ดวงตาสีดำเป็นประกายของเตียวสู่จ้องมองนาง“จี๊ดจี๊ด~”
เย่ชิงชิงอุ้มมันขึ้นมาไว้ในมือทั้งสองข้างแล้วส่องดูให้ชัดเจน ก็พบว่าเจ้าตัวน้อยมีบาดแผลที่ขาหลังค่อนข้างใหญ่คล้ายถูกของมีคมบาด
“เจ้าบาดเจ็บอีกแล้วหรือ?”
ดูเหมือนจะบาดเจ็บจากการติดกับดักสัตว์ตัวเล็กขนาดนี้ ขาหลังไม่หักถือว่าโชคดีแล้ว
เย่ชิงชิงนำน้ำในมิติออกมาล้างบาดแผลให้มันพลังธรรมชาติช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้นแต่เตียวสู่กลับดื้อรั้นเอาแต่จะพุ่งเข้าหาชามน้ำ และดื่มไปครึ่งชามรวดเดียว
“จี๊ด~~” มันส่งเสียงร้องอย่างพอใจ
เย่ชิงชิง“…”
เจ้าตัวตะกละนี่ไม่แปลกใจเลยที่มักจะติดกับดัก ไม่รู้จักพยายามหน่อยหรืออย่างไร!นางจำใจตักน้ำมาล้างแผลให้มันอีกครั้ง นางไม่มีสมุนไพรใดๆจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากนำเสื้อผ้าเก่าๆ มาพันแผลให้มันแบบลวกๆ
เตียวสู่มีขนาดเล็กขาหลังเรียวเล็กถูกมัดด้วยผ้าก้อนใหญ่ ทำให้มันเดินกะเผลก ดูแล้วน่าขบขันยิ่งนัก
เย่ชิงชิงหัวเราะอย่างไม่คิดเกรงใจนางหยิบส้มให้มันกินแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเรามีเนื้อกินแล้วพรุ่งนี้จะให้เจ้าลองชิม”
“จี๊ดจี๊ด~” เตียวสู่กินทั้งเนื้อทั้งพืชผักอย่างมีความสุขและไม่ลืมเอาหัวเล็กๆ ถูไถนางเพื่อเอาใจ
วันรุ่งขึ้นนางซูเห็นเตียวสู่ก็ย่อมรู้สึกประหลาดใจเป็นธรรมดามันวิ่งกลับมาเองได้ ชาวบ้านต่างมีความเชื่อว่า ‘บ้านที่สัตว์ตัวเล็กๆชื่นชอบ มักจะเป็นบ้านที่มีโชคลาภ’
ด้วยเหตุนี้เตียวสู่จึงได้รับการดูแลเป็นพิเศษไม่ต้องกังวลว่าจะถูกนำไปขายเพื่อแลกเงิน ทั้งยังมีเนื้อกินและยาสำหรับรักษาแผลด้วย สมุนไพรเหล่านั้นลุงขาเป๋มอบให้ด้วยความเมตตาท่านลุงรักสัตว์เล็กเป็นพิเศษ เคยเลี้ยงนกน้อยตัวหนึ่งและไม่เคยขังมันไว้ให้ไร้อิสระ เสียดายที่ในภายหลังมันก็บินจากไป
“ชิงชิงบ้านเจ้าดีจริงๆ!” จินหลันมองเย่ชิงชิงดูแลเตียวสู่พร้อมกับกล่าวด้วยความอิจฉา
นางมาช่วยงานที่นี่ทุกวันจนคุ้นเคยกับนางซูและเย่ชิงชิงเป็นอย่างดี นางชื่นชมเย่ชิงชิงไม่ขาดปากบุตรสาวคนโตของนางอายุใกล้เคียงกับเย่ชิงชิง แต่กลับมีนิสัยเงียบขรึมขี้อายท่าทางขี้ขลาด ไม่ฉลาดเฉลียวและรู้ความอย่างชิงชิงเลย
“อย่าชมเลย” นางซูฟังแล้วหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้า“เด็กๆ ไม่ควรชื่นชมมาก มิเช่นนั้นพวกนางจะเหลิง”
เย่ชิงชิงไม่สนใจคำพูดของพวกนางนางฉลาดที่ไหนกันเล่า เพียงอาศัยความสุขุมจากวัยที่แก่กว่าเท่านั้นเอง
จินหลันกล่าวอีกว่า“ข้าเห็นผิวของชิงชิงดีขึ้นทุกวัน มีเคล็ดลับพิเศษอะไรหรือเปล่า?หากไม่ลำบาก ข้าก็อยากเอาไปใช้กับลูกสาวของข้าบ้าง”
เด็กสาวชาวบ้านมักจะวิ่งเล่นและทำงานในทุ่งนาทั้งวันผิวคล้ำเสียไปหมด มีน้อยคนนักที่จะดูดี มิใช่คำกล่าวที่ว่า‘ผิวขาวปิดบังความอัปลักษณ์สามส่วน’ นั้นถูกต้องแล้วหรือ?
คำพูดนี้ดึงดูดความสนใจของหยางหลิ่วเช่นกันในฐานะหญิงแกร่ง นางย่อมต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง
“ไม่มีเคล็ดลับพิเศษอะไรหรอก เพียงแค่ล้างหน้าให้ละเอียดมากขึ้น ล้างบ่อยๆเพื่อรักษาความสะอาดของใบหน้าอยู่เสมอเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับมิติหากทุกคนคิดว่านางมีวิธีดีๆ แล้วแห่กันมาขอจะให้หรือไม่ให้นั่นก็เป็นปัญหาทั้งนั้น
จินหลันไม่ได้สงสัยนางยิ้มแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นคงเป็นเพราะบ่อน้ำในลานบ้านของพวกเจ้าที่นำโชคมาให้สินะ!”
นางมาช่วยงานที่นี่ตลอดบ่ายย่อมมีจังหวะดื่มน้ำ และสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ นี่คือบ่อน้ำที่ดี
ในหมู่บ้านมีนักพรตชราผู้หนึ่งบางครั้งเขาก็ดูฮวงจุ้ย เลือกวันดีๆ สำหรับงานศพเขามักจะชี้มาที่ดอกกุหลาบในบ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นแห่งนี้แล้วกล่าวว่ามันจะนำโชคลาภมาให้ดอกกุหลาบเหล่านั้นเป็นดอกไม้สีแดงที่นางซูบอกว่าสวยงามเป็นสิริมงคลเย่ชิงชิงจึงย้ายมาปลูกไว้หลายต้น
ชีวิตของพวกนางเป็นไปอย่างราบรื่นและดีขึ้นชาวบ้านต่างก็เห็นกันถ้วนหน้า จึงเชื่อในคำพูดของนักพรตชราผู้นั้นเรื่องนี้มิใช่ว่าการจัดวางเปลี่ยนฮวงจุ้ยไปแล้วหรอกหรือ?เจ้าของบ้านคนก่อนตายเพราะไข้ทรพิษแต่ตอนนี้ครอบครัวนางซูกลับไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แถมยังร่ำรวยขึ้นด้วย!
ต่อให้คนภายนอกจะถกเถียงกันว่าดอกกุหลาบนำโชคมาให้หรือไม่หากพวกเขายังไม่สงสัยว่านางมีของวิเศษอยู่กับตัว เย่ชิงชิงก็พอใจกับเรื่องนี้
บาดแผลที่ขาของเตียวสู่ดีขึ้นมากมันกระโดดวิ่งเล่นได้อย่างร่าเริง มันไม่เข้าหาคนแปลกหน้าและจะเกาะติดเย่ชิงชิงเท่านั้น เมื่อใดที่มีคนมาส่งพริกหรือมาเยี่ยมบ้านมันก็จะหายตัวไปในพริบตา
แม้ว่ามันจะวิ่งเร็วมากแต่หลายคนก็ยังเห็นมัน และชื่นชมการที่มันเลือกเข้ามาอยู่ในบ้านพวกนางเองกล่าวว่าเป็นลางดี เรื่องนี้มีผลตามมาคือ... มีคนมาสู่ขอโดยมีเป้าหมายคือเย่ชิงชิงที่กำลังจะอายุแปดขวบ
“เรื่องนี้... ชิงชิงของพวกเรายังเด็กนัก”
นางซูปิดบังความประหลาดใจไว้ไม่มิดในขณะเดียวกันก็รู้สึกยินดีใครจะกล้าพูดว่าบุตรสาวของนางเป็นนังตัวประหลาดน่าเกลียด ไม่มีใครต้องการอีก!
แม่สื่อคือป้าโจวเพื่อนบ้านของจินหลัน นางได้ยินคำชมเชยเย่ชิงชิงหลายครั้งและมองเห็นอนาคตสดใสจากการค้าขายของนางซูจึงเกิดความคิดจะเป็นแม่สื่อแม่ชักให้หลานชายของตน
“อย่าพูดเช่นนั้นสิ เด็กๆ โตเร็ว โดยเฉพาะเด็กสาว เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน”ป้าโจวเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลานชายของตนให้นางซูฟังด้วยใบหน้าตื่นเต้น
“หลานชายของข้านามว่าเกาเฟิง ปีนี้อายุสิบเอ็ดปีแล้วที่บ้านส่งไปเรียนที่สำนักศึกษามาหลายปี แม้จะไม่ได้สอบราชการแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าชาวนาที่อ่านเขียนไม่ได้ เจ้าว่าจริงหรือไม่!”
คำพูดนี้เตือนนางซูให้คิดถึงเรื่องที่บุตรทั้งสองคนยังไม่เคยเข้าสำนักศึกษาโดยเฉพาะเย่จื้อเฟิง บุตรชายของนางที่กำลังจะพ้นวัยเรียนไปแล้ว
แน่นอนว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่สามารถยอมรับได้บุตรทั้งสองคือแก้วตาดวงใจของนางซูนางจะยอมให้บุตรสาวแต่งงานเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่จะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมได้หรือ นางซูจึงปฏิเสธความปรารถนาดีของป้าโจวทันทีโชคดีที่อีกฝ่ายไม่บังคับ และซื้อล่าช่วนสองสามไม้จากนั้นก็เดินกลับไป