ไม่รู้ว่าฉู่เจาหนานหลับตาพักผ่อนั้แ่เมื่อไร ไม่มีใครสนใจเขาและไม่มีใครมองเห็นเขาด้วย ตอนนี้มือของเขามีเส้นเืปูดนูนขึ้นมาเต็มไปหมดกระทั่งมุมปากก็ยังสั่นระริกบางๆ
อันดับหนึ่งเหมือนกัน ทำไมมันถึงได้แตกต่างกันมากขนาดนี้!
ถีบเมื่อครู่นี้ก็ทำให้เขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่จะหาเื่ได้ง่ายๆทว่าถึงเขายอมรับอีกฝ่ายแต่ก็คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสิบนาทีต่อมาอันดับหนึ่งอย่างเขาจะกลายเป็สิ่งที่ช่วยขับให้อีกฝ่ายโดดเด่นขึ้นมาเสียได้!
ถึงจะเรียกกันปาวๆ ว่าอันดับหนึ่งทั้งสองคน แต่ความสำคัญที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ต่อให้ไม่พูดออกมามันก็เห็นได้ชัดๆ อยู่แล้ว
เขาเหมือนของแถมไม่มีผิด!
“รุ่นพี่ทั้งสองครับ” เสียงๆ หนึ่งดังโพล่งขึ้นสวีหยางอี้พลิกเอกสารพลางเอ่ยเรียบๆ “ผมยังเรียนไม่จบครับ”
“ยังไม่จบก็ไม่สำคัญหรอก ในหนังก็ยังเคยพูดเอาไว้เลยว่า ศตวรรษที่ 21 แล้ว ความสามารถต่างหากถึงจะเป็สิ่งที่สำคัญที่สุด”ติงเซียงดึงมือใหญ่ของสวีหยางอี้กับฉู่เจาหนานขึ้นมา“ไม่ทราบว่านักศึกษาฉู่เจาหนานกับนักศึกษาสวีหยางอี้จะยอมเห็นแก่หน้าพี่ติงเซียงสักหน่อยไหม CSIB ไม่มีทางยอมให้พวกเธอลำบากแน่”
ฉู่เจาหนานสะบัดมือเธอออกเงียบๆ หากติงเซียงก็เพียงยิ้มบางๆแต่ไม่ได้ใส่ใจนัก
สวีหยางอี้เองก็สะบัดมือเธอออกเช่นกัน ทว่าติงเซียงกลับไม่ละความพยายามดึงดันจะจับมือเขาไว้ให้ได้
“อวี้หลินเว่ยก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเธอลำบากเหมือนกัน!”ความแตกต่างของเสียงระฆังเงินกับเสียงกระป๋องไม้อยู่ที่ท่วงทำนองกับความดังที่ไม่เหมือนกันเสียงฝูหรงยังคงดังขึ้นไม่หยุด “ถ้าเธอเซ็นสัญญาตอนนี้ เราจะมอบคอร์สเรียนศาสตร์วิชาล่วงหน้าให้เลย”
“ซู้ด...” เสียงสูดปากจากคนอื่นๆ ดังแว่วมาทุกคนต่างมีไฟริษยาลามเลียอยู่บนใบหน้า
มีเพียงฉู่เจาหนานที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าเกร็งกระตุกอยู่ครู่หนึ่ง
คอร์สเรียนศาสตร์วิชา...ใจป้ำสุดๆไปเลย!
ใครก็เคยได้ยินกันทั้งนั้นว่าต้องลำบากยากเข็ญแค่ไหนกว่าจะได้เรียนศาสตร์วิชาต้องผ่านการทดสอบ ต้องมีทรัพยากรเพียงพอ ถึงคิดจะแลกมาได้แต่ตอนนี้เ้าอันดับหนึ่งคนนี้ยังไม่ทันสอบก็มีคนรับปากว่าจะมอบอนาคตให้แล้ว
“แปะๆๆ...” ชั่วขณะนั้นเอง เสียงปรบมือก็พลันดังขึ้นชายใส่สูทสวมรองเท้าหนังใส่แว่นตากรอบบางสีทองคนหนึ่งเดินเข้ามาหาสวีหยางอี้ด้วยฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้าก่อนจะโค้งคำนับอย่างสุภาพเขาราวกับมีเวทย์มนต์ที่ชวนให้คนสงบลงได้อ่างไรอย่างนั้น “ฉันมาช้าไปหรือเปล่าครึกครื้นกันขนาดนี้เชียวเหรอ”
“สวัสดีนักศึกษาทุกคน ทุกคนจะเรียกฉันว่า C - ทูจิ้วก็ได้ ทูจิ้วจากตู้มหาสมบัติ”
ตู้มหาสมบัติ...
ชื่อนี้พลันทำให้สีหน้าของทุกคนหลากอารมณ์ขึ้นมากระทั่งสวีหยางอี้เองก็ยังอดเหลือบไปมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งไม่ได้
ชื่อนี้...เป็ชื่อที่รักมากเท่าไรก็ยิ่งเกลียดมากเท่านั้นจริงๆตู้มหาสมบัติเป็ตลาดและแพลทฟอร์มซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดในวงการฝึกตนและแน่นอนว่าสินค้าก็ย่อมราคาแพงที่สุดเช่นกัน!
มีเพียงนักศึกษาเทียนเต้าที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบจำกัดเท่านั้น ที่ต้องอุทิศเบี้ยเลี้ยงส่วนใหญ่ในทุกๆเดือนให้กับตู้มหาสมบัติ
“เมื่อกี้นักศึกษาคนนี้พูดได้ดีทีเดียว” ทูจิ้วทำราวมองไม่เห็นก่อนหันไปยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าให้สวีหยางอี้ “เธอยังเรียนไม่จบแต่ทำไมถึงได้มีคนมาแย่งเธอดุเดือดกันขนาดนี้”
“ตอนนี้นักศึกษาทุกคนยังไม่ได้ออกจากฐานฝึกของสำนักย่อยแต่ทุกคนก็คงรับรู้ข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตเป็อย่างดีเรารู้กันดีว่าทุกปีก่อนที่สถานศึกษามีชื่อทั้งหลายจะจบการศึกษาก็มักจะมีบริษัทั์ใหญ่เข้ามาประกาศรับสมัครงานและจะรับแค่คนที่มีความสามารถโดดเด่นจริงๆ เท่านั้น...ซึ่งตอนนี้ทุกคนอาจจะคิดว่าการฝึกตนของตัวเองยังอยู่ในระดับต่ำมากแต่ว่า...” เขาถอนหายใจด้วยท่าทางเรียบเรื่อยสบายๆ“จำนวนตัวเลขของนักฝึกตนมันต่ำยิ่งกว่านั้นเสียอีก”
“นักฝึกตนในหวาซย่ามีประมาณห้าล้านคนแต่ห้าปีจบการศึกษาครั้งหนึ่งก็แค่หลักพัน” เขาระบายยิ้ม “พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือคนจำนวนน้อยขนาดนี้เอามาอุดซี่ฟันยังไม่พอเลย”
“การสอบจบการศึกษาไม่ได้ยาก จะสอบผ่านก็ไม่ได้ยากเหมือนกันแต่ความพิเศษมันอยู่ที่ว่า ขอเพียงได้เข้ามาในวงการนี้ได้ก็ถือเป็นักฝึกตนทั้งนั้น และตราบเท่าที่เธอเป็นักฝึกตน อวี้หลินเว่ย CSIB และตู้มหาสมบัติจะไม่มีวันทอดทิ้งนักฝึกตนจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อยนี้เด็ดขาดฉันจะบอกความจริงกับพวกเธอไว้ที่ ณ ที่นี้...”
เขากระแอมเบาๆ ก่อนจะหุบยิ้มลงพลังกดดันิญญาที่แข็งแกร่งพอกันพลันปะทุขึ้นมาบนเครื่องบิน
เลี่ยนชี่ขั้นปลาย!
สวีหยางอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเขายังเรียนไม่จบก็มีเลี่ยนชี่ขั้นปลายมารับเขาไปทำงานถึงที่ถึงสามคนเชียวหรือ...
ในโลกของการฝึกตน คนแบบนี้ถือว่าสามารถคุมคนในเขตเมืองที่ยังไม่พัฒนาได้อย่างเช่นหากส่งพวกเขาไปอยู่เมืองซานสุ่ย ที่นั่นก็คงสงบสุขไม่มีคลื่นลมมรสุมอะไรพัดโหมขึ้นมาได้แน่
เขาเผยยิ้ม แม้เขาจะรู้ดีว่าในยุคเสื่อมถอยนี้ขาดแคลนพลังวิเศษทำให้นักฝึกตนมีจำนวนน้อยลงจนน่าใจหาย แต่ก็คิดไม่ถึงว่ามันจะน้อยถึงขนาดนี้!
“ในห้าร้อยคนนี้มีประมาณแค่ห้าหกคนเท่านั้นที่มีหวังจะได้เลื่อนขั้นสู่ขั้นจู้จีและในห้าหกคนนั้นก็อาจไม่มีเซียนขั้นจินตันโผล่มาเลยสักคนก็ได้”ชายคนนั้นมองไปรอบๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก “แต่ทุกๆ โครงสร้างไม่ใช่แค่หวาซย่าแต่เป็ทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็อังกฤษ ญี่ปุ่นก็เป็แบบนี้ทั้งนั้น...ประกอบด้วยนักฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ 80% ขั้นจู้จี 18% และขั้นจินตัน 1% องค์กรั์ใหญ่ของหวาซย่าทั้งสามองค์กรล้วนมีประวัติความเป็มายาวนานย่อมไม่มีทางละเลยสถานการณ์ของนักฝึกตนแน่”
“เราต่างก็มีข้อดี แต่ก็ต้องแล้วแต่ความ้าของทุกคนด้วย”เขากวาดสายตาไปมองติงเซียงกับฝูหรง “มาตรการส่งเสริมการขายแบบนี้ทุกคนไม่รู้สึกว่ามันไร้ราคาไปหน่อยเหรอ”
“ฉันเคยส่งอีเมลไปทุกวัน วันละหนึ่งฉบับแต่สำนักย่อยไม่เคยตอบกลับสักครั้ง” ติงเซียงม้วนปอยผมพร้อมกับเอ่ยอย่างเจ็บแค้น
ทุกคนเข้าใจแล้วและต่างก็มองสวีหยางอี้กับฉู่เจาหนานด้วยสายตาซับซ้อนมากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาที่มองสวีหยางอี้ มันแฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาที่ไร้ซุ่มเสียง
นี่คือสิ่งที่ทุกคนต่างกำลังพนันกันอยู่
เงื่อนไขในตอนนี้ดูจะยังไม่ใช่เงื่อนไขสูงสุด และหากทายถูกนั่นก็หมายว่าพวกเขาใช้สัญญาราคาถูกมาผูกมัดคนหนุ่มที่มีอนาคตสองคนเอาไว้โดยเฉพาะสองคนที่เป็อันดับหนึ่งจากสำนักย่อย พนันได้ว่าความน่าจะเป็ที่อีกฝ่ายจะประสบความสำเร็จนั้นย่อมไม่ใช่น้อยๆแน่!
“แม่เ้า...” ในที่สุดก็มีนักศึกษาคนหนึ่งอดยิ้มเฝื่อนออกมาไม่ได้“ความจริงมันน่าขนลุกจริงๆ...”
“นี่ก็คือความจริง” ทูจิ้วยิ้มบางๆ“พวกเธอจะต้องเดินต่อไปบนเส้นทางของโลกความเป็จริงในการฝึกตนนั้นความแข็งแกร่งเป็สิ่งที่สำคัญที่สุด พวกมนุษย์น่ะอ่อนแออย่างกับมด...แต่ช่างเถอะเดี๋ยวต่อไปพวกเธอก็จะรู้เอง”
ทูจิ้วเอ่ยขึ้นต่อ “ขอแค่พวกเธอมีความสามารถมากพอผู้มีอิทธิพลชั้นสูงไม่มีทางมองไม่เห็นและยิ่งไม่อาจตัดใจจะไม่อบรมสั่งสอนพวกเธอได้พวกผู้มีอิทธิพลส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็เซียนขั้นจินตันเสมอนั้นแหละและระหว่างประเทศก็มีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันซุกซ่อนอยู่ถ้าในบรรดาพวกเธอมีใครบรรลุถึงขั้นจู้จี หรือแม้ระทั่งขั้นจินตันได้ล่ะก็อย่าว่าขอลมได้ลมขอฝนได้ฝนเลย ฉันกล้ารับประกันว่า ความปรารถของเธอ 90% จะเป็จริงอย่างไร้เงื่อนไขเลยทีเดียว ฉันฝึกตนมาจนตอนนี้ก็ 62 ปีแล้ว เห็นเื่พวกนี้มานักต่อนักแล้ว”
“ความแข็งแกร่ง...ความแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็เหตุผลให้เธอมีสิทธิ์มีเสียงออกความเห็นอะไรได้เป็เหตุผลให้คนกล้ามาลงทุนกับเธอ แต่ไม่ใช่...”แว่นตาของเขาสะท้อนประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง “เหตุผลที่ทำให้เธอคุกเข่าเชื่อฟังคำสั่ง”
หกสิบสองปีงั้นหรือ
คนไม่น้อยพากันมองทูจิ้วอย่างตกตะลึงเพราะเขาดูเหมือนคนอายุไม่เกินสามสิบด้วยซ้ำ
“หลังจากฝึกตนแล้ว คิดจะกลับไปเป็หนุ่มเป็เื่ง่ายนิดเดียว...”ทูจิ้วกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่าทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นสายตากินเืกินเนื้อของติงเซียงเสียก่อนครั้นส่งเสียงกระแอมครั้งหนึ่งแล้วกำลังจะพูดต่อ ฝูหรงก็เอ่ยด้วยเสียงเย็นๆ ขึ้นมา“จะโฆษณาก็โฆษณาไปเถอะ แม่ไม่ได้ห้ามให้แกโฆษณาหรอกแต่แกจะมาพูดพล่ามทำบ้าอะไรที่นี่กัน”
สวีหยางอี้ไม่ได้พูดอะไร ทว่าเขาเห็นด้วยกับคำกล่าวของทูจิ้วเป็อย่างยิ่ง
ศัตรูของเขา...จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ระดับไหนแล้วแต่เขาก็ต้องแข็งแกร่งอย่างแท้จริงเหมือนกัน!
เขาไม่มีวันยอมให้ตัวเองต้องพึ่งองค์กรช่วยเหลือเท่านั้นถึงจะสามารถสังหารอีกฝ่ายได้
“เอาล่ะ ฉันพูดจบแล้ว นี่เป็เอกสารรับสมัครงานของตู้มหาสมบัติเราและฉันขอถือโอกาสนี้เตือนทุกคนสักหน่อยแล้วกัน สิบปีเทียนเต้าจะรับนักศึกษาครั้งหนึ่งและห้าปีถึงจะเรียนจบสักครั้ง การจบการศึกษาแต่ละครั้งล้วนเป็พิธีใหญ่โตระดับมณฑลในวงการฝึกตน ถึงตอนนั้นจะไม่ได้มีแค่พวกเราที่ไป แต่ยังมีผู้าุโขั้นจู้จียิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้ช่วยและเลขาของเซียนขั้นจินตันมาคัดเลือกคนล่วงหน้าด้วยพอถึงตอนนั้นฉันหวังว่าเราจะได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจจากทุกคนนะ”
ติงเซียงถอนหายใจ ก่อนที่ไฟโทสะจะปะทุขึ้นมาในใจ
เวรเอ๊ย! นี่มันเวรอะไรวะเนี่ย!
องค์กรทรงอิทธิพลทั้งสามแห่งล้วนตั้งหน้าตั้งตารอการจบการศึกษาของเทียนเต้าอยู่ทุกที่ล้วนขาดแคลนคนและ้าคนเข้าไปทำงาน พวกที่ยังเรียนไม่จบไม่รู้หรอกว่าเราขาดแคลนนักฝึกตนที่โดดเด่นขนาดไหน มีองค์กรไหนบ้างไม่รอวันจบการศึกษาอย่างใจจดใจจ่อ!
ผลก็คือ เ้ารหัสทำงาน 9310 กลับมาเปิดโปงเกมนี้เสียได้
สิบปีมาแล้ว ที่เกิดสถานการณ์พิเศษคือมีนักฝึกตนใหม่ลงมือสังหารในการทดสอบจบการศึกษา เธอยังไม่ได้นอนก็รีบถ่อมาที่นี่ทันที แต่ผลเป็ยังไงกันล่ะ!
เธอมองคนของอวี้หลินเว่ยกับตู้มหาสมบัติอย่างเจ็บแค้นพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหากก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
ตอนนี้ความหวังที่ว่าจะอาศัย่ที่สวีหยางอี้ยังไม่ทันได้ัักับโลกภายนอกจริงๆจัดการเขาให้อยู่หมัดนั้นหายวับไปกับตาแล้วตอนนี้คงทำได้แค่รอรับสมัครในสถานที่จริงเท่านั้นแต่ถึงตอนนั้นคู่แข่งคงไม่ได้มีแค่พวกองค์กรเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงเท่านั้นแต่ยังมีพวกผู้ช่วยพิเศษของเซียนขั้นจินตัน เลขาส่วนตัวลูกศิษย์ลูกหาที่ปั้นมากับมือพวกนั้นอีกที่มาของพวกเขาก็เป็ชื่อการค้าของพวกเขาเองนั่นแหละ
“แม่Xเอ้ย...”เธอเดินไปยังห้องโดยสารด้านหน้าโดยไม่พูดอะไรสักคำพร้อมความเดือดดาลสุดขีดที่ไร้ทางระบาย
ทูจิ้วยิ้มแล้วเดินผ่านไปเช่นกัน ทว่าขณะกำลังจะเดินจากไปนั้นเองก็พลันคิดอะไรชึ้นมาได้ จึงวางมือบนประตูห้องโดยสาร แล้วหันมายิ้มเอ่ย“ถือโอกาสพูดอะไรสักหน่อยแล้วกันนะ”
“พวกเราตู้มหาสมบัติเป็องค์กรที่เจรจาซื้อขายได้สำเร็จมากที่สุดและมียอดขายสูงสุดในเครืออาลีบาบา[1]จะเทียบกับพวกไลฟ์สดขายทาร์ตหมูหยองพวกนั้นไม่ได้หรอกนะเราเชี่ยวชาญด้านการบำเพ็ญเพียรแบบนอกรีต อย่างเช่นพวก หลอมยาวิเศษ ประดิษฐ์อาวุธทำเครื่องราง อะไรพวกนั้นหรืออาจพูดได้ว่าอาวุธทุกชิ้นในวงการฝึกตนล้วนมีตราประทับของตู้มหาสมบัติอยู่ต่อให้ไม่ใช่อาวุธทั้งชิ้น แต่ในอะไหล่ก็ต้องมีแน่ อย่างปืนเบเร็ตต้า[2]92F ที่เอวของนักศึกษาคนนี้ไง”
เขาเหลือบไปมองฉู่เจาหนานที่กำลังหลุบตาลงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ที่เอวของอีกฝ่ายมีปืนที่ใส่ไว้ในปลอกวางอยู่กระบอกหนึ่งพอดี ซึ่งมองเผินๆแล้วก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่กลับเห็นอักขระลึกลับมากมายบนด้ามจับที่โผล่พ้นปลอกออกมาเพียงเล็กน้อยนั้น
เท้าติงเซียงพลันหยุดชะงักกึก ฝูหรงเองก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน
“ถ้านักศึกษาคนใดมีพร์ด้านหลอมยาวิเศษ ประดิษฐ์อาวุธทำเครื่องราง...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ติงเซียงกับฝูหรงก็ทนไม่ไหวะโออกมาเสียก่อน“เรายินดีรับนักศึกษาคนนี้เข้าทำงานในองค์กรของเราด้วยราคาสูงกว่าห้าเท่า!”
“สิบเท่า” รอยยิ้มของทูจิ้วเป็ประกายราวสายลมยามวสันต์ฤดูน้ำเสียงเขาซึมลึกเข้าสู่หัวใจคนเหมือนกับไอเย็น “ราคาสูงกว่าสิบเท่าค่าตอบแทนสูงกว่านักศึกษาธรรมดาๆ สิบเท่าตัวตู้มหาสมบัติกำลังมองหาคนมีพร์ในด้านนี้เข้าร่วมองค์กรของเรา”
เขามองสวีหยางอี้กับฉู่เจาหนานด้วยสายตาลึกล้ำ“ถ้าบังเอิญ...สองคนนี้เป็อันดับหนึ่งพอดีล่ะก็ เรายินดีให้ราคา...”
“ยี่สิบเท่า!” เสียงติงเซียงเล็กแหลมขึ้นมาไม่น้อย
“สามสิบเท่า” ทูจิ้วยิ้มพลางชูนิ้วขึ้นอีกสองนิ้ว
ติงเซียงกับฝูหรงอ้าปากค้างก่อนจะใช้สติแล้วหยุดการทุ่มเงินแข่งกับตู้มหาสมบัติอย่างโง่เง่าทั้งที่ในใจนั้นแทบอยากจะเตะคนที่เข้ามาทำให้เื่วุ่นวายกว่าเดิมนี้ให้ตายไปในครั้งเดียวเสียจริงๆ
“น้อยมากเหรอ” ฉู่เจาหนานผู้มีท่าทางคล้ายไม่สะทกสะท้านกับสิ่งเร้าใดๆเอ่ยปากขึ้นในที่สุด
“ไม่ใช่แค่น้อย....” ติงเซียงยิ้มเฝื่อนๆ เล็กน้อย“ตู้มหาสมบัติของเขามีสักกี่คนกัน ถึงร้อยคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ซ้ำยังไม่มีนักฝึกตนขั้นจินตันสักคนแต่ถึงอย่างนั้นก็เป็องค์กรที่ร่ำรวยและสมบูรณ์แบบที่สุดในสามองค์กรั์ใหญ่...ไม่มีใครอยากล่วงเกินนักหลอมยานักประดิษฐ์อาวุธ หรือนักค่ายกลคาถาหรอก...ฉันกล้ารับประกันว่าถ้าทุกคนมีพร์ต่อให้เธอสอบไม่ผ่าน ค่าตอบแทนของเธอก็ไม่ด้อยไปกว่ามือวางอันดับหนึ่งแน่!”
“ผิดแล้ว นักประดิษฐ์อาวุธและนักค่ายกลคาถาในปัจจุบันได้รับสืบทอดองค์ความรู้มาแต่โบราณส่วนพวกนักหลอมยาวิเศษน่ะหายสาบสูญไปตั้งนานแล้ว” ทูจิ้วถอนหายใจแล้วเอ่ย“ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานได้กลบฝังสิ่งต่างๆ ไปมากมายเหลือเกินนักหลอมยาในปัจจุบันนี้ก็เป็แค่ชื่อที่ตั้งขึ้นมาให้สวยหรูเท่านั้น ที่จริงแล้วก็เป็แค่นักปรุงยา...เพราะต่อให้เป็ปรมาจารย์นักปรุงยาก็ไม่มีทางกลั่นยาอายุวัฒนะออกมาได้เพราะประสิทธิภาพของยาจะถูกบั่นทอนไปอย่างเลี่ยงไม่ได้จึงทำได้อิงตามวิธีหลอมยาอายุวัฒนะ แล้วปรุงยามาบรรจุใส่เข็มฉีดยาเท่านั้น”
สวีหยางอี้ไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับถามขึ้นด้วยความสงสัย “พร์คืออะไร”
“มันเป็อะไรที่...ลึกลับชวนพิศวง” ฝูหรงไตร่ตรองก่อนจะตอบคำถามนี้ของเขา“ของบางอย่าง วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้แต่ถ้าจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายจริงๆ ล่ะก็ในสมองของคนเรามีเส้นประสาทประมาณหนึ่งหมื่นล้านเส้น แต่พวกคนที่มีพร์ในตัวเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะมีถึงสองหมื่นล้านเส้นหรืออาจถึงขนาดสามหมื่นล้านเส้นเลยทีเดียวทำให้อ่อนไหวกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกภายนอกเป็พิเศษและเพราะอย่างนั้นถึงสามารถจับประเด็นทุกหลักความรู้ขั้นลึกซึ้งทุกสิ่งที่ได้รับการบันทึกไว้ และขอบเขตพลังที่ใช้ในการฝึกตนได้ คนแบบนี้น่ะ...”
“ตึก...” ใจของสวีหยางอี้สั่นขึ้นมาเล็กน้อย
หลังออกจากโรงพยาบาลเขาก็เริ่มชินกับประสาทััทั้งห้าที่เฉียบคมขึ้นแล้วมันเหมือนกับโลกที่มีคนดึงผ้าโปร่งบางออกไปชั้นหนึ่ง
ถึงจุดทะเลลมปราณจะมีลูกะเิเวลาซ่อนอยู่ แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อไป
“ประสาทััทั้งห้าจะเฉียบคมขึ้นหรือเปล่า”เขาข่มความสั่นสะท้านในใจแล้วถามเรียบๆ
--------------------------------------------------------------------------------
[1] อาลีบาบากรุ๊ปโฮลดิง จำกัดเป็บริษัทที่ประกอบธุรกิจหลายประเภทรวมกันทั้งอีคอมเมิร์ซ ค้าปลีก อินเทอร์เน็ตเอไอและเทคโนโลยีข้ามชาติของจีน
[2] เบเร็ตต้า (Fabbrica d’ArmiPietro Beretta)เป็บริษัทผลิตอาวุธปืนของอิตาลีที่ดำเนินกิจการในหลายประเทศ