ความคึกคักของตลาดเมืองอู่โจวทำให้เฉียนเพ่ยเพ่ยอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้ ถึงแม้ว่านิยายเื่นี้จะอยู่ในยุคโบราณแต่นางก็ไม่แน่ใจว่าอ้างอิงมาจากยุคสมัยใดกันแน่ เสื้อผ้าและการแต่งกายของสตรีส่วนใหญ่จะสวมเสื้อกระโปรงติดกันมีสาบเสื้อไขว้ทับกันทางด้านหน้าตกแต่งด้วยแถบผ้ารัดเอวอันงดงามรูปแบบคล้ายชุดเซินอีที่นิยมสวมใส่ในยุคสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น แต่เครื่องประดับศีรษะและการแต่งกายของบุรุษกลับเป็ที่นิยมสวมใส่ในสมัยราชวงศ์โจว
เมื่อถึงฤดูหนาวก็จะสวมใส่เสื้อคลุมตัวยาวหลายชั้นเพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็น ส่วนผู้ชายก็จะสวมใส่ชุดคลุมตัวยาวแขนกว้างเช่นเดียวกันที่แถบผ้ารัดเอวส่วนใหญ่ก็มักจะห้อยเครื่องประดับหรือไม่ก็ถุงผ้าซึ่งด้านในอาจจะใส่เงินหรือไม่ก็เครื่องหอม
เมืองอู่โจวแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง แต่ผู้คนที่นี่กลับใช้ชีวิตแทบจะไม่แตกต่างจากผู้คนในเมืองหลวงเลย สังเกตได้จากโรงน้ำชา หอสุรา รวมไปถึงแหล่งอบายมุขต่างๆล้วนมีครบครัน เฉียนเพ่ยเพ่ยจึงไม่รู้สึกแปลกใจสักนิดว่าเพราะเหตุใดเซี่ยฟางหรงจึงได้หลงใหลการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ และมักจะออกมาอยู่นอกบ้านนานนับเดือนที่แท้ก็มีสิ่งล่อตาล่อใจเขาอยู่ไม่น้อยนี่เอง
“ท่านแม่ๆ ถังหูลู่” เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยพลางกระตุกชายแขนเสื้อของนาง สายตาของเขาจ้องมองไปยังถังหูลู่ด้วยสายตาอันวาววับ เฉียนเพ่ยเพ่ยจึงได้แต่ส่ายหน้าแล้วส่งเงินให้บุตรชายคนละสองเหวินเพื่อให้พวกเขานำไปซื้อถังหูลู่
“ขอบคุณขอรับ” เอ่ยจบเด็กชายทั้งสองก็วิ่งฉิวไปที่ร้านขายถังหูลู่ในทันที
หนึ่งพันเหวินเท่ากับหนึ่งก้วน สิบก้วนเท่ากับหนึ่งตำลึง สิบหกตำลึงเท่ากับหนึ่งจิน ยามนี้เงินในมือนางมีอยู่สามสิบตำลึง นับว่าไม่มากแต่ก็ไม่น้อยจนเกินไป เพราะราคาข้าวสารหนึ่งชั่งใช้เงินเพียงสามสิบเหวินเพียงเท่านั้น ส่วนราคาเนื้อหมูตกจินละห้าสิบเหวินซึ่งนับว่าแพงมากเมื่อเทียบกับปริมาณของข้าวสาร
ส่วนธัญพืชจำพวกถั่วเขียวและถั่วเหลืองมีราคาถูกมากจนน่าใหนึ่งจินใช้เงินเพียงหกเหวินเท่านั้นซึ่งราคาเกือบจะเท่ากับราคาถังหูลู่สองไม้เลยทีเดียว ต่อมาเมื่อนางรู้ราคาของน้ำตาลนางจึงได้เข้าใจ ที่แท้น้ำตาลก็เป็ของที่มีราคาแพงมาก น้ำตาลครึ่งชั่งนางก็สูญเสียเงินไปถึงเจ็ดสิบเหวินแพงกว่าเนื้อหมูเสียอีก
“โอ้โหท่านแม่เหตุใดท่านจึงได้ซื้อของมากมายถึงเพียงนี้กันเล่า” เซี่ยเฟิงหลงอดอุทานออกมาไม่ได้เมื่อเห็นว่า ในมือของมารดาเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย
“อืม ยังขาดของอีกตั้งหลายอย่าง เห็นทีว่าของที่คิดจะซื้อคงต้องมาซื้อใหม่ในวันพรุ่งนี้” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยกับบุตรชายด้วยรอยยิ้ม
“ให้พวกข้าช่วยถือนะขอรับ”
“ได้สิ เช่นนั้นเสี่ยวหลงช่วยแม่ถือน้ำตาลและเกลือ ส่วนเสี่ยวหู่ช่วยแม่ถือเนื้อหมูก็แล้วกัน” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางชี้ของในตะกร้าไม้ไผ่ที่นางถือคล้องแขนเอาไว้ ซึ่งพวกเด็กๆ ก็ช่วยกันหยิบของในตะกร้าไปถือกันคนละไม้คนละมือ
ส่วนใหญ่ข้าวของที่นางซื้อมาจะถูกห่อด้วยกระดาษเนื้อหยาบแล้วพันมัดด้วยเชือกรอบๆ ห่อกระดาษโยงปลายเชือกขึ้นมาเป็ห่วงให้สามารถหิ้วได้ เมื่อเซี่ยเฟิงหลงกับเซี่ยเฟิงหู่ช่วยกันแบ่งของในตะกร้าไม้ออกไปถือ ข้าวของภายในตะกร้าก็พลันว่างเปล่าในทันที
“พวกเ้านี่นะ” เฉียนเพ่ยเพ่ยได้แต่ส่ายหน้าให้กับพวกเขา แต่เมื่อคิดว่ายังเหลือไข่ไก่และผักสดที่ยังไม่ได้ซื้อนางจึงไม่คิดจะเอ่ยห้ามปรามพวกเขา
ตอนเดินทางเข้าเมืองมานางเห็นผู้อื่นแบกตะกร้าไม้ไผ่ขนาดย่อมๆ เอาไว้ที่กลางหลัง นางจึงคิดว่าน่าจะลองหาซื้อมาใช้ดูบ้าง คิดไม่ถึงว่าในตลาดจะมีเพียงตะกร้าไม้ไผ่สานวางขายอยู่เท่านั้น พวกตะกร้าหวายหรือตะกร้าไม้ไผ่สานแบบที่ชาวบ้านใช้แทบจะไม่มีวางขายเลย เมื่อลองถามเถ้าแก่ร้านดูนางจึงได้รู้ว่า ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะสานข้าวของเ่าั้เอาไว้ใช้เอง
เมื่อรู้ราคาของตะกร้าไม้ไผ่ที่นางกำลังจะซื้อนางก็ไม่แปลกใจเท่าใดนัก ตะกร้าที่นางถูกใจมีราคาสูงถึงหนึ่งร้อยเหวิน แต่เพราะไม่อาจจะจักสานเองได้นางจึงได้ตัดใจซื้อตะกร้าไม้ไผ่ที่สานอย่างประณีตใบนี้เอาไว้ใส่ของด้วยราคาที่แพงพอสมควร ถึงแม้เถ้าแก่จะอวดอ้างว่าทั้งทนทานและงดงามแต่ถึงอย่างไรตะกร้าก็ยังคงเป็แค่ตะกร้าวันยังค่ำ มูลค่าของสินค้าของที่นี่ไม่อาจจะนำไปเปรียบเทียบกับโลกของนางได้เลย
เฉียนเพ่ยเพ่ยจึงพาเด็กๆเดินดูรอบๆตลาดเพื่อทำความคุ้นชิน นางจึงพยายามซื้อของที่จำเป็ก่อนเท่านั้น นางซื้อไข่ไก่ ผัดสด และของใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มเติม แล้วจึงพาบุตรชายเดินเข้าร้านบะหมี่ซึ่งเป็เพิงเล็กๆอยู่ตรงท้ายตลาด
“เถ้าแก่ขอบะหมี่เนื้อสามชาม” เฉียนเพ่ยเพ่ยสั่งอาหารหลังจากที่ถามความเห็นของบุตรชายทั้งสองแล้ว
“ได้ๆ รบกวนรอสักครู่” เถ้าแก่ร้านเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วก็ลงมือทำบะหมี่ด้วยความคล่องแคล่ว ร้านบะหมี่แห่งนี้เป็ร้านเล็กๆ มีเพียงเถ้าแก่และภรรยาช่วยกันทำและช่วยกันยกมาบริการลูกค้าเท่านั้น
“แม่นางลูกชายของเ้าช่างน่ารักจริงๆ พวกเขาเป็ฝาแฝดกันสินะ” ภรรยาของเถ้าแก่เอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตอนที่นางยกชามบะหมี่มาให้ที่โต๊ะ
“ใช่แล้วเ้าค่ะ พวกเขาเป็ฝาแฝดกัน”
“เ้านี่ช่างโชคดีจริงๆเลยนะ คลอดออกมาทีเดียวได้บุตรชายถึงสองคน”
“ใช่ข้าโชคดีจริงๆ” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม และมองดูเด็กๆ ที่จัดแจงเลื่อนชามบะหมี่มาให้นางก่อน แล้วจึงค่อยให้ความสนใจกับบะหมี่ของตนเอง
หลังจากกินจนอิ่มหนำแล้วก็จ่ายเงิน แล้วจึงได้เดินออกจากร้านด้วยสีหน้าอิ่มเอม เด็กๆไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วจึงเจริญอาหารมากเป็พิเศษ บะหมี่สามชามหมดเงินไปเพียงสิบห้าเหวินเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับราคาข้าวสาร และเนื้อหมูแล้วก็ถือว่ากลับบ้านไปทำอาหารกินเองจึงจะลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
นางพาเด็กๆ เดินเล่นรอบตลาดอีกครั้งเพื่อย่อยอาหารและสำรวจราคาข้าวของต่อไป เ้าของร่างนี้แทบจะไม่เคยได้มาเดินตลาดด้วยตนเอง ปกติคนที่ดูแลเื่อาหารคือซ่งมามาที่ติดตามนางกับเซี่ยฟางหรงมาจากเมืองหลวง ทุกสิบห้าวันซ่งมามาจึงจะนำบัญชีรายจ่ายมาแจกแจงให้นางฟังสักครั้ง ราคาข้าวของและราคาอาหารบางอย่างมีไม่ตรงกับที่ซ่งมามาเคยรายงานเอาไว้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากเดิมมากมายนัก
“ท่านแม่นั่นซ่งมามามิใช่หรือขอรับ” เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยถามพลางชี้ไปที่หญิงชราที่ในยามนี้กำลังยืนเลือกซื้อแป้งชาดและเครื่องประทินโฉมอื่นๆ อยู่กับบุตรสาวที่เคยเป็สาวใช้ของเฉียนเพ่ยเพ่ย
“ใช่แล้ว นางคือซ่งมามา”
“แต่ว่านางไม่น่าจะอยู่ที่นี่ได้นี่นา ก็ท่านแม่เกรงว่าพวกนางจะถูกขายทอดตลาดจึงได้ตัดสินใจคืนสัญญาขายตัวให้กับพวกนาง แล้วสั่งให้พวกนางเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงแล้วไม่ใช่หรือ” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“แม่พอจะเข้าใจเื่ราวขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเรารีบออกไปจากตรงนี้กันเถิด อย่าให้พวกนางเห็นพวกเราเลย”
เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น เมื่อเห็นว่าหนึ่งในนักเลงที่เคยมาทวงหนี้ที่บ้านสกุลเซี่ยเดินเข้าไปหาถงมามาและบุตรสาวด้วยท่าทางสนิทคุ้นเคย โดยเฉพาะถงเหลียนผู้เป็บุตรสาวที่มีท่าทีเขินอายมากเป็พิเศษเมื่อได้เจอคนผู้นั้น ทำให้นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดหลังจากเซี่ยฟางหรงตายไป บรรดาเ้าหนี้จึงได้มาถึงบ้านได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น
“หรือว่าท่านแม่กำลังสงสัยว่าซ่งมามาตั้งใจหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากพวกเรา” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยถามหลังจากที่พวกเขาเดินพ้นตลาดมาแล้ว
“อืม เื่นี้พวกเราเองก็ยังไม่ได้รู้แน่ชัด ทางที่ดีพยายามอยู่ให้ห่างจากพวกนางไปก่อน พวกเ้าคงเห็นแล้วว่าพวกนางมีความสนิทสนมกับนักเลงกลุ่มนั้นมากเพียงใด” เฉียนเพ่ยเพ่ยตัดสินใจเอ่ยออกมาตามตรง
“แต่ว่าท่านแม่เงินของพวกเรา อาจจะถูกพวกนางฉ้อโกงไปนะขอรับ” เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“ถูกฉ้อโกงหรือไม่เอาไว้แม่จะตรวจสอบภายหลังด้วยตนเอง พวกเ้าไม่ต้องกังวลหรอก หน้าที่ของพวกเ้าก็คือในยามนี้พยายามบำรุงร่างกายให้เยอะๆ กินให้มากขึ้นอีกสักหน่อย จะได้โตเร็วๆ”
“แล้วมาปกป้องท่านแม่ใช่หรือไม่” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยต่อจากประโยคของนางด้วยน้ำเสียงรู้ทัน
“ใช่แล้ว ต่อไปนี้พวกเ้าไม่ต้องกังวลว่าเราจะกินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่ เพราะแม่จะจัดการดูแลให้พวกเ้าเอง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกผู้ใดรังแกและเอาเปรียบเพราะแม่จะเป็คนดูแลและจัดการเื่นี้ให้พวกเ้าเองเช่นกัน”
เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน ทั้งที่ใจในแอบจดจำการกระทำของซ่งมามาและบุตรสาวเอาไว้แล้ว นักเลงเ่าั้ด้วยความสามารถของนางน่าจะจัดการได้สบาย แต่เพราะกังวลเื่ความปลอดภัยของเด็กๆนางจึงรีบพาพวกเขาหลบคนเ่าั้ออกมาก่อน แล้วค่อยกลับไปคิดบัญชีกับพวกเขาในภายหลัง
เพียงแต่ว่าทำไมนางจึงไม่คิดขโมยพวกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแล้วนำไปขายเพื่อบริจาคบ้างนะ ไม่เช่นนั้นเมื่อครู่นี้นางคงไม่ต้องรีบพาลูกๆหลบหนีมาก่อนเช่นนี้แน่