การโจมตีของหมีโลหิตเมื่อครู่ได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ ไว้บนร่างของเฟยซิ่ว ตอนนี้ร่างของมันได้คว่ำลงไปกับพื้นพร้อมเลือดที่เริ่มไหลนองออกมา เมื่อมองไปยังร่างดังกล่าว ทำให้รู้สึกว่า ไม่แตกต่างอันใดจากศพที่จมกองเลือดเพราะด้วยระดับพลังที่แตกต่างของมันและสัตว์อสูรทำให้เมื่อถูกโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนี้
เมื่อสัตว์อสูรตัวที่โจมตีมาเมื่อครู่เห็นสภาพของมนุษย์เบื้องหน้า มันจึงหันหลังกลับไป แล้วพุ่งไปยังทิศทางที่หลี่ฟางซิ่นจากไปทันทีปล่อยให้หมีโลหิตที่มีบาดแผลบริเวณกลางหลัง จัดการกับมื้ออาหารนี้แทนตัวมัน
หมีโลหิตตัวที่ยังอยู่ได้หันไปมองยังร่างที่จมกองเลือด พร้อมกับค่อยๆเดินไปยังร่างนั้นอย่างไม่รีบร้อนเหมือนทราบเป็นอย่างดี ว่ามนุษย์ผู้นั้นหาได้มีพิษสงอันใดอีก
ในตอนนี้แม้สติของเฟยซิ่วจะเริ่มเลือนรางแต่ก็ยังพยายามที่จะข่มความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั่วร่างลงไปและค่อยๆเอือมมือไปหยิบดาบใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างมากนักเพื่อใช้ดาบเล่มนั้นพยุงตัวมันให้ลุกขึ้นมา
เมื่อทำได้สำเร็จจึงจ้องมองไปยังสัตว์อสูรเบื้องหน้า ด้วยภายในมือทั้งสองที่กำด้ามดาบแน่นขณะที่ปลายดาบยังคงปักลงไปในพื้นดิน เพื่อพยุงร่างมันเอาไว้ พร้อมกล่าวออกมา
“ถึงข้า...ต้องตาย.. ก็ไม่มีทางที่จะ... ทำให้นายน้อย..ต้องขายหน้า!!”
ตอนนี้ความรู้สีกเสียดายได้ผุดขึ้นมาจากภายในใจของเฟยซิ่ว ตัวมันหาได้เสียดายชีวิตแต่อย่างใดแต่รู้สึกเสียดายที่จะไม่ได้เห็นนายน้อยของตนกลายเป็นอัจฉริยะผู้ทะยานสู่จุดสูงสุดของโลกใบนี้ ด้วยตาของมันเอง!
แม้เฟยซิ่วจะได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตายแต่ยังคงพยายามหมุนเวียนลมปราณขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความยากลำบากพร้อมกับพยายามประคองตัวไม่ให้ล้มลงไป
เมื่อหมีโลหิตเห็นมนุษย์เบื้องหน้ายังคงมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาคล้ายกับต้องการท้าทาย มันจึงคำรามขึ้นมาอย่างโมโหพร้อมพุ่งตัวออกไปเพื่อบดขยี้มนุษย์เบื้องหน้าทันที!
ร่างของหมีโลหิตที่อยู่ห่างออกไปเมื่อครู่ได้มาอยู่ต่อหน้าเฟยซิ่ว พร้อมแขนสีแดงขนาดใหญ่ ที่กำลังตวัดลงมาอย่างเต็มกำลัง!เฟยซิ่วได้แต่มองไปยังการโจมตีที่กำลังพุ่งมา อย่างมิอาจขัดขืน!
ฉึก!!
กลับเป็นเสียงที่ไม่คุ้นหูได้ดังขึ้นมาเบื้องหน้าของเฟยซิ่วเมื่อสังเกตไปยังร่างของหมีโลหิตตอนนี้ กลับถูกบางสิ่งคล้ายหอกที่มีสีเหลืองทองทะลวงศีรษะของมันจากด้านบนลงมา ปักลึกไปยังพื้นดินค้ำร่างอันมหึมาที่กระโจนเข้ามาเมื่อครู่ไม่ให้ล้มลงสามารถมองเห็นดวงตาของหมีโลหิตที่เบิกกว้างพร้อมเลือดที่ไหลทะลักจากศีรษะอาบร่างของมัน คล้ายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่ามันตกตายได้เยี่ยงไร
ขณะที่เฟยซิ่วกำลังงุนงงและสับสนเสียงอันคุ้นหูได้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของมัน
“ดูเหมือนว่า...เจ้าจะลำบากไม่น้อย”
ถึงแม้จูเยว่จะกล่าวไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ภายในกลับรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เพราะหากตนมาช้ากว่านี้ คงยากที่จะเก็บกู้ชีวิตของข้ารับใช้ผู้นี้กลับมาได้
เพราะก่อนหน้าเพียงเล็กน้อยจูเยว่ยังอยู่ห่างออกไป 2-3 ลี้ขณะที่หมีโลหิตกำลังพุ่งตรงมายังร่างของเฟยซิ่ว เมื่อเห็นว่าไม่ทันการจึงเร่งใช้เวทย์หอกทะลวงสังหารออกมา ถึงจะทันเวลา แต่ก็นับว่าฉิวเฉียดเป็นอย่างมาก
เมื่อเฟยซิ่วได้ยินเสียงดังกล่าวจึงเร่งหันกลับไป พร้อมกล่าวออกมาอย่างมีความสุข
“นะนายน้อย..ท่าน..กลับมาแล้ว!”โดยหาได้สนใจอาการบาดเจ็บสาหัสที่เกิดขึ้นกับตนเอง
“ดูท่า...เจ้ายังแข็งแรงกว่าที่ข้าคิดเอาไว้” จูเยว่ยิ้มขึ้นมาขณะกล่าวพร้อมกับยื่นมือไปยังร่างของเฟยซิ่ว แสงสีเขียวของเวทย์พฤกษาหวนคืนเริ่มทำงานขึ้นมา บาดแผลต่างๆทั่วร่างทั้งภายในและภายนอก ได้ถูกรักษาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเฟยซิ่วเห็นภาพดังกล่าวตาของมันแทบถลนออกมาอีกครั้งถึงแม้การที่นายน้อยของมันจะสังหารสัตว์อสูรเบื้องหน้าอย่างง่ายดาย ราวกับไม่มีสิ่งใดให้กล่าวถึงจะทำให้มันรู้สึกตกใจอยู่บ้างแต่ตัวมันยังคงสามารถควบคุมอารมณ์กลับมาได้อย่างรวดเร็ว
แต่ครั้งนี้กลับแสดงการรักษาที่เหนือกว่ายามที่รักษาแม่นางน้อยตระกูลหลี่ เพราะมันทราบดีว่าอาการเมื่อครู่ของมันหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่นายน้อยกลับรักษาจนหายสนิทเพียงไม่กี่อึดใจ!
จูเยว่หาได้สนใจท่าทางของเฟยซิ่วแม้แต่น้อยเพราะเห็นข้ารับใช้ผู้นี้แสดงท่าทีเช่นนี้อยู่เป็นประจำจึงได้เอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัยออกไป
“แล้วแม่นางตระกูลหลี่...ตอนนี้อยู่ที่ใดกัน?”
“อ๊ะ!”
“นายน้อย!นางได้ถูกหมีโลหิตอีกตัวหนึ่งไล่ล่าไปเมื่อครู่ ท่านเร่งไปช่วยนางโดยเร็วเถอะขอรับหากช้าไปกว่านี้ ข้าเกรงว่าจะไม่ทันการ!”พร้อมทั้งกล่าวบอกทิศทางที่หมีโลหิตตนนั้นได้ติดตามตัวนางไป
เมื่อจูเยว่ได้ยินคำที่กล่าวร่างได้เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาเฟยซิ่วคล้ายภูติผี เป็นเพราะยามที่จูเยว่ใช้ออกด้วยทักษะมายาชั่วพริบตา ทำให้เขามีความเร็วเทียบเท่ากับระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 7!! ไม่มีทางที่เฟยซิ่วที่มีระดับพลังเพียงเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2จะสามารถตามความเร็วของจูเยว่ได้ทัน
“อะอะไรกัน?!!”
เสียงตกตะลึงของเฟยซิ่วดังขึ้นหลังจากที่ร่างเบื้องหน้าได้จางหายไป เพราะจูเยว่ได้เคลื่อนไหวจากไปอย่างรวดเร็วจนตัวมันไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการหมุนเวียนของพลังลมปราณถึงแม้ก่อนหน้านายน้อยของมันจะรวดเร็วแต่ตัวมันยังสามารถที่จะมองเห็นการเคลื่อนไหว หาได้ว่องไวถึงระดับนี้
“หรือว่า...”
“เอื๊อก…”
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นพร้อมเม็ดเหงื่อที่ไหลผ่านหางตา ตอนนี้มันอดไม่ได้ที่จะคาดเดาออกมาว่านายน้อยอาจมีพลังฝึกฝน เหนือกว่าระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2 จึงทำให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมากถึงขั้นนี้ถึงตัวมันไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนคิดแต่ก็ต้องเชื่อขึ้นมาอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ เมื่อนึกถึงภาพยามที่นายน้อยลงมือสังหารหมีโลหิต และความเร็วที่แสดงออกมาให้เห็นเมื่อครู่
...ครึ่งชั่วยามก่อนหน้าขณะที่เฟยซิ่วได้ช่วยให้หลี่ฟางซิ่นหนีจากหมีโลหิตไปเพียงลำพัง
หลังจากหลี่ฟางซิ่นแยกจากเฟยซิ่วได้เพียงไม่นานนางได้รีบพุ่งตรงออกไปยังทิศทาง ที่ออกจากป่าลมหวนแห่งนี้โดยเร็วพร้อมกับความรู้สึกเป็นกังวล
“หวังว่าข้ารับใช้ผู้นั้นจะสามารถเอาชีวิตรอดจากสัตว์อสูรทั้งสองไปได้...”เพราะหลี่ฟางซิ่นนั้นรู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมาก ที่ต้องให้ผู้อื่นเสียสละตนเองเพื่อให้นางนั้นเอาชีวิตรอด