ไม่มีใครมีความคิดแบบนี้อยู่อีกเลย
การสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเทพมังกรนั้นได้ทำลายขวัญกำลังใจของพวกมันไปพร้อมกับความหวังทั้งหมด ทำให้พวกมันไม่อาจทำอะไรได้อีก
ทวีปทั้งทวีปคล้ายกับเข้าสู่ยุคใหม่ ตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ได้กลายเป็นอดีตไปอย่างช้าๆ เริ่มต้นจากการถอนตัวของตระกูลชาโดว์เกรฟส์ที่ทำให้อาณาจักรราตรีนิรันดร์เข้าสู่กลียุค
ต่อจากนั้นก็เป็นความวุ่นวายภายในของตระกูลเขี้ยวทองคำเพราะการสูญเสียกำลังหลักไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เผ่าทั้งห้าที่รวมกันเป็นตระกูลเขี้ยวทองคำเกิดความแตกแยก
ตระกูลล้านแมลงเก็บตัวเงียบและปิดผนึกอาณาจักรของตนเองทำให้คนนอกไม่อาจแทรกแซงเข้าไปได้
ตระกูลโฮลี่บลัดเริ่มมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ การปกครองด้วยศาสนจักรเริ่มพังทลายเพราะการหายไปของรูปสลักเทพเจ้า ส่งผลให้ศาสนจักรก้าวเข้าสู่ความเสื่อมโทรม
ตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุเริ่มปรับปรุงความแข็งแกร่งของตระกูลครั้งใหญ่ พวกมันระเบิดความรู้สึกคับแค้นใจและความอัปยศจากการถูกบีบคั้นเพื่อผลักดันพวกมันให้กลายเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง
ในฐานะของตระกูลรองที่ก้าวขึ้นมาเป็นตระกูลใหญ่ พวกมันมีศักดิ์ศรีที่ต่ำกว่าตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ตระกูลอื่นมานานแล้ว
ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พวกมันพยายามแก้ไขมาโดยตลอด แต่พวกมันก็ไม่มีโอกาสที่จะยกระดับความแข็งแกร่งและศักดิ์ศรีของพวกมันให้เทียบกับตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ตระกูลอื่นได้
เพื่อยกระดับศักดิ์ศรีของพวกมัน สิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกมันคือ ‘สงคราม’ แต่เพื่อที่จะก่อสงคราม พวกมันจำเป็นต้องเตรียมพร้อม ทั้งวางแผนการต่างๆ เตรียมเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้พร้อม พวกมันจึงเก็บตัวเงียบไม่ยอมเคลื่อนไหว
หากแต่พยายามฝึกฝนกองกำลังอยู่ในความมืดจึงทำให้อาณาจักร ‘เทพมนตรา’ ดูเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
ส่วนตระกูลเทพยุทธ์นั้นหลังจากสูญเสียมือดีไปมากจากการปะทะกับเทพมังกร สายตระกูลยุทธ์ที่ถูกกดขี่มานานก็ลุกฮือขึ้นต่อต้านจนกลายเป็นสงครามภายในซึ่งนำมาสู่การแบ่งแยกตระกูลในที่สุด
ผลลัพธ์ต่อจากนั้นทำให้ตระกูลเทพยุทธ์แตกออกเป็นสองฝ่ายโดยสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งคือสายตระกูลยุทธ์ที่เน้นการฝึกฝนร่างกาย พวกมันถอนกำลังออกไปจากตระกูลเทพยุทธ์และไปสร้างถิ่นฐานของตัวเองด้วยการบุกเบิกดินแดนใหม่
จากนั้นก่อตั้งตระกูลขึ้นใหม่ในชื่อของ ‘ปรมาจารย์ยุทธ์’ และเริ่มบุกเบิกเส้นทางที่เป็นของพวกมันขึ้นมาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแนวทางของสายตระกูลยุทธ์ในอดีต
ขณะที่สายตระกูลเทพเดิมก็เปลี่ยนชื่อตระกูลใหม่กลายเป็นตระกูล ‘เทพเซียน’ และเริ่มปรับปรุงแนวทางการฝึกฝนของพวกมันใหม่เช่นกัน
มรดกของตระกูลแตกออกเป็นสองส่วนโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้อาณาจักรเทพยุทธ์เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในจนทำให้อาณาเขตของอาณาจักรมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่ตระกูลใหญ่ทั้ง 5 พบเจอกับปัญหาเนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากความพ่ายแพ้
ตระกูลอันดูวเดธก็ยังนิ่งเฉย ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เป็นการตอบโต้ แม้กระทั่งอาณาจักรเทพมังกรก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ราวกับพวกมันไม่ได้พบเจอกับการต่อต้านใดๆ มาก่อน
ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่การที่ตระกูลอันดูวเดธนิ่งเฉยมานานเกินไปนั้นกลับทำให้ตระกูลอื่นๆ เริ่มสงสัย
แต่ในช่วงเวลาที่หลายตระกูลเริ่มสนใจ ตระกูลอันดูวเดธก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในตระกูลอันดูวเดธ แต่เกิดขึ้นในมหาสมุทรรอบทวีป มันเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับ ‘หอคอยปฐพี’ ที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลอันดูวเดธ
ก่อนที่จะมีใครคิดลงมือกับหอคอยที่เป็นดังแหล่งพลังงานของตระกูลอันดูวเดธ หอคอยปฐพีทั้งหมดก็หายไปในค่ำคืนเดียว พวกมันจมลงไปใต้มหาสมุทรและหายลับไปอย่างลึกลับ ทำให้ตระกูลใหญ่น้อยในทวีปตื่นตัวกันมาก
มีหลายตระกูลที่วางแผนเล่นงานตระกูลอันดูวเดธอย่างลับๆ ด้วยการทำลายหอคอยปฐพีก็ต้องพบเจอกับความผิดหวังเพราะหอคอยทั้งหมดจมหายไปก่อนที่พวกมันจะเคลื่อนไหว
ส่วนตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ที่เคยร่วมมือกันลงมือกับตระกูลอันดูวเดธนั้น พวกมันได้แต่ทอดถอนใจด้วยความผิดหวังที่พวกมันคาดการณ์ผิดพลาด
พวกมันทราบดีมาตลอดว่าหอคอยปฐพีนั้นเป็นแหล่งพลังของตระกูลอันดูวเดธ มันเป็นแหล่งพลังที่ใช้ขับเคลื่อนหอคอยนภาและเป็นแหล่งพลังที่ใช้หล่อเลี้ยงเครือข่ายโลกวิญญาณที่เปรียบได้กับหูตาของตระกูลอันดูวเดธ
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะพวกมันมั่นใจมากเกินไปว่าสามารถกำจัดตระกูลอันดูวเดธได้และยึดเอาทุกสิ่งทุกอย่างของตระกูลอันดูวเดธมาเป็นของตัวเอง พวกมันจึงจงใจละเว้นหอคอยปฐพีเหล่านี้
ทั้งนี้ก็เพราะพวกมันดูถูกพลังชำระล้างของตระกูลอันดูวเดธและเชื่อว่าหากไม่มีเทพเจ้าจริงแท้ซึ่งเป็นบรรพชนของตระกูลอันดูวเดธอยู่ พลังชำระล้างก็ทำได้เพียงช่วยพวกมันฝึกฝนเท่านั้น
แต่พวกมันก็คิดไม่ถึงว่าก่อนที่พวกมันจะได้ลงมือกับตระกูลอันดูวเดธ พวกมันก็หลงไปกับสิ่งล่อลวงใจอย่างตระกูลเทพมังกร จนสุดท้ายพวกมันก็ติดกับดักของตระกูลอันดูวเดธจนพบกับความสูญเสียในที่สุด
ถึงตอนนี้แม้ว่าพวกมันจะไม่มีหลักฐาน แต่พวกมันก็มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นแผนการของตระกูลอันดูวเดธที่หลอกล่อพวกมันให้ปะทะกับเทพมังกรจนสูญเสียหนัก
แต่ถึงจะรู้เอาตอนนี้ก็สายเกินไป พวกมันไม่สามารถทำอะไรได้อีก แม้กระทั่งการตัดกำลังด้วยการทำลายหอคอยปฐพี พวกมันก็ไม่มีโอกาสอีกต่อไป
เมื่อไม่มีตระกูลใหญ่ตระกูลใดออกมาเคลื่อนไหว ตระกูลใหญ่น้อยที่มีความแข็งแกร่งด้อยกว่าก็ยิ่งไม่กล้า สุดท้ายตระกูลอันดูวเดธก็กลับคืนสู่ความสงบสุข
เว้นเพียงบรรยากาศภายในบ้านของกัสที่ยังไม่สงบสุขสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ก็เพราะกัสยังไม่ออกมาจากการปิดประตูฝึกตนเสียทีทั้งที่ผ่านไปนานเกือบ 2 ปีแล้ว
เหล่าคู่หมั้นสาวที่เดิมทีมีมากถึง 24 คน ตอนนี้ลดลงจนเหลือไม่ถึง 20 คนแล้ว การที่กัสปิดประตูฝึกตนหลังจากที่มีการหมั้นหมายนั้น ทำให้เหล่าคู่หมั้นสาวซึ่งมาด้วยหัวใจที่ร้อนระอุรู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่
หัวใจของพวกเธอเย็นชืดลงอย่างช้าๆ กับคู่หมั้นที่ไม่มีโอกาสได้พบหน้าหรือแม้แต่การพูดคุย ต่อให้พวกเธอจะมีความสนใจในตัวกัสมากเท่าไหร่
แต่เมื่อพวกเธอไม่ได้รับการตอบสนอง ความสนใจก็ไม่เกิดเป็นความรักชอบ สุดท้ายก็กลายเป็นความเย็นชา ส่งผลให้พวกเธอเริ่มผิดหวังและตัดสินใจถอนตัวไปในที่สุด
การตัดสินใจของพวกเธอนั้นไม่ได้ทำให้ใครประหลาดใจนัก หลายคนยังอดไม่ได้ที่จะออกมาตำหนิกัสเสียด้วยซ้ำที่ทำตัวเย็นชาแบบนี้
แต่สำหรับกลุ่มคนระดับสูงที่เข้าใจสถานการณ์ของกัสดีนั้น ไม่มีใครเลยที่นึกตำหนิกัส มีเพียงการทอดถอนใจด้วยความเห็นใจเหล่าหญิงสาวที่ต้องเผชิญหน้ากับความเย็นชาของกัสเพียงเท่านั้น
สำหรับคนที่ไม่รู้จักโลกของเทพนั้น การจะออกมาตำหนิกัสที่เย็นชากับคู่หมั้นย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับเหล่าเทพที่มีประสบการณ์ชีวิตอันยาวนาน ไม่มีใครประหลาดใจเลยที่กัสจะปิดตัวเองอยู่นานถึง 2 ปีแบบนี้
อันที่จริงทุกคนคิดเหมือนกันว่าต่อให้กัสจะปิดตัวเองนานถึง 10 ปีก็ไม่น่าประหลาดใจอะไรเพราะสิ่งที่เขาได้รับจากการต่อสู้กับบรรพชนนักบวชแดงนั้นมีมากจนไม่มีใครสามารถจินตนาการถึง
ขนาดเทพที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้ในครั้งนั้นก็ยังเลือกที่จะปิดประตูฝึกตนมานานนับปีเช่นกัน คนที่ออกมาเร็วที่สุดก็เพิ่งจะออกมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
การที่กัสยังคงปิดประตูฝึกฝนอยู่นั้นจึงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ในสายตาของบุคคลระดับสูงในตระกูล
คนเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น ดูเหมือนจะมีเพียงท่านหญิงไอโกะที่เฝ้าจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของกัสมาโดยตลอด เธอเริ่มคาดเดาช่วงเวลาที่กัสจะออกมาจากการปิดประตูฝึกตนจากปริมาณพลังที่เขาดูดกลืนเข้าไป
‘ราวๆ 1 ปี ไม่สิ อาจจะมากกว่านั้นก็ได้ แต่สั้นที่สุดคือ 1 ปีต่อจากนี้ มากที่สุดอาจจะไม่เกิน 5 ปี นับว่าไม่เลวเลย’
จากการประเมินของท่านหญิงไอโกะ ปริมาณพลังที่กัสกลืนกินเข้าไปในแต่ละวันนั้นเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งเธอคาดเดาว่าหลังจากนี้อีก 1 ปีกัสจะก้าวเข้าสู่ระดับ 9 ดาวโดยสมบูรณ์ เธอจึงเดาว่าเขาน่าจะออกมาจากการปิดประตูในตอนนั้น
แต่โอกาสที่กัสจะยังปิดประตูฝึกตนต่อไปนั้นก็มีอยู่เช่นกันเพราะสิ่งที่กัสได้รับจากบรรพชนนักบวชแดงนั้น มีมากกว่าพลัง แต่ยังมีพลังอำนาจของกฎแห่งไฟรวมอยู่ด้วย
การจะย่อยสลายกฎนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งการกลืนกินกฎแห่งไฟเพื่อพัฒนากฎของตนเองขึ้นมาก็ไม่ง่ายเช่นกัน 3 ปีนั้นนับเป็นเวลาที่เร็วจนน่าตระหนกแล้ว
แต่ท่านหญิงไอโกะก็คาดหวังกับกัสเอาไว้มากเพราะเธอได้เห็นสิ่งที่เขาทำมาตลอด จึงทำให้เธออดไม่ได้ที่จะคาดหวังในตัวเขาเอาไว้มากกว่าที่ควรจะเป็น
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเหล่าคู่หมั้นสาวของกัสนั้น ท่านหญิงไอโกะไม่ได้ใส่ใจนัก ทั้งนี้เป็นเพราะเธอเชื่อมั่นในความสามารถของกัสและด้วยความโดดเด่นที่เขามี การหาคู่หมั้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
จุดที่ยากคือ การหา ‘ภรรยา’ ที่ยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยต่างหาก
ในความเห็นของท่านหญิงไอโกะ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นนับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากในการทดสอบจิตใจของเหล่าหญิงสาวที่จะมาเป็นคู่หมั้นของกัส
แม้ว่ามันจะดูเหมือนเย็นชาไปบ้างและโหดร้ายเกินไป แต่ถ้าเพื่อตระกูลแล้ว ท่านหญิงไอโกะไม่รู้สึกว่ามันมากเกินไปแต่อย่างใด
สำหรับเธอต่อให้ต้องสละมากกว่านี้เธอก็ไม่รู้สึกว่าเกินเลยเพราะถ้าเทียบกับชะตากรรมที่รอคอยอยู่ ความโหดร้ายในปัจจุบันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
แต่สิ่งที่ท่านหญิงไอโกะคิดไม่ถึงเลยก็คือ หลังจากผ่านไปอีก 1 ปี กัสก็ยังไม่ออกมา จำนวนคู่หมั้นสาวของเขาลดลงไปจนเหลือเพียง 15 คนแล้ว
จำนวนคนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เรือนหมั้นหมายปกคลุมไปด้วยบรรยากาศที่แปลกประหลาด สายตาที่คนนอกมองดูเรือนหมั้นหมายก็เริ่มเปลี่ยนไป
ความชื่นชมและความอิจฉาที่เคยมีเริ่มจางหายและแทนที่ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
แต่ไม่ว่าคนนอกจะมองยังไง คิดยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเหล่าหญิงสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหมั้นหมายแม้แต่น้อย
พวกเธอใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหมั้นหมายต่อไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม พวกเธอเฝ้ารอกัสน้อยลงและให้ความสำคัญกับกันและกันมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความสนิทสนมของพวกเธอเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่ต่างอะไรจากพี่สาวน้องสาวแท้ๆ
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าคู่หมั้นสาว ทั้งคู่หมั้นที่มาจากการทาบทามของแม่สื่อหรือคู่หมั้นที่หมั้นหมายกันเพราะความรักชอบที่มีต่อกัสแต่เดิม รวมไปถึงภรรยาของกัส
ทุกคนสนิทสนมกันจนไม่ต่างอะไรจากพี่น้อง ความรักใคร่กลมเกลียวของพวกเธอนับว่าผ่านจุดที่สามารถแบ่งแยกไปได้ในที่สุด
ความเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบงันโดยที่คนนอกไม่มีทางสังเกตเห็น จะมีก็เพียงคนในไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของฝ่ายหญิง หรือพ่อแม่ของกัส ทุกคนสนิทสนมกันเป็นที่สุด
ถึงตอนนี้โอกาสที่หญิงสาวทั้ง 15 คนจะจากไปก็แทบไม่มีอยู่อีก ต่อให้กัสจะยังปิดประตูฝึกตนต่อไปก็ไม่มีผลกระทบใดๆ
ทุกคนเกือบจะลืมกัสไปเสียแล้วด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบลูอายและคนอื่นๆ ที่ก้าวมาถึงจุดสูงสุดของระดับเตรียมเป็นที่เรียบร้อย
พวกเธอหยุดการเฝ้ารอกัสและตัดสินใจปิดประตูฝึกตนบ้างเพื่อเตรียมที่จะทะลวงผ่านระดับเตรียมเพื่อกลายเป็นเทพเทวะ
การตัดสินใจของบลูอายและคนอื่นๆ นี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมานานนับปีแล้ว ตั้งแต่ปีที่ 1 ของการปิดประตูฝึกตนของกัส พวกเธอก็เริ่มคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ยิ่งเมื่อตอนที่สถานการณ์ภายนอกทวีความรุนแรงขึ้น ตระกูลใหญ่ทั้ง 5 เริ่มเคลื่อนไหว พวกเธอก็ตัดสินใจว่าจะทะลวงผ่านไปโดยไม่รอกัสอีก
หลังจากตัดสินใจและแจ้งเรื่องนี้กับตระกูล ท่านหญิงไอโกะก็ทราบเรื่องนี้ทันทีและมีคำสั่งให้สนับสนุนพวกเธออย่างเต็มที่ พวกเธอจึงเริ่มเตรียมตัวและรอคอย
จนกระทั่งผ่านไป 3 ปีจากการปิดประตูฝึกตนของกัส การเตรียมการทั้งหมดก็เสร็จสมบูรณ์
สถานที่พิเศษสำหรับพวกเธอถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์ ปัจจัยต่างๆ ที่พวกเธอต้องการเพื่อกลายเป็นเทพเทวะด้วยสัดส่วนของพลังแบบ 10 ต่อ 10 ถูกสร้างขึ้นเป็นที่เรียบร้อย
หลังจากผ่านการวิจัยมานานนับปี การเตรียมพร้อมก็นับว่าบรรลุถึงขีดสุด
บลูอาย คริสตัล ลิลลี่ ควีนฮาร์ทและสปีการ์ หญิงสาวทั้ง 5 ที่ตัดสินใจเป็นเทพเทวะเตรียมตัวจนพร้อมในที่สุด
หลังจากเตรียมความพร้อมทั้งจิตใจและร่างกาย ทั้ง 5 คนก็เข้าไปในสถานที่ที่ตระกูลจัดเตรียมเอาไว้ให้
บลูอายเข้าไปในหุบ ‘เขาสุญญตา’ เป็นหุบเขาประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความยากลำบาก ภายในหุบเขาเป็นห่วงแห่งความว่างเปล่า เป็นสถานที่ที่ถูกปิดผนึกเอาไว้อย่างดีซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้บลูอายสามารถหลอมรวมร่างนภาของเธอเข้ากับวิญญาณเจ็ดสีได้
เส้นทางที่บลูอายตัดสินใจเลือกนั้น เป็นเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูงมาก แม้จะไม่ได้มีความเสี่ยงสูงที่สุดในกลุ่ม แต่ก็นับว่ามีความเสี่ยงเพราะวิธีที่เธอใช้นั้นทำให้เธอไม่สามารถล้มเหลวได้
ร่างนภาของเธอเมื่อมีการละสังขาร เธอจะไม่เหลืออะไรเลยนอกจากสิ่งที่เธอต้องการเหลือไว้ ซึ่งเท่านั้นว่าหากเธอล้มเหลว เธอจะไม่มีร่างกายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ทว่าบลูอายก็ยังมั่นใจว่าเธอจะสำเร็จเพราะเธอเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี ทั้งยังมีตระกูลช่วยสนับสนุนและวิเคราะห์องค์ประกอบทั้งหมดที่ใช้จนมั่นใจได้ว่าไม่มีปัญหา
สิ่งเดียวที่นับเป็นอันตรายมีเพียงจิตใจของเธอเท่านั้น หากเธอไม่อาจควบคุมจิตใจในช่วงเวลาแห่งความเป็นตายได้ โอกาสที่บลูอายจะล้มเหลวก็มีสูงมาก
ทว่าบลูอายเชื่อว่าเธอทำได้และตัดสินใจอย่างมุ่งมั่น
ส่วนคริสตัลนั้น เธอเข้าไปอยู่ในทะเลสาบประดิษฐ์ที่แสนพิเศษซึ่งมีอุณหภูมิต่ำจนถึงขีดสุด โดยที่น้ำภายในทะเลสาบไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง
วิธีที่คริสตัลเลือกนั้นค่อนข้างจะพิเศษ เธอตัดสินใจใช้วิธีสร้างสังขารของสายตระกูลนีดเดิ้ลเทลแทนที่จะเป็นวิธีของสายตระกูลบลูเฟรม หากแต่เลือกเอาจุดเด่นของตระกูลบลูเฟรมเป็นหัวใจ
กลวิธีที่คริสตัลใช้จึงแปลกไปจากเดิมและไม่เคยมีใครใช้มาก่อน แต่เธอก็ยังเชื่อมั่นว่ามันจะสำเร็จ ทั้งนี้ก็เพราะเธอรู้ดีว่าร่างกายของเธอนั้นมีความพิเศษยังไง
วิชากายาน้ำแข็งกับวิชากายหยกของเธอนั้น ล้วนแต่ ‘กลายพันธุ์’ ทั้งสองวิชา มันเป็นผลกระทบที่เกิดจากการฝึกคู่ร่วมกับกัส ทำให้วิชาที่เธอฝึกฝนผิดแปลกไปจากที่ควรจะเป็น เธอจึงไม่อาจใช้วิธีที่มีอยู่ได้
เช่นเดียวกับลิลลี่ที่ค้นพบตัวตนของเธอแล้วในที่สุด แม้ว่าเธอจะยังใช้วิธีของสายตระกูลเรดบลัดในการทะลวงผ่าน แต่วิธีที่เธอใช้จะต่างจากของตระกูลเรดบลัดเดิมอยู่
เธอไม่ได้ใช้ ‘สระโลหิต’ ของตระกูลเรดบลัด แต่ใช้ ‘เตาหลอมโลหิต’ ที่สร้างขึ้นเพื่อตัวเธอเองที่มีพรสวรรค์ทางสายเลือดของสายตระกูลเครซี่บลัดแทน
วิธีนี้เป็นวิธีที่แปลกใหม่เช่นกัน แต่ก็เป็นวิธีที่เข้าใจได้ง่ายกว่าหากเทียบกับวิธีของบลูอายและคริสตัล ทั้งนี้ก็เพราะสายตระกูลเรดบลัดนั้น มีเส้นทางการฝึกฝนในเส้นทางของเทพเทวะเป็นเส้นทางหลัก ทุกคนในสายตระกูลนี้คุ้นเคยกับการเป็นเทพเทวะมากกว่าครึ่งเทพหรือเทพอสูรเสียอีก
ด้วยเหตุนี้แม้วิธีที่ลิลลี่ใช้จะแปลกไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในจุดที่สามารถเข้าใจผิด
ผิดจากสองพี่น้องควีนฮาร์ทและสปีก้า สองสาวที่เป็นเผ่าหนูซึ่งไม่เคยทะลวงผ่านระดับเตรียมได้สำเร็จมาก่อน พวกเธอนั้นน่าเป็นห่วงที่สุด แม้กระทั่งท่านหญิงไอโกะก็ยังให้ความสำคัญกับสองพี่น้องคู่นี้มากที่สุด
ทั้งนี้ก็เพราะกัสให้ความรักและความสำคัญกับน้องสาวของเขามากที่สุด ทำให้ท่านหญิงไอโกะนึกเป็นห่วงพวกเธอมากตามไปด้วย
เผ่าหนูนั้นไม่เคยมีใครกลายเป็นเทพมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นครึ่งเทพหรือเทพอสูร ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ
แต่สองพี่น้องกลับตัดสินใจที่จะเป็นเทพเทวะ มันจึงกลายเป็นเรื่องที่เสี่ยงและอันตรายที่สุดหากเทียบกับบลูอาย คริสตัลและลิลลี่
โดยเฉพาะสัดส่วนของพลังที่ยึดเอาระดับสูงสุดอย่าง 10 ต่อ 10 ยิ่งทำให้เสี่ยงมากขึ้นไปอีก
แต่สองพี่น้องก็ไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อยที่จะเป็นเทพเทวะเพราะพวกเธอรู้ว่าหากพวกเธอไม่อาจกลายเป็นเทพเทวะได้ พวกเธอก็จะไม่สามารถยืนอยู่เคียงข้างพี่ชายของพวกเธอได้
ความเชื่อมั่นของสองสาวนั้นนับว่าสูงที่สุด ขณะที่วิธีที่พวกเธอตัดสินใจเลือกกลับเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือ ‘สระต้นกำเนิด’ ซึ่งเป็นเพียงสระน้ำธรรมดาที่ใส่พลังต้นกำเนิดเหลวลงไปจนเต็มเท่านั้น ไม่มีความพิเศษใดหากเทียบกับคนอื่นๆ