จารึกที่ 425 : หมอกควันหลังพายุ : ค่ายกลกักวิญญาณและความลับแห่งเซียนโบราณ
เมื่อความมืดมิดคลี่คลุมลงมาบดบังผืนฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ท้องฟ้าเหนือวิหารสุริยันจันทราที่เคยบิดเบี้ยวและเดือดพล่านด้วยเมฆสีเลือด บัดนี้กลับกลายเป็นค่ำคืนที่เงียบสงบ แสงดาวส่องประกายระยิบระยับ ทว่ากลิ่นคาวเลือดเจือจางยังคงล่องลอยอยู่ในมวลอากาศ เป็นเครื่องเตือนใจถึงมหาศึกที่เพิ่งผ่านพ้น
ภายในห้องหยกชั้นในสุดของวิหาร กลิ่นหอมของกำยานสมุนไพรโบราณลอยอวล อาเจียนอนทอดร่างอยู่บนเตียงสลักที่สลักจากไม้ปราณหมื่นปี ใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก ลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาทว่าสม่ำเสมอ รอบเตียงมีลวดลายอักขระสีทองอร่ามนับพันตัวลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศ ถักทอเป็นตาข่ายแสงเพื่อประคองเส้นชีพจรของชายหนุ่มมิให้ปริแตกไปมากกว่านี้
มู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งทาบลงบนหน้าอกของอาเจีย ปราณบริสุทธิ์ถูกถ่ายทอดเข้าไปอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวลที่สุด
"ปฏิกิริยาสะท้อนกลับรุนแรงนัก..." มู่เฉินรำพึงเสียงแผ่วเบา คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "การรับเจตจำนงของคนนับหมื่นเข้ามาเป็นตัวกลาง แม้จะผ่านปฐมอาณาเขต ทว่าภาระที่ตกอยู่กับทารกวิญญาณสูญตาก็ยังหนักหนาเกินกว่าระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นต้นจะทนรับได้ หากมิใช่เพราะวิถีแห่งสูญญตามีคุณสมบัติกลืนกินและประนีประนอม... รากฐานของเขาคงพังทลายไปแล้ว"
ข้างหลังมู่เฉิน ฉินมู่หลาง เฟิงอวี้หราน หลินซิงเสวี่ย เย่วปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเออร์ ยืนเฝ้าอยู่อย่างเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงรบกวน แม้ว่าพวกเขาจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองมาได้ ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายร่วมตาย ความหนักอึ้งในใจก็ยิ่งทวีคูณ
"ท่านมหาปรมาจารย์..." หลินซิงเสวี่ยก้าวออกมาครึ่งก้าว นัยน์ตาทอแววห่วงใย "ปราณพฤกษาของข้าพอจะช่วยประสานรอยร้าวในเส้นชีพจรของเขาได้หรือไม่เจ้าคะ?"
"อย่าเพิ่งวู่วาม ซิงเสวี่ย" มู่เฉินส่ายหน้าเบาๆ "ภายในตัวอาเจียตอนนี้เต็มไปด้วยเศษเสี้ยวเจตจำนงแห่งฟ้าดินที่ปะทะกัน หากเจ้าส่งปราณพฤกษาเข้าไป มันจะกลายเป็นเป้าหมายให้กฎเกณฑ์เหล่านั้นโจมตี สิ่งเดียวที่ทำได้คือปล่อยให้ความว่างเปล่าในตัวเขาค่อยๆ ย่อยสลายความปั่นป่วนนี้เอง... พวกเจ้าจงไปพักฟื้นเถิด ศึกนี้สูบพลังของพวกเจ้าไปไม่น้อย"
มิตรสหายทั้งห้าลอบถอนหายใจ แม้จะห่วงใยเพียงใด แต่พวกเขาก็รู้ว่าคำกล่าวของอาจารย์นั้นถูกต้องที่สุด พวกเขาประสานมือคำนับก่อนจะถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อประตูห้องหยกปิดลง อาเจียที่นอนหลับตาอยู่ก็ค่อยๆ ขยับนิ้วมือ เปลือกตาของเขาเปิดขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำขลับที่ทอประกายลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม
"ท่านอาจารย์... ศิษย์ทำให้ท่านต้องลำบากอีกแล้วขอรับ" เสียงของอาเจียแหบพร่า ทว่าแฝงความหนักแน่น
มู่เฉินระบายรอยยิ้มบางๆ ละมือออกจากหน้าอกของชายหนุ่ม "คนแก่เช่นข้า มีหน้าที่คอยประคองแผ่นหลังให้คนหนุ่มเช่นเจ้าได้ก้าวเดินต่อไป... รู้สึกตัวตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
"เมื่อครู่ขอรับ... ทารกวิญญาณของข้าเพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหล" อาเจียยันกายขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก เลือดที่คั่งอยู่ภายในถูกขับออกมาเป็นไอหมอกสีคล้ำ "การฝืนกฎเกณฑ์ด้วยการดึงเจตจำนงของคนนับหมื่น ทำให้ข้าได้ตระหนักถึงบางสิ่ง... มหาเวทสูญญตา 大空法 (ต้า-คง-ฝ่า) มิใช่เพียงการลบเลือนให้หายไป แต่มันคือการ 'เปลี่ยนผ่าน' สรรพสิ่งให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า ก่อนจะรังสรรค์มันขึ้นมาใหม่"
"ยอดเยี่ยม... เจ้าเข้าใจถึงแก่นแท้ได้รวดเร็วสมกับที่เป็นสายเลือดหมื่นอักขระ" มู่เฉินลูบเคราด้วยความพึงพอใจ "การรับปฏิกิริยาสะท้อนกลับในครั้งนี้ นับว่าคุ้มค่าแล้ว... แต่ศึกข้างหน้าย่อมหนักหนากว่านี้หลายเท่านัก ตี้เทียนอู๋สูญเสียเจตจำนงที่แท้จริงไปบางส่วน มันย่อมไม่ยอมรามือเป็นแน่"
อาเจียพยักหน้า นัยน์ตาสูญตาทอประกายเย็นเยียบ "นั่นคือเหตุผลที่ข้าสั่งให้หลินซิงเสวี่ยพันธนาการผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่ไว้แบบเป็นๆ ขอรับ... พวกเขารู้โครงสร้างของค่ายกลกลืนฟ้า 吞天阵 (ทวินเทียนเจิ้น) ดีกว่าใคร"
ลึกเข้าไปในคุกศิลาใต้ดินของวิหารสุริยันจันทรา บรรยากาศหนาวเหน็บและชื้นแฉะ
ผู้อาวุโสคุมกฎระดับข้ามผ่านมหายานทั้งสี่แห่งตระกูลเซียนโบราณ ถูกเถาวัลย์พฤกษาสีหยกของหลินซิงเสวี่ยรัดตรึงไว้กับเสาศิลาโลหิต เถาวัลย์เหล่านั้นมีหนามแหลมที่ทิ่มแทงทะลุจุดชีพจรสำคัญ ตัดขาดการไหลเวียนของลมปราณอย่างสิ้นเชิง ร่างกายของพวกเขาซูบผอมและแก่ชราลงอย่างน่ากลัว ผลจากการเผาผลาญอายุขัยเพื่ออัญเชิญเจตจำนงของตี้เทียนอู๋
เสียงฝีเท้าดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหิน อาเจียในชุดคลุมสีครามที่สะอาดสะอ้าน เดินเข้ามาพร้อมกับฉินมู่หลางและหลี่ชางไห่
เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามา ผู้อาวุโสที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาก็เงยหน้าขึ้น แค่นเสียงอย่างหยิ่งยโส "คิดจะมาเยาะเย้ยพวกข้าหรือ? เด็กเมื่อวานซืน... แม้พวกข้าจะตกเป็นเชลย แต่เจตจำนงแห่งตระกูลเซียนโบราณมิใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะเหยียบย่ำได้ หากเจ้าคิดจะล้วงความลับจากพวกข้า ก็จงฆ่าข้าทิ้งเสียเถอะ!"
"การเข่นฆ่ามิใช่วิสัยของข้าเสมอไป" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้อาวุโสทั้งสี่ต้องลอบกลืนน้ำลาย "พวกท่านทุ่มเทอายุขัยเพื่ออัญเชิญร่างเงาของผู้นำตระกูล แต่ท้ายที่สุด เขาปรายตามองความตายของพวกท่านหรือไม่? กฎเกณฑ์ที่สร้างบนการสูบกลืนผู้อื่น ย่อมไม่มีความจงรักภักดีที่แท้จริง"
"หุบปาก! เจ้าไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์วิถีของสวรรค์!" อีกหนึ่งผู้อาวุโสตวาดลั่น แม้จะอยู่ในสภาพไร้ทางสู้ แต่ทิฐิของระดับข้ามผ่านมหายานก็ยังฝังรากลึก
อาเจียส่ายหน้าช้าๆ "ข้าไม่ได้มาเพื่อวิจารณ์... ข้ามาเพื่อ 'อ่าน' มันต่างหาก"
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ ผู้อาวุโสที่มีรอยแผลเป็นเบิกตากว้างเตรียมต้านทานการถูกค้นวิญญาณ ทว่าอาเจียกลับไม่ได้สัมผัสตัวเขา อาเจียเพียงยกมือขวาขึ้น ปลายพู่กันนิรันดร์ตวัดขีดเขียนกลางอากาศธาตุ
ลวดลายอักขระสีเทาหม่นก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้พุ่งเข้าแทรกแซงสมอง แต่กลับลอยไปประทับอยู่บนพื้นที่กว้างตรงหน้าผู้อาวุโสทั้งสี่
"จารึกแทรกแซง... สูญญตาแยกส่วนวิญญาณ!"
แสงสีเทาวาบขึ้น บัญชาอักขระป้องกันความลับในสมองของผู้อาวุโสทั้งสี่ที่ตี้เทียนอู๋สลักไว้ เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทว่าแทนที่มันจะระเบิดทำลายวิญญาณเพื่อรักษาความลับตามกลไก อักขระสูญตาของอาเจียกลับ 'แยก' กลไกนั้นให้ลอยออกมาล้อมรอบวิญญาณแทน ทำให้มันไร้ผลในพริบตา
"เจ้า... เจ้าทำอะไร!" ความหวาดกลัวที่แท้จริงปรากฏขึ้นในดวงตาของเชลยทั้งสี่ การถูกค้นวิญญาณว่าน่ากลัวแล้ว แต่การถูกปลดเปลื้องกลไกการตายอย่างง่ายดาย นี่คือความพ่ายแพ้ที่ลึกซึ้งกว่า
เนตรสูญตาของอาเจียทอแสงจับจ้องไปที่ดวงวิญญาณที่ไร้การป้องกัน ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับโครงสร้างของค่ายกลกลืนฟ้า ทิศทางการไหลเวียนของปราณ และพิกัดของแกนกลางในทวีปศักดิ์สิทธิ์ ไหลบ่าเข้าสู่การรับรู้ของเขา
"เช่นนี้นี่เอง..." อาเจียลดมือลง นัยน์ตาทอประกายแห่งความเข้าใจ "ค่ายกลกลืนฟ้า 吞天阵 (ทวินเทียนเจิ้น) แท้จริงแล้วไม่ได้มีจุดศูนย์กลางเพียงจุดเดียว แต่มันผูกติดอยู่กับ 'เสาหลักศิลาเทวะ' ทั้งเก้าทิศที่ปักอยู่ตามขอบทวีปศักดิ์สิทธิ์ หากทำลายเสาหลักเหล่านั้นไม่ได้ ค่ายกลก็ไม่มีวันหยุดทำงาน... และการจะทำลายมัน ต้องใช้กลไกที่ตรงข้ามกับการกลืนกิน"
หลี่ชางไห่ที่ยืนฟังอยู่กำหมัดแน่น "หากเป็นเช่นนั้น พวกเราก็ไม่สามารถตั้งรับอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป ท่านผู้นำ... เราต้องเป็นฝ่ายบุก!"
"ถูกต้อง" อาเจียหันกลับมา รอยยิ้มเย็นเยียบที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ตระกูลเซียนโบราณคิดว่าพวกเขาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์มาตลอด... ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะใช้วิถีแห่งสูญญตา ลากพวกมันลงมาจากบัลลังก์!"