ใบหน้าของหยวนเป่าบิดเบี้ยวอย่างคิดวิเคราะห์
เมื่อสิ้นคำพลันได้ยินฮวาเหยียนส่งเสียงเย็นเยาะเย้ย “ลูกรักเจ้ามองคนสารเลวตี้หลิงหานดีเกินไป ชายผู้นั้นโหดเหี้ยมร้ายกาจไร้หัวใจไร้ความรู้สึก ภายนอกดูเป็นคนดี แต่ภายในจิตใจนั้นเลวทรามนักเขารอให้ข้าตกไปอยู่ในเงื้อมมือของเขา เพื่อทำให้ข้าอับอายขายหน้า ไม่สืบหาหรือซักถามหรือ?เฮอะ เจ้ามองคนสารเลวผู้นั้นสูงส่งเกินไปแล้ว!”
ฮวาเหยียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยตอบ
มิใช่ว่านางดูถูกตี้หลิงหานแต่นางไม่มีความประทับใจต่อเขาตั้งแต่คราแรกที่พบ
ดังนั้นฮวาเหยียนไม่คิดว่าเขาจะปล่อยนางไปเพียงเพราะนางมีคุณธรรมนำเงินสามล้านตำลึงนี้ช่วยเหลือกองทัพ
บุรุษผู้นี้รอชมเรื่องสนุกของนางรอนางตกอยู่ในมือของเขา เพื่อให้นางกลายเป็นหญิงรับใช้ของเขา!
“ท่านแม่หากเป็นไปตามที่ท่านกล่าว เช่นนั้นพวกเราควรทำเยี่ยงไรดีเล่าขอรับ? องค์รัชทายาทผู้นี้เป็นบุรุษไร้หัวใจไร้ความรู้สึกจริงหรือ? ท่านแม่กำลังทำเพื่อปวงประชาและเหล่าทหารของต้าโจวนะขอรับ!”
หยวนเป่ากล่าว
“เกรงว่าตี้หลิงหานจะมิสนใจเรื่องนี้ไม่ได้การแล้ว แม่ต้องหาวิธี...”
ฮวาเหยียนลูบคางพลางจมลงสู่ความคิดของตน
เดิมทีเวลาที่ตกลงกันคือภายในสามวันและพรุ่งนี้ถือเป็นเส้นตายสุดท้าย ทว่าแท้จริงแล้วนางใช้เวลาเพียงสองวันก็สามารถรวบรวมเงินสามล้านตำลึงได้สำเร็จทีแรกนางวางแผนว่าวันนี้ช่วงสายจะไปเยือนจวนไท่จื่อเพื่อจบหนี้ก้อนนี้เสีย ทั้งก่อนหน้านี้นางยังไปหาเรื่ององค์รัชทายาทอีกทว่าผู้ใดจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดนี้ขึ้น...
หากถามว่านางเสียใจภายหลังหรือไม่?
คำตอบคือไม่หากต้องเลือกอีกครา นางก็ไม่ลังเลที่จะหยิบยื่นทองคำที่เป็นดั่งความมั่งคั่งและศักดิ์ศรีของนางเพื่อช่วยเหลือแว่นแคว้น
ต่อหน้าคุณธรรมบุญคุณความแค้นล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย
นางเป็นบุตรสาวตระกูลมู่ทั้งร่างคือความภักดี
...
มู่เอ้าเทียนนำเงินที่ฮวาเหยียนรวบรวมมาได้เร่งรีบเดินทางไปยังหออู๋หมิงอย่างรวดเร็วใบหน้าของเจียงถิงถูกพระอาทิตย์แผดเผาจนกลายเป็นสีดำแดงความรีบเร่งถูกซ่อนอยู่ในแววตาเขา ทั้งความกระวนกระวายใจ ความวิตกกังวล ยามเขาเห็นมู่เอ้าเทียนเร่งร้อนมาถึงดวงตาของเขาก็สว่างวาบ รีบให้ทหารใต้อาณัติตรวจสอบก่อนจะพบว่าเงินมีมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ไม่น้อย เมื่อนั้นจึงอุ่นใจขึ้นมาเจียงถิงกล่าวว่า “แม่นางผู้นั้นมาจากจวนตระกูลใดหรือ?”
เจียงถิงเอ่ยถามความชื่นชมในดวงตาของเขามิอาจปิดบังได้มิด
มู่เอ้าเทียนเหลือบมองอีกฝ่ายในใจปรากฏความภูมิใจ นางเป็นบุตรสาวของเขาเอง เป็นบุตรสาวจากจวนตระกูลมู่
ทว่าแม่นางน้อยของเขาต้องการปกปิดตัวตนของนางไว้ไม่ต้องการให้ผู้ใดรับรู้ เช่นนั้นเขาก็ต้องเคารพความต้องการของบุตรสาว
เมื่อได้ยินคำถามของเจียงถิงมู่เอ้าเทียนก็โบกมือ “เปิ่นหวางไม่ทราบ”
ทันทีที่สิ้นเสียงเจียงถิงพลันรู้สึกเป็นกังวล “มู่เอ้าเทียน เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าจงใจหาเรื่องข้าใช่หรือไม่ แม่นางผู้นั้นเอ่ยนามของเจ้าและขอให้เจ้าตามนางไปเพื่อนำเงินมาเจ้าไปกับนางแล้วยังมิรู้อีกหรือว่านางเป็นบุตรสาวของจวนตระกูลใด?
แม่นางน้อยผู้นั้นมีคุณธรรมทั้งซื่อสัตย์และจิตใจกว้างขวางใช้เงินส่วนตัวแก้ปัญหาความต้องการเร่งด่วนของชายแดน น้ำใจครานี้ พวกเราล้วนต้องจดจำไว้!
เงินจำนวนนี้ยังต้องนำไปคืนนางบุญคุณนี้ก็ต้องจดจำเอาไว้เช่นกัน”
เจียงถิงพูดอย่างกระตือรือร้น
เขามีบุคลิกที่ตรงไปตรงมาและนิสัยดื้อรั้นความเอื้ออาทรของแม่นางในครั้งนี้ทำให้เขาประทับใจนักดังนั้นเขาจึงกระตือรือร้นและปรารถนาจะทราบตัวตนของนาง
“พอเถิดข้ารู้แล้ว ของสิ่งนี้เจ้านำติดตัวไปที่ชายแดนด้วย เพื่อนำไปให้บุตรชายคนรองของข้ามู่เหล่ย ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงทรงแต่งตั้งให้เจ้านำเงินไปที่ชายแดนให้ข้าไปไม่ดีกว่าหรือ?”
มู่เอ้าเทียนกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“เฮอะ ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติแม่ทัพผู้นี้ไร้เทียมทาน สามารถทำให้กองทัพของเหล่าศัตรูแตกพ่าย บุกทะลวงรวดเร็วจนมิอาจต้านมู่เอ้าเทียน เจ้าคิดว่าฉายาแม่ทัพสายฟ้าของข้าได้มาเพราะเหตุใดเล่า?”
มู่เอ้าเทียนเกือบจะถูกคำพูดอวดอ้างของเจียงถิงทำให้รำคาญเข้าแล้วหากมิใช่เพราะทางทหารกำลังเกิดเรื่องฉุกเฉิน เขาคงท้าตีกับตาเฒ่าผู้นี้ไปแล้ว
เขาโยนห่อผ้าเล็กในมือใส่เจียงถิง“เจ้าอย่าลืมเสียเล่า”
เจียงถิงกลับมิได้ลำบากใจกับเรื่องนี้เลยสักนิดเขาเก็บห่อผ้าเล็กไว้ในอก ก่อนกล่าวว่า “บุตรชายของข้าต้องรบกวนเจ้าให้ดูแลแล้วรอจนกระทั่งข้ากลับมา ข้าหวังว่าพวกเขาทั้งสามจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข”
ใบหน้าของมู่เอ้าเทียนเปลี่ยนเป็นสีดำทันทีเขากำหมัดแน่น แท้จริงแล้วเขาเกือบจะทนไม่ไหวและลากเจียงถิงออกไปทุบตี
“หลงจู้จีท่านกับท่านอ๋องมู่ช่วยตรวจสอบตัวตนของแม่นางผู้นั้นให้ที เงินของนางอย่างไรก็ต้องคืนข้าจะรายงานบัญชีนี้ในท้องพระโรง เมื่อถึงยามนั้นท้องพระโรงย่อมต้องชดเชยเงินงบประมาณกองทัพนี้ให้แก่นาง”
“ขอรับท่านแม่ทัพเจียงโปรดวางใจ”
เมื่อเห็นหลงจู้จีพยักหน้าเจียงถิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาเรียกทหารที่อยู่ข้างหลัง จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ออกเดินทางไปเป็นขบวน
ภายใต้แสงแดดที่แผดเผามู่เอ้าเทียนยืนอยู่ที่เดิมบนถนนสายยาวของเมืองหลวง สายตามองตามเงาของเจียงถิงหัวใจของเขารู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย นึกถึงข่าวสงครามชายแดนเมื่อครั้งอยู่ในวังเขาเป็นผู้เอ่ยปากอาสานำทัพไปยังชายแดน ทว่ากลับถูกฮ่องเต้ปฏิเสธอีกทั้งยังสั่งการให้เจียงถิงรับหน้าที่นี้ไป
ความหมายของฮ่องเต้คือเขาเพิ่งได้พบบุตรสาวที่หายตัวไปพระองค์มิประสงค์ให้เขาไปรบในช่วงเวลาที่ครอบครัวมีความสุข
คำกล่าวนี้เกิดขึ้นเพราะพระองค์คิดแทนเขาอย่างจริงใจทว่าเขากลับรู้สึกเสียใจ
“ท่านอ๋องมู่เยือนหออู๋หมิงสักคราเพื่อดื่มชาสมุนไพรกับข้าได้หรือไม่?”
ทันใดนั้นจีอู๋ซวงก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าเพื่อเอ่ยกับอีกฝ่ายน้ำเสียงของเขาแฝงไว้ซึ่งความเคารพ เขารู้เรื่องข่าวลือของมู่เอ้าเทียน แต่เขาย่อมทราบดีว่าตนยังไม่มีโอกาสได้รู้จักท่านอ๋องผู้นี้อย่างลึกซึ้ง
“หลงจู้จีเกรงใจเกินไปแล้วเปิ่นหวางยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ ไว้จะมาเยือนหออู๋หมิงเพื่อดื่มชากับท่านในวันหน้า”
มู่เอ้าเทียนพยักหน้า
นอกจากนี้เขายังชื่นชมนับถือหลงจู้จีอีกด้วยหออู๋หมิงเปรียบดั่งคลังสมบัติเคลื่อนที่ของต้าโจว ยังมิต้องกล่าวถึงเบื้องหลังอันลึกลับของที่แห่งนี้แม้ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นเจ้านายเบื้องหลังหออู๋หมิงแต่ก็ชัดเจนว่าเจ้าของหออู๋หมิงมีความสัมพันธ์ที่มิอาจแยกกับทางราชวงศ์ ทว่าคนที่ได้เป็นถึงเจ้าของหออู๋หมิงจะเป็นเพียงคนธรรมดาได้อย่างไร?
มู่เอ้าเทียนยินดีสานสัมพันธ์กับคนเหล่านี้
“ท่านอ๋องมู่วันหน้าแม่นางผู้นั้นสามารถมารับทองคำสี่ล้านตำลึงที่นางมอบให้ท่านแม่ทัพเจียงคืนได้รบกวนท่านบอกกล่าวแก่แม่นางผู้นั้นด้วย”
ขณะที่มู่เอ้าเทียนกำลังจะเดินจากไปเขาพลันได้ยินจีอู๋ซวงเปิดปากกล่าวอย่างจริงจัง
ฝีเท้าของมู่เอ้าเทียนหยุดชะงักคล้ายต้องการกล่าวบางสิ่งทว่าสุดท้ายก็กลืนมันกลับไปและทำเพียงพยักหน้า “ได้”
แต่จิตใจของเขากลับหนักอึ้งความคิดของเขาหาได้กังวลเรื่องทองคำไม่ทว่าเป็นเรื่องข้อตกลงระหว่างบุตรสาวของเขากับองค์รัชทายาท...
ต่อให้วันนี้จะใช้เวลาทั้งคืนเพื่อรวบรวมเงินก็เกรงว่าจะมิทันการณ์
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนึกถึงใบหน้าที่ไม่แยแสและเหินห่างเย็นชาขององค์รัชทายาท มู่เอ้าเทียนพลันขมวดคิ้วเขามิได้ตรงกลับจวน ทว่าเร่งรีบมุ่งหน้าไปที่วัง
...
เมื่อถึงยามสายข่าวที่ว่าท่านแม่ทัพเหล่ยถิงได้นำกองทัพมุ่งหน้าไปยังชายแดนก็แพร่กระจายไปทั่วถนนและทุกซอกซอยในเมืองหลวงของต้าโจวชายแดนเกิดความโกลาหลแล้ว
หลังจากตื่นตระหนกในทีแรกทุกคนก็มิได้หวาดผวาอีกต่อไป เหตุเพราะที่ชายแดนมีท่านแม่ทัพมู่บัญชาการกองพลทหารม้าจู่โจมคอยปกปักรักษาการณ์อยู่อีกทั้งวันนี้ท่านแม่ทัพเหล่ยถิงยังเดินทางไปชายแดนด้วยตนเองย่อมไม่เป็นอันใดแน่นอน ปวงประชาเชื่อมั่นในแคว้นของตนเองอย่างโงหัวไม่ขึ้น
ฮวาเหยียนมิได้งีบหลับในยามสายนางรู้สึกว้าวุ่นใจเล็กน้อย หลังจากจัดการให้หยวนเป่าน้อยนอนพักแล้ว นางก็มานั่งสางขนให้เสี่ยวไป๋ในศาลาคลายร้อนกลางสวน
เสี่ยวไป๋นอนครางด้วยความสบาย
หัวใจของฮวาเหยียนสงบลงเล็กน้อย
นางคิดวิธีออกแล้ว...
ทว่าวิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงดังนั้นนางต้องพิจารณาให้รอบคอบ
เดิมทีนางคิดจะรอให้บิดากับพี่ใหญ่กลับมาก่อนจากนั้นค่อยประชุมหารือกันทั้งครอบครัว แต่นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะค้างอยู่ที่วังจนยามนี้ก็ยังไม่กลับและเป็นเจียงจื่อเฮ่าที่เฝ้าคอยการกลับมาของนางแทน
ชายผู้นั้นใช้ไม้ค้ำพยุงตัวและเร่งร้อนมาที่ศาลาชิงเฟิงเมื่อเห็นฮวาเหยียนเพลิดเพลินกับร่มเงาในศาลา เขาก็เร่งร้อนตะโกนว่า “มู่อันเหยียน พ่อของข้านำกองกำลังไปที่ชายแดนจริงหรือ?”