“ให้ข้าลุยเองแล้วกัน!” โจวลู่ทัดทานหลี่ฮุยเย่
“แต่ศิษย์พี่โจวลู่ก่อนหน้านี้ท่านก็เพิ่งเปิดชีพจรยุทธได้แปดเส้นไม่ใช่หรือ?”
“ฮึ!” โจวลู่แค่นเสียง ตอกกลับไม่พอใจ “กระทั่งเจ้ายังบรรลุเปิดชีพจรขั้นเก้าแล้วข้าจะยังย่ำอยู่กับที่ไม่สำเร็จได้หรือ?”
โจวลู่รู้ดีว่าฉู่เหินเป็นศูนย์รวมใจศิษย์ของสำนักดาราสวรรค์ในครานี้
หากให้เขาออกโรงเสียตั้งแต่ศึกแรกจะไม่เป็นผลดีต่อการชิงดวงต่อจากนี้เท่าใดนัก
“เจ้าจะไปหรือ?” ฉู่เหินเงยหน้ามองโจวลู่แล้วถามนิ่งๆ
“อื้ม! ไม่ว่าอย่างไรข้าก็เข้าดาราสวรรค์มาแล้ว อย่างไรเสียก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของสำนักดาราสวรรค์ไม่ว่าอย่างไรก็ควรจะแบ่งเบาภาระบ้าง”
ศิษย์ใหม่ทั้งหลายของสำนักดาราสวรรค์อึ้งงัน ต่างคนต่างกำหมัดแน่นโดยไม่รู้สึกตัวสีหน้าตื้นตันไม่หยอก
“น้องสาว สู้ไม่ไหวเรียกพี่นะจ๊ะ” มู่เฟิงแซว
โจวลู่ยกยิ้มบางพลันก็เดินไปยังสังเวียนประลองเบื้องหน้าขยับกายคราเดียวก็กระโจนขึ้นสังเวียน พลิ้วไหวอ่อนเบาราวผีเสื้อวิญญาณ
“ไม่ไหวกระมัง! ให้ผู้หญิงขึ้นสังเวียนหรือ?”
“สำนักดาราสวรรค์นี่ตกต่ำลงทุกปีจริงๆ”
“คงเพราะพวกมันคิดว่าศิษย์พี่เฉิงเติงไม่รังแกผู้หญิงอยากจะใช้กลยุทธ์หญิงงามกระมัง”
“ฮ่าๆๆๆ อย่าริอาจเสียทั้งขึ้นทั้งล่องเลยจะดีกว่า”
“ศิษย์พี่เฉิงเติง ศิษย์น้องหญิงนี่สวยไม่เบา คว้าตัวนางมาให้ได้ล่ะท่านฮ่าๆ”
...
ฝูงชนจากสำนักมากมายหัวเราะคิกคักด้วยเจตนาร้าย
หยางอวี่ไท่แห่งสำนักยุทธจักรพรรดิไม่วายหลุดยิ้มชอบใจหลายส่วน“เห็นทีเวลาวารีของสำนักดาราสวรรค์จะมาถึงกาลสิ้นสุดแล้วไม่มีใครออกโรงเลยแม้แต่คนเดียวเช่นนี้”
“ท่านดูถูกอิสตรีหรือ?” ซูเสวี่ยโหรวข้างกันถามเรียบนิ่ง
หยางอวี่ไท่รีบแก้ตัว “ฮะๆ ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นศิษย์น้องซูอย่าจริงจังนักเลย อย่าจริงจัง!”
ทางฝั่งสำนักวายุจักรพรรดิ เหรินชงลูบคางด้วยมือซ้ายเบาๆใบหน้ายังประดับยิ้มสำราญไม่สนโลก “เหอะๆ ศิษย์น้องหญิงเย่โยวคนที่ตามจีบเจ้าเมื่อก่อนเหมือนจะขี้ขลาดตาขาวกว่าที่คิดไว้นะ! ถึงได้ส่งผู้หญิงขึ้นสังเวียนเช่นนี้...”
วาจายามอมยิ้มกลับถากถางอย่างเด่นชัด!
เย่เหยาข้างกันขมวดคิ้ว มีแววไม่พอใจ
เย่โยวกลับนิ่งสงบไร้วี่แววอารมณ์ใด “เรื่องราวเก่าก่อน ไยต้องเอ่ยถึง?”
“เจ้าพูดถูกแล้ว ข้ารับรองเลยว่า คนต่ำช้าเช่นมันจะไม่มีวันได้โผล่หน้ามาให้เจ้าเห็นอีกฮ่าๆๆๆ”
เหรินชงยิ้มสนุกสนานแต่กลับเต็มไปด้วยแววน่าขนลุกชวนใจสั่น
เย่เหยาอดกำหมัดน้อยๆ ไม่ได้ ไม่พอใจอย่างสุดซึ้งนางรู้สึกว่าวันนี้จะต้องมีเรื่องไม่ธรรมดาเกิดขึ้นแน่
ฝ่ายเหลียงอี้หมิงที่นั่งอยู่อีกด้านลอบส่ายหน้าเห็นทีวันนี้ฉู่เหินคงคราวเคราะห์มากกว่าคราวโชคขอให้เขารออยู่ใต้สังเวียนตลอดรอดฝั่งเถิด จะได้มีชีวิตรอดอยู่ได้
...
บนสังเวียนประลอง!
“ฮะๆ ศิษย์น้องหญิงท่านนี้ ลงไปเสียเถิด! เกิดข้าไม่ทันระวังทำเจ้าบาดเจ็บขึ้นมาจะไม่ดีเท่าไรนัก” ดวงตาเฉิงเติงสำนักล่าอินทรีฉายแววย่ามใจหลายส่วน
“ฮึ เลิกมาวางก้ามต่อหน้าแม่ได้แล้ว ตายเสียเถอะ!”
ชิ้ง!
เสียงโลหะสั่นไหวชวนใจสั่น กระบี่เล่มงามเบาปรากฏกายในมือโจวลู่นางถือกระบี่บุกเข้าไป ปราณกระบี่คมกล้าฟาดฟันดุจแสงเงาตามผู้เป็นนาย
“ฮะๆ ไม่เลวนี่! ใจกล้าน่าดู!”
เฉิงเติงหน้าตาผ่อนคลาย ปลดปล่อยพลังหยวนแท้สาดซัดออกมา เขารวมพลังที่มือทั้งสองข้างแล้วใช้มือเปล่ารับกระบี่ของโจวลู่
...
“ศิษย์พี่หญิงโจวลู่สู้เขา!”
“สั่งสอนมันให้หลาบจำ”
...
“ศิษย์พี่เฉิงเติงเบามือหน่อยท่านไม่เช่นนั้นโดนหาว่ารังแกผู้หญิงจะไม่ดีเอาได้”
“ฮ่าๆ พูดอีกก็ถูกอีก”
...
สำนักดาราสวรรค์และสำนักล่าอินทรีต่างก็ตะโกนให้กำลังใจโจวลู่และเฉิงเติงแต่เห็นได้ชัดว่าแสนยานุภาพของสำนักล่าอินทรีบดบังดาราสวรรค์เสียมิด
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงจำนวนคนที่แตกต่างราวฟ้ากับเหวแค่แสนยานุภาพก็คนละชั้นกันแล้ว
ฟิ้ว!
โจวลู่เพลงกระบี่สวยสดงดงาม รวดเร็วฉับไวแสงกระบี่สกาวตาราวแสงเงาแต่กลับลายตา นางบุกโจมตีไม่หยุดเฉิงเติงเริ่มเปลี่ยนจากฝ่ายรุกมาตั้งรับ ใช้วิธีหลบหลีกรวดเร็วและถอยร่นเพื่อรับมือนาง
“ศิษย์พี่โจวลู่ทำดีมากขอรับ”หลี่ฮุยเย่ใต้สังเวียนกำหมัดแน่นอย่างสุดจะกลั้น พึมพำกับตนเอง“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราต้องชนะแน่”
บรรดาศิษย์ใหม่คนอื่นต่างเห็นความหวังของชัยชนะอยู่รำไร
“ไม่นึกเลยว่าน้องสาวจะใจกล้าเช่นนี้!”มู่เฟิงเคาะขาตัวเองที่ไขว่ห้างอยู่ ท่าทางไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย
ฉู่เหินเพ่งสายตาเล็กน้อย เขายอมรับในความลื่นไหลของวิชากระบี่โจวลู่ ไม่ได้คิดแตกต่างจากที่คนอื่นคิดหากโจวลู่รักษาสภาพแบบนี้ไว้ได้ย่อมจะได้ชัยแน่
แต่ปัญหาคือนางไม่อาจรักษาจังหวะความเร็วเช่นนี้ไปตลอดได้
หากตามไม่ทันเมื่อใด ศัตรูจะฉวยโอกาสนั้นโต้กลับทันที
...
เหมือนเช่นที่ฉู่เหินคิดเอาไว้ สิบนาทีให้หลังโจวลู่ก็แผ่วจังหวะลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฮะๆ มีจุดอ่อน!”
เฉิงเติงหัวเราะได้ใจ ฉวยโอกาสตอนโจวลู่หมดพลังเก่า ยังไม่ได้ใช้พลังใหม่เบนตัวหลบกระบี่ที่แทงตรงมาวาดมือเดียวเป็นฝ่ามือฟาดใส่เอวนาง
“ศิษย์พี่หญิงระวัง...” หลี่ฮุยเย่ตะโกนลั่น
โจวลู่สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย รีบถอยหลบเร็วรี่ ร่ายเพลงกระบี่บุปผากระบี่ห้าดอกระเบิดแลบแล่นออกไปจู่โจมหน้าอกศัตรู ยามเคลื่อนไหวบุปผากระบี่ทั้งห้าเรียงเป็นรูปผกาดอกหนึ่ง มองไกลๆ จะเห็นเป็นดอกเหมยในเหมันตฤดูบานสะพรั่งสดสวยกระจายกลิ่นอายคมกริบเย็นเยียบ
เป็นการโจมตีที่น่าครั่นคร้ามยิ่งนัก!
กระนั้น เฉิงเติงดูเหมือนจะรอท่าอยู่ก่อนแล้ว เขาหัวเราะเยาะพลังหยวนแท้โหมกระหน่ำดุจเกลียวคลื่นรวมตัวไปยังฝ่ามืออย่างว่องไวสิ้นพลังลมแรงกล้า แสงสีดำสาดเทระเบิดออกจากฝ่ามือเขา
แกว๊ก
เสียงร้องของอินทรีอันกังวานก้องสะท้อนบนสังเวียน เฉิงเติงตวาดลั่นผลักฝ่ามือทั้งสองออกไป ร่างมายาพญาอินทรีปรากฏกายนำพาอานุภาพทรงพลังเกินต้านทานพุ่งปรี่เข้าหาโจวลู่
ตูม!
พลังหยวนแท้กระแทกดั่งฟ้าร้อง บุปผากระบี่ห้าดอกที่โจวลู่ใช้แตกสลายเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนปลิดปลิวกระเด็นไปไร้ทิศทาง
พริบตาต่อมา การบุกอันแกร่งกล้าปานน้ำหลากก็ชนร่างโจวลู่
ปึ้ง!
พลังหยวนแท้แตกซ่านกวาดล้างไป โจวลู่ตัวสั่น ถูกแรงสะเทือนจนล้มลงไปนอนกับพื้นสังเวียนกระบี่หลุดจากมือ เลือดแดงฉานไหลกลบปาก
การต่อสู้ จบลงในบัดดล!
“ศิษย์พี่หญิง...”หลี่ฮุยเย่และศิษย์สำนักดาราสวรรค์ทั้งหลายรีบขึ้นสังเวียนไปตรวจดูอาการโจวลู่
“ข้าไม่เป็นไร!” โจวลู่กุมหน้าอกหอบหายใจ ดวงหน้างามซีดเล็กน้อย
“ฮะๆ ศิษย์น้องหญิงน้อย ข้ายังไม่ทันออกแรงเลย! เจ้ากลับล้มแล้วหรือนี่?” เฉิงเติงหัวเราะสนุกสนาน
“เจ้า...” พวกหลี่ฮุยเย่ถลึงตามองด้วยความโกรธ
แต่ฝูงชนสำนักต่างๆ ใต้สังเวียนกลับมีสุขบนทุกข์ของพวกเขาหัวเราะร่าเหยียดหยามกันยกใหญ่
“ระดับแค่นี้ยังเข้าร่วมดาวชิงดวงได้อีกหรือนี่?”
“รีบกลับไปได้แล้วไป!”
“แนะว่าสำนักดาราสวรรค์อย่างพวกเจ้าอย่ากลับมาอีกเลยจะดีกว่า”
“ให้รุนแรงหน่อยก็ต้องขอหอจวินไหลให้ถอดชื่อสำนักดาราสวรรค์ออกไปเสีย”
...
“ฮึ โอหังอะไรกันนักกันหนา?” ทันใดนั้นเองร่างอันโงนเงนก็กระโดดขึ้นสังเวียนต่อสู้ “สำนัก ‘ลูกเจี๊ยบ’ อะไรสักอย่างนะพวกแก บังอาจทำร้ายผู้หญิงหรือ? เฟิงรูปหล่อผู้นี้จะระเบิดไข่แกทิ้งเสีย”
…………………………